• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N1501053 หล งๆท ณทำต วม ญหา เป นเพราะว าผ ชายคนน เอง part2

admin79 by admin79
January 13, 2026
in Uncategorized
0
N1501053 หล งๆท ณทำต วม ญหา เป นเพราะว าผ ชายคนน เอง part2

นิสสัน ซิลฟี ซีโร่ อิดิชั่น: หมัดเด็ดทะลวงตลาด EV จีน ด้วยราคาดุดัน สู่ยุคใหม่แห่งยานยนต์พลังงานสะอาด

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวขึ้นมาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ซึ่งกำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไปอย่างสิ้นเชิง หนึ่งในสมรภูมิที่ดุเดือดและน่าจับตามองที่สุดคือตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีน ตลาดที่รัฐบาลผลักดันอย่างจริงจังจนเกิดการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างผู้ผลิตท้องถิ่นที่ดาหน้าส่งรถยนต์ EV ออกมาอย่างไม่ขาดสาย นี่คือสมรภูมิที่ Nissan ต้องงัดกลยุทธ์เด็ดออกมาสู้ นั่นคือ “นิสสัน ซิลฟี ซีโร่ อิดิชั่น” (Nissan Sylphy Zero Emission) หรือในชื่อที่คุ้นเคยสำหรับตลาดจีนว่า “Dongfeng Nissan Sylphy EV” ที่มาพร้อมกับราคาที่ต้องบอกว่า “ช็อกวงการ”

แรงหนุนจากรัฐบาลจีน: ตัวเร่งปฏิกิริยาตลาด EV

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านโยบายสนับสนุนยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles: NEVs) ของรัฐบาลจีน เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ทำให้ตลาด EV เติบโตอย่างก้าวกระโดด เป้าหมายในการผลักดันให้จีนกลายเป็นประเทศปลอดมลพิษและเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ EV ของโลก ได้สร้างแรงจูงใจมหาศาลให้กับผู้ผลิตทั้งในและนอกประเทศ การสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุน การลดหย่อนภาษี หรือการอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้เปิดโอกาสให้แบรนด์จีนอย่าง BYD, NIO, Geely, Wuling, และอีกมากมาย เติบโตอย่างก้าวกระโดด และสามารถนำเสนอรถยนต์ EV ที่มีราคาเข้าถึงได้ง่าย

แต่สำหรับค่ายรถยนต์จากต่างชาติ การเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่มีการจัดตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Venture) กับบริษัทจีน จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนเต็มที่ ทำให้หลายค่ายต้องเลือกระหว่างการเข้าสู่ตลาดด้วยข้อจำกัด หรือการปล่อยโอกาสทองนี้ไป Nissan เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เลือกจะเดินหน้า โดยได้ก่อตั้ง Dongfeng Nissan Passenger Vehicle ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าที่แข็งแกร่ง เพื่อรุกตลาด EV จีนอย่างเต็มตัว

Nissan Sylphy Zero Emission: การพลิกโฉมสู่ EVs ด้วยราคาที่เข้าถึงได้

หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ครั้งนี้ของ Nissan คือการนำเอารุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงอย่าง Sylphy มาพัฒนาร่วมกับระบบขับเคลื่อนของ Nissan Leaf รถยนต์ EV ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก และตั้งชื่อใหม่ว่า “Sylphy Zero Emission” นี่คือการผสมผสานความคุ้นเคยของตลาดกับเทคโนโลยี EV ที่พิสูจน์แล้ว

การปรับเปลี่ยน Sylphy จากรถยนต์สันดาปมาสู่รถยนต์ไฟฟ้า 100% ไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมวิศวกรต้องทำงานหนักเพื่อปรับสมดุลของตัวรถหลังการติดตั้งระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า การออกแบบฐานล้อให้รองรับน้ำหนักของแบตเตอรี่ และที่สำคัญคือการปรับปรุงสมรรถนะการขับขี่ให้ใกล้เคียงกับ Nissan Leaf ซึ่งสามารถวิ่งได้ระยะทางกว่า 338 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

ราคาคืออาวุธชิ้นสำคัญของ Nissan Sylphy Zero Emission สำหรับตลาดจีน โดยมีราคาเริ่มต้นเพียง 1.66 แสนหยวน หรือประมาณ 8 แสนบาท ซึ่งเป็นราคาที่สามารถแข่งขันได้อย่างสูสีกับผู้ผลิตท้องถิ่นรายอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือของแบรนด์ Nissan และเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามาอย่างยาวนาน การตั้งราคาเชิงรุกนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของ Nissan ในจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Nissan พร้อมที่จะเป็นผู้เล่นตัวหลักในตลาด EV จีน

แนวโน้มตลาด EV จีน 2025: การแข่งขันที่ร้อนแรงและโอกาสที่ซ่อนอยู่

รายงานข้อมูลล่าสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ในจีน ซึ่งประกอบไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน (BEVs), รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Extended-Range Electric Vehicle (EREVs) ในเดือนพฤษภาคม 2025 ยอดขายรถกลุ่มนี้สูงถึง 1.021 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 28.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

โดยประเภทรถยนต์ที่ครองตลาดมีดังนี้:

BEV: 607,000 คัน
PHEV: 298,000 คัน
EREV: 116,000 คัน

Geely Geome Xingyuan ขึ้นแท่นเป็นรถยนต์ NEV ที่ขายดีที่สุดในเดือนพฤษภาคม ด้วยยอดขาย 38,715 คัน และยังคงเป็นผู้นำยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปี ด้วยสถิติ 164,049 คัน แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จอย่างรวดเร็วของรถรุ่นใหม่ที่เปิดตัวเพียงไม่กี่เดือน

อย่างไรก็ตาม BYD ยังคงเป็นยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดอย่างแท้จริง โดยมีรถยนต์ติดอันดับ Top 20 มากถึง 9 รุ่น ในเดือนพฤษภาคม BYD มียอดขายรวมจาก 9 รุ่นนี้ประมาณ 181,000 คัน โดย BYD Seagull และ Qin Plus ต่างติดอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ

แบรนด์อื่นๆ ที่น่าจับตามอง ได้แก่ Wuling Hongguang Mini EV ซึ่งยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กได้อย่างเหนียวแน่น ตามมาด้วย Xiaomi SU7 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากแบรนด์ Gadget ชื่อดัง ที่สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดขายที่น่าประทับใจ และ Tesla แม้จะเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง แต่ Model Y และ Model 3 ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยม

เทรนด์ยางรถยนต์ 2025: ขอบ 20 นิ้ว ความนิยมที่พุ่งสูง

นอกเหนือจากความเคลื่อนไหวในตลาดรถยนต์ การเติบโตของรถยนต์ SUV, รถกระบะสมรรถนะสูง และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังส่งผลโดยตรงต่อตลาดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ยางรถยนต์” ข้อมูลจาก YellowTire.com แพลตฟอร์มออนไลน์ด้านยางรถยนต์ชั้นนำในประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า “ยางขอบ 20 นิ้ว” กลายเป็นหนึ่งในขนาดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2025

ความนิยมนี้สะท้อนถึงเทรนด์การออกแบบรถยนต์ที่เน้นความสวยงาม สมรรถนะ และความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ SUV และ EV ที่ต้องการการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม ความเงียบขณะขับขี่ และความสามารถในการรองรับแรงบิดสูง ขนาดยางยอดนิยม 10 อันดับแรก ได้แก่:

265/50R20
275/55R20
255/45R20
265/55R20
245/45R20
245/35R20
255/55R20
245/40R20
33X12.5R20
255/40R20

ตัวอย่างรถยนต์ที่ใช้ยางขอบ 20 นิ้ว เช่น Ford Everest, Toyota Fortuner, Isuzu MU-X, GWM Tank 500, Ford Ranger, Toyota Hilux Revo, Kia EV5, BMW i7, Deepal SO7, Volvo V90 Cross Country, BYD Sealion 7, Zeekr X เป็นต้น

สำหรับขนาด 265/50R20 ซึ่งเป็นที่นิยมสูงสุด พบว่ามีรุ่นยางยอดนิยมจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Continental, Michelin, Nitto, Bridgestone, Yokohama, Dunlop, Deestone, Maxxis, และ Westlake โดยมีราคาตั้งแต่ประมาณ 2,500 บาท ไปจนถึงกว่า 8,000 บาทต่อเส้น ขึ้นอยู่กับแบรนด์และรุ่น

ผู้เชี่ยวชาญด้านยางรถยนต์ให้มุมมองว่า ขนาดยาง 265/50R20 และ 275/55R20 ให้ความสมดุลที่ยอดเยี่ยมระหว่างความนุ่มนวลและการยึดเกาะถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเลือกใช้ยางที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีแรงบิดสูงขึ้น

ตลาดรถยนต์สหรัฐอเมริกา 2025: การเติบโตของ Hybrid และ Pickup

ในฝั่งตลาดรถยนต์สหรัฐอเมริกา ไตรมาสแรกของปี 2025 แสดงสัญญาณการเติบโตที่ดี โดยตลาดโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้จะมีประเด็นเรื่องการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ก็ตาม

ประเภทรถยนต์ที่มีอัตราการเติบโตสูง ได้แก่ รถยนต์กลุ่ม Hybrid และรถกระบะ ในขณะที่รถยนต์ SUV และรถกระบะยังคงครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ไว้ได้

25 อันดับ รุ่นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในสหรัฐฯ ประจำไตรมาสแรกปี 2025 (เรียงจากน้อยไปมาก):

Ford F-series (183,202 คัน, +26%)
Chevrolet Silverado (125,298 คัน, -8%)
Toyota RAV4 (115,402 คัน, -8%)
Honda CR-V (103,325 คัน, +9%)
RAM Pickup (78,848 คัน, -11%)
GMC Sierra (77,292 คัน, เล็กน้อย)
Chevrolet Equinox (71,002 คัน, -31%)
Tesla Model Y (ประมาณ 71,000 คัน, เล็กน้อย)
Toyota Camry (70,308 คัน, -10%)
Nissan Rogue (62,102 คัน, -32%)
Toyota Tacoma (59,825 คัน, +177%)
Chevrolet Trax (59,021 คัน, +57%)
Honda Civic (58,976 คัน, -5%)
Toyota Corolla (55,456 คัน, -8%)
Hyundai Tucson (54,973 คัน, +21%)
Nissan Sentra (54,536 คัน, +36%)
Subaru Forester (49,865 คัน, +3%)
Jeep Grand Cherokee (48,465 คัน, -11%)
Ford Explorer (47,314 คัน, -19%)
Subaru Crosstrek (43,612 คัน, +14%)
Kia Sportage (41,301 คัน, +11%)
Tesla Model 3 (ประมาณ 41,000 คัน)
Honda HR-V (40,944 คัน, +8%)
Subaru Outback (39,934 คัน, +13%)
Ford Maverick (38,015 คัน, -3%)

ตลาดรถยนต์ไทย 2025: การปรับตัวและความท้าทาย

ในประเทศไทย ตลาดรถยนต์ในช่วงต้นปี 2025 แสดงสัญญาณที่น่าสนใจ ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ในเดือนมกราคม 2025 รวม 12,376 คัน คิดเป็น 22.1% ของยอดจดทะเบียนรถยนต์รวม อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ลดลง 9.4% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมปีที่แล้ว

BYD Sealion 7 ครองแชมป์ยอดจดทะเบียนสูงสุดในเดือนมกราคม ตามด้วย BYD Dolphin, Deepal S07, MG4 Electric, และ DENZA D9

ในเดือนกันยายน 2568 ตลาดรถยนต์รวมมียอดขาย 48,350 คัน เพิ่มขึ้น 23.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยกลุ่มรถยนต์นั่งมียอดขาย 19,671 คัน เพิ่มขึ้น 25.5% และตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ปรับตัวดีขึ้นด้วยยอดขาย 28,679 คัน เพิ่มขึ้น 24.4%

สิ่งที่น่าจับตาคือกลุ่มรถยนต์ Hybrid (HEV) ที่มียอดขาย 12,756 คัน เพิ่มขึ้นถึง 73.45% จากปีก่อนหน้า และมียอดขายสะสม 9 เดือนแรกถึง 102,372 คัน คิดเป็นส่วนแบ่ง 51% ของตลาด xEV ทั้งหมด

แม้ว่าตลาดรถยนต์ไทยโดยรวมจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้น แต่ความผันผวนของราคาน้ำมัน และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

กลยุทธ์ของ Tesla: “E41” รถ EV รุ่นใหม่เพื่อตลาดจีน

Tesla กำลังเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาด EV ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างจีน จึงได้พัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ภายหัส “E41” โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดต้นทุนการผลิตลงอย่างน้อย 20% เมื่อเทียบกับ Model Y ซึ่งจะส่งผลให้สามารถตั้งราคาขายที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น

Tesla วางแผนที่จะใช้สายการผลิตที่มีอยู่แล้วที่โรงงาน Gigafactory Shanghai ในประเทศจีน ซึ่งเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท แนวคิด “Depop” คือการลดความซับซ้อนของกระบวนการผลิต แต่ยังคงรักษาคุณสมบัติหลักของรถไว้ เพื่อให้สามารถเปิดตัวผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

E41 คาดว่าจะมีขนาดเล็กกว่า Model Y รุ่นปัจจุบัน และอาจมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือขนาดแบตเตอรี่เพื่อลดต้นทุน การวางจำหน่ายในประเทศจีนเป็นหลัก เพื่อรักษาและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด ท่ามกลางคู่แข่งที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น Xiaomi SU7 และ Aito (ภายใต้ Huawei)

ราคาเริ่มต้นของ E41 คาดว่าจะอยู่ในช่วงประมาณ 210,800 – 242,800 หยวน (ประมาณ 1.05 – 1.21 ล้านบาท) หรืออาจจะต่ำกว่านั้น การเปิดตัว E41 ถือเป็น “หมากรุก” สำคัญของ Tesla ในการตอบโต้การแข่งขันที่รุนแรงนี้และรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การวิเคราะห์รถยนต์ Hatchback: ตัวเลือกที่ตอบโจทย์หลากหลาย

รถยนต์ Hatchback เป็นประเภทรถยนต์ที่มีความยืดหยุ่นสูง ด้วยดีไซน์ 3 หรือ 5 ประตู ที่มีประตูท้ายเปิดขึ้นได้ทั้งบาน ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยที่มากกว่ารถซีดานทั่วไป สามารถพับเบาะหลังเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระได้

ข้อดีของรถ Hatchback:

พื้นที่ใช้สอย: กว้างขวางกว่ารถเก๋ง นั่งด้านหลังได้สบาย
ความอเนกประสงค์: เบาะหลังพับได้ เพิ่มพื้นที่จัดเก็บ
ความคล่องตัว: ขนาดกะทัดรัด ขับขี่ง่ายในเมืองและนอกเมือง
ความประหยัด: ส่วนใหญ่เป็น Eco Car ประหยัดน้ำมัน
หาที่จอดง่าย: ด้วยขนาดที่มักไม่ใหญ่เกินไป
ทัศนวิสัยดี: กระจกบานใหญ่ ช่วยให้มองเห็นได้กว้าง

ข้อเสียของรถ Hatchback:

อาจกินน้ำมันมากกว่า: รูปทรงลู่ลมน้อยกว่าซีดาน
น้ำหนัก: อาจมีน้ำหนักมากกว่าซีดานเล็กน้อย
ราคา: บางรุ่นที่มีเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงอาจมีราคาสูงกว่า

รุ่น Hatchback ที่น่าสนใจในปี 2025:

Honda City Hatchback: มีรุ่นย่อยหลากหลาย ทั้งรุ่นเบนซินและไฮบริด e:HEV ราคาเริ่มต้น 599,000 บาท
Toyota Yaris Hatchback: ยอดนิยมตลอดกาล ด้วยความน่าเชื่อถือและความทนทาน ราคาเริ่มต้น 559,000 บาท
Mazda 2 Hatchback: ดีไซน์สปอร์ต รางวัลการันตีความยอดเยี่ยม ราคาเริ่มต้น 529,000 บาท
Mazda 3 Fastback: ตัวเลือกพรีเมียม หรูหรา พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ราคาเริ่มต้น 979,000 บาท
Suzuki Swift: รถ Eco Car ขนาดเล็ก ประหยัดน้ำมัน ช่วงล่างดีเยี่ยม ราคาเริ่มต้น 567,000 บาท
Mitsubishi Mirage: รถคันเล็ก ขับง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่ ประหยัดน้ำมัน ราคาเริ่มต้น 509,000 บาท
Honda Civic Hatchback (มือสอง): รุ่น FK ยังคงได้รับความนิยม ด้วยสมรรถนะที่ดีเยี่ยม
Nissan March (มือสอง): ผู้บุกเบิก Eco Car คันเล็ก ขับง่าย ประหยัดน้ำมัน

บทสรุป

ตลาดรถยนต์ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหัวหอกสำคัญ ประเทศจีนยังคงเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการแข่งขันที่ดุเดือด ในขณะที่ตลาดอื่นๆ ทั่วโลกกำลังปรับตัวตามเทรนด์นี้ Nissan Sylphy Zero Emission ที่มาพร้อมราคาที่น่าดึงดูด คือหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแข่งขันในตลาด EV ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

สำหรับผู้บริโภค นี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการเลือกซื้อรถยนต์ ด้วยนวัตกรรมที่ก้าวหน้า ราคาที่แข่งขันได้ และตัวเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ไปจนถึงรถยนต์ Hatchback อเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

คุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์แห่งอนาคต? สำรวจตัวเลือกที่ใช่สำหรับคุณ และสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครวันนี้!

Previous Post

N1501043 คล ปน จบแล ณจะเข าใจเอง คนไหนค อเพ อนแท คนไหนค อเพ อนก part2

Next Post

N1501035 แม ไม องมาย งก บหน ไหม นช ตหน part2

Next Post
N1501035 แม ไม องมาย งก บหน ไหม นช ตหน part2

N1501035 แม ไม องมาย งก บหน ไหม นช ตหน part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N1601032 เม ยหร อคนใช ใช อย างก บทาส part2
  • N1601049 บไม ได านแฟนเป นแบบน part2
  • N1601033 เม อก อนเป นถ งดาวมหาล ตอนน ได แฟนเป นคนงานก อสร าง part2
  • N1601031 เธอมาอย านฉ นได งไง นบ านล กสาวฉ นนะ part2
  • N1601035 เหรอ เขาเร ยก ตค หล งแต งงาน part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.