Subaru ผนึกกำลัง Toyota: มิติใหม่แห่งครอสโอเวอร์ไฟฟ้า สู่ปี 2026
ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การร่วมมือระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ญ
ี่ปุ่น Subaru และ Toyota ถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงทิศทางอันน่าจับตามอง การผนึกกำลังครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการลดความเสี่ยงในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าซึ่งมีต้นทุนสูง แต่ยังเป็นการเร่งสปีดการผลิตและนำเสนอยนตรกรรมแห่งอนาคตออกสู่ตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้า หรือ SUV ไฟฟ้า ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก
Subaru: ก้าวสู่เป้าหมาย EV 50% ภายในปี 2030
ภายใต้การนำของ Atsushi Osaki ซีอีโอคนใหม่ Subaru ได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง นั่นคือการผลักดันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ครอบคลุมถึง 50% ของยอดขายทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 600,000 คัน ภายในปี 2030 แผนการนี้ครอบคลุมถึงการพัฒนารถ SUV ไฟฟ้าล้วนจำนวน 4 รุ่นภายในปี 2026 ซึ่งรวมถึงรุ่น Subaru Solterra ที่ได้เปิดตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว และไม่หยุดเพียงเท่านี้ Subaru ยังมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าล้วนใหม่อีก 4 รุ่นภายในสิ้นปี 2028 ทำให้มีรถยนต์ไฟฟ้าล้วนในพอร์ตโฟลิโอรวมทั้งสิ้น 8 รุ่น
Solterra: ก้าวแรกแห่งความสำเร็จ ร่วมกับ Toyota
Subaru Solterra ถือเป็นผลผลิตแรกจากความร่วมมือพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วนระหว่าง Subaru และ Toyota โดยเปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 และสามารถทำยอดขายได้ถึง 8,872 คันในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน Solterra ถูกผลิตที่โรงงานของ Toyota ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการผสานศักยภาพและความเชี่ยวชาญของทั้งสองแบรนด์ได้อย่างลงตัว และ Atsushi Osaki ยืนยันว่า รถยนต์ไฟฟ้าล้วนอีก 3 รุ่นที่จะพัฒนาร่วมกับ Toyota จะต่อยอดความสำเร็จนี้ให้ก้าวไปอีกขั้น
กลยุทธ์การลดความเสี่ยงและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
การร่วมทุนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก Toyota ถือหุ้น 20% ใน Subaru อยู่แล้ว การผนึกกำลังจึงเป็นไปตามธรรมชาติและมีเป้าหมายชัดเจนคือการแบ่งเบาภาระต้นทุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี EV ที่มีความซับซ้อนและใช้เงินลงทุนมหาศาล นอกจากนี้ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาจะทำให้ Subaru มีสิทธิ์ได้รับเครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการซื้อของผู้บริโภค และกระตุ้นยอดขายให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
แผนการผลิตระดับโลก: ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา
Subaru มีแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 1 รุ่น ที่โรงงาน Yajima ในประเทศญี่ปุ่น โดยจะเริ่มการผลิตตั้งแต่ปี 2025 ด้วยกำลังการผลิต 200,000 คันต่อปี และมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 200,000 คันภายในปี 2027 ในขณะเดียวกัน Toyota จะรับผิดชอบการผลิตรถ SUV ไฟฟ้าใหม่ 1 รุ่นในสหรัฐอเมริกา ที่โรงงานรัฐเคนตักกี้ ซึ่งจะเป็นรถ SUV ไฟฟ้า 3 แถวที่นั่งคันแรกของ Subaru นับเป็นการขยายฐานการผลิตและกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์
ไฮบริดยังคงสำคัญ: สะพานสู่โลก EV
แม้จะมุ่งมั่นสู่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่ Subaru ก็ไม่ได้ละทิ้งเทคโนโลยีไฮบริด ซึ่งยังคงมีความสำคัญและเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับบางตลาด โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นขายดีอย่าง Forester เตรียมที่จะเพิ่มทางเลือกขุมพลัง Hybrid โดยได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการผลิตจาก Toyota ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการมองการณ์ไกลและปรับตัวให้เข้ากับความต้องการที่หลากหลายของตลาด
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทย: การเติบโตที่น่าจับตา
ในขณะที่ Subaru และ Toyota กำลังเดินหน้าพัฒนา EV อย่างเต็มที่ ตลาดรถยนต์ไทยเองก็แสดงสัญญาณของการฟื้นตัวและการเติบโต สถิติจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยว่า การผลิตรถยนต์ในไตรมาสแรกของปี 2023 มีจำนวน 507,787 คัน เพิ่มขึ้น 5.77% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าจะผลิตได้ตามเป้า 1,950,000 คันในปีนี้
ปัจจัยขับเคลื่อนการผลิตและการส่งออก
การผลิตรถยนต์ในเดือนมีนาคม 2566 เพิ่มขึ้น 4.16% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะการผลิตเพื่อขายในประเทศที่เพิ่มขึ้นถึง 31.59% จากการได้รับชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ที่เพียงพอขึ้น การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในไตรมาสแรกของปีนี้ก็เติบโตขึ้น 12.57% ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดต่างประเทศทั่วเอเชีย ยุโรป และออสเตรเลีย
10 อันดับรถยนต์ขายดีในไทย (ไตรมาสแรก ปี 2023): สะท้อนความนิยม
อันดับ 1: Isuzu D-Max (37,328 คัน)
อันดับ 2: Toyota Hilux Revo (32,554 คัน)
อันดับ 3: Toyota Yaris ATIV (18,241 คัน)
อันดับ 4: Ford Ranger (7,453 คัน)
อันดับ 5: Honda HR-V (7,446 คัน)
อันดับ 6: Toyota Fortuner (6,733 คัน)
อันดับ 7: Honda City Hatchback (6,571 คัน)
อันดับ 8: Isuzu MU-X (6,194 คัน)
อันดับ 9: Honda City Sedan (6,067 คัน)
อันดับ 10: Toyota Corolla Cross (5,288 คัน)
ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นถึงความนิยมของรถยนต์ประเภทกระบะ (Pick-up), PPV, Sub-compact Crossover SUV และ B-Segment / EcoCar ในตลาดไทย
การเปลี่ยนแปลงของตลาดจีน: BYD ผงาด ยานยนต์ไฟฟ้าครองส่วนแบ่ง
ในตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก BYD ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ด้วยยอดขายที่โดดเด่นในทุกเซ็กเมนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) คิดเป็น 36% ของยอดขายทั้งหมด
BYD: มาตรฐานใหม่แห่งยานยนต์ไฟฟ้า
BYD ไม่เพียงแต่เป็นแบรนด์ที่ขายดีที่สุดในจีน แต่ยังครองตำแหน่งแบรนด์ EV ที่ขายดีที่สุดในเดือนกรกฎาคม 2023 ด้วยยอดขาย 113,825 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 27.04% รุ่นรถที่ทำยอดขายสูงสุด ได้แก่ BYD Qin Plus, BYD Song Plus และ BYD Seagull ในกลุ่มรถ EV และ Tesla Model Y ที่ยังคงรักษาตำแหน่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าขายดี
Tesla Model Y: รถยนต์ขายดีที่สุดในโลกปี 2023
ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก เมื่อ Tesla Model Y รถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla ได้กลายเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในโลกประจำปี 2023 ด้วยยอดขายกว่า 1.23 ล้านคันทั่วโลก เพิ่มขึ้น 64% จากปีก่อนหน้า แม้ว่า Toyota RAV4 และ Corolla จะยังคงครองอันดับต้นๆ ในตลาดโลก แต่การผงาดขึ้นมาของ Tesla Model Y แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ยานยนต์อย่างชัดเจน
Toyota: ปรับกลยุทธ์ สู่ยุคไฮบริดและไฮโดรเจน
แม้จะเผชิญกับการแข่งขันจาก Tesla และแบรนด์รถยนต์จีน แต่ Toyota ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์ระยะยาว โดยเน้นการพัฒนาระบบส่งกำลังไฮบริดและไฮโดรเจนควบคู่ไปกับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ การมีรถยนต์รุ่นเดียวในตลาด EV คือ bZ4X อาจเป็นจุดที่ต้องเร่งปรับปรุง แต่ความแข็งแกร่งของ RAV4 และ Corolla ในตลาดโลกยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ
Subaru Crosstrek และ Forester: ตัวเลือกที่น่าสนใจในสหรัฐอเมริกา
ในตลาดสหรัฐอเมริกา Subaru Crosstrek และ Forester ยังคงเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยม โดยติดอันดับ 25 รถยนต์ขายดีในไตรมาสแรกของปี 2024 แม้ว่า Crosstrek จะมียอดขายลดลงเล็กน้อย แต่ Forester กลับเติบโตขึ้นถึง 60% ซึ่งบ่งชี้ถึงความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งในกลุ่ม SUV ขนาดกะทัดรัด
Audi: ตำนานสปอร์ต ที่ยังคงสร้างความตื่นเต้น
ในฝั่งยุโรปและตลาดเฉพาะกลุ่ม Audi ยังคงสร้างความตื่นเต้นให้กับกลุ่มแฟนคลับ โดยเฉพาะรุ่น Audi TT RS Heritage Thailand Exclusive Edition ที่ผลิตเพียง 25 คันทั่วโลก การฉลองครบรอบ 40 ปีของ Audi Sport ด้วยรุ่นพิเศษอย่าง RS 4 Avant Competition และ RS 5 Coupé Competition แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงที่ยังคงมีเสน่ห์เหนือกาลเวลา
รถยนต์มือสองปี 2025: ทางเลือกสุดคุ้มค่า
สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ในราคาที่เข้าถึงได้ รถยนต์มือสองยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในปี 2025 โดย 10 อันดับรถยนต์มือสองที่น่าซื้อ ได้แก่
Toyota Corolla Altis
Honda Civic
Mazda 2
Nissan Almera
Toyota Vios
Honda Jazz
Suzuki Swift
Ford Ranger
Isuzu D-Max
Honda CR-V
รุ่นเหล่านี้เป็นที่รู้จักในด้านความทนทาน ประหยัดน้ำมัน และค่าดูแลรักษาที่ไม่สูงจนเกินไป ทำให้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับการใช้งานในระยะยาว
บทสรุป: อนาคตยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือ
ความเคลื่อนไหวของ Subaru และ Toyota สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวที่รวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก การร่วมมือกันพัฒนารถครอสโอเวอร์ไฟฟ้า 3 รุ่นภายในปี 2026 เป็นก้าวสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของทั้งสองแบรนด์ และตอกย้ำบทบาทของยานยนต์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ในขณะเดียวกัน ตลาดรถยนต์ทั่วโลกก็มีการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะการผงาดขึ้นมาของ Tesla และแบรนด์รถยนต์จีน สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด หรือแม้แต่รถยนต์น้ำมันที่ยังคงได้รับความนิยมในบางตลาด การพัฒนานวัตกรรมและการปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ตลาด คือกุญแจสำคัญที่จะนำพาแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จในยุคใหม่นี้
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าที่ทันสมัย หรือรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความร่วมมือครั้งล่าสุดระหว่าง Subaru และ Toyota รวมถึงเทรนด์ตลาดรถยนต์ทั่วโลก จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกยนตรกรรมที่ใช่สำหรับคุณได้อย่างแน่นอน ติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของวงการยานยนต์ และเริ่มต้นการเดินทางสู่โลกแห่งยานยนต์แห่งอนาคตไปพร้อมกับเรา!