ตลาดรถยนต์ทั่วโลกปี 2566: เทรนด์ EV มาแรง สวนกระแสเศรษฐกิจ ชี้อนาคตการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้นและมีนัยสำคัญเ
กิดขึ้นทั่วโลกในปี 2566 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์ ที่มีการเติบโตอย่างน่าประทับใจสวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทายในหลายภูมิภาค ประเด็นสำคัญที่โดดเด่นที่สุดคือการทะยานขึ้นของ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่กำลังกลายเป็นกระแสหลักที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมในอนาคตอันใกล้
ออสเตรเลีย: สัญญาณบวก การมาถึงของแบรนด์จีน และการเติบโตของ EV
เริ่มต้นที่ตลาดออสเตรเลีย ซึ่งในเดือนกรกฎาคม 2566 สามารถปิดยอดขายรถยนต์ใหม่ได้ถึง 96,859 คัน สะท้อนถึงการส่งมอบรถยนต์ที่ค้างสต็อกอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่ตัวเลขนี้แสดงถึงกำลังซื้อที่ยังคงมีอยู่ ขณะที่สิ่งที่น่าจับตาคือการรุกคืบของ รถยนต์จีน ซึ่งสามารถกวาดส่วนแบ่งตลาดไปได้ถึง 16.4% หรือ 15,853 คันภายในเดือนเดียว การเติบโตนี้บ่งชี้ถึงการยอมรับที่เพิ่มขึ้นในคุณภาพและเทคโนโลยีของรถยนต์จีน รวมถึงการนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายและคุ้มค่า
ในแง่ของรุ่นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในออสเตรเลีย Ford Ranger ยังคงครองอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย Toyota HiLux สะท้อนถึงความต้องการรถกระบะที่แข็งแกร่งของตลาดนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ MG ZS รถยนต์ SUV ขนาดเล็กจากจีน สามารถทะยานขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ได้อย่างน่าทึ่ง ตามมาด้วย Tesla Model Y ซึ่งยืนยันถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มผู้บริโภคออสเตรเลีย
เมื่อพิจารณาตามแบรนด์ Toyota ยังคงเป็นผู้นำตลาดอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วย Mazda, Ford, Hyundai และ Kia แต่ที่น่าสังเกตคือ MG ซึ่งเป็นแบรนด์จีน สามารถเข้ามาติดอันดับ 6 ได้ สะท้อนถึงความสำเร็จในการเจาะตลาดออสเตรเลีย
ยุโรป: EV ครองเมือง Tesla Model Y นำทัพ
ข้ามมาที่ยุโรป ตลาดรถยนต์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 มียอดจดทะเบียนใหม่กว่า 3.22 ล้านคัน โดย รถยนต์ไฟฟ้า (EV) คิดเป็นสัดส่วนกว่า 219,000 คัน หรือเติบโตขึ้นถึง 43% นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและความพยายามของค่ายรถต่างๆ ในการปรับตัวสู่ยุคพลังงานสะอาด
Tesla Model Y กลายเป็นรถยนต์นั่งที่ขายดีที่สุดในยุโรป โดยมียอดขายสูงถึง 71,683 คัน และเติบโตขึ้นถึง 173% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ความสำเร็จนี้ตอกย้ำถึงตำแหน่งผู้นำของ Tesla ในตลาด EV ทั่วโลก
ส่วนรุ่นอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมในยุโรป ได้แก่ Dacia Sandero, Volkswagen T-Roc, Peugeot 208, Opel/Vauxhall Corsa, Toyota Yaris Cross, Abarth/Fiat 500, Dacia Duster, Renault Clio และ Volkswagen Golf แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ Tesla Model 3 มียอดขายลดลงถึง 42% จนหลุดโผ 10 อันดับแรกไป
Bentley: ยุคแห่งการปรับแต่งและความต้องการรถหรูที่ยังคงแข็งแกร่ง
ในอีกขั้วของตลาด อุตสาหกรรมรถยนต์หรูอย่าง Bentley Motors ได้เผยสถิติที่น่าสนใจในปี 2566 โดยพบว่าลูกค้าให้ความสนใจโปรแกรม Personalise หรือการออกแบบรถยนต์ในแบบเฉพาะตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก มากถึง 43% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นถึงเทรนด์ผู้บริโภคที่ต้องการความแตกต่างและเอกลักษณ์เฉพาะตัว
แม้ว่ายอดขายทั่วโลกของ Bentley จะลดลง 11% อยู่ที่ 13,560 คัน แต่ความต้องการในรถยนต์ที่มีสเปกสูงขึ้นอย่างรุ่น Azure, S และ Speed มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนลูกค้าที่เลือกสเปกเหล่านี้เพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 70%
Bentayga ยังคงเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด ครองสัดส่วนยอดขายถึง 44% ตอกย้ำตำแหน่ง SUV หรูที่ประสบความสำเร็จที่สุดรุ่นหนึ่งของโลก รองลงมาคือ Continental GT/GT Convertible ที่ 31% และ Flying Spur ที่ 25%
ในเชิงภูมิภาค ตลาดเอเชียแปซิฟิกมีอัตราการเติบโตเป็นบวกสูงที่สุดที่ 5% ตามมาด้วยตะวันออกกลาง, อินเดีย และแอฟริกาที่ 2% อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักอย่างจีนและสหราชอาณาจักรกลับหดตัวลงถึง 18% แต่ถึงแม้จะมีความท้าทายในบางตลาด อเมริกา ยังคงเป็นตลาดหลักของ Bentley โดยมียอดขายสูงสุด
สิ่งที่น่าสนใจคือ สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ Bentley กลับกลายเป็นตลาดที่มียอดขายรถยนต์ เครื่องยนต์ไฮบริด สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น 27% ของยอดขายทั้งหมดในภูมิภาคนี้
Stellantis: Fiat ผงาด Fiat 500 EV นำทัพ
เครือ Stellantis ประกาศว่า Fiat เป็นแบรนด์ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในครึ่งแรกของปี 2566 ด้วยยอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 645,000 คัน เติบโตขึ้น 10% จากปีก่อน
Fiat 500 รุ่นล่าสุด พิสูจน์ตัวเองในฐานะรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในเครือ และยังครองตำแหน่ง EV ขนาดเล็กอันดับ 1 ในยุโรป รวมถึงติด Top 5 ในกลุ่ม EV ทุกประเภทอีกด้วย
ความสำเร็จของ Fiat กระจายในหลายภูมิภาค โดยตลาดหลักคือบราซิล, อิตาลี และตุรกี Fiat มีส่วนแบ่งตลาดถึง 14.1% ในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในบราซิลที่มียอดขายสูงถึง 22% ด้วยแรงหนุนจาก Fiat Strada ที่เป็นรถขายดีอันดับ 2 ของตลาด
ในยุโรป Fiat มียอดขายราว 271,800 คัน โดยเฉพาะในอิตาลีที่มีส่วนแบ่งตลาด 12.8% และ Fiat Panda เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุด ขณะที่ในตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา (MEA) Fiat ทำผลงานได้ดีในตุรกี ด้วยส่วนแบ่ง 18.2% จาก Fiat Tipo และมีแผนที่จะกลับมาทำตลาดในแอลจีเรีย พร้อมเปิดตัว 500 Hybrid และรถตู้ Doblò
Porsche: การเติบโตที่แข็งแกร่งในทุกภูมิภาค SUV ยังคงครองใจ
Porsche รายงานยอดส่งมอบรถยนต์ทั่วโลกในไตรมาสแรกของปี 2566 สูงถึง 80,767 คัน เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน ถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ บ่งชี้ถึงความต้องการรถยนต์สปอร์ตและภาพลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง
การเติบโตนี้กระจายตัวในทุกภูมิภาค ทวีปยุโรปมียอดส่งมอบ 18,420 คัน เพิ่มขึ้น 14% โดยเฉพาะเยอรมนีที่โตขึ้น 19% ตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด มียอดส่งมอบ 21,365 คัน เพิ่มขึ้น 21% และอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้นถึง 30%
ภูมิภาค Porsche Asia Pacific ก็สร้างสถิติยอดจำหน่ายสูงสุด ด้วยอัตราการเติบโต 31%
รุ่นที่ขายดีที่สุดยังคงเป็นกลุ่ม SUV โดย Macan มียอดส่งมอบ 23,880 คัน (+30%) และ Cayenne 23,387 คัน (+23%) ตามมาด้วย 911, Panamera และ Taycan แม้ Taycan จะมียอดลดลง 3% เนื่องจากปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วน
ในประเทศไทย Porsche มียอดขาย 398 คันในไตรมาสแรกของปี 2566 แม้ตลาดรวมจะลดลง 6.1%
เทรนด์ EV ทั่วโลก: การขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคแห่งยานยนต์พลังงานทางเลือกเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เน้นพลังงานสะอาดทั่วโลก รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้ยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) และ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เติบโตขึ้นอย่างมหาศาล
BEV ครองส่วนแบ่งตลาดมากถึง 73% ของรถยนต์พลังงานใหม่ทั้งหมด ตามมาด้วย PHEV ที่ 27% โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดจีน ที่เป็นกำลังสำคัญ ทำยอดขายไปถึง 56% ของยอดขาย EV ทั่วโลก ในไตรมาสแรกของปี 2566 ยอดขาย EV ในจีนคิดเป็น 12% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด เพิ่มขึ้น 29%
สหรัฐอเมริกา ก็มีการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 77% แซงหน้าเยอรมนีไปเรียบร้อย
BYD กลายเป็นแบรนด์ EV ที่ขายดีที่สุดในโลก ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 21.1% ด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่รุ่นราคาเข้าถึงง่ายไปจนถึงรุ่นที่มีสมรรถนะสูง ขณะที่ Tesla ครองส่วนแบ่ง 16.01%
Tesla Model Y ยังคงเป็นรถ EV ขายดีที่สุดในโลก โดยมี Tesla Model 3 ตามมาเป็นอันดับ 2 BYD Song, BYD ATTO 3, BYD Qin, Wuling Mini EV, BYD Dolphin, AION S, BYD Han และ Changan Lumin ติดอันดับ Top 10
BYD ATTO 3 คือรถยนต์ไฟฟ้าที่คนไทยรู้จักกันดี และเป็นรถ EV ขายดีอันดับ 4 ของโลก ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างพื้นที่ใช้สอย สมรรถนะ และราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า Tesla หลายแสนบาท ทำให้รุ่นนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง
ไทย: EV บูม BYD ครองตลาดต่อเนื่อง
แม้ว่าประเทศไทยจะมีตัวเลือก รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่มากเท่าตลาดใหญ่อย่างจีนหรือยุโรป แต่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 อัตราการซื้อรถ EV ในไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย BYD สามารถครองแชมป์ยอดขาย EV ติดต่อกันถึง 6 เดือน
ในเดือนพฤษภาคม 2566 รถยนต์ EV คิดเป็น 12.3% ของตลาดรถยนต์ใหม่ในไทย เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปีก่อนที่น้อยกว่า 2% BYD เป็นผู้นำด้วยยอดขาย 2,027 คัน ตามมาด้วย Tesla (1,072 คัน), MG (1,017 คัน), Neta (686 คัน) และ ORA (430 คัน)
BYD ATTO 3 เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดในไทย โดยทำยอดขาย 2,025 คันในเดือนพฤษภาคม ตามด้วย Tesla Model Y (840 คัน) และ Neta V (686 คัน)
ยอดขาย EV ในไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 1,056 คันในปี 2563 เป็น 9,729 คันในปี 2565 และพุ่งสูงถึง 24,106 คัน ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าทั้งปี 2565 ถึงกว่า 2 เท่า
BYD มีแผนที่จะนำ BYD Dolphin เข้ามาทำตลาดในไทย ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ได้อีกในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ BYD ยังมีอัตราการส่งออกรถ EV เพิ่มขึ้นอย่างมาก
อินเดีย: นโยบายกีดกันการนำเข้ากระตุ้นการผลิตในประเทศ
ในอีกด้านหนึ่ง อินเดียซึ่งเป็นตลาดที่มีกำแพงภาษีนำเข้ารถยนต์สูง ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จาก 60% เป็น 70% สำหรับยานพาหนะที่มีราคาก่อนภาษีต่ำกว่า 40,000 USD โดยมีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2566 นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ภายในประเทศภายใต้นโยบาย “Make in India”
อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้สร้างความกังวลให้กับบริษัทรถยนต์หรูอย่าง Lexus และ Mercedes-Benz ซึ่งได้แสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อราคาจำหน่าย และเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาลดกำแพงภาษีรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อเร่งการเติบโตของ EV ในอินเดีย
บทสรุปและแนวโน้มอนาคต
ปี 2566 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก แนวโน้มการเติบโตของ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจมองข้ามได้ การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ และความตระหนักของผู้บริโภคในเรื่องสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นปัจจัยผลักดันที่ทำให้ EV ก้าวขึ้นมาเป็นอนาคตของการขับเคลื่อน
แบรนด์จีนกำลังสร้างบทบาทที่โดดเด่นในหลายตลาดทั่วโลก ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีล้ำสมัย และราคาที่แข่งขันได้ ในขณะที่แบรนด์ดั้งเดิมกำลังเผชิญความท้าทายในการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงนี้
สำหรับผู้บริโภค การมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านเทคโนโลยี สมรรถนะ และราคา ถือเป็นข่าวดี แต่การตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์สักคัน ควรพิจารณาถึงความต้องการใช้งาน การบำรุงรักษา ค่าใช้จ่ายในระยะยาว รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้น การติดตามเทรนด์และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จะช่วยให้เราเข้าใจทิศทางของอุตสาหกรรม และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตของการเดินทางที่ยั่งยืนและชาญฉลาดยิ่งขึ้น
หากคุณกำลังมองหา รถยนต์ไฟฟ้ามือสอง ที่มีคุณภาพ พร้อมการรับประกันที่มั่นใจได้ หรือต้องการทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ ตลาดรถยนต์ EV ในไทย หรือ เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าโลก อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อรับคำแนะนำที่ตรงกับความต้องการของคุณ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน