BMW Series 8: นิยามใหม่แห่งยนตรกรรมหรู สปอร์ตเหนือระดับ สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ไร้ขีดจำกัด
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นพัฒนาการอันน่าทึ่งของแบรนด์ BMW มาโดยตลอด โดยเ
ฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์หรูที่สะท้อนถึงความสง่างาม สมรรถนะ และเทคโนโลยีล้ำสมัย และในวันนี้ ผมขอนำเสนอ BMW Series 8 ซึ่งเป็นมากกว่ารถยนต์ แต่คือปรากฏการณ์ใหม่ที่ BMW ตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการสูงสุดของลูกค้ากลุ่มที่มองหารถยนต์ที่ผสมผสานความหรูหรา ความสะดวกสบาย และภาพลักษณ์อันภูมิฐานได้อย่างลงตัว Series 8 นี้ ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของ Series 7 สู่ระดับพรีเมียมที่สูงขึ้นไปอีกขั้น
Series 8 vs Series 7: ความแตกต่างที่สร้างเอกลักษณ์
หลายท่านอาจสงสัยถึงความแตกต่างระหว่าง BMW Series 7 และ Series 8 แม้ทั้งสองรุ่นจะมาจากแบรนด์ BMW ที่เน้นความหรูหรา แต่ก็มีแนวทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน Series 7 ยังคงไว้ซึ่งคอนเซปต์ของรถซีดาน 4 ประตู ที่มอบความหรูหราและความสะดวกสบายสูงสุด เปรียบเสมือนห้องทำงานเคลื่อนที่ที่แฝงไว้ด้วยขุมพลัง ในขณะที่ Series 8 ถูกพัฒนาขึ้นมาในรูปแบบตัวถังคูเป้ 2 ประตู ที่เน้นเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว ดีไซน์สปอร์ตเร้าใจ และสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า การมาของ Series 8 นี้จึงเป็นการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการกับคู่แข่งระดับตำนานอย่าง Mercedes-Benz S-Class Coupe และ S-Class Convertible เพื่อชิงความเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์คูเป้หรู
ขุมพลังที่เหนือกว่า: สมรรถนะที่ปลุกเร้าทุกสัมผัส
หัวใจสำคัญของ BMW Series 8 คือขุมพลังที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้นและทรงพลังที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ข้อมูลจำเพาะอย่างเป็นทางการอาจมีการปรับเปลี่ยนตามรุ่นปี แต่เราคาดการณ์ว่า Series 8 จะมาพร้อมกับตัวเลือกเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ที่สามารถรีดพละกำลังได้สูงสุดถึง 650 แรงม้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ประเภทนี้ นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ที่มอบพละกำลังสูงสุดถึง 350 แรงม้า พร้อมกันนี้ BMW ยังได้พัฒนาขุมพลังแบบปลั๊กอินไฮบริดสำหรับ Series 8 ซึ่งจะมอบประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมควบคู่ไปกับการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยมลพิษ ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ยานยนต์แห่งอนาคต
เมื่อย้อนกลับไปดูเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลที่เราเคยสัมผัสอย่าง BMW 750d xDrive และ 750Ld xDrive ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบที่ทรงพลังที่สุดในโลก ด้วยเทคโนโลยี TwinPower Turbo และความจุ 3.0 ลิตร สามารถผลิตพละกำลังได้ถึง 394 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 760 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีด ส่งผลให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายใน 4.6 วินาที (รุ่น 750Ld xDrive 4.7 วินาที) และมีความเร็วสูงสุดจำกัดที่ 250 กม./ชม. แม้จะเพิ่มพละกำลังขึ้นอย่างมาก แต่กลับประหยัดน้ำมันขึ้นถึง 11% อยู่ที่ 17.5 กม./ลิตร ปล่อย CO2 เพียง 149-154 กรัม/กม. เทคโนโลยีเทอร์โบ 4 ลูกที่ทำงานต่างรอบเครื่องยนต์ ทำให้บูสต์เทอร์โบมาถึงในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่าเดิม ส่งผลให้อัตราเร่งตอบสนองได้ทันใจตั้งแต่ออกตัว เทคโนโลยีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ BMW ในการพัฒนายานยนต์ที่ทั้งทรงพลังและใส่ใจสิ่งแวดล้อม
วิสัยทัศน์แห่งอนาคต: Series 9 สู่การแข่งขันระดับ Ultimate Luxury
นอกเหนือจาก Series 8 แล้ว BMW ยังได้แสดงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการเข้าสู่ตลาดรถยนต์ซีดานขนาดใหญ่พิเศษ ด้วยการเปิดตัวรถต้นแบบ Vision Future Luxury ซึ่ง BMW ได้ประกาศไว้ว่า “เป็นรถต้นแบบที่กำหนดแนวทางความหรูหราแห่งโลกยานยนต์ยุคใหม่ในอนาคต” แม้แผนการผลิตจะยังไม่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ แต่มีความเป็นไปได้สูงที่รถรุ่นนี้จะใช้ชื่อ BMW Series 9 ในการทำตลาด โดยคาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปลายปี 2016 ถึงต้นปี 2017 (อ้างอิงจากข่าวในปี 2015-2016) Series 9 นี้ จะมีระยะฐานล้อและมิติตัวถังยาวกว่า Series 7 อย่างเห็นได้ชัด โดยอาจมีความยาวถึง 5,500 มม. เพื่อแข่งขันโดยตรงกับ Mercedes-Maybach S-Class ซึ่งเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งในตลาด Ultra-Luxury Sedan การผลักดันของคณะผู้บริหารระดับสูงของ BMW ยิ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ไปยังเซกเมนต์บนสุดของตลาด
BMW Series 7 (G11/G12): การปรับโฉมที่ยกระดับความสง่างามและความทันสมัย (อัปเดต 2020)
เมื่อพูดถึงยนตรกรรมหรูของ BMW ก็ไม่อาจมองข้าม BMW Series 7 ซึ่งได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ในปี 2020 (รหัสตัวถัง G11/G12) เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ซีดานระดับพรีเมียม การออกแบบภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกระจังหน้า Kidney Grille ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 40% ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ BMW ที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและทรงพลัง เสริมด้วยไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่เพรียวบางและเฉียบคมขึ้น ส่วนด้านท้ายได้รับการตกแต่งด้วยท่อไอเสียที่ล้อมรอบด้วยโครเมียม และไฟท้าย LED ที่เชื่อมต่อกันตลอดความกว้างของตัวรถ เพิ่มมิติและความหรูหรา
BMW Series 7 2020 มาพร้อมทางเลือกของระยะฐานล้อ 2 แบบ ได้แก่ รุ่นมาตรฐาน และรุ่น LWB (Long Wheelbase) ซึ่งรุ่น LWB จะมีความยาวเพิ่มขึ้น 14 ซม. ส่งผลให้มีพื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังที่กว้างขวางยิ่งขึ้น แม้ทั้งสองรุ่นจะมีมิติความยาวเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อน 22 มม. แต่ความสูงและความกว้างยังคงเดิม เพื่อรักษาความสง่างามของเส้นสาย
ภายในห้องโดยสารของ BMW Series 7 (G11/G12) มอบความรู้สึกหรูหรา เงียบสงบ และเต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบใหม่ แผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ควบคู่ไปกับระบบ Infotainment บนหน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Operating System เวอร์ชั่น 7.0 ระบบผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ (BMW Intelligent Personal Assistant) ที่สามารถสั่งงานด้วยเสียง ช่วยให้การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ เป็นไปอย่างง่ายดาย สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ยังมีหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว พร้อมเครื่องเล่น Blu-ray เพิ่มความบันเทิงตลอดการเดินทาง
ขุมพลังของ BMW Series 7 (G11/G12) 2020: หลากหลายเพื่อทุกความต้องการ
BMW Series 7 (G11/G12) 2020 นำเสนอทางเลือกเครื่องยนต์ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้ขับขี่ รุ่น 750i xDrive และ 750Li xDrive มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.4 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่สำหรับ BMW Series 8 ให้พละกำลังสูงสุด 530 แรงม้า และแรงบิด 750 นิวตันเมตร จุดเด่นอีกประการหนึ่งคือการปรับปรุงเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในรุ่น 745e ที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงสุด 394 แรงม้า และแรงบิด 600 นิวตันเมตร สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ระยะทาง 54-58 กม. ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของ BMW ในการพัฒนายานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับรุ่นท็อปอย่าง BMW M760Li xDrive ยังคงมาพร้อมเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.6 ลิตร ที่ได้รับการปรับปรุงเช่นกัน ให้กำลังสูงสุด 585 แรงม้า และแรงบิด 850 นิวตันเมตร ส่งผลให้มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 3.8 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 305 กม./ชม. ซึ่งเป็นสมรรถนะที่น่าทึ่งสำหรับรถซีดานขนาดใหญ่นี้
ในตลาดยุโรป ยังมีทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเครื่องยนต์ดีเซล ได้แก่ รุ่น 730d ที่มาพร้อมเทอร์โบชาร์จ ให้กำลัง 265 แรงม้า แรงบิด 620 นิวตันเมตร, รุ่น 740d ที่ใช้ขุมพลัง Twin-Turbo ให้กำลัง 320 แรงม้า แรงบิด 680 นิวตันเมตร และรุ่น 750d ซึ่งใช้เทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้า แรงบิด 760 นิวตันเมตร
BMW Series 8 และการปรับปรุง Series 7 ที่เราได้เห็น สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งของ BMW ในการพัฒนายานยนต์ที่มอบทั้งความหรูหรา สมรรถนะ และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันสู่ตลาด Ultra-Luxury ด้วย Series 9 และการยกระดับ Series 8 สู่สัญลักษณ์แห่งความสปอร์ตพรีเมียม
หากท่านเป็นผู้ที่กำลังมองหาสุดยอดยนตรกรรมที่ผสมผสานความหรูหรา สมรรถนะอันเร้าใจ และเทคโนโลยีแห่งอนาคต การสัมผัสประสบการณ์ BMW Series 8 หรือ BMW Series 7 คือก้าวต่อไปที่ท่านไม่ควรพลาด โปรดติดต่อผู้เชี่ยวชาญของ BMW เพื่อค้นหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการและสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับได้แล้ววันนี้

