เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าในไทยปี 2567: ก้าวที่เติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความท้าทาย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์ไทยมาโดยตลอด และหากจะพูดถึงปรากฏการณ์ที่น่าจับตาที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นการรุกคืบของ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ว่าอัตราการเติบโตของ รถ EV ไทย ในปีที่ผ่านๆ มาอาจจะไม่ได้พุ่งทะยานเท่ากับรถยนต์ไฮบริด (HEV) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสความสนใจใน รถยนต์ไฟฟ้า ในหมู่ผู้บริโภคชาวไทยนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อ 4 ปีที่แล้ว การได้เห็น รถ EV ราคาประหยัด หรือ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สักคันบนท้องถนนยังเป็นเรื่องที่แปลกตา แต่ปัจจุบัน ตัวเลขน่าทึ่งกว่านั้นมาก ในปี 2567 นี้ รถยนต์ไฟฟ้า คิดเป็นสัดส่วนถึง 15% ของรถใหม่ทั้งหมดที่ขายออกไปในตลาด ทำให้การครอบครอง รถ EV ในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว
ความท้าทายและโอกาส: ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย ปี 2567
แม้ว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย จะเติบโตอย่างน่าประทับใจ แต่ก็ไม่ได้ปราศจากอุปสรรค ในปี 2566 ที่ผ่านมา วิกฤตเศรษฐกิจและภาวะการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลกระทบต่อยอดขายที่เคยรุ่งโรจน์ ทำให้บรรยากาศตลาด รถยนต์ไฟฟ้า 2024 โดยรวมดูเงียบเหงากว่าที่คาดการณ์ไว้ บางส่วนเป็นผลมาจากกำลังซื้อที่ลดลงจริง และบางส่วนอาจมาจากการเร่งทำยอดขายของบางค่ายในช่วงปลายปี 2566 ด้วยการปล่อยข่าวลือว่า ราคารถ EV จะแพงขึ้น ในปี 2567
ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบเกี่ยวกับกระแส รถ EV ที่อาจจะมาแล้วก็จากไป ผมในฐานะ ผู้เชี่ยวชาญรถยนต์ไฟฟ้า ขอยืนยันว่า รถ EV จะไม่หายไปจากตลาดไทยอย่างแน่นอน เหตุผลสำคัญคือฐานลูกค้าของ รถยนต์ไฟฟ้า แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มที่ต้องการสัมผัสเทคโนโลยีใหม่ๆ และกลุ่มที่มองหาความคุ้มค่าในระยะยาวจากการประหยัดต้นทุนต่อกิโลเมตร สำหรับกลุ่มหลังนี้ หากไม่ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพรถที่ย่ำแย่ การบริการหลังการขายที่ห่วย หรือการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ พวกเขาแทบจะไม่มีวันกลับไปใช้รถยนต์สันดาปภายในอีกเลย ดังนั้น ศักยภาพในการเติบโตของ รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย จึงยังมีอยู่เสมอ แม้จะเติบโตช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ
ข้อมูลที่นำเสนอในบทความนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จาก Autolife Thailand ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ในการติดตามยอดจดทะเบียน รถยนต์ไฟฟ้า ในไทยมาโดยตลอด
เปิด 10 อันดับรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำผลงานโดดเด่นในไทย ปี 2567 (ยอดสะสม ม.ค.-ต.ค.)
การจัดอันดับนี้พิจารณาจากยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2567 ซึ่งสะท้อนถึงความนิยมและศักยภาพของแต่ละรุ่นในตลาด รถยนต์ไฟฟ้ามือสอง และ รถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดง
อันดับ 10: MG EP (ยอดสะสม 1,643 คัน)
MG EP เป็นหนึ่งใน รถยนต์ไฟฟ้า ยุคแรกๆ ที่เข้ามามีบทบาทในการขยายฐานผู้ใช้ รถ EV ในไทย ก่อนที่ BYD จะเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง ด้วยรูปทรงแบบสเตชั่นแวกอนที่ให้ความรู้สึกไม่เล็กจนเกินไป พร้อมกับการจัดอุปกรณ์ที่เน้นความคุ้มค่า ทำให้ EP เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นใช้ รถยนต์ไฟฟ้า ในยุคแรกๆ แม้ปัจจุบันจะมีตัวเลือกในราคาใกล้เคียงกันเพิ่มมากขึ้น การปรับลดราคาครั้งล่าสุดจาก 771,000 บาท เหลือ 671,000 บาท ประกอบกับการส่งมอบรถ 2,000 คันให้กับ Autodrive EV เพื่อนำไปทำเป็น Grab EV ช่วยพยุงยอดจดทะเบียนของ EP ให้ยังคงอยู่ในอันดับต้นๆ ได้ แม้จะเข้าสู่ช่วงปลายอายุตลาดแล้วก็ตาม
อันดับ 9: ORA Good Cat (ยอดสะสม 1,835 คัน)
ยอดจดทะเบียนสะท้อนถึงรถที่ซื้อไปแล้วและได้ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจไม่ได้สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันของการขายทั้งหมด ORA Good Cat ยังคงรักษาฐานลูกค้าไว้ได้จากดีไซน์แบบ Retro-futuristic ที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าการปรับลดราคาและนโยบายการแข่งขันด้านราคาที่เปลี่ยนไปของ GWM ในช่วงหลังอาจส่งผลต่อการรับรู้ของผู้บริโภค แต่การที่ GWM เคยมีนโยบายที่ไม่เน้นการลดราคา ทำให้ลูกค้าบางส่วนรู้สึกมั่นใจในเรื่องมูลค่ารถ อย่างไรก็ตาม ตลาด รถยนต์ไฟฟ้า 2024 มีการแข่งขันที่สูงขึ้น ต้องรอประเมินผลการดำเนินงานของ GWM ในยุคที่พร้อมจะเข้าสู่สงครามราคาอย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปีหน้า
อันดับ 8: Tesla Model 3 (ยอดสะสม 2,718 คัน)
Tesla Model 3 ทำผลงานได้ดีอย่างน่าประทับใจในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ที่ Model Y อาจมียอดขายที่สูงกว่า การปรับโฉม (Minor Change) ใหม่ของ Model 3 ที่มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ขณะที่ Model Y เป็นการอัปเกรดฮาร์ดแวร์เป็นหลัก ปัจจัยความสำเร็จของ Model 3 ยังคงอยู่ที่การนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) ที่มีประสิทธิภาพสูง การออกแบบภายนอกที่สวยงามราวกับรถต้นแบบ และราคาเริ่มต้นที่ใกล้เคียงกับรถยนต์ซีดานขนาดกลางอย่าง Camry หรือ Accord ทำให้ผู้ที่มองหา รถ EV สมรรถนะสูง หรือ รถ EV เทคโนโลยีล้ำ เลือก Model 3 ได้อย่างสบายใจ ประกอบกับความเชื่อมั่นในแบรนด์ Tesla และผลการทดสอบความปลอดภัยที่ยอดเยี่ยม
อันดับ 7: Aion Y Plus (ยอดสะสม 3,452 คัน)
แม้จะมีการเปิดตัวที่ค่อนข้างสับสนในเรื่องราคาที่ปรับเปลี่ยนถึง 4 ครั้งในช่วงต้นปี รวมถึงประเด็นเรื่องฟังก์ชันบางอย่างในรุ่นย่อยใหม่ แต่ Aion Y Plus กลับสามารถทำยอดจดทะเบียนได้ไม่น้อย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับกลยุทธ์ด้านราคาที่สามารถแข่งขันได้ ตัวรถเองก็มีข้อดีที่น่าสนใจ หลายคนยอมรับว่าเป็น รถจีนขับดี ภายในกว้างขวาง นั่งสบาย โดยเฉพาะรุ่น 410 Premium ที่เปิดตัวในช่วง Motor Show ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ยังคงสร้างยอดจองได้ดี และถือเป็นตัวเริ่มต้นที่ดีในการสร้างแบรนด์ Aion ในประเทศไทย
อันดับ 6: ChangAn Deepal S07 (ยอดสะสม 4,153 คัน)
Deepal S07 ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคไทยที่มองหารถ SUV ดีไซน์สวยงาม ในราคาที่เข้าถึงได้ใกล้เคียงกับ CR-V รุ่นล่างๆ การเปิดตัวที่งาน Motor Expo 2023 ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม แม้จะมีจุดที่ต้องพิจารณาเรื่องระบบไฟ 400V ที่อาจจะเก่าไปบ้าง และช่วงล่างที่ยังมีความย้วย แต่ด้วยราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับขนาดรถ ความหรูหรา และออปชันที่ให้มา ทำให้ S07 กลายเป็นรถที่ขายดีตั้งแต่เปิดตัว อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มสังเกตเห็นความแตกต่างของราคาขายในจีนเมื่อเทียบกับในไทย การปรับลดราคาครั้งใหญ่หรือ “Big Surprise Deal” ที่ทำให้ราคาลดลงกว่าสองแสนบาท น่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปีได้ แต่ต้องจับตาดูว่าข้อเสนอพิเศษนี้จะมีระยะเวลาจำกัดจริงหรือไม่
อันดับ 5: BYD Seal (ยอดสะสม 4,746 คัน)
BYD Seal ถือเป็นรถที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มองหา รถซีดานไฟฟ้า ที่มีขนาดใหญ่เทียบเท่า Accord หรือ Camry แต่ให้พละกำลังที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน แม้การเซ็ตช่วงล่างอาจจะยังไม่ถูกใจนักขับที่เน้นความสปอร์ต แต่เมื่อพิจารณาถึงราคา รูปทรง พลังงาน และอุปกรณ์ที่ให้มา รวมถึงการออกแบบภายในที่มีปุ่มควบคุมจริงสำหรับฟังก์ชันที่จำเป็น ทำให้ Seal เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ยอดขายในช่วงปลายปีที่แล้วที่บูมอย่างมากส่วนหนึ่งมาจากการเก็งกำไรก่อนราคาปรับขึ้น แต่เมื่อราคาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามที่คาดการณ์ ยอดขายก็เริ่มแผ่วลงเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้ว Seal ยังคงเป็น รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ที่น่าจับตามอง
อันดับ 4: MG 4 ELECTRIC (ยอดสะสม 4,828 คัน)
MG 4 ELECTRIC เป็นรถที่เติมเต็มช่องว่างในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า hatchback ที่เน้นสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม โดยไม่ต้องปรับแต่งเพิ่มเติม ขณะที่กลุ่มที่มองหาความคุ้มค่าอาจจะหันไปหา BYD การเปิดตัวเวอร์ชั่นประกอบในไทยรุ่น D, X และ V Long Range พร้อมการปรับปรุงหน้าจอและซอฟต์แวร์ รวมถึงราคาที่ถูกลงอย่างมาก ทำให้ MG 4 กลายเป็นตัวเลือกที่ขายได้เรื่อยๆ และสม่ำเสมอ ลูกค้าหลายรายมองว่า MG มีความมั่นคงในตลาดไทยมายาวนานกว่า 10 ปี และมีโรงงานประกอบในประเทศ จึงเป็นปัจจัยด้านความเชื่อมั่นในระยะยาว
อันดับ 3: NETA V/VII (ยอดสะสม 5,870 คัน)
Neta V คือผู้บุกเบิก รถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด ในไทย ที่สามารถนั่ง 4 คนได้อย่างไม่แออัด ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีงบประมาณใกล้เคียงกับรถอีโคคาร์ การเจาะฐานลูกค้าในต่างจังหวัด เช่น อุตรดิตถ์ เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด การเปิดตัวรุ่น V II ที่มาพร้อมดีไซน์ที่ปรับปรุงและออปชันที่แน่นขึ้นในช่วงต้นปี ทำให้สามารถดึงดูดลูกค้าได้จำนวนมาก การปรับลดราคาถึงแสนกว่าบาทในเดือนกรกฎาคม ก็ยิ่งส่งเสริมยอดจดทะเบียน อย่างไรก็ตาม ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานภาพทางการเงินของบริษัทแม่ของ NETA เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคกังวล ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะมีผลต่อยอดขายในช่วงปลายปีหรือไม่
อันดับ 2: BYD Atto 3 (ยอดสะสม 7,245 คัน)
BYD Atto 3 ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดไทย ด้วยการเป็น รถ SUV ไฟฟ้า ในขนาดที่คนไทยนิยม รูปทรงภายนอกสวยงาม (แม้ภายในจะแล้วแต่รสนิยม) พละกำลังที่เพียงพอ และออปชันที่ครบครัน ในราคาที่สามารถแข่งขันกับแบรนด์ญี่ปุ่นได้ การเปิดตัวรุ่นปี 2024 และการปรับลดราคาอย่างต่อเนื่อง ทั้งรุ่น MY2023 และ MY2024 ทำให้ส่วนลดรวมสูงถึง 340,000 บาทสำหรับรุ่นเก่า กลยุทธ์การลดราคา ควบคู่ไปกับตัวรถที่ถูกใจคนไทยส่วนใหญ่ ทำให้ Atto 3 มียอดขายที่แข็งแกร่งอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม การลดราคาที่บ่อยครั้งอาจส่งผลต่อความรู้สึกไม่พอใจของลูกค้าเก่า และความกังวลของผู้ซื้อใหม่ว่าจะเกิด “ดอย” หรือไม่ ต้องรอดูผลยอดขายปลายปี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า BYD Atto 3 ยังคงเป็นผู้เล่นหลักใน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย
อันดับ 1: BYD Dolphin (ยอดสะสม 11,323 คัน)
แม้ไม่ใช่รถ SUV ที่คนไทยนิยมเป็นอันดับแรก แต่ BYD Dolphin กลับสามารถก้าวขึ้นมาเป็น รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในไทย ด้วยข้อได้เปรียบหลายประการ ขนาดตัวรถที่ไม่ได้เล็กเกินไป มีให้เลือกทั้งรุ่น 95 แรงม้า และ 204 แรงม้า ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ เบาะหลังนั่งสบายแม้สำหรับผู้ที่มีความสูง 6 ฟุต การออกแบบที่เน้นความเรียบง่าย เข้าถึงง่าย ไม่ฉีกแนวเหมือน ORA Good Cat และออปชันที่ครบครันเมื่อเทียบกับคู่แข่ง โดยเฉพาะ MG การใช้งานที่เป็นมิตรกับผู้ใช้เมื่อเทียบกับ รถ EV จีน แบรนด์อื่น ทำให้ Dolphin กลายเป็นที่นิยมอย่างแท้จริง
ยอดขายที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดตัว ประกอบกับการปรับลดราคาอย่างทันท่วงทีเมื่อยอดเริ่มชะลอตัว (ทั้งก่อน Motor Show และช่วงกลางปีเพื่อระบายสต็อกก่อนเปิดตัวรุ่นประกอบไทยที่แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้นและรองรับ Fast Charge ได้ไวขึ้น) คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Dolphin ครองอันดับ 1 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็น รถยนต์ไฟฟ้า 1 ใน 6 คัน ที่จดทะเบียนในปี 2567 นี้ คือ BYD Dolphin
บทสรุปและมุมมองอนาคต
ตัวเลขยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของตลาด รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ที่กำลังเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ BYD ยังคงเป็นผู้นำตลาดอย่างชัดเจน ด้วยกลยุทธ์ด้านราคาและการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจผู้บริโภค ขณะที่แบรนด์อื่นๆ ก็พยายามปรับตัวเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด
สิ่งหนึ่งที่น่าจับตามองคือการเข้ามาของ NETA X ซึ่งแม้จะเริ่มจดทะเบียนในเดือนตุลาคม แต่ก็ทำยอดได้ถึง 570 คันภายในเดือนเดียว ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่แทนที่จะเน้นย้ำเรื่องยอดขายเริ่มต้น NETA ไทยควรจะให้ความกระจ่างเกี่ยวกับสถานะของบริษัทแม่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค
นอกเหนือจาก 10 อันดับแรก ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ Porsche Taycan ที่มียอดจดทะเบียนมากกว่า ChangAn Lumin เกือบเท่าตัว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของตลาด รถยนต์ไฟฟ้าหรู ในไทย
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณา การซื้อรถ EV ไม่ว่าจะเป็น รถ EV มือสอง หรือ รถ EV ป้ายแดง การทำความเข้าใจแนวโน้มตลาด การเปรียบเทียบรุ่นต่างๆ และการพิจารณาถึงความคุ้มค่าในระยะยาว คือสิ่งสำคัญที่สุด
หากคุณกำลังมองหา รถยนต์ไฟฟ้าที่คุ้มค่า หรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย หรือแม้กระทั่ง เปรียบเทียบรถยนต์ไฟฟ้า รุ่นต่างๆ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้อย่าง Autolife Thailand คือก้าวแรกที่คุณควรทำ อย่ารอช้าที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตยานยนต์ที่ยั่งยืน!

