หลังจากเข้ามาลุยตลาด EV เมืองไทยด้วยการเปิดตัว KIA EV9 ไปเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2024 โดยวางตำแหน่งให้เป็น Premium Electric SUV กับค่าตัวเริ่มต้น 3,499,000 – 3,899,000 บาท (นำเข้าจากเกาหลีใต้) KIA Sales (ประเทศไทย) ก็ลุยต่อด้วย Crossover SUV รุ่นเล็กกว่าอย่าง EV5 ที่ถูกนำเข้าทั้งคันจากประเทศจีน ทำให้ราคาค่าตัวถูกตาต้องใจใครหลายคน สำหรับ KIA EV5 มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ราคา 1,249,000 – 1,749,000 บาท ซึ่งเป็นราคาพิเศษ สำหรับการจองในช่วงงาน Motor Show จนถึง 30 เมษายน 2024
EV5 จัดอยู่พิกัดเดียวกันกับ Honda CR-V แต่มาพร้อมขุมพลังไฟฟ้า 3 รูปแบบหลักๆ ได้แก่ Standard Range FWD ขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 217 แรงม้า (PS) 310 นิวตันเมตร พ่วงด้วยแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 64.2 kWh วิ่งได้ไกลสุด 490 กิโลเมตร ตามด้วย Long Range FWD ขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 217 แรงม้า (PS) 310 นิวตันเมตร พ่วงด้วยแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 88.1 kWh วิ่งได้ไกลสุด 665 กิโลเมตร และ Long Range AWD ขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 308 แรงม้า (PS) 480 นิวตันเมตร แบตเตอรี่เท่ากับรุ่น Long Range FWD แต่ระยะทางวิ่งลดลงเหลือ 620 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC)
แม้จะดูจริงจังกับการทำตลาด EV แต่ KIA ก็ยังไม่ทิ้งรถสันดาป ก่อนถึงวันงาน มีการประกาศเปิดตัว Carnival รุ่นย่อยใหม่ SXL Luxury 7 ที่นั่ง ราคา 2,990,000 บาท แพงขึ้นจาก SXL 11 ที่นั่ง 396,000 บาท แต่ได้เบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ Relaxation ปรับด้วยไฟฟ้า มีเบาะรองขาปรับด้วยไฟฟ้า ระบบอุ่นเบาะ ระบบระบายอากาศ และมีระบบปรับเอน Premium Relaxation Seat เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการ MPV ที่ขับเองได้คล่องตัว แถมนั่งโดยสารสบาย ในคราวเดียวกัน
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ KIA EV5 ได้ที่นี่ Click Here
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ KIA EV9 ได้ที่นี่ Click Here
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ KIA Carnival MY2024 ได้ที่นี่ Click Here




LEXUS
และแล้วก็มาถึงเมืองไทยเสียที… สำหรับ Lexus LBX รถยนต์ Sub Compact Crossover รุ่นใหม่ของค่าย ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นบนโครงสร้างพื้นฐานงานวิศวกรรม TNGA Platform เช่นเดียวกันกับ Toyota Yaris Cross (TNGA) โดยชื่อ LBX มีที่มามาจากคำว่า “Lexus Breakthrough X (cross) – over” หรือ รถยนต์ Lexus ที่จะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของขนาดที่กะทัดรัด ไปยังประสบการณ์การขับขี่และการออกแบบคุณภาพสูงตามเอกลักษณ์ของแบรนด์
Lexus LBX จะถูกวางตำแหน่งการตลาดให้เป็นรถยนต์ Lexus ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายที่สุด ด้วยขนาดที่กะทัดรัดกว่า ตลอดจนราคาจำหน่ายที่ยอมเยากว่า Lexus UX ราคาจำหน่ายของ LBX เวอร์ชั่นไทย อยู่ที่ 2,190,000 -2,350,000 บาท เป็นราคาพิเศษช่วงงาน Motor Show ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม-7 เมษายน 2024 หลังจากนั้น จะปรับราคาขึ้นเป็น 2,229,000 บาท สำหรับรุ่น Luxury และ 2,390,000 บาท สำหรับรุ่น Premium โดยทุกรุ่นจะมาพร้อมขุมพลังเบนซิน 3 สูบ 1.5 ลิตร Hybrid 134 แรงม้า
อีก 2 รุ่นที่มาแบบเงียบๆ คือ UX 300h รหัสใหม่ที่มาพร้อมขุมพลัง Hybrid เจเนอเรชั่นที่ 5 ของ Toyota อัพเกรดเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้า แรงขึ้นเป็น 199 แรงม้า (PS) พร้อมแบตเตอรี่ Hybrid แบบ Lithium-ion ที่เคลมว่าประหยัดขึ้นและแรงขึ้นด้วย ไม่เพียงแค่นั้น ทางฝั่งรถผู้บริหารมีคนขับอย่าง LM รอบนี้ ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวรหัสใหม่ LM 500h แรงขึ้นด้วยขุมพลัง T24A-FTS เบนซิน 2.4 ลิตร Turbo Hybrid 366 แรงม้า (HP) ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6AT ขับเคลื่อน 4 ล้อ Direct-4 มีให้เลือกทั้งรุ่น 6 ที่นั่ง ราคา 6,990,000 บาท และรุ่น 4 ที่นั่ง ราคา 8,290,000 บาท แพง…แต่มีคนซื้อแน่ !
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ Lexus LBX ได้ที่นี่ Click Here
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ Lexus UX 300h ได้ที่นี่ Click Here
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ Lexus LM 500h ได้ที่นี่ Click Here







LOTUS
หลังประสบความสำเร็จกับการทำตลาด ELETRE (อีเลททร้า) รถยนต์ไฟฟ้าสไตล์ Crossover ที่มีรูปโฉมคันจริงดูดีไม่แพ้รถยกสูงจากค่าย Supercar ราคาหลายสิบล้าน แต่ด้วยสิทธิประโยชน์การนำเข้ารถจากโรงงาน Zhejiang Geely Automobile ประเทศจีน ทำให้สามารถกดราคารถพลังแรงระดับ 905 แรงม้า ลงมาได้ต่ำเพียง 6 ล้านกลาง (ยังไม่รวม options เสริม) ดันยอดสั่งจองพุ่งกระฉูด งานนี้ Lotus Cars จึงตีเหล็กต่อตอนที่ยังร้อน ด้วยการเผยโฉม EMEYE (อีเมย่า) รถสปอร์ต Gran Touris ขุมพลังเดียวกับ ELETRE แต่มาในราคาเริ่มต้นที่แพงกว่ากันเล็กน้อย ที่ 5,990,000 – 6,890,000 บาท
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ Lotus EMEYA ได้ที่นี่ Click Here
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ Lotus ELETRE ได้ที่นี่ Click Here


MASERATI
ดาวเด่นบูธตรีศูลปีนี้ มาด้วยกัน 2 ตัวถัง 2 สไตล์ เริ่มจาก All NEW Maserati Gran Toursimo มาพร้อมขุมพลังเบนซิน V6 3.0 ลิตร Twin-Turbo Nettuno บล็อกเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์คาร์อย่าง MC20 คันที่จัดแสดงเป็นรุ่นย่อย Modena พกพละกำลังจากโรงงาน 490 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่งจาก 0-100 km/h 3.9 วินาที และไต่ความเร็วสูงสุด ได้ถึง 302 km/h
ถัดมาที่อีกคันเป็น Maserati Grecale Folgore EV หรือเวอร์ชั่นขุมพลังไฟฟ้าของ Crossover SUV น้องเล็ก ราคาเริ่มต้น 7,890,000 บาท พกอาวุธไม่ลับคือมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กำลังสูงสุดตัวละ 205 kW หรือ 278 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุดตัวละ 410 นิวตันเมตร รวมพละกำลังสูงสุดทั้งระบบ 557 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 820 นิวตันเมตร พ่วงด้วยแบตเตอรี่ High-voltage 400V ความจุ 105 kWh (Nomimal) อัตราเร่ง 0 – 100 km/h ภายใน 4.1 วินาที และวิ่งได้ระยะไกลสุดต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง 426 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP)
อ่านรายละเอีดยทั้งหมดของ Maserati Grecale Folgore ได้ที่นี่ Click Here
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ Maserati Gran Tourismo Folgore ได้ที่นี่ Click Here



MAZDA
ไม่ได้มาขาย แค่มาโชว์ ! บูธ Mazda ปีนี้ ยังคราคร่ำไปด้วยรถยนต์หลายรุ่นเช่นเดิม แต่รุ่นที่เป็นไฮไลท์ที่ถูกนำมาโชว์รอบนี้คือ Mazda MX-30 e-Skyactiv R-EV เวอร์ชั่น PHEV ที่ปรับมาใช้เครื่องยนต์ Rotary ขนาด 830 ซีซี กำลังสูงสุด 75 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 116 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ได้พละกำลังรวมสูงสุด 167 แรงม้า 260 นิวตันเมตร พ่วงด้วยแบตเตอรี่ 17.8 kWh สามารถขับในโหมด EV ได้ระยะทาง 85 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) เร่งจาก 0-100 km/h ภายใน 9.1 วินาที
อีกรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวรุดหน้าวันจัดงานก็คือ BT-50 Minorchange ซึ่งปรับตามคู่แฝดอย่าง D-Max เปลี่ยนกระจังหน้าเป็นสีดำ เปลี่ยนล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว เป็นสีทูโทนรมดำ เพิ่มสีเทาเข้ม Rock Grey เพิ่มระบบความปลอดภัยขั้นสูง ADAS ปรับปรุงเครื่องยนต์ดีเซล 1.9 / 3.0 Turbo ให้ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 5 ฯลฯ พร้อมยกเลิกทำตลาดรุ่นตัวเตี้ย สำหรับราคารุ่น Freestyle Cab อยู่ที่ 752,000 – 862,000 บาท ขณะที่รุ่น Double Cab ยกสูง อยู่ที่ 922,000 – 1,272,000 บาท
นอกจากนี้ Mazda 6 20th Anniversary Edition ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงาน Motor Expo 2023 ที่ผ่านมา รอบนี้ก็ยังมีมาจอดโชว์อยู่ เพราะเห็นว่าโควต้าจำกัด 100 คันในไทยนั้น… ยังขายไม่หมดจ้า
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ Mazda BT-50 Minorchange ได้ที่นี่ Click Here
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ Mazda MX-5 RF Minorchange 2024 ได้ที่นี่ Click Here
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ Mazda 6 100th Anniversary ได้ที่นี่ Click Here







MERCEDES-BENZ
ค่ายดาวสามแฉกปีนี้ เปิดฉากด้วยการเผยโฉม All NEW Mercedes-Benz E-Class (W214) มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ E 220 d AMG Line ราคา 3,990,000 บาท และ E 350 e AMG Dynamic ราคา 4,250,000 บาท แม้รหัสรุ่นย่อยจะคล้ายเดิม ทว่าความเปลี่ยนแปลงของขุมพลังของทั้ง 2 รุ่นนั้นมีอยู่ เริ่มจากรุ่น E 220 d ที่มีการพ่วงระบบมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 48V EQ Boost 23 แรงม้า 205 นิวตันเมตร เข้ามาช่วยทำงานในจังหวะสตาร์ท ที่ความเร็วต่ำ และช่วงเร่งแซง ขณะที่รุ่น E 350 e ปรับความจุแบตเตอรี่ Lithium-ion เพิ่มเป็น 25.4 kWh และรองรับการชาร์จทั้งแบบ AC 11 kW และ DC 55 kW
อีกหนึ่ง All NEW Model คือ GLC Coupe (C254) มีรหัสเดียวคือ GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic ขุมพลังเบนซิน 2.0 ลิตร Turbo Plug-in Hybrid 313 แรงม้า 550 นิวตันเมตร พ่วงด้วยแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 31.2 kWh รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 11 kW และรองรับการชาร์จ DC สูงสุด 60 kW แล่นด้วยไฟฟ้าล้วนไกล 120 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) อัดอ็อพชั่นต่างๆ มาอย่างเต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า MULTIBEAM-LED ช่วงล่างด้านหลังแบบ Air Comfort เครื่องเสียง Burmester พร้อม Dolby Atmos ในราคา 4,340,000 บาท
นอกจากนี้ ยังมี GLS 450 d 4MATIC AMG Dynamic Facelift ปรับโฉมภายนอกใหม่ พร้อมอัพเกรดขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร Turbo MHEV 367 แรงม้า 750 นิวตันเมตร แบกน้ำหนักตัวถังเกือบ 3 ตัน เร่งจาก 0 – 100 km/h ใน 6.1 วินาที ไต่ความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 km/h เปิดตัวพร้อมค่าตัว 6,980,000 บาท เคียงบ่าเคียงไหล่กับ GLE 300 d Facelift ที่ถูกปรับไลน์อัพให้ครบครันขึ้นด้วยการเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ GLE 300 d 4MATIC AMG Line ซึ่งมาพร้อมค่าตัวถูกลง 610,000 บาท แลกกับอุปกรณ์บางอย่างที่ถูกถอดออกไปจากรุ่น AMG Dynamic
นอกจากรถยนต์รุ่นใหม่ Mercedes-Benz ได้ออกแคมเปญสำหรับรถยนต์รุ่นเก่าที่มาพร้อมส่วนลดและประกันชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี ดังนี้
- E 300 e AMG Dynamic ราคาเริ่มต้น 3,190,000 บาท (ส่วนลด 830,000 บาท)
- E 220 d AMG Sport ราคาเริ่มต้น 3,190,000 บาท (ส่วนลด 460,000 บาท
- E 300 e Avantgarde ราคาเริ่มต้น 2,790,000 บาท (ส่วนลด 610,000 บาท)
- C 220 d Avantgarde ราคาเริ่มต้น 2,580,000 บาท (ส่วนลด 150,000 บาท)
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ All NEW Mercedes-Benz E-Class ได้ที่นี่ Click Here
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ All NEW Mercedes-Benz GLC Coupe’ ได้ที่นี่ Click Here
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ Mercedes-Benz GLE 300 d 4MATIC (MY2024) ได้ที่นี่ Click Here
อ่านรายละเอียดทั้งหมดของ Mercedes-Benz GLS 450 d 4MATIC (Facelift) ได้ที่นี่ Click Here














MG
MG ปีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งค่ายที่เปิดตัวกันแบบจุกๆ เริ่มจาก MG Cyberster สปอร์ตเปิดประทุนประตุปีกนกขุมพลังไฟฟ้า มอเตอร์คู่ 544 แรงม้า 725 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ความจุ 77 kWh สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 3.2 วินาที วิ่งไกลสูงสุด 503 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) หลังจากที่โชว์ตัวอยู่นาน ล่าสุด ได้ฤกษ์ประกาศราคาจำหน่าย อยู่ที่ 2,499,000 บาท
อีกรุ่นที่เปิดตัว ได้แก่ MG4 MY2024 รุ่นประกอบในไทย ปรับไลน์อัพรุ่นย่อยใหม่ ยกเลิกรุ่น D และ X (แบตเตอรี่ 51 kWh) แทนที่ด้วยรุ่น Standard Range D และ Standard Range X (แบตเตอรี่ 49 kWh) และรุ่น Long Range V (แบตเตอรี่ 64 kWh) สนนราคาที่ 709,900 – 889,900 บาท ความแตกต่างเมื่อสังเกตจากภายนอก มีการเพิ่มครีบระบายอากาศด้านหน้า เปิด – ปิด อัตโนมัติ Adaptive Grille เพิ่มใบปัดน้ำฝน บริเวณกระจกบังลมหลัง เพิ่มมือจับภายในห้องโดยสาร 3 ตำแหน่ง เพิ่มช่องวางแก้วบริเวณแผงด้านข้างประตู เปลี่ยนหน้าจอกลาง จากขนาด 10.25 นิ้ว เป็น 12 นิ้ว ตลอดจนเพิ่มสีตัวถังใหม่ สีส้ม Fizzy Orange
หากคุณคิดว่ามอเตอร์ตัวเดียวยังไม่ดึงดูดพอให้ซื้อ MG4 รุ่นปกติ ยังมีรุ่น XPower ที่เปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเป็นแบบ AWD ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว 435 แรงม้า 600 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 km/h ใน 3.8 วินาที ! ถ้าจะยกให้เป็นรถเดิมโรงงาน ราคาไม่ถึง 2 ล้าน ที่แรงที่สุดก็คงจะไม่เกินความเป็นจริงนัก
ต่อด้วย MG 5 PRO หรือ MG 5 Minorchange รุ่นปรับโฉม ได้รูปลักษณ์ภายนอกใหม่ที่ดุดุดัน พร้อมเขมือบทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่ยังคงเดิมด้วยขุมพลังเบนซิน 1.5 ลิตร 114 แรงม้า 150 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT วางขายในราคา 629,000 – 669,000 บาท ควบคู่กับ MG 5 10th Anniversary รุ่นเดิม ราคา 589,900 บาท

