ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวล์ดแทร็ค 3.2: กระบะพันธุ์แกร่งที่ผสมผสานดีไซน์เร้าใจและสมรรถนะเหนือชั้น
ในบรรดารถกระบะที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดประเทศไทย ชื่อของ “ฟอร์ด เรนเจอร์” (Ford Ranger) คงเป็นชื่อที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน ด้วยดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่น บึกบึน และขนาดตัวถังที่ดูใหญ่โตสง่างาม ทำให้เรนเจอร์กลายเป็นรถกระบะที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของ
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า รถกระบะดีไซน์ดุดันเช่นนี้ จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชายเท่านั้น แต่จากประสบการณ์ของผมในวงการยานยนต์กว่า 10 ปี ผมพบว่ากระแสความนิยมในฟอร์ด เรนเจอร์ ขยายวงกว้างออกไปมากกว่าที่คิด คุณผู้หญิงหลายท่านก็แสดงความสนใจในรถกระบะรุ่นนี้อย่างชัดเจน ซึ่งในช่วงแรกผมเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เพราะโดยทั่วไปแล้ว ผู้หญิงมักจะชื่นชอบรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่ขับขี่คล่องตัว หาที่จอดง่าย แต่สิ่งที่ผมสังเกตเห็น คือกลุ่มผู้หญิงที่สนใจรถกระบะมักจะเป็นผู้ที่มีครอบครัวแล้ว ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความอเนกประสงค์ของรถประเภทนี้ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย ทั้งการโดยสารภายในที่สะดวกสบาย และการบรรทุกสัมภาระได้อย่างเต็มที่ เหมาะสำหรับทุกการเดินทางของครอบครัว
ฟอร์ด เรนเจอร์ T6: กำเนิดตำนานกระบะพันธุ์แกร่ง
ฟอร์ด เรนเจอร์ โฉมปัจจุบันที่เรารู้จักกันในรหัสตัวถัง T6 ได้เปิดตัวครั้งแรกในช่วงปลายปี 2012 ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ในตลาดรถกระบะเมืองไทย ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูใหญ่โตบึกบึนเหนือกว่าคู่แข่งในยุคนั้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับการอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลัง ส่งผลให้ราคาจำหน่ายในรุ่นท็อปทะลุ 1 ล้านบาท กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แบรนด์ฟอร์ดกลับมาได้รับความสนใจและเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง รถกระบะ “ทะลุล้าน” คันนี้ มีอะไรดี ทำไมถึงกล้าตั้งราคาสูงขนาดนั้น? คำถามเหล่านี้ดังขึ้นในวงสนทนาของผู้คนในยุคนั้น
ผมยังคงจำได้ดีว่า ในช่วงที่เรนเจอร์เปิดตัว ใครที่จับจองเป็นเจ้าของ มักจะต้องรอคอยการส่งมอบนานหลายเดือน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของตลาดที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ และนับเป็นก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามของฟอร์ด เรนเจอร์ ในตลาดไทย
และในวันนี้ ผมได้รับโอกาสอันดีที่จะได้ทดลองขับ “ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวล์ดแทร็ค 3.2” (Ford Ranger Wildtrak 3.2) รุ่นท็อปสุดกระบะทะลุล้าน! ซึ่งเป็นโอกาสที่จะได้สัมผัสสมรรถนะและความพิเศษของรถคันนี้อย่างเต็มที่
ดีไซน์ภายนอก: ความเข้ม ดุดัน และสปอร์ต
ทันทีที่ได้เห็นฟอร์ด เรนเจอร์ ไวล์ดแทร็ค 3.2 คันนี้ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความโดดเด่นของดีไซน์ที่ได้รับการตกแต่งพิเศษมาจากโรงงาน ทำให้รถดูหล่อเหลาพร้อมใช้งานทันทีที่ออกจากโชว์รูม
ด้านหน้า: กระจังหน้าขนาดใหญ่ที่เคยเป็นโครเมียม ถูกเปลี่ยนมาเป็นสีดำเข้ม เพิ่มความดุดัน ตัดกับสีบรอนซ์บริเวณชายล่าง และกรอบไฟตัดหมอกที่ช่วยเสริมมิติความบึกบึนให้กับด้านหน้า ไฟหน้าขนาดใหญ่รับกับเส้นสายอันแข็งแกร่งของตัวรถ การเลือกใช้สีดำตัดกับสีตัวถังในส่วนต่างๆ เช่น กรอบหน้าต่าง กระจกมองข้าง มือจับประตู และสปอร์ตบาร์บริเวณกระบะท้าย ล้วนช่วยเสริมลุคให้ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น
โครงสร้างตัวถัง: เส้นสายรอบตัวรถถูกเน้นย้ำด้วยโป่งล้อทั้งสี่ข้าง ทำให้รถดูบึกบึนแข็งแรงเป็นพิเศษ จับคู่กับล้ออัลลอยขนาดใหญ่ 18 นิ้ว ที่ให้มาตั้งแต่โรงงาน บันไดข้างได้รับการออกแบบมาอย่างลงตัว ไม่เกะกะจนเกินไป แต่ยังคงใช้งานได้จริง และอีกหนึ่งออปชั่นที่น่าสนใจคือ ไฟส่องสว่างข้างตัวรถที่ซ่อนอยู่ใต้กระจกมองข้าง ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มักพบในรถยนต์นั่งระดับกลางขึ้นไป แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดของฟอร์ด ที่มอบความสะดวกสบายและความหรูหราให้กับเรนเจอร์รุ่นนี้
ด้านท้าย: โลโก้ Ford และสัญลักษณ์ RANGER ขนาดใหญ่ติดอยู่ด้านท้ายอย่างชัดเจน เพื่อบอกให้รถคันหลังรู้ว่ากำลังขับตามอะไรอยู่ สำหรับรุ่น Wildtrak พิเศษนี้ ฝากระบะท้ายและกันชนหลังได้รับการเปลี่ยนเป็นสีดำทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากรุ่นปกติที่จะเป็นโครเมียม
ระบบอำนวยความสะดวก: ใต้โลโก้ Ford ยังซ่อนกล้องมองหลังเอาไว้ พร้อมเซ็นเซอร์กะระยะถอยหลัง 4 จุด บริเวณกันชนท้าย ซึ่งทำงานร่วมกับกล้อง ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการถอยจอดได้อย่างดีเยี่ยม ไฟท้ายขนาดใหญ่ ดีไซน์เรียบง่ายแบบ 3 ช่องสี่เหลี่ยม ก็ออกแบบมาให้มองเห็นได้ชัดเจน เหมาะสำหรับขาลุยที่ต้องการความปลอดภัย
ภายในห้องโดยสาร: ครบครัน สะดวกสบาย และสปอร์ต
ก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวล์ดแทร็ค 3.2 สิ่งที่สัมผัสได้คือความครบครันของออปชั่นเพื่อความสะดวกสบาย
ระบบความบันเทิงและการสื่อสาร: ระบบสั่งงานด้วยเสียง, ระบบบลูทูธ, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, ช่องต่อ AUX/USB, สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย, และระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกซ้าย-ขวา ล้วนถูกติดตั้งมาให้อย่างครบครัน
การใช้งาน: ในช่วงแรกที่ได้สัมผัส การใช้งานปุ่มควบคุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสียง, แอร์, หรือหน้าจอ MID (Multi-Information Display) อาจต้องอาศัยการทำความคุ้นเคยและศึกษาคู่มืออยู่บ้าง เพราะหากไม่ได้ใช้งานบ่อย อาจต้องละสายตาจากถนนมามองปุ่มควบคุม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่ควรระมัดระวัง
โทนสีและการออกแบบ: บรรยากาศภายในห้องโดยสารเน้นการตกแต่งด้วยโทนสีดำเป็นหลัก ตัดกับสีเงินเมทาลิกบริเวณคอนโซลกลาง, ปุ่มควบคุม, กรอบมาตรวัด, ครอบเกียร์, และมือจับประตู ซึ่งให้ลุคแบบรถสปอร์ตทันสมัย ทำให้ภายในดูไม่เรียบจนเกินไป
สีของไฟแสดงผล: ไฟหน้าปัด, เครื่องเสียง, ระบบแอร์, และจอ MID ถูกใช้เป็นสีฟ้าทั้งหมด ซึ่งในความเห็นส่วนตัวของผม หากเปลี่ยนเป็นสีส้ม จะให้ความรู้สึกสปอร์ตที่มากกว่านี้อย่างมาก และยังเข้ากันได้ดีกับเบาะนั่งที่มีการตัดลายและเดินด้ายสีส้ม ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศยามค่ำคืนให้รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในรถสปอร์ต
เบาะนั่ง: จุดเด่นที่ผมชื่นชอบมาก คือเบาะนั่งสีดำสลับด้ายส้ม พร้อมลายตาข่ายเล็กน้อย และปักชื่อรุ่น Wildtrak ถือเป็นดีไซน์ที่ดูดีมากๆ และเข้ากับตัวรถได้อย่างลงตัว เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น Wildtrak เบาะนั่งด้านหน้ามีขนาดใหญ่ เพียงพอสำหรับผู้โดยสารที่มีรูปร่างใหญ่ ไม่รู้สึกอึดอัด ในขณะที่ผู้โดยสารที่มีรูปร่างเล็ก อาจรู้สึกว่าปีกเบาะด้านข้างโอบรับตัวน้อยไปสักหน่อย แต่จากการทดลองขับทางไกลยาวๆ พบว่าไม่มีอาการเมื่อยล้าแต่อย่างใด กลับรู้สึกนั่งสบายไม่อึดอัด
พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลัง: สำหรับผมซึ่งสูง 178 ซม. พื้นที่โดยสารด้านหลังของเรนเจอร์ถือว่ากว้างขวางมาก ขาไม่ติดพื้นที่ด้านหน้า และเมื่อเอนพิงเบาะ พื้นที่เหนือศีรษะก็ยังเหลือเฟือ ทำให้การเดินทางไกลไม่รู้สึกอึดอัด อีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนกังวลในรถกระบะ 4 ประตู คือความชันของเบาะหลัง แต่จากการลองนั่งแล้ว พบว่านั่งสบายทีเดียว เมื่อเทียบกับรถกระบะ 4 ประตูหลายๆ รุ่น เบาะหลังมีความนุ่ม ให้ความรู้สึกสบายทั้งเบาะหน้าและหลัง หากคุณเป็นคนตัวใหญ่และกังวลเรื่องความอึดอัด ลองมาสัมผัสด้วยตนเอง รับรองว่าถูกใจแน่นอน
สมรรถนะเครื่องยนต์: พลังของ 3.2 ลิตร TDCi
ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวล์ดแทร็ค 3.2 มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล TDCi ขนาด 3.2 ลิตร VG Turbo พร้อม Intercooler ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 470 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 1,750-2,500 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมโหมดสปอร์ต Ds ที่สามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์เองได้
พละกำลังและการตอบสนอง: เครื่องยนต์รุ่นนี้ให้พละกำลังที่เหลือเฟือสำหรับการใช้งานทั่วไป และการบรรทุกสัมภาระก็ทำได้อย่างสบายๆ การตอบสนองของคันเร่งทำได้ดี แต่ก็จะมีอาการหน่วงเล็กน้อยก่อนที่รถจะตอบสนอง การใช้ความเร็วเดินทางที่ 110-130 กม./ชม. ทำได้อย่างสบายๆ เมื่อต้องการเร่งแซง เพียงแค่คิกดาวน์ หรือบางจังหวะอาจเพียงแค่เหยียบคันเร่งเพิ่มเล็กน้อย ก็สามารถแซงได้อย่างมั่นใจ
การทำงานของเกียร์อัตโนมัติ: อย่างไรก็ตาม ในบางจังหวะ การทำงานของเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เช่น เมื่อใช้ความเร็วประมาณ 120 กม./ชม. และต้องการเร่งแซง เมื่อทำการคิกดาวน์ เกียร์กลับไม่ยอมเปลี่ยนลงมาให้ แต่กลับใช้เกียร์เดิมและความเร็วค่อยๆ ไต่ขึ้นไปอย่างช้าๆ ทำให้การแซงในลักษณะถนนสวนทางอาจมีให้ลุ้นอยู่บ้าง แม้ในบางจังหวะเกียร์จะเปลี่ยนลงมาให้ก็ตาม อาจเป็นผลมาจากการตั้งโปรแกรมควบคุมระบบเกียร์ ที่ทางวิศวกรอาจต้องการให้ผู้ขับขี่ใช้แรงบิดได้เต็มประสิทธิภาพเพื่อความประหยัด ซึ่งในแง่หนึ่ง การตั้งโปรแกรมลักษณะนี้อาจทำให้ผู้ขับขี่หลายท่านไม่เข้าใจว่าทำไมรถเร่งแล้วไม่พุ่งไปอย่างรวดเร็ว และในสถานการณ์คับขันบนถนนสองเลนสวนทาง หากชุดเกียร์ไม่ตอบสนอง อาจนำไปสู่สถานการณ์ลำบากได้
การทดสอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.
ในการทดสอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. โดยมีผู้โดยสารรวมผู้ขับขี่ 4 คน และสัมภาระน้ำหนักประมาณ 300 กก. (รวมน้ำหนักรถประมาณ 2,200 กก.) ในโหมดการขับขี่ปกติ (D):
ครั้งที่ 1: 12.57 วินาที
ครั้งที่ 2: 12.59 วินาที
ครั้งที่ 3: 12.31 วินาที
ค่าเฉลี่ยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 12.49 วินาที
จากการสังเกต ในช่วงออกตัวมีอาการหน่วงเล็กน้อยประมาณ 1-1.5 วินาที ซึ่งเป็นช่วงที่เทอร์โบกำลังทำงาน เมื่อเทอร์โบเริ่มทำงาน รถจะพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วและไต่ระดับความเร็วขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง
พวงมาลัยและการควบคุม
น้ำหนักพวงมาลัยถูกเซ็ตมาค่อนข้างหนืดเล็กน้อย สำหรับใครที่เคยขับรถยนต์นั่งที่พวงมาลัยเบาๆ อาจรู้สึกว่าหนัก แต่เมื่อต้องวิ่งออกต่างจังหวัดทางไกล น้ำหนักพวงมาลัยเช่นนี้ช่วยลดอาการเหนื่อยล้าจากการประคองพวงมาลัยได้อย่างมาก การควบคุมรถทำได้อย่างมั่นใจ จากการทดลองขับระยะทางกว่า 900 กิโลเมตร ไปกลับ กรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ ตลอดทริปการทดสอบนี้ ไม่พบอาการเมื่อยล้าหรือปวดเมื่อยแต่อย่างใด ซึ่งต้องขอชื่นชมในส่วนของน้ำหนักพวงมาลัย, เบาะนั่ง, ช่วงล่าง, และสมรรถนะของตัวรถที่ได้รับการเซ็ตอัพมาอย่างดีสำหรับการขับขี่เดินทางไกล
ช่วงล่าง: ความแน่นหนึบ สไตล์ฟอร์ด
ช่วงล่างของ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวล์ดแทร็ค 3.2 ถูกเซ็ตมาแบบนุ่มนวล แต่ไม่ถึงกับยวบยาบ ยังคงมีความแน่นหนึบในสไตล์ของฟอร์ด จะมีอาการเด้งๆ อยู่บ้างตามแบบฉบับรถกระบะที่เซ็ตมาเผื่อการบรรทุก เมื่อขับผ่านถนนที่ไม่เรียบ นักสังเกตจากผู้โดยสารเบาะหลังจะรู้สึกถึงอาการกระโดดตลอดเส้นทาง แต่เมื่อลองนั่งด้วยตนเอง อาการเด้งนั้นเกิดขึ้นจริงแต่กลับไม่รู้สึกตึงตังจนเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยได้ ช่วงล่างมีการซับแรงกระแทกไว้ได้อย่างดี ถือว่าน่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับรถกระบะในระดับเดียวกัน อาจจะไม่ได้นุ่มหนึบเท่ารถยนต์นั่ง แต่ดีกว่ารถยนต์นั่งหลายคันเลยทีเดียว
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
เมื่อใช้ความเร็วเดินทางที่ 120 กม./ชม. มีการเร่งแซงบ้าง และบางจังหวะทำความเร็วไปถึง 160 กม./ชม. อัตราการบริโภคน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 10 กม./ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ด้วยเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ น้ำหนักรถ และผู้โดยสารบวกสัมภาระ ถือว่าอัตราบริโภคน้ำมันนี้ถือว่าโอเค ถึงแม้จะไม่ได้ประหยัดมากมายนัก แต่ก็เป็นตัวเลขที่ไม่น่าเกลียดเมื่อมองกลับไปในเรื่องของสมรรถนะที่ได้รับมา
บทสรุป: ตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับกระบะอเนกประสงค์
ท้ายที่สุดนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหารถกระบะ 4 ประตูอเนกประสงค์ ดีไซน์หล่อเท่ ที่มีอุปกรณ์ครบครันมาตั้งแต่โรงงาน “ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวล์ดแทร็ค 3.2” ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่เราอยากแนะนำ แต่สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจขึ้นอยู่กับความต้องการและความพึงพอใจของแต่ละบุคคล การได้ทดลองขับด้วยตนเอง จะเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุดว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวล์ดแทร็ค 3.2 ใช่หรือไม่ใช่สำหรับคุณ
หากคุณกำลังมองหารถกระบะที่ผสมผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะที่ทรงพลัง และความสะดวกสบายในการใช้งานทุกรูปแบบ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวล์ดแทร็ค 3.2 พร้อมตอบสนองทุกความต้องการของคุณ อย่ารอช้า! นัดหมายทดลองขับได้แล้ววันนี้ที่ศูนย์บริการฟอร์ดใกล้บ้านคุณ เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นด้วยตัวคุณเอง

