BMW 7-Series (G12) 740Li Pure Excellence: นิยามใหม่แห่งความหรูหรา สู่ยุคแห่งนวัตกรรมยานยนต์
ในฐานะผู้ที่คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของรถยนต์ระดับผู้บริหารมานับไม่ถ้วน แต่ม
ีอยู่ไม่กี่รุ่นที่สามารถสร้างความประทับใจได้อย่างต่อเนื่อง และ BMW 7-Series ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงรุ่นล่าสุดอย่าง BMW 7-Series (G12) 740Li Pure Excellence ที่นำเสนอการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะอันทรงพลัง ความหรูหราที่เหนือชั้น และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด การมาถึงของ 740Li Pure Excellence ในตลาดประเทศไทย ไม่เพียงแต่เป็นการเติมเต็มไลน์อัพของ BMW เท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับนิยามของรถยนต์ซีดานขนาดใหญ่ระดับลักซ์ชัวรีให้ก้าวไปอีกขั้น
การออกแบบที่ผสานความแข็งแกร่งและสง่างาม
แรกเห็น 740Li Pure Excellence สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือการออกแบบภายนอกที่สะท้อนถึงความสง่างามและความมั่นใจ เส้นสายที่เฉียบคมและแฝงไปด้วยพลวัต สื่อถึงความหรูหราที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ขนาดตัวถังที่ยาวถึง 5,238 มิลลิเมตร กว้าง 1,902 มิลลิเมตร และสูง 1,485 มิลลิเมตร ทำให้ 740Li Pure Excellence เป็นรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ BMW เคยผลิตมา ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะมอบพื้นที่และความสะดวกสบายสูงสุดให้กับผู้โดยสาร
นวัตกรรมที่โดดเด่นคือการนำวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์มาผสานในการก่อสร้างโครงสร้างตัวถัง ผ่านเทคโนโลยี BMW EfficientLightweight ที่ช่วยลดน้ำหนักรวมของรถได้สูงสุดถึง 130 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า การใช้โครงสร้าง Carbon Core ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เคยใช้ใน BMW i8 ทำให้ 7-Series เป็นรถยนต์รุ่นแรกในเซ็กเมนต์นี้ที่ใช้วัสดุผสมผสานระหว่างเหล็กกล้าและพลาสติกเสริมใยคาร์บอน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้น้ำหนักเบาลง แต่ยังเพิ่มความแข็งแกร่งและความปลอดภัยให้กับห้องโดยสารอีกด้วย นอกจากนี้ การออกแบบไฟหน้าใหม่ที่ทันสมัยและระบบ Air Flap Control ซึ่งเป็นฟีเจอร์แรกในรถยนต์ BMW ที่ช่วยควบคุมการไหลเวียนของอากาศเข้าสู่หม้อน้ำ แสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดทางวิศวกรรมที่ล้ำสมัย
ขุมพลังที่ตอบสนองทุกความต้องการ
ภายใต้ฝากระโปรง 740Li Pure Excellence ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง ขนาด 3.0 ลิตร ที่มาพร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo อันเลื่องชื่อ มอบพละกำลังสูงสุดถึง 326 แรงม้า (PS) ที่ช่วงรอบเครื่องยนต์ 5,500 – 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ช่วงรอบเครื่องยนต์ 1,380-5,000 รอบต่อนาที สมรรถนะที่ปลดปล่อยออกมา ทำให้รถยนต์คันมหึมาคันนี้สามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลาเพียง 5.6 วินาที ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถยนต์ในพิกัดนี้
แม้จะมีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม แต่ BMW ก็ยังให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพด้านการประหยัดน้ำมันและสิ่งแวดล้อม โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 14.3 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 166 กรัมต่อกิโลเมตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของ BMW ในการพัฒนายานยนต์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจทั้งสมรรถนะและความรับผิดชอบต่อสังคม
ประสบการณ์ที่เหนือระดับในห้องโดยสาร
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของ 740Li Pure Excellence ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแห่งความหรูหราและความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด การเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง การตัดเย็บที่ประณีต และการออกแบบที่เน้นความสบายสูงสุด ทำให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย
เทคโนโลยีที่ติดตั้งมาในรถคันนี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มความสะดวกสบาย แต่ยังยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ระบบอินโฟเทนเมนท์ที่ทันสมัย การเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ และฟังก์ชันอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในยุคดิจิทัล
BMW 7-Series: ประวัติศาสตร์อันยาวนานแห่งความสำเร็จ
การมาถึงของ 740Li Pure Excellence สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันยาวไกลของ BMW ที่มีต่อรถยนต์ระดับบน (Oberklasse) โดยย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2520 (1977) BMW ได้เปิดตัว E23 หรือ BMW 7 Series รุ่นแรก ซึ่งถือเป็นการกลับมาอย่างสง่างามในตลาดรถยนต์ระดับบนของแบรนด์
ก่อนหน้า E23 รุ่น E7 ได้ปูทางไว้แล้วด้วยการเป็นรถสปอร์ตซีดานขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างตำแหน่งของตนเองในตลาดพิเศษได้ โดยเฉพาะรุ่นที่พัฒนาต่อเนื่องมา แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของ BMW ที่ต้องการสร้างรถยนต์ที่เหนือกว่าใคร ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ Paul Bracq ได้ออกแบบ BMW 3 Series โดยใช้พื้นฐานจาก E23 ที่ขยายขนาดขึ้น เครื่องยนต์ก็ถูกส่งต่อมาจากรุ่นก่อนเช่นกัน แต่ E7 ก็มีความแตกต่างในหลายด้าน การออกแบบตัวถังดูโอ่อ่าและสง่างามยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มความสบายในการควบคุมรถอย่างมาก นอกจากนี้ Sharknose ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ทางการออกแบบที่ทำให้ BMW 7 Series มีใบหน้าที่เป็นของตัวเอง ก็ถูกนำมาใช้ในรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน แผงหน้าปัดก็ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่ายและปรับแต่งให้เข้ากับผู้ขับขี่
วิวัฒนาการของ BMW 7-Series: จาก E23 สู่ยุคใหม่
การเปิดตัวของ 7-Series ในช่วงแรกมีให้เลือกหลายรุ่นย่อย โดยรุ่น 728 และ 730 ใช้คาร์บูเรเตอร์ M30 ขณะที่รุ่น 733i ได้รับการติดตั้งระบบหัวฉีด L-Jetronic ซึ่งเข้ามาแทนที่เครื่องยนต์ 3.3 ลิตร รุ่น 728 ในช่วงแรก ๆ ยังคงใช้ระบบจุดระเบิดแบบดั้งเดิม แต่ต่อมา รุ่น 730 และ 733i ก็ได้รับการอัปเกรด ในส่วนของนวัตกรรมที่น่าสนใจคือแผงตรวจสอบที่มีฟังก์ชันการควบคุมมากมาย ซึ่งพบได้ในรุ่น 730 และ 733i หลังจากการเปิดตัว สื่อมวลชนต่างประทับใจกับ E23 เป็นอย่างมาก ซึ่งในตอนแรกมาพร้อมกับเกียร์ธรรมดาสี่สปีดเป็นมาตรฐาน โดยมีตัวเลือกเกียร์อัตโนมัติ ZF ให้เลือกในสามรุ่น
ปี 1979 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนารถยนต์ E23 สามารถติดตั้งระบบ ABS ได้ และต่อมาในเดือนกันยายนของปีเดียวกันนั้น รุ่น 728i ก็ปรากฏตัวขึ้นมาแทนที่รุ่น 728 และ 730 ในขณะที่รุ่น 733i ก็ยังคงให้บริการต่อไป ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรุ่น 732i ซึ่งใช้ระบบหัวฉีด Bosch Motronic นอกจากนี้ ยังมีรุ่น BMW 735i ที่มาพร้อมเกียร์ห้าสปีดและเครื่องยนต์ขนาด 3430 ซีซี และรุ่นประหยัดพลังงาน 725i ซึ่งผลิตขึ้นสำหรับหน่วยงานรัฐบาลเยอรมันและเพื่อการส่งออก
จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือในปี 1980 เมื่อ E23 เทอร์โบชาร์จรุ่นแรกถูกเปิดตัวสู่สาธารณชน นั่นคือรุ่น 745i ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 3210 ซีซี พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์ ซึ่งถือเป็นรุ่นท็อปสุดของ BMW ในขณะนั้น นอกจากนี้ BMW ยังเคยพิจารณาแนวคิดในการพัฒนามอเตอร์ V12 สำหรับ E23 แต่เนื่องจากวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่สอง แนวคิดดังกล่าวจึงไม่เคยเกิดขึ้นจริง และ BMW ก็ไม่เคยติดตั้งเครื่องยนต์แปดสูบในห้องเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ของ BMW 7-Series รุ่นแรก
การปรับโฉมครั้งใหญ่สำหรับ E23 เกิดขึ้นในปี 1983 โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นในด้านความงาม BMW ได้ปรับเปลี่ยนสไตล์ Sharknose ให้มีความโค้งมนน้อยลง กลายเป็นเส้นสายที่ตรงและแข็งแรงมากขึ้น ตอนนี้ทุกรุ่นมาพร้อมเกียร์ห้าสปีดเป็นมาตรฐาน แม้การเปลี่ยนแปลงด้านเครื่องยนต์จะมีเพียงเล็กน้อย ยกเว้นรุ่น 745i ที่หันมาใช้เครื่องยนต์ขนาด 3430 ซีซี จากรุ่น 735i นอกจากนี้ BMW ยังได้ติดตั้งเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยาตั้งแต่ปี 1984 โดยเริ่มจากรุ่น 735i ซึ่งใช้ร่วมกับเกียร์อัตโนมัติก่อน จากนั้นจึงใช้ร่วมกับเกียร์ธรรมดาด้วย
ในปี 1986 E23 ก็ถึงกาลอำลาเพื่อหลีกทางให้กับ E32 รุ่นใหม่ แต่ BMW 7-Series รุ่นแรกนี้ได้ทิ้งมรดกอันทรงคุณค่าไว้ ด้วยการบุกเบิกที่ทำให้ BMW สามารถกลับมาครองตำแหน่งในตลาดรถยนต์ระดับบนได้อย่างถาวร เป็นรถยนต์ที่ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม สามารถสร้างความสมดุลระหว่างขนาดห้องโดยสาร สมรรถนะการขับขี่ และความสบายในระดับสูง จนถึงปัจจุบัน 7-Series รุ่นแรกยังคงเป็นรถที่ขับได้ดีอย่างแท้จริง โดยมีการผลิตรวมทั้งสิ้น 333,093 คัน รุ่น 725i ถูกผลิตน้อยที่สุดเพียง 923 คัน ในขณะที่รุ่น 728i เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยขายได้ถึง 62,908 คัน รองลงมาคือ 735i ที่มียอดสั่งซื้อ 60,746 ครั้ง
BMW 740Li Pure Excellence: การผสมผสานที่ลงตัวของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการ ผมมองว่า BMW 7-Series G12 740Li Pure Excellence คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า BMW ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนายานยนต์ระดับลักซ์ชัวรี การนำเทคโนโลยี Carbon Core ที่เบาแต่แข็งแกร่ง การออกแบบที่สง่างามและเฉียบคม ควบคู่ไปกับขุมพลังที่ตอบสนองทุกการขับขี่ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้รถคันนี้โดดเด่น
สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ซีดานขนาดใหญ่ที่สะท้อนถึงสถานะ รสนิยม และความใส่ใจในรายละเอียด BMW 7-Series (G12) 740Li Pure Excellence คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ การลงทุนในรถยนต์คันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการซื้อยานพาหนะ แต่เป็นการลงทุนในประสบการณ์ที่เหนือระดับ ที่จะอยู่เคียงข้างคุณในทุกเส้นทางของความสำเร็จ
หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสกับนิยามใหม่แห่งความหรูหราและสมรรถนะอันไร้ที่ติ และต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของ BMW 7-Series 740Li Pure Excellence หรือต้องการทดลองขับรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์แห่งยุค ขอเชิญชวนให้คุณติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ BMW ที่โชว์รูมใกล้บ้านคุณ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ BMW ประเทศไทย เพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึกและข้อเสนอพิเศษที่รอคุณอยู่.

