BMW 7-Series (G12) 740Li Pure Excellence: นิยามใหม่แห่งความหรูหราและความแรงในยุคดิจิทัล
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของรถยนต์หรูมามากมาย แต่เมื่อ BMW ประเทศไ
ทย ได้เปิดตัว BMW 7-Series (G12) 740Li Pure Excellence รุ่นล่าสุดที่นำเข้ามาทั้งคัน การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนถึงก้าวย่างที่สำคัญของ BMW ในการนิยามความพรีเมียมและความล้ำสมัย บทความนี้ผมจะพาเจาะลึกถึงรายละเอียดของรถยนต์ที่ผมมองว่าเป็น “ที่สุด” ของความสมบูรณ์แบบแห่งยุค ซึ่งเป็นที่จับตาของผู้ที่หลงใหลใน รถยนต์หรู BMW หรือมองหา รถซีดานผู้บริหาร premium ที่เหนือกว่าคำว่าธรรมดา
DNA แห่งความล้ำสมัย: Carbon Core และ EfficientLightweight
หัวใจสำคัญที่ทำให้ BMW 7-Series (G12) 740Li Pure Excellence แตกต่างและโดดเด่นกว่าใคร คือการนำนวัตกรรม BMW EfficientLightweight มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดน้ำหนักของตัวรถลงได้ถึง 130 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า จุดเด่นที่สุดคือโครงสร้างตัวถังแบบ Carbon Core ที่ผสมผสานระหว่างพลาสติกเสริมเส้นใยคาร์บอนกับวัสดุอื่นๆ ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งและปลอดภัยสูงสุด เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ BMW 740Li คันนี้มีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมขึ้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันและการปล่อยมลพิษที่ลดลง เป็นการตอบโจทย์เทรนด์ รถยนต์ประหยัดน้ำมัน และ รถยนต์รักษ์โลก ที่กำลังมาแรงในปี 2025
การออกแบบภายนอกก็แสดงออกถึงความพิถีรพิถัน ตั้งแต่ขนาดตัวถังที่ยาวถึง 5,238 มิลลิเมตร กว้าง 1,902 มิลลิเมตร และสูง 1,485 มิลลิเมตร ทำให้เป็นรถยนต์ซีดานขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ BMW เคยผลิตมา นอกจากนี้ การนำ Air Flap Control มาใช้เป็นครั้งแรกในรถยนต์ BMW เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่บ่งบอกถึงการใส่ใจในรายละเอียดทางอากาศพลศาสตร์และประสิทธิภาพการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ การออกแบบไฟหน้าใหม่ก็สะท้อนถึงความทันสมัยและเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างลงตัว
ขุมพลังที่เหนือชั้น: 6 สูบเรียง TwinPower Turbo
ภายใต้ฝากระโปรงหน้าของ BMW 740Li Pure Excellence บรรจุเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ที่มอบพละกำลังสูงสุดถึง 326 แรงม้า (PS) ที่รอบเครื่องยนต์ 5,500 – 6,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดมหาศาล 450 นิวตันเมตร ที่ช่วง 1,380-5,000 รอบต่อนาที ตัวเลขเหล่านี้ส่งผลให้ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายในเวลาเพียง 5.6 วินาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ขนาดใหญ่ระดับนี้
สำหรับผู้ที่มองหา รถยนต์สมรรถนะสูง หรือ รถยนต์หรูแรง BMW 740Li คันนี้ตอบโจทย์ได้อย่างไร้ที่ติ ในขณะเดียวกัน ประสิทธิภาพด้านความประหยัดก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 14.3 กิโลเมตรต่อลิตร และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 166 กรัมต่อกิโลเมตร ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้ม รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำ ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น
นิยามความหรูหราแบบ Pure Excellence
ชื่อรุ่น “Pure Excellence” สะท้อนถึงความตั้งใจของ BMW ในการนำเสนอที่สุดแห่งความหรูหราและสมบูรณ์แบบ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ได้สัมผัสรถยนต์ระดับพรีเมียมมาหลายรุ่น สิ่งที่ BMW 7-Series (G12) 740Li Pure Excellence นำเสนอคือประสบการณ์ที่เหนือกว่าแค่การขับขี่ มันคือการก้าวเข้าสู่โลกแห่งความประณีต ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย
แม้ในข้อมูลเดิมจะมีการกล่าวถึง BMW 760Li ที่ได้รับการตกแต่งพิเศษจาก Abu Dhabi Motors ด้วยสีม่วง Twilight และชุดแต่ง M Sport Package รวมถึงการตกแต่งภายในด้วย BMW Individual Opal White Merino ซึ่งยกระดับความหรูหราไปอีกขั้น แต่สำหรับรุ่น 740Li Pure Excellence ที่นำเข้ามานั้น ก็มาพร้อมกับมาตรฐานความหรูหราที่สูงส่งไม่แพ้กัน การผสมผสานระหว่างวัสดุชั้นเลิศ การออกแบบที่พิถีพิถัน และเทคโนโลยีที่มอบความสะดวกสบายสูงสุดให้กับผู้โดยสาร ถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้ BMW 7-Series เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ประวัติศาสตร์แห่งความยิ่งใหญ่: ย้อนรอย BMW 7 Series
เพื่อเพิ่มความลึกซึ้งให้กับคุณค่าของ BMW 7-Series (G12) 740Li Pure Excellence ผมขอพาทุกท่านย้อนรอยประวัติศาสตร์อันยาวนานของรถยนต์รุ่นนี้ จุดเริ่มต้นของ BMW 7 Series ที่แท้จริง เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2520 (1977) กับรหัสตัวถัง E23 ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ BMW ตั้งใจให้เป็นเรือธงในตลาด รถยนต์ระดับสูง (Oberklasse)
ก่อนหน้า E23 จะถือกำเนิดขึ้น BMW ได้ปูทางด้วย E3 ซึ่งเป็นรถซีดานขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างชื่อเสียงในตลาดรถยนต์เฉพาะกลุ่มได้ E7 เองก็สะท้อนถึงความทะเยอทะยานของ BMW ในการก้าวสู่ระดับสูงสุด ดีไซน์ของ E23 ได้รับอิทธิพลจาก Paul Bracq โดยมีลักษณะที่โอ่อ่า สง่างาม และเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่อย่างมาก “Sharknose” หรือดีไซน์จมูกฉลามอันเป็นเอกลักษณ์ของ BMW ในยุคนั้น ได้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าที่ทำให้ BMW 7-Series โดดเด่น
วิวัฒนาการของ E23: จากคาร์บูเรเตอร์สู่ Motronic
BMW 7 Series E23 เปิดตัวครั้งแรกในรุ่น 728 และ 730 ซึ่งใช้เครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ M30 และรุ่น 733i ที่มาพร้อมระบบหัวฉีด L-Jetronic อันเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในยุคนั้น เป็นการพัฒนาที่สำคัญจากเครื่องยนต์ 3.3 ลิตรของรุ่นก่อนหน้า รุ่น 728 ในช่วงแรกยังคงใช้ระบบจุดระเบิดแบบไม่มีทรานซิสเตอร์ ก่อนจะได้รับการอัปเกรดตามมา การเปิดตัวระบบ Check Control Panel ที่มีฟังก์ชันการควบคุมมากมายในรุ่น 730 และ 733i ถือเป็นการปฏิวัติวงการในยุคนั้น
การปรับปรุงไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ในปี 1979 ระบบ ABS (Anti-lock Braking System) ก็ได้รับการติดตั้งใน E23 และรุ่น 728i ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อทดแทน 728 และ 730 พร้อมกันนั้น 733i ก็ถูกแทนที่ด้วย 732i ที่มาพร้อมระบบหัวฉีด Bosch Motronic ซึ่งเป็นระบบจัดการเครื่องยนต์ที่ล้ำหน้ายิ่งขึ้น การเปิดตัว BMW 735i พร้อมเกียร์ 5 สปีด และเครื่องยนต์ขนาด 3430 ซีซี รวมถึงรุ่นประหยัด 725i ที่ผลิตขึ้นเพื่อหน่วยงานรัฐบาลและตลาดส่งออก แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในการตอบสนองความต้องการของตลาด
ยุคแห่งพละกำลัง: E23 Turbo และ V12 ในตำนาน
ปี 1980 เป็นอีกหนึ่งปีที่น่าจดจำ ด้วยการเปิดตัว E23 เทอร์โบชาร์จ รุ่นแรก หรือ 745i ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 3210 ซีซี พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์ ถือเป็นรุ่นท็อปสุดของ BMW ในยุคนั้น นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือและแนวคิดในการพัฒนาเครื่องยนต์ V12 สำหรับ E23 ซึ่งน่าเสียดายที่วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่สอง ทำให้แผนการนี้ไม่เป็นรูปธรรม และ BMW ก็ไม่เคยติดตั้งเครื่องยนต์ 8 สูบใน 7-Series รุ่นแรกนี้
การปรับโฉมครั้งใหญ่และการวางตำแหน่งที่แข็งแกร่ง
สำหรับรุ่นปี 1983 E23 ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ ดีไซน์ “Sharknose” ที่อ่อนช้อยได้รับการปรับให้มีเส้นสายที่ตรงและแข็งแรงมากขึ้น ทำให้ตัวรถดูทันสมัยและทรงพลังยิ่งขึ้น เกียร์ 5 สปีดกลายเป็นมาตรฐานสำหรับทุกรุ่น การเปลี่ยนแปลงของเครื่องยนต์มีไม่มากนัก ยกเว้นรุ่น 745i ที่หันมาใช้เครื่องยนต์ 3430 ซีซีของ 735i ตั้งแต่ปี 1984 เป็นต้นมา BMW ยังได้ติดตั้ง เครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยา (Catalytic Converter) ในรุ่น 735i เป็นรุ่นแรก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำ
แม้ว่า E23 จะอำลาตลาดในปี 1986 เพื่อเปิดทางให้ E32 รุ่นใหม่ แต่บทบาทของ BMW 7-Series รุ่นแรกในการกลับคืนสู่ตลาด รถยนต์ระดับสูง (Upper Class) ของ BMW นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด E23 เป็นรถที่ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม สามารถสร้างสมดุลระหว่างขนาด พลวัตการขับขี่ และความสะดวกสบายในระดับสูง จนถึงปัจจุบัน 7-Series ยังคงเป็นรถที่ขับสนุกและน่าประทับใจ
BMW 7 Series E23 ถูกผลิตออกมาทั้งหมด 333,093 คัน โดยรุ่น 725i มีจำนวนการผลิตน้อยที่สุดเพียง 923 คัน ในขณะที่ 728i เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด มียอดขาย 62,908 คัน รองลงมาคือ 735i ที่มียอดสั่งซื้อ 60,746 คัน
BMW 7-Series (G12) 740Li Pure Excellence: การลงทุนที่เหนือกว่าราคา
สำหรับราคาของ BMW 740Li Pure Excellence ที่นำเข้ามานั้น แม้จะอยู่ในช่วง 7 ล้านถึง 7.5 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย วัสดุชั้นเลิศ สมรรถนะที่เหนือชั้น และประวัติศาสตร์อันยาวนานของตระกูล 7-Series การลงทุนในรถคันนี้จึงเป็นการลงทุนในประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่มีใครเทียบได้
ในโลกของ รถยนต์หรูราคาแพง หรือ รถยนต์ผู้บริหารระดับสูง BMW 7-Series (G12) 740Li Pure Excellence ไม่ใช่เพียงแค่ยานพาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ ความสง่างาม และการมองการณ์ไกลของผู้ครอบครอง
ก้าวต่อไปสู่ประสบการณ์สุดพิเศษ
หากคุณกำลังมองหา รถยนต์ซีดานผู้บริหาร ที่ผสมผสานความหรูหรา ความแรง และเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว หรือต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่สะท้อนถึงความเป็นที่สุดแห่งยานยนต์ แนะนำให้คุณเข้าไปชมและทดลองขับ BMW 740Li Pure Excellence ที่ผู้จำหน่าย BMW อย่างเป็นทางการใกล้บ้านคุณ หรือหากคุณสนใจ รถยนต์ BMW มือสอง คุณภาพเยี่ยม หรือมองหา ศูนย์บริการ BMW ที่ได้มาตรฐาน อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำแนะนำที่ดีที่สุดในการเลือกสรร รถยนต์ BMW Premium Selection หรือบริการหลังการขายที่จะทำให้รถยนต์ BMW ของคุณอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดเสมอ

