เจาะลึกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน: Nissan Sylphy Zero Emission สั่นสะเทือนวงการด้วยกลยุทธ์ราคาเด็ด
ในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังมาแรงทั่วโลก ตลาดจีนได้กลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันดุเดือด จากนโย
บายสนับสนุนอย่างแข็งขันของรัฐบาลจีน ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศต่างพากันออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยและราคาที่เข้าถึงง่าย ส่งผลให้ผู้เล่นรายเดิมอย่าง Nissan ต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่เพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาด โดยเฉพาะการเปิดตัว Nissan Sylphy Zero Emission ที่มาพร้อมราคาอันน่าดึงดูด สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการยานยนต์แดนมังกร
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน 2025: การเติบโตที่ไม่หยุดยั้ง
ปี 2025 ถือเป็นปีทองของตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ (New Energy Vehicles – NEVs) ในประเทศจีน โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV), Plug-in Hybrid (PHEV) และ Extended-Range Electric Vehicle (EREV) จากข้อมูลล่าสุดของสมาคมผู้ค้ารถยนต์จีน (CADA) ระบุว่าในเดือนพฤษภาคม 2025 ยอดขายรถยนต์กลุ่ม NEVs ทะลุ 1.021 ล้านคัน เพิ่มขึ้นถึง 28.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเติบโต 12.1% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2025 ส่วนยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 4.351 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 34.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2024
เมื่อจำแนกตามประเภท พบว่า BEV ยังคงเป็นกำลังสำคัญด้วยยอดขาย 607,000 คัน ตามมาด้วย PHEV ที่ 298,000 คัน และ EREV ที่ 116,000 คัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Geely Geome Xingyuan: ดาวรุ่งพุ่งแรงแซงทุกโค้ง
ในเดือนพฤษภาคม 2025 Geely Geome Xingyuan (รุ่น Global Starwish) ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยการคว้าอันดับ 1 ในชาร์ตรถยนต์กลุ่ม NEVs ที่ขายดีที่สุด ด้วยยอดขาย 38,715 คัน และยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำยอดขายสะสมสูงสุดตั้งแต่ต้นปี 2025 ที่ 164,049 คัน ความสำเร็จอันรวดเร็วนี้เห็นได้จากการผลิตรถคันที่ 200,000 ได้ภายในเวลาเพียง 8 เดือนหลังเปิดตัว โดย Geely ระบุว่าสามารถทำยอดขายเฉลี่ย 905 คันต่อวัน หรือคิดเป็น 1 คันทุกๆ 97 วินาที
BYD: ยักษ์ใหญ่ไร้เทียมทาน กับกองทัพรถยนต์เรือธง
แม้จะมีคู่แข่งที่น่าจับตามอง แต่ BYD ยังคงเป็นมหาอำนาจในตลาด NEVs ของจีน โดยมีรถยนต์ถึง 9 รุ่นติดอันดับ Top 20 ของยอดขายเดือนพฤษภาคม 2025 ยอดขายรวมของรถทั้ง 9 รุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 181,000 คัน โดยรุ่นที่โดดเด่น ได้แก่ BYD Seagull ที่ครองอันดับ 2 ด้วยยอดขาย 31,105 คัน และ BYD Qin Plus ที่ตามมาในอันดับ 3 ด้วยยอดขาย 29,328 คัน
Wuling, Xiaomi, Tesla: ผู้เล่นที่ยังคงแข็งแกร่ง
แบรนด์ที่ขาดไปไม่ได้คือ Wuling ซึ่งมี Hongguang Mini EV เป็นดาวเด่น สามารถยืนหยัดในอันดับ 4 ด้วยยอดขายเดือนพฤษภาคม 29,017 คัน และยอดขายสะสม 144,953 คัน ขณะที่ Xiaomi SU7 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากแบรนด์ Gadget ชื่อดัง ก็สร้างความฮือฮาด้วยการคว้าอันดับ 5 ด้วยยอดขาย 28,013 คัน และมียอดขายสะสมกว่า 132,467 คัน
Tesla แม้จะเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ก็ยังคงรักษาฐานลูกค้าไว้ได้ โดย Tesla Model Y มียอดขาย 24,770 คันในเดือนพฤษภาคม และมียอดขายสะสม 126,643 คัน ส่วน Tesla Model 3 ทำยอดขาย 13,818 คัน ติดอันดับที่ 16
Nissan Sylphy Zero Emission: กลยุทธ์ราคาคืออาวุธเด็ด
ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนที่มีราคาเข้าถึงง่าย Nissan ได้ตัดสินใจใช้กลยุทธ์ “น็อคเอาท์” ด้วยการเปิดตัว Nissan Sylphy Zero Emission ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกับ Dongfeng Motor บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีน ภายใต้กิจการร่วมค้า Dongfeng Nissan Passenger Vehicle
สิ่งที่ทำให้ Sylphy Zero Emission น่าสนใจ คือ การนำระบบขับเคลื่อนไฟฟ้ามาจาก Nissan Leaf ซึ่งเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกมาปรับใช้กับตัวถังของ Sylphy ซึ่งเดิมเป็นรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน การปรับเปลี่ยนนี้ทำให้ Nissan ต้องทุ่มเทกับการสร้างสมดุลของตัวรถ การออกแบบฐานล้อให้เหมาะสมกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า รวมถึงการปรับจูนเพื่อให้มีระยะทางวิ่งที่ใกล้เคียงกับ Leaf ที่ประมาณ 338 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
ราคาคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Nissan Sylphy Zero Emission กลายเป็น “ม้ามืด” ที่น่าจับตา ด้วยสนนราคาเริ่มต้นเพียง 1.66 แสนหยวน หรือราว 8 แสนบาท (อิงจากอัตราแลกเปลี่ยน ณ เวลาประกาศ) ซึ่งถือว่าสามารถแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนในระดับเดียวกันได้อย่างสูสี การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Nissan ในการเจาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง และผู้บริโภคก็มีความพร้อม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้งาน EV ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
การปรับตัวของผู้เล่นรายอื่นๆ และแนวโน้มตลาด
การเข้ามาของ Nissan Sylphy Zero Emission ในราคาที่น่าดึงดูดนี้ ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีนอย่างแน่นอน เป็นการเปิดเกมรุกอย่างเต็มตัวจากค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น และเป็นการท้าทายผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนให้งัดกลยุทธ์เด็ดมาสู้ต่อไป
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก YellowTire.com ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ด้านยางรถยนต์ชั้นนำในประเทศไทย ยังสะท้อนถึงเทรนด์ของตลาดรถยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในปี 2025 พบว่า “ยางขอบ 20 นิ้ว” เป็นขนาดที่ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มรถยนต์ SUV, รถกระบะ, รถสปอร์ตสมรรถนะสูง และที่สำคัญคือ “รถยนต์ไฟฟ้า (EV)” โดยขนาด 265/50R20 และ 275/55R20 ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการยางที่ให้ทั้งความสวยงาม สมรรถนะการยึดเกาะถนน และความเงียบขณะขับขี่ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับรถยนต์สมัยใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องการยางที่รองรับแรงบิดสูงและมีอายุการใช้งานยาวนาน
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ:
“การเข้ามาของ Nissan Sylphy Zero Emission ในราคาที่แข่งขันได้ แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลจีนให้การสนับสนุนอุตสาหกรรม EV อย่างเต็มที่ การแข่งขันที่เข้มข้นนี้จะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างมาก”
“ในส่วนของตลาดประเทศไทย แม้เราจะยังไม่ได้เห็น Sylphy Zero Emission ในทันที แต่แนวโน้มการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในไทยก็เป็นที่น่าจับตามอง ยิ่งหากมีผู้ผลิตรายอื่นนำรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาเข้าถึงง่ายเข้ามาทำตลาด ก็จะยิ่งส่งเสริมให้ตลาด EV ในไทยเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด”
ตลาดรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา: Hybrid และกระบะยังคงครองแชมป์
สำหรับตลาดรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา ไตรมาสแรกของปี 2025 มีการเติบโตราว 4% โดยมีขนาดตลาดประมาณ 3.9 ล้านคัน แม้จะมีประเด็นเรื่องภาษีนำเข้ารถยนต์ กลุ่มรถยนต์ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นรถยนต์กลุ่ม Hybrid และรถกระบะ ซึ่งยังคงครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในตารางรถยนต์ขายดี โดย Ford F-Series ยังคงเป็นผู้นำอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วย Chevrolet Silverado และ RAM Pickup
แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า 100% จะยังไม่สามารถครองตลาดได้เท่าที่ควร แต่ Tesla Model Y และ Model 3 ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่มองหารถยนต์พลังงานสะอาด
ตลาดรถยนต์ไทย: เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม HEV
ในประเทศไทย ตลาดรถยนต์ในเดือนกันยายน 2025 มียอดขายรวม 48,350 คัน เพิ่มขึ้น 23.8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยกลุ่มตลาดรถยนต์นั่งและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีการเติบโตที่ดี อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือ รถยนต์ในกลุ่ม Hybrid (HEV) ซึ่งมียอดขาย 12,756 คัน เพิ่มขึ้นถึง 73.45% จากปีที่แล้ว และมียอดขายสะสมเก้าเดือนแรกถึง 102,372 คัน คิดเป็นส่วนแบ่ง 51% ของตลาด xEV ทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจกับเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
บทสรุปและก้าวต่อไป
การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศจีน กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นและเต็มไปด้วยนวัตกรรม การเข้ามาของ Nissan Sylphy Zero Emission ด้วยกลยุทธ์ราคาที่ดึงดูด เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่กำลังปรับตัวเพื่อแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับผู้บริโภค นี่คือยุคทองที่เต็มไปด้วยทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งในด้านเทคโนโลยี สมรรถนะ และราคา การเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เพียงแค่การเลือกพาหนะ แต่เป็นการเลือกอนาคตของการเดินทางที่ยั่งยืน
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า หรือต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดประเทศไทย โปรดติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้นในวงการรถยนต์ไฟฟ้า!