BMW Series 8: นิยามใหม่แห่งความสง่างามและสมรรถนะขั้นสุด สู่ยุคใหม่ของยนตรกรรมหรู
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ การได้เห็นวิวัฒนาการของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง BMW เป็นสิ่งที่น่าตื่นเ
ต้นเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแบรนด์ยักษ์ใหญ่นี้ประกาศเปิดตัวสายการผลิตใหม่ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขั้นสูงสุด BMW Series 8 คือปรากฏการณ์ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในตลาดรถยนต์หรู โดยเน้นการผสมผสานความสง่างาม ดีไซน์ที่โดดเด่น สมรรถนะอันทรงพลัง และเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้มีรสนิยมและมองหาสิ่งที่เหนือกว่า
BMW Series 8 vs. Series 7: ความแตกต่างที่สร้างเอกลักษณ์
การมาของ BMW Series 8 ไม่ได้หมายถึงการเข้ามาแทนที่ BMW Series 7 โดยตรง แต่เป็นการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายยิ่งขึ้น หาก BMW Series 7 ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์แห่งความหรูหราในรูปแบบซีดาน 4 ประตู ที่เปรียบเสมือนห้องทำงานเคลื่อนที่อันทรงเกียรติ BMW Series 8 กลับถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ที่เร้าใจและเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นในรูปแบบคูเป้ 2 ประตูที่โฉบเฉี่ยวสะกดทุกสายตา ความแตกต่างนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ BMW Series 8 สามารถเผชิญหน้ากับคู่แข่งระดับพรีเมียมในตลาดได้อย่างสง่างาม ไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Benz S-Class Coupe หรือ Convertible
ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์: เส้นสายแห่งความสปอร์ตหรู
สิ่งที่ทำให้ BMW Series 8 แตกต่างจากรุ่นพี่อย่าง BMW Series 7 อย่างเห็นได้ชัดเจนคือการออกแบบภายนอกที่สะท้อนถึงความเป็นรถสปอร์ตคูเป้พันธุ์แท้ เส้นสายที่คมชัด ลู่ลมจรดไปถึงบั้นท้ายที่ออกแบบมาอย่างประณีต ผสมผสานกับความยาวของตัวรถที่สง่างาม มอบรูปลักษณ์ที่ดุดัน แต่ยังคงไว้ซึ่งความภูมิฐานเหนือระดับ กระจังหน้าไตคู่ (Kidney Grille) ที่เป็นเอกลักษณ์ของ BMW ถูกปรับขนาดให้ดูใหญ่ขึ้นและโฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าเดิม เสริมด้วยชุดไฟหน้า LED Laserlight อันล้ำสมัยที่ส่องสว่างไกลและคมชัด ช่วยเพิ่มมิติความสปอร์ตให้กับด้านหน้า ในส่วนท้าย ไฟท้าย LED แบบ LED ที่เชื่อมต่อกันตลอดความกว้างของตัวรถ สร้างเอกลักษณ์ที่จดจำได้ทันทีเมื่อพบเห็น
ภายในห้องโดยสาร: สุนทรียภาพแห่งความเงียบและความสบาย
ก้าวเข้ามาในห้องโดยสารของ BMW Series 8 คุณจะสัมผัสได้ถึงความหรูหราที่ละเอียดอ่อน การเลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นหนังแท้ชั้นดี การตกแต่งด้วยอลูมิเนียม หรือลายไม้ที่คัดสรรมาอย่างดี สร้างบรรยากาศแห่งความสบายและความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง การออกแบบที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง (Driver-centric) ช่วยให้การควบคุมต่างๆ อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและใช้งานง่าย หน้าจอแสดงผลดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว สำหรับมาตรวัด ผสานกับหน้าจอระบบ Infotainment ขนาด 10.25 นิ้ว ที่ควบคุมผ่านระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 7.0 ที่มอบประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหลและตอบสนองฉับไว ระบบผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ (BMW Intelligent Personal Assistant) ที่สามารถสั่งงานด้วยเสียง ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ที่นั่งได้รับการออกแบบมาเพื่อความสบายสูงสุด พร้อมจอแสดงผลขนาด 10 นิ้วที่มาพร้อมเครื่องเล่น Blu-ray เพื่อความบันเทิงตลอดการเดินทาง
ขุมพลังที่เหนือชั้น: พลังดิบและความประณีต
หัวใจสำคัญที่ทำให้ BMW Series 8 เป็นที่น่าจับตาคือขุมพลังที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างดี เพื่อมอบทั้งพละกำลังที่เร้าใจและความประหยัดที่น่าทึ่ง โดยมีตัวเลือกเครื่องยนต์ที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ขับขี่
เครื่องยนต์ V8 TwinPower Turbo ขนาด 4.0 ลิตร: สำหรับรุ่นที่เน้นสมรรถนะสูงสุด คาดว่าจะมาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุดกว่า 650 แรงม้า มอบอัตราเร่งที่น่าทึ่งและพละกำลังที่เหลือเฟือสำหรับการขับขี่ทุกรูปแบบ
เครื่องยนต์ 6 สูบ TwinPower Turbo ขนาด 3.0 ลิตร: อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจคือเครื่องยนต์ 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 350 แรงม้า มอบความสมดุลระหว่างพละกำลังและความประหยัดได้อย่างลงตัว
เครื่องยนต์ Plug-in Hybrid: เพื่อตอบรับเทรนด์ยานยนต์แห่งอนาคต BMW Series 8 ยังคาดว่าจะมาพร้อมทางเลือกขุมพลัง Plug-in Hybrid ที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์สันดาปภายในเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า มอบทั้งประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยมลพิษ โดยยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะอันน่าประทับใจ
สำหรับ BMW Series 7 ที่มีเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบอันทรงพลังอย่าง 750d xDrive และ 750Ld xDrive ที่มาพร้อมเทคโนโลยี TwinPower Turbo ขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 394 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 760 นิวตันเมตร ด้วยระบบเกียร์ Steptronic 8 สปีด สามารถพุ่งทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.6 วินาที (รุ่น 750d) และ 4.7 วินาที (รุ่น 750Ld) ที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือ แม้จะมีพละกำลังเพิ่มขึ้น แต่กลับประหยัดน้ำมันขึ้นถึง 11% โดยมีอัตราสิ้นเปลืองที่ 17.5 กม./ลิตร พร้อมอัตราการปล่อย CO2 ที่ 149-154 กรัม/กม. นี่คือบทพิสูจน์ถึงเทคโนโลยีเทอร์โบ 4 ลูกที่ทำงานต่างรอบเครื่องยนต์ ทำให้ตอบสนองได้ทันใจตั้งแต่รอบต่ำ
ส่วนในรุ่น BMW Series 7 2020 ที่ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง รุ่น 750i xDrive และ 750Li xDrive มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.4 ลิตร พละกำลัง 530 แรงม้า แรงบิด 750 นิวตันเมตร ที่พัฒนาขึ้นใหม่สำหรับ BMW Series 8 โดยเฉพาะ และรุ่น 745e ที่เป็น Plug-in Hybrid ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ ปรับปรุงใหม่ ให้กำลังรวม 394 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ระยะทาง 54-58 กม.
สำหรับรุ่นท็อปสุด BMW M760Li xDrive ยังคงประจำการด้วยเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.6 ลิตร ที่ได้รับการปรับปรุงให้ทรงพลังยิ่งขึ้น ให้กำลัง 585 แรงม้า แรงบิด 850 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 3.8 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 305 กม./ชม.
สำหรับตลาดยุโรป ยังมีเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร ให้เลือก ได้แก่ รุ่น 730d (265 แรงม้า, 620 นิวตันเมตร), รุ่น 740d (320 แรงม้า, 680 นิวตันเมตร) และรุ่น 750d (400 แรงม้า, 760 นิวตันเมตร)
เทคโนโลยีแห่งอนาคต: การขับขี่ที่ปลอดภัยและชาญฉลาด
BMW Series 8 และ BMW Series 7 ไม่ได้เป็นเพียงยานยนต์ที่หรูหราและทรงพลังเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนศูนย์กลางเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ซึ่งรวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driver-Assistance Systems – ADAS) ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการเดินทาง ระบบนำทางอัจฉริยะที่สามารถคาดการณ์เส้นทางและสภาพการจราจร ระบบการจอดอัจฉริยะที่ช่วยให้การจอดรถเป็นเรื่องง่าย และระบบการสื่อสารระหว่างยานยนต์ (V2X) ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอนาคต
BMW Vision Future Luxury: วิสัยทัศน์แห่งความหรูหราที่กำลังจะเกิดขึ้น
ย้อนกลับไปเมื่อกลางปีที่แล้ว BMW ได้เปิดตัวรถต้นแบบ Vision Future Luxury ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการกำหนดนิยามใหม่ของความหรูหราในยุคถัดไป แม้ว่าแผนการผลิตรถรุ่นนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ แต่มีข่าวคราวหนาหูว่าหากได้รับการอนุมัติ อาจใช้ชื่อ BMW Series 9 ในการทำตลาด โดยคาดว่าจะเผยโฉมในช่วงปลายปี 2016 ถึงต้นปี 2017 ด้วยระยะฐานล้อและมิติตัวถังที่ยาวกว่า Series 7 ขึ้นไปอีก เพื่อแข่งขันโดยตรงกับ Mercedes-Maybach S-Class การเดินหน้าของ BMW Series 9 นี้ จะเป็นการยืนยันความมุ่งมั่นของ BMW ในการเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ซีดานขนาดใหญ่ระดับ Ultra-Luxury อย่างแท้จริง
อนาคตที่สดใสของ BMW Series 8 และ Series 7
การเปิดตัว BMW Series 8 ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของ BMW ที่เน้นความหลากหลายและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนา BMW Series 7 อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานความเป็นซีดานหรูที่ดีที่สุดในตลาด การผสมผสานระหว่างดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะที่เหนือชั้น เทคโนโลยีล้ำสมัย และความใส่ใจในรายละเอียด คือสิ่งที่ทำให้ BMW Series 8 และ BMW Series 7 เป็นมากกว่ารถยนต์ แต่คือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและรสนิยมอันเหนือระดับ
หากคุณกำลังมองหายานยนต์ที่สะท้อนตัวตนของคุณ ยกระดับประสบการณ์การเดินทาง และมอบความภาคภูมิใจในทุกย่างก้าว BMW Series 8 และ BMW Series 7 คือคำตอบที่คุณไม่ควรพลาด สัมผัสประสบการณ์อันน่าประทับใจเหล่านี้ได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่าย BMW ใกล้บ้านคุณ หรือติดต่อเราเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายทดลองขับ เพื่อให้คุณได้เป็นส่วนหนึ่งของอนาคตแห่งยนตรกรรมหรู.

