Ford Ranger Wildtrak 3.2: บทพิสูจน์ตำนานกระบะพันธุ์แกร่งที่เหนือกว่าด้วยดีไซน์และสมรรถนะ
ในโลกของรถกระบะ ที่ความต้องการของผู้บริโภคมีหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มีเพียงไม่กี่รุ่นที่สามารถยืนหยัดและสร
้างความประทับใจได้อย่างต่อเนื่อง Ford Ranger คือหนึ่งในนั้น และเมื่อพูดถึงรุ่น Wildtrak 3.2 นี่คือภาพจำที่ผสมผสานความดุดันของดีไซน์เข้ากับสมรรถนะที่เหนือชั้น จนกลายเป็นที่หมายปองของใครหลายๆ คน
จากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมรถยนต์กว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของรถกระบะมากมาย แต่ Ford Ranger Wildtrak 3.2 ยังคงมีเสน่ห์ที่แตกต่าง ชวนให้ค้นหา ผมจำได้ดีถึงช่วงเวลาที่ Ford Ranger โฉม T6 เปิดตัวในปลายปี 2012 ด้วยดีไซน์ที่ใหญ่โตบึกบึน เทคโนโลยีล้ำสมัย และราคาที่ทะลุหนึ่งล้านบาทในรุ่นท็อป สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดรถกระบะไทย กระแสตอบรับที่ล้นหลามจนต้องรอรถนานครึ่งปี คือบทพิสูจน์ถึงความสำเร็จที่ Ford ได้สร้างไว้
และในวันนี้ ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับ Ford Ranger Wildtrak 3.2 รุ่นล่าสุดอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าตำนานกระบะพันธุ์แกร่งคันนี้ ยังคงรักษามาตรฐานและพัฒนาตัวเองให้ตอบโจทย์ยุคสมัยใหม่ได้อย่างไร
ดีไซน์ภายนอก: ความดุดันที่ลงตัวสำหรับทุกสายตา
Wildtrak 3.2 โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น ด้วยการตกแต่งที่บ่งบอกถึงความพิเศษจากโรงงาน กระจังหน้าขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนจากโครเมียมเป็นสีดำเข้ม เพิ่มความดุดัน ตัดกับชายล่างสีบรอนซ์ และชุดครอบไฟตัดหมอกที่ช่วยเสริมมิติของด้านหน้า ไฟหน้าขนาดใหญ่รับกับรูปทรงบึกบึนของตัวรถ การใช้สีดำตัดกับสีตัวถังในส่วนต่างๆ เช่น กรอบหน้าต่าง กระจกมองข้าง มือจับประตู และสปอร์ตบาร์ท้ายกระบะ ทำให้รถดูสปอร์ตและมีความพรีเมียมมากยิ่งขึ้น
เส้นสายตลอดตัวรถถูกเน้นที่โป่งล้อทั้งสี่ข้าง เพิ่มความแข็งแกร่งบึกบึน มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว จากโรงงาน บันไดข้างดีไซน์มาให้ใช้งานสะดวก ไม่เกะกะ และสิ่งที่น่าสนใจมากคือ ไฟส่องสว่างข้างตัวรถที่ซ่อนอยู่ใต้กระจกมองข้าง ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในยามค่ำคืน ซึ่งเป็นออปชันที่มักพบในรถยนต์ระดับพรีเมียม
ด้านท้ายรถ โลโก้ Ford และสัญลักษณ์ RANGER ขนาดใหญ่ชัดเจน สื่อสารถึงเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน กันชนหลังและแผ่นปิดกระบะท้ายสีดำ ตัดกับรุ่นปกติที่เป็นโครเมียม กล้องมองหลังพร้อมเซ็นเซอร์กะระยะ 4 จุด ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการถอยจอด ไฟท้ายดีไซน์เรียบง่ายแบบ 3 ช่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ยังคงเอกลักษณ์ความบึกบึนที่ถูกใจสายลุย
ภายในห้องโดยสาร: เทคโนโลยีและความสบายที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องโดยสารของ Ranger Wildtrak 3.2 สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือการจัดเต็มออปชันเพื่อความสะดวกสบาย ตั้งแต่ระบบสั่งงานด้วยเสียง ระบบบลูทูธ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ช่องต่อ AUX/USB และสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกซ้าย-ขวา แม้ว่าในช่วงแรกของการใช้งาน อาจต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับตำแหน่งและการทำงานของปุ่มต่างๆ แต่เมื่อใช้ไปสักพักก็จะพบว่าการควบคุมต่างๆ นั้นทำได้อย่างครอบคลุม
การตกแต่งภายในเน้นโทนสีดำเป็นหลัก ตัดกับสีเงินเมทาลิคบริเวณคอนโซลกลาง กรอบหน้าปัด ครอบเกียร์ และมือจับประตู สร้างบรรยากาศที่ดูสปอร์ต ทันสมัย และไม่น่าเบื่อ ไฟหน้าปัด เครื่องเสียง และจอ MID ใช้แสงสีฟ้า ซึ่งหากมองในแง่ความรู้สึกสปอร์ต ก็อาจจะรู้สึกว่าสีส้มจะเข้ากับเบาะที่นั่งที่มีการตัดลายและเดินด้ายสีส้มได้มากกว่า แต่โดยรวมแล้ว แสงสีฟ้าก็ให้ความรู้สึกที่ดูทันสมัยและสบายตา
จุดเด่นที่น่าประทับใจมากคือเบาะนั่ง ซึ่งเป็นเบาะหนังสีดำสลับตาข่ายเล็กน้อย พร้อมปักชื่อรุ่น Wildtrak ดีไซน์ลงตัวเข้ากับตัวรถ การออกแบบเบาะนั่งด้านหน้ามีขนาดใหญ่ เพียงพอสำหรับผู้ที่มีรูปร่างใหญ่ ไม่รู้สึกอึดอัด และจากการทดลองขับระยะทางไกลพบว่านั่งสบาย ไม่เมื่อยล้า
สำหรับเบาะนั่งด้านหลัง สำหรับผู้ที่มีความสูง 178 ซม. พบว่ามีพื้นที่กว้างขวาง ขาไม่ติดเบาะ และมีพื้นที่เหนือศีรษะเหลือเฟือ การเดินทางไกลไม่รู้สึกอึดอัด แม้ว่าความชันของเบาะหลังอาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนกังวลในรถกระบะ 4 ประตู แต่ Ranger Wildtrak 3.2 ให้ความรู้สึกที่นั่งสบายกว่ารถกระบะ 4 ประตูหลายๆ รุ่นที่เคยทดลองมา
ขุมพลังและการขับขี่: สมรรถนะที่เหนือความคาดหมาย
Ford Ranger Wildtrak 3.2 มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล TDCi 3.2 ลิตร VG Turbo พร้อม Intercooler ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า และแรงบิด 470 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 1,750-2,500 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมโหมดสปอร์ต Ds เครื่องยนต์ให้พละกำลังที่เหลือเฟือสำหรับการใช้งานทั่วไป และการบรรทุกสัมภาระก็สามารถทำได้อย่างสบาย
การตอบสนองของคันเร่งทำได้ดี แต่มีอาการหน่วงเล็กน้อยก่อนที่พละกำลังจะมาเต็ม การใช้ความเร็วเดินทางที่ 110-130 กม./ชม. ทำได้สบาย เมื่อต้องการเร่งแซง การคิกดาวน์เพียงครั้งเดียวก็เพียงพอที่จะส่งรถทะยานแซงไปได้อย่างมั่นใจ
อย่างไรก็ตาม ในบางจังหวะ การทำงานของเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ อาจไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง เช่น เมื่อใช้ความเร็วประมาณ 120 กม./ชม. และต้องการเร่งแซง การคิกดาวน์กลับพบว่าเกียร์ไม่เปลี่ยนลงมา ทำให้ต้องเร่งจากเกียร์เดิม ซึ่งอาจทำให้การแซงในบางสถานการณ์ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็เข้าใจได้ว่าโปรแกรมเกียร์อาจถูกตั้งค่ามาเพื่อให้ผู้ขับขี่ใช้แรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและประหยัดน้ำมัน
การทดสอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. พร้อมผู้โดยสาร 4 คน และสัมภาระรวมกว่า 300 กก. ทำได้เฉลี่ย 12.49 วินาที แม้จะมีอาการหน่วงในช่วงออกตัวเล็กน้อย อันเป็นช่วงที่เทอร์โบกำลังทำงาน แต่เมื่อเทอร์โบเริ่มบูสต์ รถก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
น้ำหนักพวงมาลัยถูกเซ็ตมาให้ค่อนข้างหนืดเล็กน้อย ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่ทางไกล ช่วยลดอาการเหนื่อยล้าจากการประคองพวงมาลัย การควบคุมรถมีความมั่นใจ จากการทดลองขับระยะทางกว่า 900 กิโลเมตร ไปกลับ กรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ ตลอดทริปการทดสอบ ไม่พบอาการเมื่อยล้าใดๆ ต้องขอชื่นชมทั้งน้ำหนักพวงมาลัย เบาะนั่ง ช่วงล่าง และสมรรถนะโดยรวมที่ถูกเซ็ตมาให้เหมาะกับการเดินทางไกล
ช่วงล่าง: นุ่มนวลแต่ยังคงความแน่นหนึบ
ช่วงล่างของ Ranger Wildtrak 3.2 ถูกเซ็ตมาให้นุ่มนวล แต่ไม่ถึงกับยวบยาบ ยังคงความแน่นหนึบในสไตล์ของ Ford การขับผ่านถนนที่ไม่เรียบอาจมีอาการเด้งอยู่บ้างตามลักษณะช่วงล่างรถกระบะที่เผื่อการบรรทุก แต่การซับแรงกระแทกทำได้อย่างดีเยี่ยม ไม่รู้สึกตึงตังจนทำให้ปวดเมื่อย ถือเป็นช่วงล่างที่น่าประทับใจสำหรับรถกระบะในระดับเดียวกัน
อัตราสิ้นเปลือง: สมดุลระหว่างสมรรถนะและความประหยัด
การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเมื่อใช้ความเร็วเดินทาง 120 กม./ชม. และมีการเร่งแซงเป็นบางจังหวะ ทำได้ประมาณ 10 กม./ลิตร ตัวเลขนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ เมื่อพิจารณาจากขนาดเครื่องยนต์ น้ำหนักรถ และผู้โดยสารรวมสัมภาระ ถึงแม้จะไม่ใช่ตัวเลขที่ประหยัดมากนัก แต่ก็ไม่น่าเกลียดเมื่อเทียบกับสมรรถนะที่ได้รับกลับมา
สรุป: ตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่มองหากระบะอเนกประสงค์สุดหรู
Ford Ranger Wildtrak 3.2 คือคำตอบที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถกระบะ 4 ประตู ที่มีดีไซน์หล่อเหลี่ยม เท่ ไม่ซ้ำใคร พร้อมออปชันและสมรรถนะที่จัดเต็มมาตั้งแต่โรงงาน นี่คือรถที่ผสมผสานความดุดัน สมรรถนะ และความสะดวกสบายได้อย่างลงตัว
แน่นอนว่า การตัดสินใจเลือกรถยนต์สักคันขึ้นอยู่กับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล แต่หากคุณกำลังมองหากระบะที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้หลากหลาย ทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวัน การเดินทางท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งการขนสัมภาระ Ford Ranger Wildtrak 3.2 คือหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่เราอยากจะแนะนำ
หากคุณพร้อมแล้วที่จะสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับของ Ford Ranger Wildtrak 3.2 เชิญเข้ามาทดลองขับและสัมผัสด้วยตัวคุณเองที่โชว์รูม Ford ใกล้บ้านคุณ แล้วคุณจะรู้ว่า กระบะคันนี้ ใช่หรือไม่ใช่สำหรับคุณ