การลงทุนใน “พลังงานสะอาด”: ภาพสะท้อนเบื้องหลังความยั่งยืนที่นักลงทุนควรรู้ (ฉบับอัปเดต 2025)
ในยุคที่ความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นกระแสหลักขับเคลื่อนโลก การลงทุนอย่างยั่งยืน (Sustainable Investment
) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นบนเวทีการเงิน การพิจารณาปัจจัย ESG (Environmental, Social, and Governance) หรือ สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างปฏิเสธไม่ได้
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นแนวโน้มการลงทุนที่เน้นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG ไม่ใช่เพียงเพราะการทำเพื่อสังคม หรือแสดงความรับผิดชอบทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสในการสร้างผลกำไรมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 2020 ที่ราคาหุ้นของหลายบริษัทในกลุ่มนี้พุ่งทะยานอย่างน่าตกใจ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Tesla บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของ Elon Musk ที่ราคาหุ้นเติบโตกว่า 800% ตั้งแต่ต้นปี 2020 จนกลายเป็นบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงที่สุดในโลก และติดอันดับ 5 บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา ไม่เพียงเท่านั้น BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปีเดียว หรือ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของจีน (ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ให้กับ Tesla) ก็มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้น 440% จาก 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ Enphase Energy ผู้ผลิตไมโครอินเวอร์เตอร์สำหรับระบบโซลาร์เซลล์ในสหรัฐฯ ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 830%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นใน “ธุรกิจสีเขียว” ว่าเป็นอนาคต และมีศักยภาพในการเติบโตอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างร้อนแรงนี้ก็นำมาซึ่งคำถามและการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ว่าบริษัทเหล่านี้ “สะอาด” จริงหรือไม่? และตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของพวกเขานั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด?
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมที่มีประสบการณ์กว่าทศวรรษ ผมขอนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับมิติของพลังงานสะอาด ที่อาจไม่ได้สวยหรูเหมือนภาพที่ปรากฏบนสื่อ และชี้ให้เห็นถึงรายละเอียดที่สำคัญซึ่งมักถูกมองข้าม
เจาะลึกกรณีศึกษา: Tesla กับความท้าทายของแบตเตอรี่
เมื่อเดือนกันยายน 2020 Elon Musk ได้ประกาศเป้าหมายอันทะเยอทะยานว่า Tesla จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 20 ล้านคันต่อปี ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าปี 2020 ที่ผลิตได้เพียง 5 แสนคันอย่างมหาศาล เป้าหมายนี้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับวัตถุดิบตั้งต้นของแบตเตอรี่ ไม่ว่าจะเป็นลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิล หาก Tesla บรรลุเป้าหมายจริง การใช้แร่ธาตุเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนอาจเกินขีดจำกัดของ การผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Production)
จากการวิเคราะห์ของ Adamas Intelligence และ Mining.com ซึ่งเป็นผู้ติดตามอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ไฟฟ้าอย่างใกล้ชิด พบว่า หาก Tesla ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ตามเป้าในปี 2030 บริษัทจะมีความต้องการใช้ลิเธียมเพิ่มขึ้นถึง 165% เมื่อเทียบกับปริมาณการผลิตทั่วโลกในปี 2019 (จาก 77,000 ตัน เป็น 127,302 ตัน) และต้องการโคบอลต์เพิ่มขึ้น 56% (จาก 122,000 ตัน เป็น 68,315 ตัน)
Tesla เองก็ตระหนักถึงปัญหานี้ดี ดังที่ Elon Musk ได้นำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาในงาน “Battery Day” ของบริษัท โดยยกตัวอย่างประสิทธิภาพของการสกัดลิเธียมด้วยการเพิ่มเกลือ หรือการเข้าซื้อกิจการ Glencore ซึ่งเป็นผู้ผลิตโคบอลต์รายใหญ่ พร้อมเน้นย้ำถึงมาตรฐานแรงงานในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
อย่างไรก็ตาม “นิกเกิล” ยังคงเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ Tesla ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ การคาดการณ์ในปี 2030 ระบุว่า Tesla จะต้องการใช้นิกเกิลเพิ่มขึ้นถึง 31% ของปริมาณการผลิตทั่วโลกในปี 2019 เทียบเท่ากับผลผลิตรวมของ 6 ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งนิกเกิลเองก็เป็นวัตถุดิบที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรมสแตนเลส ต้องการใช้อย่างมหาศาลเช่นกัน
ความสำคัญของนิกเกิลถึงขั้นที่ Tesla มีแผนจะลงทุนสร้างโรงงานแบตเตอรี่ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตนิกเกิลอันดับ 1 ของโลก แต่กระบวนการผลิตนิกเกิลในอินโดนีเซียนั้นเผชิญกับการต่อต้านอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจัดการของเสียจากกระบวนการผลิต ผู้ผลิตในอินโดนีเซียส่วนใหญ่นิยมใช้วิธี Deep-sea tailings placement (DSTP) หรือการปล่อยกากตะกอนลงสู่ทะเลลึก นโยบายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศทางทะเล ดังที่เคยเกิดเหตุการณ์ของเสียจากโรงงานนิกเกิลรั่วไหลจนทำให้น้ำทะเลใน Basamuk Bay ประเทศปาปัวนิวกินี กลายเป็นสีแดง
อีกแนวทางหนึ่งที่ Tesla กำลังพิจารณา คือการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ประเภทใหม่ที่ไม่มีส่วนประกอบของนิกเกิล (Tesla เคยใช้แบตเตอรี่ NCA: Nickel-Cobalt-Aluminium) โดยปัจจุบัน Tesla ได้เริ่มนำแบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate) มาใช้กับรถรุ่นที่ผลิตในจีน แม้จะได้รับความสนใจ แต่ LFP ก็มีข้อกังวลในเรื่องระยะเวลาการชาร์จที่นานกว่า ประสิทธิภาพที่ลดลงในสภาพอากาศเย็น และระยะทางการวิ่งที่สั้นกว่า
ความท้าทายที่ซ่อนเร้นในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (โซลาร์และลม)
ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ Tesla เผชิญ เป็นปัญหาที่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดโดยรวมกำลังเผชิญอยู่เช่นกัน
พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) และพลังงานลม คือหัวใจสำคัญของเทรนด์พลังงานสะอาดในปัจจุบัน ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทั้งสองประเภทลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโซลาร์ที่ลดลงถึง 82% ตั้งแต่ปี 2010 ทำให้สามารถแข่งขันกับราคาไฟฟ้าจากโครงข่ายไฟฟ้าหลัก (Grid Parity) ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการอุดหนุนจากภาครัฐ
แต่ความท้าทายที่สำคัญของพลังงานทั้งสองประเภท คือ ห่วงโซ่อุปทานที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม แผงโซลาร์เซลล์ต้องใช้ซิลิกอนเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งกระบวนการผลิตต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่า 2,000 องศาเซลเซียส ต้องอาศัยพลังงานฟอสซิล และทำปฏิกิริยากับคาร์บอนผ่านการใช้ถ่านหิน นอกจากนี้ แผงโซลาร์ยังต้องหุ้มด้วยพลาสติก ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำมันดิบ
อีกประเด็นคือ ปริมาณที่ดินที่ต้องใช้ สำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ฟาร์มโซลาร์ที่มีกำลังผลิต 1 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งเพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าให้ประมาณ 100 หลังคาเรือน จะต้องใช้พื้นที่อย่างน้อย 4 ไร่
ส่วนกังหันลม ก็ต้องพึ่งพาเหล็กและคอนกรีตปริมาณมหาศาล ซึ่งอุตสาหกรรมหนักเหล่านี้ยังคงล้าหลังในด้าน การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonization) เมื่อเทียบกับภาคพลังงานไฟฟ้าและภาคขนส่ง
และที่ขาดไม่ได้คือ แบตเตอรี่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงานหมุนเวียน ซึ่งก็ประสบปัญหาเดียวกันกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่กล่าวมาข้างต้น
“อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก”: การมองการณ์ไกลในโลกพลังงานสะอาด
ข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะบั่นทอนคุณค่าของพลังงานสะอาดหรือเทคโนโลยีเหล่านี้ ผมยืนยันว่าพลังงานสะอาดมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและเป็นสิ่งที่โลกเราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่หากเป้าหมายของเราคือ ความยั่งยืนที่แท้จริง (True Sustainability) เราจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านและครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นจุดที่หลายบริษัทมักมองข้าม
การมองเห็นเพียงผลลัพธ์สุดท้าย อาจทำให้เราฝากความหวังและเชื่อมั่นในบริษัทพลังงานสะอาดเหล่านี้ (ซึ่งสะท้อนผ่านราคาหุ้น) ว่าจะเป็น “ฮีโร่” ที่จะกอบกู้โลก และอาจนำไปสู่การชะล่าใจ จนละเลยการกดดันให้บริษัทเหล่านี้ต้องปรับปรุงให้ “สะอาด” อย่างแท้จริงในทุกกระบวนการ
ที่สำคัญ ราคาหุ้นพลังงานสะอาดที่พุ่งสูง อาจทำให้เรามองข้ามแนวทางอื่นที่สำคัญไม่แพ้กันในการต่อสู้กับปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ มาตรการลดการใช้พลังงาน (Demand-Side Management) พลังงานสะอาดเป็นเพียงช่องทางในการผลิตพลังงาน (Supply-Side) แต่การบริหารจัดการความต้องการใช้พลังงานก็เป็นมิติสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) หรือการประหยัดพลังงาน (Energy Conservation)
รถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla นั้นดี แต่ก็ยังดีไม่เท่าการใช้ระบบขนส่งมวลชน ในทำนองเดียวกัน การใช้พลังงานโซลาร์เป็นทางเลือกที่ดีกว่าน้ำมัน แต่ก็ยังดีไม่เท่ากับการออกแบบเมืองและอาคารให้การเปิดเครื่องปรับอากาศไม่ใช่ทางเลือกเดียวที่เราทำได้
ในโลกการลงทุนปี 2025 และปีต่อๆ ไป การพิจารณา การลงทุน ESG ที่ครอบคลุมรอบด้าน คือกุญแจสำคัญ ไม่ใช่แค่การมองหา “หุ้นสีเขียว” แต่ต้องเจาะลึกถึงกระบวนการผลิต วัตถุดิบ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน การเข้าใจในรายละเอียดเหล่านี้ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างชาญฉลาด สร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโลกไปสู่ “ความยั่งยืนที่แท้จริง” อย่างแท้จริง
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนที่ยั่งยืน และการประเมินผลกระทบ ESG ของบริษัทต่างๆ เราขอเชิญชวนให้ท่านค้นคว้าข้อมูลเชิงลึก หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่สอดคล้องกับค่านิยมของท่าน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อโลกของเรา