• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N1601038 โบน สบร ใครควรได ได และใครไม ควรได part2`

admin79 by admin79
January 13, 2026
in Uncategorized
0
N1601038 โบน สบร ใครควรได ได และใครไม ควรได part2`

Ford Everest: การประเมินสมรรถนะและความคุ้มค่าในปี 2025

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในตลาดรถยนต์ SUV/PPV ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การมาถึงของ Ford Everest รุ่นใหม่ในตลาดประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปิดตัวรถยนต์อีกคัน แต่เป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับเซ็กเมนต์นี้ บทความนี้จะเจาะลึกถึงแก่นแท้ของ Ford Everest โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่นเครื่องยนต์ Ford Everest 2.2 ลิตร และ Ford Everest 3.2 ลิตร พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4×4 เพื่อให้คุณได้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนและตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด

การวิเคราะห์สมรรถนะ: ตัวเลขที่ซ่อนความหมาย

หลายครั้งที่เราเห็นตัวเลขสมรรถนะแล้วอาจเกิดความสับสนได้ว่า ทำไมรุ่นเครื่องยนต์ใหญ่กว่าอย่าง Ford Everest 3.2 ลิตร 6AT 4×4 ถึงดูเหมือนจะด้อยกว่าคู่แข่งอย่าง Mitsubishi Pajero Sport ที่ใช้ขุมพลังความจุที่น้อยกว่า? คำตอบนั้นเรียบง่ายและแฝงอยู่ในรายละเอียดเชิงวิศวกรรม

ประการแรก คือ น้ำหนักตัวรถ รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 มีน้ำหนักมากถึง 2,480 กิโลกรัม ซึ่งเกือบ 2.5 ตัน! น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้ compounded ด้วยล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ซึ่งแม้จะสวยงาม แต่ก็เพิ่มภาระให้กับระบบส่งกำลังและช่วงล่างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในทางกลับกัน รุ่น Ford Everest 2.2 ลิตร 4×2 เมื่อพิจารณาจากตัวเลขตามมาตรฐานทั่วไป อาจดูอืดอาดไปบ้าง แต่ในความเป็นจริง หากมองลึกลงไปถึงบุคลิกการขับขี่ ทั้งสองขุมพลัง Puma ใน Everest รุ่นล่าสุดมีลักษณะร่วมกัน คือในช่วงออกตัว 0-30 กม./ชม. (เกียร์ 1) และต่อเนื่องถึง 60 กม./ชม. (เกียร์ 2) ตัวรถจะพุ่งทะยานออกไปได้อย่างน่าพอใจ ให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉง

ทว่า พอความเร็วแตะระดับ 70 กม./ชม. อาจสังเกตได้ว่า มีอาการ “ชะงัก” เล็กน้อย ราวกับลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้าถูกสั่งให้ปิดลงเล็กน้อย ส่งผลให้การส่งกำลังต่อเนื่องขาดช่วงไปบ้าง หากไม่มีอาการนี้ ตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. จะดีกว่าที่เป็นอยู่มาก สำหรับรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ควรทำได้ราว 11.6-11.7 วินาที และรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ควรทำได้ราว 12 วินาทีปลายๆ ใกล้เคียงกับ Ford Ranger 2.2 ลิตร รุ่นก่อนหน้า

ความเร็วสูงสุด: เส้นทางสู่จุดหมาย

การไต่ระดับความเร็วของ Ford Everest 3.2 ลิตร 4×4 ทำได้อย่างต่อเนื่องจนถึงประมาณ 140-150 กม./ชม. หลังจากนั้น อัตราเร่งจะช้าลง และมักจะคงที่อยู่ที่ราว 160 กม./ชม. การจะทะยานไปให้เร็วกว่านั้น อาจต้องอาศัยเนินช่วยส่ง หรือใช้กำลังเครื่องยนต์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในที่สุดจะไปหยุดนิ่งที่ความเร็วสูงสุดประมาณ 185 กม./ชม.

สำหรับ Ford Everest 2.2 ลิตร 4×2 เป็นไปตามคาด ความเร็วจะไต่ขึ้นอย่างเนิบๆ แต่ต่อเนื่อง จนถึงราว 160 กม./ชม. การจะทะลุขีดจำกัดนี้ไปได้นั้น ต้องอาศัยการเหยียบคันเร่งจนมิดเป็นเวลานาน และในบางสภาวะ อาจต้องอาศัยเนินช่วยส่งเช่นกัน กว่าจะถึงความเร็วสูงสุด 181 กม./ชม. ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความอดทนสูง

ข้อควรจำ: การทดสอบความเร็วสูงสุดเป็นการทดสอบเพื่อข้อมูลเท่านั้น เราไม่สนับสนุนให้ผู้ขับขี่ท่านใดทำการทดสอบเช่นนี้บนท้องถนนสาธารณะ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงและผิดกฎหมายจราจร ความปลอดภัยควรมาก่อนเสมอ

การขับขี่ใช้งานจริง: พละกำลังที่ “แรงสมตัว”

ในภาพรวม ทั้งเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ให้สัมผัสที่ “แรงสมตัว” ไม่ได้เกินความคาดหมาย แม้รุ่น 3.2 ลิตร จะมีกำลัง 200 แรงม้า แต่เมื่อต้องแบกน้ำหนักตัวเกือบ 2.5 ตัน ทำให้พละกำลังเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Chevrolet Trailblazer หรือ Mitsubishi Pajero Sport อาจจะไม่ได้โดดเด่นกว่ามากนัก แต่ถือว่าทำได้ “เสมอตัว” โดยแรงม้าที่เพิ่มขึ้น ถูกนำไปชดเชยกับน้ำหนักตัวที่มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในบางจังหวะของการเร่งแซง การถอนคันเร่งอย่างฉับพลัน อาจทำให้เกิดอาการ “กระโจน” เล็กน้อย คล้ายรถเก๋งที่ใช้เกียร์ CVT ซึ่งเป็นผลมาจากลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้าที่รอการปิดการทำงานสักครู่

สำหรับ Ford Everest 2.2 ลิตร 4×2 อัตราเร่งไม่ได้อืดอาดอย่างที่คิด โดยเฉพาะในการใช้งานในเมือง การตอบสนองในช่วงออกตัวจากสี่แยกไฟแดง ทำได้ดีเกินคาด มอเตอร์ไซค์บางคันยังต้องเร่งเครื่องมากกว่าปกติเพื่อจะแซงขึ้นมาได้

การควบคุมและการตอบสนอง: ความแม่นยำที่น่าประทับใจ

ระบบบังคับเลี้ยว EPAS (Electronics Power Assist Steering Wheel) เป็นอีกจุดเด่นที่ Ford นำมาใช้เป็นรายแรกในกลุ่ม SUV/PPV ในประเทศไทย การควบคุมด้วยไฟฟ้าทำให้สามารถติดตั้งระบบช่วยจอด Parking Assist ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยของรุ่น 3.2 ลิตร ค่อนข้างเบา แต่ยังคงมีน้ำหนักพอรู้สึกได้ ไม่เบาหวิวเหมือนบางแบรนด์ ในขณะที่รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 จะมีน้ำหนักที่เบากว่าอย่างชัดเจน จนบางครั้งรู้สึกว่าเบาเกินไปหน่อย แต่ก็ยังดีที่ยังมีแรงต้านมือให้สัมผัสได้บ้าง

เมื่อความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยของทั้งสองรุ่นจะหนืดขึ้นจริง แต่ในรุ่น 3.2 ลิตรจะหนืดขึ้นอย่างเหมาะสม ส่วนรุ่น 2.2 ลิตร หนืดขึ้นน้อยกว่า แต่จุดที่น่าชื่นชมคือ การเซ็ตระยะฟรีของพวงมาลัย และ On-centre feeling ที่ทำได้ดีเยี่ยม ควบคุมได้แม่นยำ และมีความต่อเนื่องในการหมุน (Linear) ในระดับที่ SUV ทั่วไปพึงจะเป็น

หมายเหตุ: รัศมีวงเลี้ยว 5.85 เมตร อาจกว้างไปนิดสำหรับการกลับรถในพื้นที่แคบ แต่โดยรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

ช่วงล่าง: ความหนึบแน่นที่มอบความมั่นใจ

ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าแบบปีกนกคู่ Double Wishbone และด้านหลังแบบคอยล์สปริงพร้อม Watt’s Link ให้การตอบสนองที่ดี

ในรุ่น Ford Everest 3.2 ลิตร 4×4 ที่เซ็ตมาแนวหนักแน่น ช่วงล่างจะส่งแรงสะเทือนขึ้นมาให้สัมผัสได้ชัดเจนในช่วงความเร็วต่ำ แต่ก็ไม่ถึงขั้นสะเทือนจนเกินทน โดยน้ำหนักตัวที่มากช่วยลดอาการดีดเด้งลงได้มาก

เมื่อใช้ความเร็วเดินทาง หรือความเร็วสูง รุ่น 3.2 ลิตร จะมอบความนิ่ง หนักแน่น และมั่นคงอย่างเหลือเชื่อ การยึดเกาะถนนทำได้ดีเยี่ยมในกลุ่ม SUV/PPV อาการเด้งหรือดีดดิ้นของช่วงล่างด้านหลังมีน้อยมาก

สำหรับ Ford Everest 2.2 ลิตร 4×2 ช่วงล่างจะยังคงความแน่น หนึบ แต่มีการสะเทือนจากรอยต่อถนน หรือพื้นผิวขรุขระให้สัมผัสได้บ้าง ไม่ได้ซับแรงได้เนียนเท่า Pajero Sport แต่ก็ถือว่าน้อยกว่ารุ่น 3.2 ลิตร

การเข้าโค้งต่างๆ ด้วยความเร็วสูง ทำได้อย่างมั่นใจ โดยไม่รู้สึกถึงอาการหน้าไถล (Understeer) มากนัก แม้จะใช้ยางที่ติดรถมาก็ตาม

เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง Pajero Sport จะนุ่มนวลกว่าเล็กน้อยในการขับขี่ในเมือง หรือผ่านพื้นผิวขรุขระ ส่วน Isuzu MU-X จะเน้นความนุ่ม แต่ช่วงล่างด้านหลังยังแอบเด้ง Chevrolet Trailblazer จะหนึบขึ้นมาอีกนิด แต่ Toyota Fortuner จะแข็งสะเทือนที่สุดในกลุ่ม

ระบบเบรก: ความมั่นใจในการหยุดรถ

ระบบเบรก ดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อมจานหน้าแบบมีครีบระบายความร้อน พร้อมระบบ ABS, EBD, Brake Assist, ESP, Traction Control และระบบช่วยเหลืออื่นๆ เช่น Roll Over Mitigation, Hill Descent Control (เฉพาะรุ่น 3.2), Hill Launch Assist, Trailer Sway Control

แป้นเบรกมีระยะเหยียบที่ค่อนข้างยาวและลึก การตอบสนองนุ่มนวล ให้ความรู้สึกเหมือนรถยนต์เยอรมันยุคใหม่ ในช่วงแรกของการเหยียบ อาจไม่รู้สึกถึงการหน่วงมากนัก แต่เมื่อเหยียบลึกลงไปประมาณ 25-30% การหน่วงจะเริ่มทำงานอย่างชัดเจน

ภาพรวมถือว่า สามารถเบรกได้อย่างนุ่มนวลในสภาพการจราจรติดขัด และมั่นใจได้ในการลดความเร็วจากย่านความเร็วสูงในระยะสั้น โดยไม่ปรากฏอาการ Fade ระบบเบรกถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของกลุ่ม

ข้อเสนอแนะ: หากปรับปรุงการตอบสนองของแป้นเบรกให้ Linear ขึ้นตั้งแต่เริ่มแตะ อาจช่วยเพิ่มความมั่นใจได้อีก

ความปลอดภัย: เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อการปกป้อง

Ford Everest โดดเด่นด้วยการอัดแน่นด้วยอุปกรณ์ Active Safety ที่ทันสมัยในรุ่น Titanium+ ทั้ง 2.2 ลิตร และ 3.2 ลิตร

Adaptive Cruise Control: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า
Collision Mitigation: ระบบเตือนการชนด้านหน้า พร้อมการช่วยเบรก
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: ระบบเตือนและช่วยประคองรถให้อยู่ในเลน
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบเตือนมุมอับสายตาจาก Volvo
Active Park Assist: ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (Parallel & Perpendicular Parking)
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง

สำหรับ Passive Safety ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ใบ (รุ่น 3.2 Titanium+ เพิ่มถุงลมนิรภัยหัวเข่าคนขับเป็น 7 ใบ) เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 7 ที่นั่ง, ISOFIX, ESS และได้รับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ANCAP 5 ดาว และ ASEAN NCAP 4-5 ดาว

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ความประหยัดที่ต้องแลก

เป็นที่เข้าใจกันว่า รถยนต์ SUV/PPV ที่มีน้ำหนักมาก ย่อมไม่สามารถประหยัดน้ำมันได้เทียบเท่ารถ Eco Car

Ford Everest 3.2 ลิตร 4×4: ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 11.16 กม./ลิตร (ระยะทาง 92.1 กม. ใช้น้ำมัน 8.25 ลิตร) ถือว่าน่าพอใจสำหรับเครื่องยนต์ขนาดนี้
Ford Everest 2.2 ลิตร 4×2: ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 12.59 กม./ลิตร (ระยะทาง 92.8 กม. ใช้น้ำมัน 7.37 ลิตร) ตัวเลขใกล้เคียงกับ Ford Ranger 4×2 ในอดีต

ระยะทางต่อการเติมน้ำมัน 1 ถัง:

2.2 ลิตร 4×2: ประมาณ 700 กม.
3.2 ลิตร 4×4: ประมาณ 450-520 กม. (ขึ้นอยู่กับการขับขี่)

ปัญหาประจำรุ่น: ความท้าทายที่ต้องเผชิญ

ในช่วง 1 ปีแรกของการทำตลาด Everest มีรายงานปัญหา Defect เข้ามาบ้าง แต่หลายปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว เช่น ปัญหาไฟไหม้ที่ออสเตรเลีย (เกิดจากการประกอบขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่น), อาการคันเร่งสะท้าน (แก้ไขโดยการอัพเดท Firmware), ปัญหาระบบไฟฟ้า (มักแก้ไขได้ด้วยการสตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่), เสียงกระพือบริเวณหลังคา Panoramic Sunroof (แก้ไขในล็อตการผลิตหลังๆ), สติกเกอร์บริเวณเพลาขับหลัง (ปัญหาการลืมลอกสติกเกอร์), EGR (ต้องทำความสะอาด), CKP Sensor (เปลี่ยนอะไหล่สำหรับรถที่ผลิตก่อนเม.ย. 2016), ซีลเดือยหมู/เฟืองท้าย (บางคันหายเอง), ปลั๊กไฟ 220V (อาจมีปัญหาฟิวส์ตัด), จอ Monitor ค้าง (ต้องรอระบบ Re-Boot)

สรุป: “Poorman’s Range Rover” กับมาตรฐานใหม่ของ PPV

Ford Everest ได้สร้างนิยามใหม่ให้กับตลาด SUV/PPV ในประเทศไทย ด้วยการพัฒนาที่อ้างอิงจาก Toyota Land Cruiser Prado เป็น Benchmark ทำให้ Everest มีจุดเด่นที่เหนือกว่าคู่แข่งในหลายด้าน:

อุปกรณ์ความปลอดภัย Hi-Tech: ล้ำสมัยจนคู่แข่งต้องมองค้อน
ช่วงล่างที่หนักแน่น: สร้างความมั่นใจในการควบคุม
การขับขี่ที่คล่องตัว: โดยเฉพาะในช่วงความเร็วต่ำ
ความมั่นคง: ในย่านความเร็วสูง ถือว่าดีที่สุดในกลุ่ม
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ยกชุดมาจาก Land Rover
ภายในห้องโดยสาร: หรูหรา สะดวกสบาย เทียบเคียง Range Rover

จุดที่ควรปรับปรุง:

น้ำหนักตัวรถ: ส่งผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลือง
พวงมาลัย: ควรหนืดขึ้นเล็กน้อยในรุ่น 2.2 ลิตร ทั้งช่วงความเร็วต่ำและสูง
แป้นเบรก: ควรตอบสนองไวขึ้นตั้งแต่เริ่มแตะ
มาตรวัดรอบ: ขนาดเล็กเกินไป อ่านยาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: ลำบากกว่ารุ่นก่อน
ระบบไฟฟ้า: ความท่วมท้นของอุปกรณ์ อาจเป็นข้อกังวลในระยะยาว

รุ่นย่อยที่คุ้มค่าที่สุด:

2.2 Titanium+ 4×2 6AT: เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดใน Line-up ด้วยราคาที่เพิ่มจากรุ่นพื้นฐานไม่มากนัก แต่ได้ออปชันมาเกือบเทียบเท่ารุ่น Top
3.2 Titanium+ 4×4 6AT: หากจำเป็นต้องใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และมีงบประมาณเพียงพอ รุ่นนี้คือตัวเลือกที่สมเหตุผลที่สุด

บริการหลังการขาย: ความท้าทายที่ยังคงอยู่

แม้ตัวรถจะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่ปัญหาด้านบริการหลังการขายของ Ford ในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แม้จะมีความพยายามในการปรับปรุง แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบเท่าคู่แข่งบางรายได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นมีหลายปัจจัย ตั้งแต่ Defect ของตัวรถ, ทัศนคติของบางศูนย์บริการ, การตรวจสอบคุณภาพดีลเลอร์ที่ไม่เข้มงวด, ไปจนถึงการสื่อสารที่ยังไม่ดีพอจากสำนักงานใหญ่

ข้อคิดสุดท้าย:

Ford Everest เป็นรถยนต์ SUV/PPV ที่ยอดเยี่ยมในแง่ของวิศวกรรมสมรรถนะ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าหากพิจารณาจากอุปกรณ์ที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรพิจารณาถึงประเด็นด้านบริการหลังการขายและปัญหา Defect ที่อาจเกิดขึ้นควบคู่ไปด้วย การเลือก Ford Everest เปรียบเสมือนการปีนขึ้นสู่ยอดเขาอันสวยงาม ที่มาพร้อมความท้าทายที่ต้องเตรียมพร้อมเผชิญ

หากคุณกำลังมองหา SUV/PPV ที่มีสมรรถนะขับขี่ดีเยี่ยม เทคโนโลยีล้ำสมัย และความคุ้มค่าที่หาตัวจับยาก Ford Everest คือคำตอบที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แต่โปรดทำการบ้านเพิ่มเติมเกี่ยวกับศูนย์บริการในพื้นที่ที่คุณสะดวก เพื่อให้การเป็นเจ้าของ Ford Everest เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจอย่างแท้จริง

หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ และต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมในการเลือกรุ่นที่ใช่ หรือต้องการทดลองขับ Ford Everest ด้วยตนเอง อย่ารอช้า! ติดต่อผู้จำหน่าย Ford ใกล้บ้านคุณวันนี้ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Ford เพื่อรับข้อมูลโปรโมชั่นล่าสุด และนัดหมายเพื่อสัมผัสสุดยอด SUV/PPV คันนี้ด้วยตัวคุณเอง

Previous Post

N1601048 นะท เขาเร ยก อแม งแกฉ part2

Next Post

N1601054 อแม กล กไม เท าก นจร งเหรอ part2

Next Post
N1601054 อแม กล กไม เท าก นจร งเหรอ part2

N1601054 อแม กล กไม เท าก นจร งเหรอ part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N1601032 เม ยหร อคนใช ใช อย างก บทาส part2
  • N1601049 บไม ได านแฟนเป นแบบน part2
  • N1601033 เม อก อนเป นถ งดาวมหาล ตอนน ได แฟนเป นคนงานก อสร าง part2
  • N1601031 เธอมาอย านฉ นได งไง นบ านล กสาวฉ นนะ part2
  • N1601035 เหรอ เขาเร ยก ตค หล งแต งงาน part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.