• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N1501065 กาลเวลา ไม ทำให กเราเปล ยนเลย part2

admin79 by admin79
January 13, 2026
in Uncategorized
0
N1501065 กาลเวลา ไม ทำให กเราเปล ยนเลย part2

ปอร์เช่ คาเยนน์: วิวัฒนาการแห่งยนตรกรรม SUV สู่ความสำเร็จระดับโลก

จากจุดเริ่มต้นที่ถือกำเนิดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล สู่การเป็นหนึ่งในรุ่นรถยนต์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ ปอร์เช่ คาเยนน์ (Porsche Cayenne) ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ SUV แต่คือการพิสูจน์คำกล่าวของ Ferry Porsche ที่ว่า “หากเราสร้างรถยนต์ออฟโรดขึ้นมาสักคัน ตามมาตรฐานคุณภาพของเรา และติดตราสัญลักษณ์ปอร์เช่ลงบนฝากระโปรงหน้า ผู้คนจะซื้อรถคันนี้ไปใช้งาน” ซึ่งคำกล่าวนี้ได้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้นับตั้งแต่ปี 2002 จนถึงปัจจุบัน

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ที่มีประสบการณ์กว่าทศวรรษ ผมได้เห็นพัฒนาการของปอร์เช่ คาเยนน์ ผ่านยุคสมัยต่างๆ และตระหนักถึงความสำคัญของรถยนต์รุ่นนี้ที่มีต่อแบรนด์ปอร์เช่เสมอมา มันได้นำพาผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่หลากหลายจากทั่วโลก ให้ได้สัมผัสและหลงใหลในเสน่ห์ของปอร์เช่ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคง และผลักดันนวัตกรรมในตลาดรถยนต์ SUV ทั่วโลก

จุดเปลี่ยนสำคัญ: การฝ่าวิกฤตและการขยายขอบเขต

ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ถือเป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของปอร์เช่ บริษัทเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างหนัก ยอดขายตกต่ำถึงขีดสุด โดยในปีงบประมาณ 1991-1992 ทำยอดขายได้เพียง 23,060 คัน การเปิดตัวปอร์เช่ บ็อกสเตอร์ (Porsche Boxster) ในปี 1996 ถือเป็นก้าวสำคัญในการกอบกู้สถานการณ์ แต่ทีมผู้บริหารตระหนักดีว่า การพึ่งพารถสปอร์ตเพียง 2 รุ่น คือ 911 และ Boxster จะไม่เพียงพอต่อการเติบโตในระยะยาว

คำแนะนำจากหน่วยงานการขายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของปอร์เช่ในขณะนั้น ได้นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ นั่นคือการเลือกพัฒนา “ปอร์เช่ คันที่ 3” ที่แตกต่างออกไป แทนที่จะเป็นรถ MPV กลับกลายเป็นการสร้างสรรค์ รถสปอร์ต SUV ในแบบฉบับของปอร์เช่ โดยเน้นที่สมรรถนะแบบรถสปอร์ตผสานกับความอเนกประสงค์ของรถยนต์ออฟโรด

ภายใต้การนำของ Wendelin Wiedeking CEO ในขณะนั้น ปอร์เช่ไม่ได้เพียงมุ่งหวังที่จะสร้างสรรค์รถยนต์ที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด SUV เท่านั้น แต่ยังตั้งเป้าหมายที่จะมอบความคุ้มค่าที่เหนือกว่า ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ในทุกมิติ และที่สำคัญคือการขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชีย

ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์: โครงการ Colorado

จุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ปอร์เช่ คาเยนน์ เกิดขึ้นจากความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Volkswagen ภายใต้ชื่อโครงการ “Colorado” ที่ประกาศอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 1998 ผลลัพธ์คือรถยนต์สองรุ่นที่มีโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน นั่นคือ ปอร์เช่ คาเยนน์ และ Volkswagen Touareg

แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน แต่ทั้งสองแบรนด์ได้ทุ่มเททรัพยากรและเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการพัฒนารถยนต์ให้มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ปอร์เช่รับผิดชอบการพัฒนาแพลตฟอร์มโครงสร้างร่วมที่สำนักงานในเมือง Hemmingen ในขณะที่ Volkswagen รับผิดชอบด้านการผลิต Volkswagen ใช้ความเชี่ยวชาญในการจัดสรรกำลังการผลิต ณ โรงงานในเมือง Bratislava ประเทศสโลวาเกีย สำหรับ Touareg และการทำสีตัวถังของ Cayenne

ส่วนปอร์เช่ ตัดสินใจที่จะผลิตและประกอบ Cayenne ที่โรงงาน Zuffenhausen ประเทศเยอรมนี ก่อนที่จะก่อตั้งโรงงานแห่งใหม่ในเมือง Leipzig เพื่อรองรับการผลิต Cayenne รุ่นแรก (E1) และรุ่นที่สอง (E2) อย่างเต็มรูปแบบ ก่อนที่จะย้ายสายการผลิตไปที่โรงงาน Osnabrück ในปี 2017 สำหรับ Porsche Cayenne E3 และในที่สุด สายการผลิตทั้งหมดของ Cayenne ก็ถูกย้ายกลับไปยังโรงงาน Bratislava ประเทศสโลวาเกีย เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตให้กับ Porsche Panamera และ Porsche Macan การตัดสินใจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการทรัพยากรและกลยุทธ์การผลิตที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพ

Cayenne E1: จุดกำเนิดแห่งสมรรถนะและสไตล์

Porsche Cayenne เจเนอเรชันแรก (E1) คือผลลัพธ์ที่พิสูจน์ความกล้าหาญของปอร์เช่ในการก้าวเข้าสู่ตลาด SUV ด้วยการนำเสนอสมรรถนะอันเป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ต ปอร์เช่เข้ามาพร้อมกับทางเลือกเครื่องยนต์ V8 อันทรงพลัง สำหรับรุ่น Cayenne S ใช้เครื่องยนต์ 4.5 ลิตร พละกำลัง 340 แรงม้า (250 กิโลวัตต์) และรุ่น Cayenne Turbo ที่เร้าใจยิ่งขึ้น ด้วยกำลัง 450 แรงม้า (331 กิโลวัตต์) ด้วยความเร็วสูงสุดที่น่าประทับใจถึง 242 และ 266 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามลำดับ

หัวใจสำคัญของประสบการณ์การขับขี่คือระบบช่วงล่างและการควบคุม Porsche Traction Management (PTM) ที่สามารถกระจายกำลังขับเคลื่อนระหว่างเพลาหน้าและหลังได้อย่างอิสระ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ on-demand all-wheel-drive พร้อมคลัทช์ multi-plate ที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ สามารถปรับการกระจายกำลังได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่ 62:38 ในสภาวะปกติ ไปจนถึง 0:100 หรือ 100:0 เมื่อต้องการ รวมถึงระบบ low-range transfer box และ fully locking centre-differential สำหรับการขับขี่แบบออฟโรดที่ท้าทาย

Porsche Active Suspension Management (PASM) และระบบ Air Suspension แบบถุงลม กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ยกระดับการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ระบบ PASM ทำงานร่วมกับช่วงล่างแบบถุงลม ปรับแรงดันภายในถุงลมอย่างต่อเนื่องตามสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ เพิ่มความสูงใต้ท้องรถได้สูงสุดถึง 27.3 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่แบบออฟโรด และในปี 2006 ปอร์เช่ตอกย้ำสมรรถนะบนทางเรียบอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Cayenne Turbo S ที่ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ 4.5 ลิตร พละกำลัง 521 แรงม้า (383 กิโลวัตต์)

Cayenne E2 และ E3: การพัฒนาสู่ความทันสมัยและความยั่งยืน

Michael Mauer หัวหน้าฝ่ายออกแบบปอร์เช่ อธิบายวิวัฒนาการการออกแบบ Cayenne ว่าคือ “การสรรสร้าง เจียระไน และความประณีต” ซึ่งสะท้อนผ่านการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในรุ่นที่ 2 (E2) โดยมีการนำระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ on-demand all-wheel-drive ที่มาพร้อมคลัทช์ actively controlled multi-plate ซึ่งยังคงใช้งานมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน

จุดเปลี่ยนสำคัญในรุ่น E2 คือการนำระบบขับเคลื่อนแบบ Hybrid และ Plug-in Hybrid มาใช้เป็นครั้งแรก พร้อมการติดตั้ง Torsen centre differential และการปรับปรุงสมรรถนะเครื่องยนต์ให้สูงขึ้น พร้อมกับอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ประหยัดขึ้นถึง 23% การออกแบบภายในห้องโดยสารได้รับการยกระดับคอนโซลหน้าให้ใช้งานง่ายยิ่งขึ้น

Hans-Jürgen Wöhler รองประธานฝ่าย Product Line SUV กล่าวถึงการพัฒนา Cayenne เจเนอเรชันที่ 3 (E3) ว่ามีวัตถุประสงค์หลักคือ “การเสริมศักยภาพให้เหนือระดับไปอีกขั้น ด้วยการทำให้รถมีความสปอร์ตหรูหรามากยิ่งขึ้น เสริมด้วยการขับขี่ที่นุ่มนวลสะดวกสบาย แต่ยังคงรักษาประสิทธิภาพและสมรรถนะในแบบของรถออฟโรดไว้” ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา three-chamber air suspension และ rear-axle steering โดยเฉพาะ โครงสร้างตัวถังอะลูมิเนียมใหม่ช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มความคล่องตัว ระบบช่วยเหลือการขับขี่ได้รับการอัพเกรดอย่างเต็มพิกัด พร้อมด้วยการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน, WiFi และ Bluetooth

หลังจากนั้น ปอร์เช่ได้ยุติการทำการตลาดเครื่องยนต์ดีเซลทั้งหมด และมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี Plug-in Hybrid อย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น Cayenne Coupé ที่เปิดตัวในฤดูใบไม้ผลิปี 2019 ด้วยแนวหลังคาที่ลาดลง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับ Porsche 911

สู่ยุคแห่งยนตรกรรม Hybrid: พลังแห่งอนาคต

ปอร์เช่ คาเยนน์ Plug-in Hybrid เจเนอเรชันที่ 3 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพลังงานไฟฟ้าอย่างแท้จริง สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้ไกลถึง 44 กิโลเมตร โดยไม่มีการปล่อยมลพิษ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน WLTP อยู่ที่ 24.3 ถึง 32.2 กิโลเมตรต่อลิตร

หัวใจสำคัญคือแบตเตอรี่ High-voltage ขนาด 17.9 kWh และมอเตอร์ไฟฟ้า 100 kW ที่ไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังคงไว้ซึ่งประสบการณ์การขับขี่สไตล์สปอร์ตหรูที่ไม่เหมือนใคร โดยได้แรงบันดาลใจจากเทคโนโลยี Hybrid จาก Porsche 918 Spyder ซึ่งเป็นสุดยอดซุปเปอร์สปอร์ตที่เคยสร้างสถิติเวลาต่อรอบสนามที่ Nürburgring-Nordschleife ได้อย่างน่าทึ่ง

Porsche Cayenne Turbo S E-Hybrid คือรุ่นที่ทรงพลังที่สุด เปิดตัวในปี 2019 ด้วยกำลังรวมสูงสุดถึง 680 แรงม้า (500 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดมหาศาลกว่า 900 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายใน 3.8 วินาทีเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ผสานระหว่างพละกำลังสูงสุดและความประหยัด

ประวัติศาสตร์แห่งชัยชนะ: การพิสูจน์สมรรถนะในสนามแข่ง

Porsche Cayenne ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์สำหรับชีวิตประจำวัน แต่ยังเป็นรถแข่งที่พิสูจน์สมรรถนะอันแข็งแกร่งในทุกสภาพการขับขี่ ในปี 2006 ทีมแข่งอิสระ 2 ทีม ได้เข้าร่วมการแข่งขัน Transsyberia Rally ด้วย Porsche Cayenne S ระยะทางจากมอสโกไปยังมองโกเลีย และคว้าอันดับ 1 และ 2 มาครอง สร้างแรงบันดาลใจให้ปอร์เช่ผลิตรุ่น Limited Edition Cayenne S Transsyberia จำนวน 26 คัน เพื่อตอบสนองความต้องการของนักแข่งและผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์สปอร์ต

รถแข่งรุ่นนี้ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์พิเศษ เช่น ยาง all-terrain, โครงสร้างนิรภัย safety cage, ระบบ differential lock และแผ่นปิดใต้ท้องรถแบบ reinforced เครื่องยนต์ V8 ให้กำลัง 385 แรงม้า (283 กิโลวัตต์) ประสบการณ์จากการแข่งขันนำไปสู่การพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ที่ใช้ระบบ Direct Fuel Injection เพื่อลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุด 15% และการเพิ่ม Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) ระบบ Active Anti-roll bars เพื่อลดอาการโคลงเคลงเมื่อเข้าโค้ง

Porsche Cayenne Turbo GT: สถิติใหม่บนสนาม Nürburgring

Porsche Cayenne Turbo GT คือรุ่นที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน โดย Lars Kern นักขับทดสอบของปอร์เช่ ได้สร้างสถิติใหม่สำหรับรถยนต์ SUV บนสนาม Nürburgring-Nordschleife ด้วยเวลา 7:38.925 นาที เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2021 รถรุ่นนี้ได้รับการปรับแต่งให้มีอัตราเร่งและประสิทธิภาพการบังคับควบคุมที่ยอดเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ 4 ลิตร พละกำลัง 640 แรงม้า (471 กิโลวัตต์) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 3.3 วินาที และความเร็วสูงสุด 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

GTS: ตำนานแห่ง Gran Turismo Sport

การถือกำเนิดของ Porsche Cayenne GTS ได้รับแรงบันดาลใจจากชื่อรุ่นประวัติศาสตร์อย่าง 928 GTS และ 904 Carrera GTS ซึ่งล้วนมีความหมายถึง “Gran Turismo Sport” อันสะท้อนถึงสมรรถนะของรถสปอร์ตที่ผสานกับศักยภาพในการเดินทางระยะยาว

Porsche Cayenne GTS รุ่นแรกเปิดตัวในปี 2007 ในเจเนอเรชัน E1 ด้วยเครื่องยนต์ 4.8 ลิตร 405 แรงม้า (298 กิโลวัตต์) รุ่นเจเนอเรชันที่ 2 เพิ่มกำลังเป็น 420 แรงม้า (309 กิโลวัตต์) และในรุ่นปัจจุบัน ได้นำเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4 ลิตร เทอร์โบคู่ กลับมาอีกครั้ง ด้วยพละกำลัง 460 แรงม้า (338 กิโลวัตต์) สะท้อนถึงความสำเร็จและความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความสมดุลระหว่างสมรรถนะและการใช้งานจริง

การเปิดประตูสู่ตลาดใหม่: ความสำเร็จที่ยั่งยืน

Porsche Cayenne ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นมากกว่าแค่รถยนต์ แต่คือปรากฏการณ์ที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ การเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ Paris Motor Show ในปี 2002 บรรลุยอดขายที่เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 25,000 คันต่อปี กลายเป็นรุ่นที่มียอดขายสูงสุดอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2002 โดยมียอดส่งมอบสะสมกว่าหลายแสนคัน

Oliver Blume ประธานกรรมการบริหารของ Porsche AG กล่าวว่า “ปอร์เช่ คาเยนน์ เป็นรถยนต์รุ่นที่สามารถสร้างฐานความต้องการของรถรุ่นนี้ได้อย่างสำเร็จและยั่งยืนแก่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ให้คุณค่าต่อวงการมอเตอร์สปอร์ตได้อย่างสวยงาม” มันได้เปิดประตูสู่ตลาดใหม่ ขยายเครือข่ายการจำหน่ายไปทั่วโลก และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในตลาดจีนและเอเชีย

Detlev von Platen สมาชิกคณะกรรมการบริหาร ผู้กำกับดูแลส่วนงานขายและการตลาดของปอร์เช่ กล่าวเสริมว่า “นี่คือรถยนต์ปอร์เช่รุ่นที่มีความต้องการสูงสุดทั่วทุกแห่งของโลก และผมเชื่อมั่นว่าในอนาคตข้างหน้า รถยนต์รุ่นนี้จะยังคงรักษาระดับความนิยมอันยอดเยี่ยมเอาไว้ได้อย่างแน่นอน”

สรุป

ปอร์เช่ คาเยนน์ คือบทพิสูจน์แห่งวิสัยทัศน์ นวัตกรรม และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่สมบูรณ์แบบ จากจุดเริ่มต้นที่ท้าทาย สู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ คาเยนน์ได้ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด กลายเป็นสัญลักษณ์ของรถยนต์ SUV ที่มอบทั้งสมรรถนะระดับซุปเปอร์คาร์ ความหรูหราสะดวกสบาย และศักยภาพในการผจญภัยที่ไม่สิ้นสุด

หากคุณกำลังมองหายานยนต์ที่ผสมผสานทุกคุณสมบัติเหล่านี้อย่างลงตัว ปอร์เช่ คาเยนน์ คือคำตอบที่พร้อมจะพาคุณไปสู่ประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับในทุกเส้นทาง สัมผัสประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Porsche Cayenne ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมปอร์เช่ใกล้บ้านคุณ และเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งใหม่ที่น่าตื่นเต้นไปกับสุดยอด SUV ที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อยนตรกรรมตลอดไป

Previous Post

N1501077_โร มน ษย า…หลานม ญหาถ งเวลาป าออกโรง_part2

Next Post

N1501062 หญ งข าใครอย าแตะ part2

Next Post
N1501062 หญ งข าใครอย าแตะ part2

N1501062 หญ งข าใครอย าแตะ part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N1501076 เจ บใจท กพ เจ บจ งท กเธอ part2
  • N1501079 เป นต วป วนบร ทแต กล บพบร กก บท านประธาน part2
  • N1501073 ยล กสร างได วยพ อแม part2
  • N1501071 รำคาญเม ยหล งแต งงาน part2
  • N1501069 นฐานของเด กท มาจากมาสอนท part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.