• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N2202111 าร กผม องร กแม ผมด วย part2

admin79 by admin79
February 12, 2026
in Uncategorized
0
featured_hidden
ESG Investment: เทรนด์การลงทุนแห่งอนาคตที่มาพร้อมความท้าทายที่ซ่อนเร้น ในยุคที่กระแสนิยมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG (Environmental, Social, and Governance) กำลังมาแรงจนกลายเป็นหนึ่งในเม
กะเทรนด์ของการลงทุนระดับโลก ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะได้เห็นคำว่า “การลงทุนอย่างยั่งยืน” (Sustainable Investment) ปรากฏอยู่บ่อยครั้งในหน้าข่าวการเงิน และดัชนี ESG กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนจำนวนมากใช้ในการประเมินมูลค่าและศักยภาพของบริษัทต่างๆ สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษในช่วงปีที่ผ่านมาคือ การลงทุนในบริษัทที่โดดเด่นด้าน ESG ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังแฝงไว้ด้วยโอกาสในการสร้างผลกำไรมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2020 ที่ราคาหุ้นของหลายบริษัทที่ดำเนินงานตามหลัก ESG ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ Tesla: บทพิสูจน์ความร้อนแรงของการลงทุน ESG หนึ่งในบริษัทที่โดดเด่นที่สุดคือ Tesla บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของ Elon Musk ที่ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นเกือบ 800% ตั้งแต่ต้นปี 2020 จนก้าวขึ้นเป็นบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงที่สุดในโลก และติดอันดับ 5 บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอนาคตของธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจาก Tesla แล้ว ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดเช่นกัน เช่น BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน ที่มูลค่าพุ่งขึ้นถึง 550% จาก 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในเวลาเพียงปีเดียว หรือ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของจีน (ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ให้กับ Tesla) ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 440% จาก 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน และ Enphase Energy ผู้ผลิตไมโครอินเวอร์เตอร์สำหรับระบบโซลาร์เซลล์ในสหรัฐฯ ก็เติบโตถึง 830% จาก 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
การเติบโตที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเมื่อพิจารณาว่า “ความสะอาด” ของธุรกิจ (ในบริบทของความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) สอดคล้องกับเทรนด์ของโลกอนาคตอย่างชัดเจน หลายคนจึงคาดการณ์ว่า ธุรกิจเหล่านี้คืออนาคตและจะเติบโตต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่รวดเร็วนี้ก็นำมาซึ่งคำถามและการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะคำถามที่ว่า “บริษัทเหล่านี้ ‘สะอาด’ จริงหรือ?” และ “ห่วงโซ่อุปทานของพวกเขามีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด?” บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับมิติของ “พลังงานสะอาด” ซึ่งอาจไม่ได้สวยงามอย่างที่ปรากฏในสื่อ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่มักถูกมองข้ามไป เจาะลึกกรณีศึกษา: รถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla กับความท้าทายด้านวัตถุดิบ ในเดือนกันยายน 2020 Elon Musk ได้ประกาศบน Twitter ถึงเป้าหมายอันทะเยอทะยานของ Tesla ที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 20 ล้านคันต่อปี ภายในปี 2030 (จากประมาณ 5 แสนคันในปี 2020) แม้จะเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้น แต่เป้าหมายนี้ก็ก่อให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับส่วนประกอบหลักของแบตเตอรี่ เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิล หาก Tesla สามารถบรรลุเป้าหมายการผลิตที่ตั้งไว้จริง จะมีความต้องการใช้แร่ธาตุเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งอาจเกินขีดจำกัดของการผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Production) Adamas Intelligence และ Mining.com ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ติดตามอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ไฟฟ้า ได้ทำการจำลองสถานการณ์การผลิตแร่ธาตุต่างๆ โดยอ้างอิงจากปริมาณการผลิตปี 2019 (เนื่องจากตัวเลขปี 2020 ได้รับผลกระทบจาก COVID-19) และพบว่า หาก Tesla สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ตามเป้าในปี 2030 จะมีความต้องการใช้ลิเธียมเพิ่มขึ้นถึง 165% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในปี 2019 (จาก 77,000 ตัน เป็น 127,302 ตัน) และต้องการใช้โคบอลต์เพิ่มขึ้น 56% (จาก 122,000 ตัน เป็น 68,315 ตัน) Tesla ตระหนักถึงปัญหานี้เป็นอย่างดี และในงาน “Battery Day” Elon Musk ได้นำเสนอแนวทางแก้ไข โดยอ้างถึงประสิทธิภาพของการสกัดลิเธียมด้วยการเพิ่มเกลือ หรือการเข้าซื้อกิจการ Glencore ซึ่งเป็นผู้ผลิตโคบอลต์รายใหญ่ที่สุด พร้อมเน้นย้ำถึงมาตรฐานการดูแลแรงงานในเหมืองที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก อย่างไรก็ตาม ยังมีส่วนประกอบสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่ Tesla ยังคงเผชิญความท้าทาย นั่นคือ “นิกเกิล” ในปี 2030 คาดการณ์ว่า Tesla จะมีความต้องการใช้นิกเกิลเพิ่มขึ้นถึง 31% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในปี 2019 หรือเทียบเท่ากับการผลิตรวมของ 6 ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งหมายความว่าจะต้องเผชิญกับการแข่งขันในการจัดซื้อกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมสแตนเลส ความสำคัญของนิกเกิลถึงขั้นที่ Tesla มีแผนจะเข้าไปลงทุนในโรงงานแบตเตอรี่ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตนิกเกิลอันดับ 1 ของโลก แต่กระบวนการผลิตนิกเกิลในอินโดนีเซียก็เผชิญกับการต่อต้านอย่างหนัก โดยมีประเด็นปัญหาหลักอยู่ที่การจัดการของเสียจากกระบวนการผลิต ผู้ผลิตในอินโดนีเซียเลือกใช้เทคนิค Deep-sea tailings placement (DSTP) หรือการปล่อยของเสียลงสู่ทะเลลึกนอกชายฝั่งผ่านท่อระบาย ซึ่งกระบวนการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล โดยเคยมีกรณีศึกษาการรั่วไหลของของเสียจากโรงงานนิกเกิลใน Basamuk Bay ประเทศปาปัวนิวกินี ทำให้ทะเลบริเวณนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดง อีกแนวทางหนึ่งที่ Tesla กำลังพิจารณาคือ การเปลี่ยนไปใช้แบตเตอรี่ประเภทใหม่ที่ไม่มีส่วนประกอบของนิกเกิล (ปัจจุบัน Tesla ใช้แบตเตอรี่ประเภท NCA – Nickel-Cobalt-Aluminium) Tesla ได้เริ่มนำแบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate) มาใช้กับรถยนต์ที่ผลิตในจีน แม้จะได้รับความสนใจ แต่ก็มีข้อกังวลอยู่บ้าง เช่น LFP ใช้เวลาในการชาร์จนานกว่า มีระยะทางวิ่งสั้นกว่า และมีประสิทธิภาพลดลงในสภาพอากาศเย็น ความท้าทายของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน: ไม่ใช่แค่เรื่อง “สีเขียว” ความท้าทายด้านห่วงโซ่อุปทานของ Tesla สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดต้องเผชิญร่วมกัน
เทรนด์สำคัญของพลังงานสะอาดในปัจจุบันหนีไม่พ้นพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) และพลังงานลม ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทั้งสองประเภทนี้ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะต้นทุนโซลาร์ที่ลดลงถึง 82% ตั้งแต่ปี 2010 ทำให้สามารถแข่งขันกับราคาไฟฟ้าจากโครงข่ายหลักได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินอุดหนุนจากภาครัฐ หรือที่เรียกว่า Grid Parity อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของพลังงานทั้งสองประเภทคือ การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม แผงโซลาร์เซลล์มีส่วนประกอบหลักคือซิลิกอน ซึ่งกระบวนการผลิตต้องใช้ความร้อนสูงกว่า 2,000 องศาเซลเซียส โดยต้องอาศัยพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และยังต้องใช้ถ่านหินในกระบวนการผลิตอีกด้วย นอกจากนี้ แผงโซลาร์ยังต้องใช้พลาสติกหุ้ม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากน้ำมันดิบ อีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงคือ ปริมาณที่ดินที่ต้องใช้สำหรับโครงการเชิงพาณิชย์ มีการประเมินว่าฟาร์มโซลาร์ขนาดกำลังผลิต 1MW (เพียงพอสำหรับบ้านประมาณ 100 หลัง) จะต้องใช้พื้นที่อย่างน้อย 4 ไร่ สำหรับพลังงานลมนั้น ส่วนประกอบของกังหันลมต้องใช้เหล็กและคอนกรีตในปริมาณมหาศาล ซึ่งอุตสาหกรรมหนักเหล่านี้ยังคงล้าหลังอย่างมากในด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonization) เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมไฟฟ้าหรือการขนส่ง และแน่นอนว่า องค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงานหมุนเวียนคือ “แบตเตอรี่” ซึ่งเผชิญปัญหาเดียวกันกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่เราได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ “อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก”: การลงทุน ESG ที่ต้องมองให้รอบด้าน ข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอไปนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวหาว่าพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ดี หรือไม่ควรได้รับการส่งเสริม ผู้เขียนขอยืนยันว่า พลังงานสะอาดมีความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากเป้าหมายของเราคือ “ความยั่งยืนที่แท้จริง” การศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน ครบทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มักถูกมองข้ามโดยบริษัทต่างๆ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การมองเห็นเพียง “ผลิตภัณฑ์สุดท้าย” อาจทำให้นักลงทุนฝากความหวังและเชื่อมั่นในบริษัทพลังงานสะอาดเหล่านี้ (สะท้อนผ่านราคาหุ้นที่พุ่งสูง) ว่าเป็น “ไม้ตาย” ที่จะพาเราก้าวข้ามอุปสรรคทุกอย่าง และอาจนำไปสู่ความชะล่าใจ จนเพิกเฉยต่อการกดดันให้บริษัทเหล่านี้เร่งปรับปรุงให้ “สะอาด” แบบครบวงจร สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ราคาหุ้นพลังงานสะอาดที่สูงลิ่ว อาจทำให้นักลงทุนมองข้ามแนวทางอื่นๆ ที่มีความสำคัญไม่แพ้กันในการต่อสู้กับปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ “มาตรการลดการใช้พลังงาน” พลังงานสะอาดเป็นเพียงช่องทางในการผลิตพลังงานที่เราใช้ในแต่ละวัน (Supply-side) แต่การบริหารจัดการ “ความต้องการใช้พลังงาน” (Demand-side) ก็เป็นอีกมิติที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งสามารถทำได้ผ่านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) หรือการประหยัดพลังงาน (Energy Conservation) รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่าง Tesla เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ยังดีไม่เท่าการใช้ระบบขนส่งมวลชน ในทำนองเดียวกัน การใช้พลังงานโซลาร์เป็นทางเลือกที่ดีกว่าน้ำมัน แต่ก็ยังดีไม่เท่าการออกแบบเมืองและอาคารให้การเปิดเครื่องปรับอากาศกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เราต้องทำ การลงทุนใน ESG ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกบริษัทที่ดู “ดี” จากภายนอก แต่คือการทำความเข้าใจถึงกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนของเรานั้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนที่ตอบโจทย์ทั้งผลตอบแทนและความรับผิดชอบต่อสังคม การศึกษาข้อมูลเชิงลึกและทำความเข้าใจความท้าทายที่แฝงอยู่เบื้องหลังเทรนด์ ESG คือก้าวแรกที่สำคัญอย่างยิ่ง ก่อนที่คุณจะตัดสินใจลงทุน โปรดพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการสนับสนุนธุรกิจที่มุ่งมั่นในการพัฒนากระบวนการผลิตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง และคำนึงถึงการลดการใช้พลังงานควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานสะอาด เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน
Previous Post

N2202109 ทางล ดท เด นผ part2 | Lakayla Bhakta

Next Post

N2202108 อยากให คนร อย าเป นคนเอาแต ใจ part2

Next Post

N2202108 อยากให คนร อย าเป นคนเอาแต ใจ part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2202113 งเป นเง นเพ อน าย มก องค น! part2 | Lakayla Bhakta
  • N2202112 อยากม ไม ได อยากม ก! part2 | Lakayla Bhakta
  • N2202106 โปรไฟล แต กลายเป นม จฉาช part2 | Lakayla Bhakta
  • N2202110 วแย จะเก บไว ทำไม part2
  • N2202108 อยากให คนร อย าเป นคนเอาแต ใจ part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.