BMW Series 8: นิยามใหม่แห่งยนตรกรรมหรูสไตล์คูเป้ สู่ยุค 2025
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นพัฒนาการของแบรนด์ BMW มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เน้นความหรูหราแล
ะสมรรถนะสูงสุด และเมื่อพูดถึง BMW Series 8 ผมมองว่าเป็นมากกว่าแค่การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นการประกาศก้าวสำคัญของ BMW ในการนิยามตลาดรถยนต์หรูสไตล์คูเป้ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้นไปอีก
BMW Series 8 ถือกำเนิดขึ้นจากวิสัยทัศน์อันชัดเจนของ BMW ที่ต้องการสร้างสรรค์ยานยนต์ที่ตอบสนองทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่แสวงหาความสง่างาม ความสะดวกสบายขั้นสุด และภาพลักษณ์ที่เปี่ยมด้วยภูมิฐาน Series 8 ไม่ได้มาเพื่อแทนที่รุ่นใดรุ่นหนึ่งโดยตรง แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์ความพรีเมียมต่อยอดมาจาก Series 7 อันโด่งดัง
เอกลักษณ์ที่แตกต่าง: จากซีดานสู่คูเป้สุดหรู
หัวใจสำคัญที่ทำให้ BMW Series 8 แตกต่างจาก Series 7 คือการออกแบบตัวถังและกลุ่มเป้าหมายที่มุ่งเน้นเป็นพิเศษ ในขณะที่ Series 7 ยังคงคอนเซปต์ซีดาน 4 ประตูที่เน้นความหรูหราและสมรรถนะสำหรับผู้บริหารระดับสูง BMW Series 8 กลับเลือกเส้นทางที่ท้าทายกว่าด้วยการนำเสนอตัวถังแบบคูเป้ 2 ประตู อันปราดเปรียวและสปอร์ต นี่คือการประกาศศักดาอย่างเป็นทางการว่า BMW Series 8 ได้เข้ามาสู่สังเวียนเพื่อท้าชนกับคู่แข่งระดับแนวหน้าในเซกเมนต์รถสปอร์ตหรูอย่าง Mercedes-Benz S-Class Coupe และ Convertible อย่างเต็มตัว
ขุมพลังแห่งอนาคต: ประสิทธิภาพเหนือชั้น ผสานเทคโนโลยี Plug-in Hybrid
ภายใต้รูปโฉมอันงดงามของ BMW Series 8 ซ่อนเร้นด้วยพละกำลังอันน่าทึ่ง ตามข้อมูลที่เราคาดการณ์และเห็นแนวโน้มจากการพัฒนาล่าสุดของ BMW Series 8 จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ที่สามารถรีดกำลังได้สูงสุดถึง 650 แรงม้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ในกลุ่มนี้ นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกเครื่องยนต์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการความสมดุลระหว่างสมรรถนะและการประหยัด โดยเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร จะให้กำลังสูงสุดประมาณ 350 แรงม้า
แต่ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือการนำเทคโนโลยี Plug-in Hybrid มาประยุกต์ใช้ใน BMW Series 8 ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การลดมลพิษ แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้มีมิติใหม่ การผสมผสานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปภายในอย่างลงตัวนี้ จะมอบทั้งอัตราเร่งที่ฉับไวในขณะที่ยังคงความประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนา BMW Series 8 Plug-in Hybrid แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ BMW ในการก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดอย่างแท้จริง
วิวัฒนาการของ Series 7: บทเรียนจาก Vision Future Luxury สู่ Series 9 (ที่อาจจะเกิดขึ้น)
ก่อนที่ BMW Series 8 จะถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ มีข่าวคราวเกี่ยวกับรถต้นแบบ “Vision Future Luxury” ที่ BMW เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ซึ่งถูกประกาศว่าเป็น “รถต้นแบบที่กำหนดแนวทางความหรูหราแห่งโลกยานยนต์ยุคใหม่ในอนาคต” สิ่งนี้บ่งชี้อย่างชัดเจนถึงความตั้งใจของ BMW ในการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดรถซีดานขนาดใหญ่พิเศษที่หรูหราขั้นสุด แม้ว่าแผนการผลิตรถรุ่นดังกล่าวจะยังไม่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากคณะผู้บริหาร แต่มีกระแสข่าวที่หนักแน่นว่าหากได้รับไฟเขียว รถยนต์รุ่นนี้อาจจะใช้ชื่อว่า BMW Series 9 และมีกำหนดเปิดตัวในช่วงปลายปี 2016 ถึงต้นปี 2017
BMW Series 9 มีแนวโน้มที่จะมีระยะฐานล้อและมิติตัวถังที่ยาวกว่า Series 7 อย่างเห็นได้ชัด โดยอาจมีความยาวถึง 5,500 มม. ซึ่งจะทำให้มันเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับคู่แข่งระดับ Ultra-Luxury อย่าง Mercedes-Maybach S-Class เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้บริหารระดับสูงของ BMW ที่จะเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ มีแนวโน้มที่จะผลักดันการพัฒนาและการทำตลาดของ Series 9 อย่างจริงจัง นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของ BMW ในการครอบคลุมทุกเซกเมนต์ของตลาดรถยนต์หรู
BMW Series 7 (G11) Facelift: การปรับโฉมที่เฉียบคมยิ่งขึ้น
นอกจากไลน์อัพใหม่ของ Series 8 และความเป็นไปได้ของ Series 9 แล้ว BMW ยังได้เปิดตัว BMW Series 7 (G11) รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นการปรับโฉมที่เน้นการเสริมความโดดเด่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง การออกแบบของ BMW Series 7 2025 (ซึ่งอิงจากการอัปเดตล่าสุดที่น่าจะมีผลในปี 2025) มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นกระจังหน้า Kidney Grille ขนาดใหญ่ที่ขยายใหญ่ขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทำให้รถดูสง่างามและทรงพลังยิ่งขึ้น กระจังหน้านี้ถูกประกบด้วยชุดไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่เพรียวบาง ทันสมัย และแฝงไว้ด้วยความเฉียบคม ด้านท้ายรถ มีการปรับดีไซน์ปลายท่อไอเสียที่ถูกล้อมกรอบด้วยวัสดุโครเมียม และเชื่อมต่อด้วยแถบไฟ LED ท้ายที่ลากยาวเต็มความกว้างของตัวรถ สร้างเอกลักษณ์ที่จดจำได้ง่ายและดูหรูหรา
ภายในที่เงียบสงบและอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารของ BMW Series 7 คุณจะสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบที่เหนือกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างชัดเจน นี่คือผลลัพธ์ของการใช้เทคโนโลยีลดเสียงรบกวนขั้นสูง ผนวกกับการออกแบบภายในที่เน้นความหรูหราและสะดวกสบาย พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นได้รับการออกแบบใหม่ แผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ได้อย่างครบถ้วนและสวยงาม ระบบ Infotainment ทำงานผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ BMW Operating System เวอร์ชั่น 7.0 ล่าสุด
สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งขึ้นคือ “BMW Intelligent Personal Assistant” ผู้ช่วยส่วนตัวที่สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ได้รับการดูแลเป็นพิเศษด้วยหน้าจอขนาด 10 นิ้ว พร้อมเครื่องเล่น Blu-ray เพื่อความบันเทิงตลอดการเดินทาง
สมรรถนะที่หลากหลาย: ตั้งแต่ V8 สุดแรง สู่ Plug-in Hybrid อัจฉริยะ
BMW Series 7 รุ่นปรับโฉมมาพร้อมทางเลือกของระบบส่งกำลังที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ที่แตกต่างกัน รุ่น 750i xDrive และ 750Li xDrive จะมาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.4 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาใหม่สำหรับ BMW Series 8 โดยเฉพาะ ให้กำลังสูงสุด 530 แรงม้า และแรงบิด 750 นิวตันเมตร
จุดเด่นที่สำคัญในรุ่นปรับปรุงนี้คือการพัฒนาระบบ BMW Series 7 Plug-in Hybrid ในรุ่น 745e ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า มอบกำลังรวม 394 แรงม้า และแรงบิด 600 นิวตันเมตร ที่สำคัญคือระยะทางที่สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่ประมาณ 54-58 กม. ซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองโดยไม่ปล่อยมลพิษ
สำหรับรุ่นสูงสุดอย่าง BMW Series 7 M760Li xDrive ยังคงเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.6 ลิตร ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น มอบกำลัง 585 แรงม้า และแรงบิด 850 นิวตันเมตร ตัวเลขสมรรถนะน่าทึ่งมาก โดยสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 3.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่จำกัดไว้ที่ 305 กม./ชม.
ในตลาดยุโรป BMW Series 7 ยังคงมีทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ ที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพและความประหยัด รุ่น 730d มาพร้อมเทอร์โบชาร์จ ให้กำลัง 265 แรงม้า แรงบิด 620 นิวตันเมตร ส่วนรุ่น 740d ใช้ขุมพลัง Twin-Turbo ให้กำลัง 320 แรงม้า แรงบิด 680 นิวตันเมตร และรุ่นท็อปของเครื่องยนต์ดีเซลอย่าง 750d ที่มาพร้อมเทอร์โบชาร์จหลายลูก ให้กำลังถึง 400 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 760 นิวตันเมตร ถือเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบที่ทรงพลังที่สุดในโลก
BMW Series 8 vs Series 7: การเลือกที่ใช่สำหรับคุณ
ด้วยการเปิดตัว BMW Series 8 และการปรับปรุง Series 7 อย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจเลือกรถยนต์ที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับความต้องการและสไตล์การใช้ชีวิตของคุณ หากคุณกำลังมองหายานยนต์ที่สะท้อนถึงความสง่างามที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตอันเร้าใจ ความเป็นส่วนตัวของรถคูเป้ 2 ประตู และสมรรถนะที่ดุดัน BMW Series 8 คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ
แต่หากคุณยังคงให้ความสำคัญกับความหรูหราแบบซีดาน 4 ประตู พื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง และเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัยสำหรับการเดินทางพร้อมครอบครัวหรือผู้ร่วมงาน BMW Series 7 ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในกลุ่มรถซีดานหรู
สัมผัสประสบการณ์ BMW Series 8 และ Series 7 ได้แล้ววันนี้
ไม่ว่าคุณจะเลือก BMW Series 8 ที่เปี่ยมด้วยสไตล์สปอร์ต หรือ BMW Series 7 ที่สะท้อนถึงความหรูหราและสมรรถนะขั้นสูงสุด ยนตรกรรมจาก BMW พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าใคร
หากคุณคือผู้ที่มองหาสุดยอดยนตรกรรมที่สะท้อนตัวตนและความสำเร็จ อย่ารอช้า! ขอเชิญสัมผัสกับ BMW Series 8 และ BMW Series 7 ตัวจริงได้ที่โชว์รูม BMW ทั่วประเทศ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำแนะนำและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรุ่นรถที่เหมาะกับคุณที่สุด เพื่อก้าวสู่อีกระดับของประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ

