แนวโน้มตลาดรถยนต์ทั่วโลกปี 2567: การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าและการรุกคืบของแบรนด์จีน
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดรถยนต์ทั่วโลกอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในปี 2023 ที่ผ่านมา และแนวโน้มเหล่านี้กำลังทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในปี 2027 การวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายล่าสุดจากภูมิภาคต่างๆ ชี้ให้เห็นถึงพลวัตที่น่าสนใจ ซึ่งผมจะเจาะลึกรายละเอียดเพื่อแสดงให้เห็นถึงทิศทางที่อุตสาหกรรมกำลังมุ่งหน้าไป
ภาพรวมตลาดออสเตรเลีย: แบรนด์จีนสร้างแรงสั่นสะเทือน
เริ่มต้นกันที่ตลาดออสเตรเลีย ซึ่งในเดือนกรกฎาคม 2566 ยังคงแสดงสัญญาณการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายรถยนต์ใหม่รวมทั้งสิ้น 96,859 คัน อันเป็นผลมาจากการทยอยส่งมอบรถยนต์ที่คงค้างจากยอดจองจำนวนมาก แต่สิ่งที่น่าจับตาอย่างยิ่งคือการรุกคืบของแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน ซึ่งสามารถกวาดส่วนแบ่งตลาดไปได้อย่างน่าประทับใจ ในเดือนดังกล่าว แบรนด์จีนมียอดขายรวมกันถึง 15,853 คัน คิดเป็นสัดส่วนถึง 16.4% ของตลาดรวม
เมื่อพิจารณา 10 อันดับรถยนต์ขายดีที่สุดในออสเตรเลียประจำเดือนกรกฎาคม 2566 แบ่งตามรุ่น จะพบว่า Ford Ranger ยังคงครองตำแหน่งผู้นำด้วยยอดขาย 5,143 คัน ตามมาด้วย Toyota HiLux ที่ 4,670 คัน และสิ่งที่น่าสังเกตคือ MG ZS ที่ติดอันดับ 3 ด้วยยอดขาย 3,852 คัน แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของรถยนต์จากจีน นอกจากนี้ Tesla Model Y ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ติดอันดับ 4 ด้วยยอดขาย 3,330 คัน
หากมองในมุมของแบรนด์ Toyota ยังคงเป็นผู้นำตลาดอย่างแข็งแกร่ง ด้วยยอดขายรวม 19,191 คัน ตามมาด้วย Mazda (8,307 คัน) และ Ford (7,109 คัน) แต่ที่น่าสนใจคือ MG ที่สามารถเข้ามาติดอันดับ 6 ด้วยยอดขาย 5,347 คัน ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตที่โดดเด่นของแบรนด์นี้ในตลาดออสเตรเลีย
ตลาดรถหรู: ความต้องการรถยนต์เฉพาะบุคคลเพิ่มสูง
ในเซกเมนต์รถยนต์หรู Bentley Motors ได้รายงานสถิติการออกแบบรถยนต์เฉพาะบุคคล (Personalisation) ที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2566 โดยลูกค้า Bentley 3 ใน 4 ราย เลือกที่จะปรับแต่งรถยนต์ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คิดเป็นการออกแบบมากกว่า 46,000 รูปแบบ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 43% จากปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่สูงขึ้นสำหรับรถยนต์ที่มีความพิเศษและสะท้อนตัวตนของผู้เป็นเจ้าของ
แม้ว่ายอดขายรถยนต์ Bentley ทั่วโลกจะลดลง 11% สู่ระดับ 13,560 คันในปี 2566 แต่แนวโน้มการเลือกซื้อรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงขึ้น เช่น รุ่น Azure, S และ Speed ก็เพิ่มสูงขึ้นถึง 70% จากเดิม 30% ในปีก่อนหน้า ยิ่งไปกว่านั้น Bentley Bentayga รุ่นฐานล้อยาวพิเศษยังได้รับความสนใจเกินคาด โดยมียอดขายมากกว่า 1 ใน 3 ของรุ่น Bentayga หลังจากการเปิดตัว
ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เป็นภูมิภาคเดียวที่มียอดขายเติบโตในเชิงบวกถึง 5% ในขณะที่ตลาดหลักอย่างจีนและสหราชอาณาจักร กลับหดตัวลงถึง 18% อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ Bentley โดยมีส่วนแบ่งยอดขายถึง 28%
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV): การเติบโตแบบก้าวกระโดดทั่วโลก
เทรนด์ที่ไม่อาจมองข้ามได้คือการเติบโตอย่างมหาศาลของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป ในไตรมาสแรกของปี 2566 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในยุโรปอยู่ที่ 3,220,806 คัน และในจำนวนนี้มีรถยนต์ EV มากกว่า 219,000 คัน หรือคิดเป็นการเติบโตถึง 43%
Tesla Model Y ยังคงครองตำแหน่งรถยนต์ขายดีอันดับ 1 ในยุโรปอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดขาย 71,683 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 173% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามมาด้วย Dacia Sandero (60,202 คัน) และ Volkswagen T-Roc (54,960 คัน) สิ่งที่น่าสนใจคือ Tesla Model 3 ที่ยอดขายลดลงถึง 42% จนหลุดจาก 10 อันดับแรก
ในภาพรวมตลาดโลก BYD กลายเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายมากที่สุด โดยมีส่วนแบ่งการตลาดถึง 21.1% แซงหน้า Tesla ที่ 16.01% การมีรถยนต์ EV ที่หลากหลายรุ่น ตั้งแต่รุ่นราคาย่อมเยาไปจนถึงรุ่นสมรรถนะสูง ทำให้ BYD สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างกว่า
สำหรับรถยนต์ EV ขายดีที่สุด 10 อันดับแรกของโลกในไตรมาสแรกของปี 2566 นำโดย Tesla Model Y, Tesla Model 3 และ BYD Song ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่ชัดเจนในรถยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและสมรรถนะที่น่าเชื่อถือ
การเปลี่ยนแปลงในตลาดเกิดใหม่: อินเดียเพิ่มกำแพงภาษี EV
ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดีย กำลังเดินหน้านโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลอินเดียได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จาก 60% เป็น 70% สำหรับยานพาหนะที่มีราคาก่อนภาษีต่ำกว่า 40,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า EV การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566 เป็นต้นไป
นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการผลิตรถยนต์ภายในประเทศภายใต้สโลแกน “Make in India” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์หรูในอินเดีย เช่น Lexus และ Mercedes-Benz ที่อาจต้องพิจารณาปรับราคารถยนต์ หรือร้องขอให้ภาครัฐทบทวนกำแพงภาษีรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเร่งการเติบโตของตลาด EV ในประเทศ
ประเทศไทย: การเติบโตของ EV ที่น่าจับตา
แม้ว่าประเทศไทยอาจมีตัวเลือกของรถยนต์ EV น้อยกว่าเมื่อเทียบกับตลาดใหญ่อย่างจีนหรือยุโรป แต่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 อัตราการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในไทยกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ BYD กลายเป็นแบรนด์ที่ครองแชมป์ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในไทยติดต่อกันถึง 6 เดือน โดยในเดือนพฤษภาคม 2566 รถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 12.3% ของตลาดรวม
BYD ATTO 3 กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย ด้วยยอดขาย 2,025 คันในเดือนพฤษภาคม 2566 ตามมาด้วย Tesla Model Y (840 คัน) และ Neta V (686 คัน) การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ ราคาเหมาะสม และตอบโจทย์การใช้งานของคนไทย
สรุปแนวโน้มสำคัญ:
การรุกคืบของแบรนด์จีน: แบรนด์รถยนต์จากจีน เช่น BYD และ MG กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในออสเตรเลียและประเทศไทย ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และราคาที่เข้าถึงได้
การเติบโตอย่างต่อเนื่องของรถยนต์ไฟฟ้า (EV): เทรนด์ EV ไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่คืออนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก นโยบายภาครัฐ การพัฒนาเทคโนโลยี และความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นปัจจัยผลักดันให้ตลาด EV เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ความต้องการรถยนต์เฉพาะบุคคล: ในตลาดรถหรู ลูกค้าให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการสิ่งที่พิเศษและสะท้อนตัวตน
ความท้าทายในตลาดเกิดใหม่: ตลาดเกิดใหม่อาจมีนโยบายที่แตกต่างกัน เช่น การเพิ่มกำแพงภาษีนำเข้าในอินเดีย ซึ่งส่งผลต่อทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคนั้นๆ
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ การปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และการจับตาดูการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นขึ้น คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า
หากคุณเป็นผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์คันใหม่ หรือเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการทำความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง ผมขอแนะนำให้ศึกษาข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียด เพราะการตัดสินใจที่ถูกต้องในวันนี้ จะนำพาคุณไปสู่อนาคตที่ดีกว่า.