Mercedes-Benz S-Class W221: บทสรุปแห่งยุคสมัยแห่งความหรูหราที่มาก่อนกาล
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมมักตั้งคำถามเสมอว่า เหตุใดรีวิวรถยนต์บางรุ่นถึงมาช้ากว่าที่ควรจะเป็นเสมอมา ครั้งนี้ก
็เช่นกัน การจะได้สัมผัสกับ Mercedes-Benz S-Class W221 อย่างเต็มรูปแบบเช่นนี้ ในช่วงเวลาที่ W222 ได้เปิดตัวไปสักพักใหญ่แล้ว ย่อมมีคำถามในใจของหลายท่านอย่างแน่นอน ว่าเหตุใดผมถึงยังยืนกรานที่จะนำเสนอเรื่องราวของ S-Class รุ่นนี้
เหตุผลนั้นเรียบง่ายครับ ประสบการณ์ตรงของผมกับ S-Class นั้นมีจำกัดอย่างยิ่ง ครั้งแรกที่ได้สัมผัสคือการช่วยถอยหลังรถรุ่น W126 เมื่อกว่าสิบปีก่อน และครั้งที่สองคือการขับสั้นๆ ในงาน Mercedes-Benz Driving Experience กับรุ่น W221 S300 ประกอบในประเทศ ซึ่งเรียกได้ว่า แทบไม่ได้เรียนรู้อะไรจากตัวรถเลย การได้มีโอกาสสัมผัส S-Class รุ่นปัจจุบันอย่างจริงจังนั้น เป็นสิ่งที่ผมเฝ้ารอมาตลอด 4 ปี ที่ก่อตั้ง Headlightmag.com ขึ้นมา
จนกระทั่งเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โอกาสก็มาถึง ผมได้รับทราบว่าจะได้สัมผัส S-Class รุ่นใหม่ล่าสุด W222 ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อ 15 พฤษภาคม 2013 แต่ก่อนจะไปถึงรุ่นนั้น ผมได้รับรถยนต์ S-Class W221 มาทดลองขับ เพื่อให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของรถยนต์รุ่นนี้ก่อน ซึ่งเป็นโมเดล S350 CDI เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ Common-Rail ซึ่งโดดเด่นในเรื่องความประหยัดและอัตราเร่งที่ทรงพลัง รุ่นที่ผมได้มาทดลองคือรุ่น Executive ซึ่งเป็นการตกแต่งระดับกลาง แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราในแบบฉบับ S-Class
ในเมื่อ Headlightmag.com ของเรา ขึ้นชื่อเรื่องการเป็น “First Report in Thailand” และบางครั้งก็เป็น “World First Report” มาตลอด คราวนี้ ผมขอนำเสนอ “Final Report in the World” บทความรีวิวส่งท้ายของรถยนต์รุ่นที่กำลังจะหมดอายุตลาด เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นภาพรวมทั้งหมดของ S-Class W221 ก่อนที่จะกลายเป็นตำนานอีกบทหนึ่งของแบรนด์ตราดาว
S-Class: นิยามแห่ง “Sonderklasse” หรือ “Special Class”
Mercedes-Benz นิยาม S-Class ว่า “Sonderklasse” ซึ่งแปลว่า “Special Class” หรือ “รถยนต์ระดับพิเศษ” สะท้อนถึงการเป็น “คลาสที่เหนือกว่า” มาตลอด ประวัติศาสตร์กว่า 50 ปีของการแยกตัวออกมาจาก E-Class และการใช้ชื่อ S-Class อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1972 ทำให้ S-Class กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของรถยนต์หรูระดับโลก ด้วยยอดขายกว่า 2.7 ล้านคัน จนถึงปี 2005 และครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 30% ในกลุ่ม Luxury Full Size Sedan ทั่วโลก
ความโดดเด่นของ S-Class คือการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆ ที่มักจะเปิดตัวเป็นครั้งแรกในรุ่น S-Class เสมอ ไม่ว่าจะเป็นด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัย
วิวัฒนาการแห่งความเหนือระดับ: จาก W116 สู่ W221
W116 (1972-1979): ผู้บุกเบิกด้านความปลอดภัย
S-Class รุ่นแรกนี้ริเริ่มการนำเทคโนโลยีความปลอดภัยมาติดตั้งอย่างเต็มรูปแบบ จุดเด่นคือรุ่น 450 SEL 6.9 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 6.9 ลิตร อันทรงพลัง และเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโลกที่เสนอระบบ ABS เป็นอุปกรณ์พิเศษในปี 1978
W126 (1979-1991): ความสง่างามที่ลงตัว
ภายใต้การออกแบบของ Bruno Sacco รุ่น W126 มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศที่ลดลงเหลือ Cd 0.36 และเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ติดตั้งถุงลมนิรภัย SRS เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ถือเป็น S-Class ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดผลิตและยอดขายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Mercedes-Benz
W140 (1991-1998): “ปลาวาฬ” แห่งความหรูหรา
ด้วยขนาดตัวถังที่ใหญ่โต จนได้รับฉายาว่า “ปลาวาฬ” W140 โดดเด่นด้วยการเป็นรถยนต์ที่ใส่ใจในวิศวกรรมมากเกินไป (Over engineer) แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องขนาด แต่ก็สะท้อนสถานะของผู้ครอบครองได้อย่างชัดเจน และเป็นรุ่นที่เกิดอุบัติเหตุอันน่าเศร้าของเจ้าหญิง Diana
W220 (1998-2005): ยุคแห่งนวัตกรรมที่หลากหลาย
W220 มีขนาดตัวถังเล็กลงกว่า W140 แต่ภายในกว้างขวางขึ้น พร้อมนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย เช่น AIRMATIC, Active Ventilated Seats, Distronic Cruise Control และ Active Cylinder Control แต่ก็มีปัญหาด้านคุณภาพที่ส่งผลต่อชื่อเสียงของ S-Class อยู่บ้าง
W221 (2005-2013): การกอบกู้ชื่อเสียงและความสมดุล
W221 คือรุ่นที่กอบกู้ชื่อเสียงด้านคุณภาพกลับคืนมาได้อย่างสง่างาม ด้วยการออกแบบที่เน้นความลู่ลม จนได้ค่า Cd 0.27 ถือว่าต่ำมากในยุคนั้น พร้อมเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบ BLUETEC HYBRID และระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่างๆ การปรับโฉม Minorchange ในปี 2009 ได้เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันและระบบความปลอดภัยที่ทันสมัยยิ่งขึ้น
เจาะลึก S350 CDI Exclusive: ความลงตัวในรายละเอียด
มิติตัวถังและการออกแบบ:
S350 CDI Exclusive ที่ผมได้ทดลองขับ เป็นรุ่น Long Wheelbase ที่มีมิติยาว 5,226 มม. กว้าง 1,871 มม. สูง 1,479 มม. และระยะฐานล้อ 3,165 มม. เส้นสายตัวถังมีความเหลี่ยมสันมากขึ้น โป่งซุ้มล้อขนาดใหญ่ และบั้นท้ายที่ได้รับอิทธิพลจาก Maybach ไฟเลี้ยว LED ที่กระจกมองข้าง และไฟท้าย LED เป็นจุดที่แตกต่างจากรุ่นก่อนปรับโฉมอย่างชัดเจน
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหราที่สัมผัสได้
การตกแต่งภายในเน้นความหรูหราด้วยหนังคุณภาพเยี่ยม และลายไม้ Dark Brown Eucalyptus แผงประตูด้านข้างมีช่องเก็บของที่ยาวแต่เล็ก การเข้า-ออกสะดวกสบายแม้จะเป็นรถขนาดใหญ่ เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบความจำ 3 ตำแหน่ง ระบบดันหลัง Lumbar Support เข้าถึงได้ผ่านเมนู COMMAND ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก แต่โดยรวมเบาะนั่งสบาย มีทั้งระบบอุ่นและระบายอากาศ
เบาะหลังออกแบบมาเพื่อความสบายขั้นสูงสุด แม้จะเป็นรุ่น Exclusive แต่ก็ยังคงความสะดวกสบายเหนือกว่าคู่แข่งอย่าง BMW 730 Ld F02 และ Lexus LS460 L ในบางแง่มุม การปรับเอนเบาะและการควบคุมม่านไฟฟ้าทำได้อย่างอิสระ ช่องวางแก้วน้ำ และถาดเก็บของมีมาให้ครบครัน
ระบบความบันเทิงและความสะดวกสบาย:
รุ่น S350 CDI Exclusive มาพร้อมระบบ COMAND Controller ควบคุมชุดเครื่องเสียง วิทยุ AM/FM CD/DVD พร้อมหน้าจอมอนิเตอร์ที่ปรับมุมได้ Ambient Lighting สร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารได้อย่างลงตัว
สมรรถนะ: หัวใจดีเซลที่ประหยัดและทรงพลัง
เครื่องยนต์ OM642 V6 Diesel Turbo Common-Rail ขนาด 2,987 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 540 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ 7G-TRONIC ทำงานได้อย่างราบรื่น การอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 8.85 วินาที และ 80-120 กม./ชม. ใน 6.76 วินาที ถือว่าไม่จัดจ้านเท่าคู่แข่งอย่าง BMW 730 Ld แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน และให้ความประหยัดที่ดีเยี่ยม
การขับขี่: สมดุลระหว่างความสบายและการควบคุม
ระบบช่วงล่าง AIRMATIC พร้อมโหมด Comfort และ Sport ให้ความนุ่มนวลที่ดีเยี่ยม ซับแรงสะเทือนได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ในโหมด Sport ก็ยังคงความนุ่มนวลที่น่าพอใจ การบังคับเลี้ยวเป็นแบบ Rack & Pinion พร้อม Power ผ่อนแรงแบบ Hydraulic ตอบสนองได้ดีในย่านความเร็วต่างๆ แม้จะสู้ความคมของ BMW 7-Series ไม่ได้ แต่ก็ให้ความมั่นคงที่ดี
ระบบเบรกและระบบความปลอดภัย: ความมั่นใจที่มาพร้อมมาตรฐาน
ระบบเบรก ดิสก์ 4 ล้อ ทำงานร่วมกับ ABS, BAS, ESP, ASR และ ADAPTIVE BRAKE ให้ความมั่นใจในการหยุดรถ ระบบ PRE-SAFE ทำงานร่วมกับอุปกรณ์นิรภัยต่างๆ เพื่อปกป้องผู้โดยสารสูงสุดในกรณีฉุกเฉิน โครงสร้างตัวถัง Ultra High Tensile Steel และการใช้วัสดุอลูมิเนียม ช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มความแข็งแกร่ง
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ประหยัดอย่างน่าทึ่ง
จากการทดสอบวิ่งบนเส้นทางมาตรฐาน พบว่า S350 CDI ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ 13.41 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งถือว่าประหยัดอย่างน่าทึ่งสำหรับรถยนต์ขนาดใหญ่ระดับนี้
สรุป: จุดยืนของ W221 ในตลาด
Mercedes-Benz S-Class W221 S350 CDI Exclusive คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความหรูหรา ความสะดวกสบาย สมรรถนะ และความประหยัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ผู้บริหารที่ให้ความสบายในการเดินทาง แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งบุคลิกของรถยนต์ยุโรปชั้นนำ หากมองหาความสบายในเบาะหลัง W221 คือคำตอบที่ชัดเจน แม้ลูกเล่นอาจไม่มากเท่า BMW 7-Series แต่ความสบายในการนั่งระยะยาวนั้นเหนือกว่าอย่างชัดเจน
แม้ W221 จะใกล้หมดอายุตลาด แต่ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์แห่งความหรูหราแบบ S-Class ในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น
หากท่านกำลังมองหารถยนต์ที่เปี่ยมด้วยความหรูหรา ความสะดวกสบาย และสมรรถนะที่สมดุล พร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในยุคของมัน Mercedes-Benz S-Class W221 คือบทสรุปที่สมบูรณ์แบบ รอให้ท่านมาสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเอง