• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N2709039_เป นช จนได กอย าง แต มค ดว กอย างม นม หน และภาระด วย_part2

admin79 by admin79
September 24, 2025
in Uncategorized
0
N2709039_เป นช จนได กอย าง แต มค ดว กอย างม นม หน และภาระด วย_part2

แม้ว่าปี 2011 จะเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าปวดหัว สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ชาวญี่ปุ่น ทั้งจากเหตุการณ์
แผ่นดินไหวพร้อมสึนามิ ในญี่ปุ่น เดือนมีนาคม กับน้ำท่วมภาคกลางในไทย ในเดือนตุลาคม
ถึงพฤศจิกายน แต่ดูเหมือนว่า โชคจะยังเข้าข้าง ชาวทุ่งรังสิต กับแหลมฉบังทั้งหลาย เริ่มกัน
ตั้งแต่เดือนมีนาคม ยอดขายของ Mitsubishi เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหลายสิบเปอร์เซนต์ ในช่วงที่
ยักษ์ใหญ่ในตลาดหลายค่าย ประสบภาวะชิ้นส่วนขาดแคลน แต่ Mitsubishi Motors ยังคง
ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่อย่างดี ป้อนชิ้นส่วนส่งมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้รถกระบะรุ่น
Triton ขายดีขึ้นโดยเฉพาะรุ่น CNG ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2011 ขณะที่ Pajero Sport ซึ่ง
เพิ่งจะอัพเดทขุมพลังใหม่ 2.5 VG Turbo ในเดือนมกราคม 2011 ไปพร้อมกับ Triton (และ
ยุบเครื่องยนต์ Diesel 3.2 ลิตร ออกไป) ก็ขายดีแซงหน้า Toyota Fortuner กลายเป็นเจ้าตลาด
อันดับ 1 ในกลุ่ม Pickup based SUV แทนที่ไปเรียบร้อยแล้ว

พอเข้าสู่ช่วงน้ำท่วม แม้ว่าโรงงานที่แหลมฉบังจะหยุดการผลิตไปพักหนึ่ง แต่ก็กลับมากดปุ่ม
เดินเครื่องผลิตรถยนต์กันอีกครั้งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2011 ที่ผ่านมา อาจประสบปัญหา
ชิ้นส่วนขาดแคลน อย่างที่ผู้ผลิตรายอื่นเจอกันอยู่บ้าง แต่น้อยมากๆ อาจมีเสียงของพนักงาน
ที่น้อยใจกันบ้าง ในเรื่องความช่วยเหลือระหว่างน้ำท่วม ที่เน้นช่วยสังคมมากพอสมควร แต่
ดูแลพนักงานกันเองยังไม่ดีเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับผู้ผลิตรายอื่น กระนั้น ภาพรวมแล้ว ธุรกิจ
ยังดำเนินอยู่ได้สบายๆ

ปี 2012 จะเป็นปีอันสำคัญยิ่งสำหรับ Mitsubishi Motors ในเมืองไทย เพราะถือเป็นปีที่รถยนต์
จากโครงการ New Global Small ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย ECO Car ของ
รัฐบาลไทย ผลผลิตจากโรงงานแห่งใหม่ มูลค่า 16,000 ล้านบาท ในบริเวณติดกับโรงงานปัจจุบัน
ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ในจังหวัดชลบุรี ที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว จะได้ฤกษ์ออกสู่ตลาดอย่าง
เป็นทางการในเมืองไทย เป็นแห่งแรกในโลก ภายใต้ชื่อ Mitsubishi MIRAGE โดยสำนักงานใหญ่
ในญี่ปุ่น ปล่อยภาพถ่ายออกมาครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2011 และนำรถยนต์รุ่นนี้ไปจอด
อวดโฉมจัดแสดงในงาน Tokyo Motor Show 2011 เมื่อ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2011 หลังจากที่เรา
เฝ้ารอติดตามรายงานความคืบหน้าของโครงการนี้มาหลายปี

ชื่อ Mirage ซึ่งเคยใช้กับรถยนต์ Compact Hatchback เมื่อปี 1978 ต่อเนื่องจนถึงปี 2000 ถูกนำ
กลับมาใช้อีกครั้ง กับรถยนต์ Sub – Compact Hatchback (B-Segment) รุ่นใหม่ ที่ถูกสร้างขึ้น
ให้เน้นความประหยัด การขับขี่ง่ายดาย สะดวกสบาย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วางขุมพลัง
เบนซิน 1.2 ลิตร มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และอัตโนมัติ CVT Mitsubishi Motors เชื่อมั่นว่า
Mirage จะให้สมรรถนะในการขับขี่ ที่ดีกว่าคูแข่งในพิกัดเดียวกัน ทั้ง Nissan March และ
Honda Brio ในทุกด้าน กำหนดเปิดตัวออกสู่ตลาดในงาน Bangkok International Motor Show
เดือนมีนาคม 2012 ที่จะถึงนี้ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 400,000 บาท อย่างที่ท่านประธานใหญ่
ของ Mitsubishi Motors Corporation Masuko

ที่สำคัญ ในตลาดทั่วโลก Mirage ใหม่จะไม่เพียงแค่มีเครื่องยนต์เบนซิน หรือ Diesel ให้เลือก
เพียงเท่านั้น หากแต่ พวกเขายังเตรียมแผนจะ ผลิต รถยนต์รุ่นใหม่คันนี้ ในเวอร์ชันที่ติดตั้ง
ขุมพลัง HYBRID และเวอร์ชันพลังไฟฟ้า EV 100 % เอาไว้เรียบร้อยแล้วอีกด้วย!! ทั้งหมดนี้
จะทะยอยคลอดออกมา ในปีถัดจากนั้นไป โดยจะมีแผนส่งออกกลับไปขายยังประเทศญี่ปุ่น
อีกด้วย ซึ่งต้องมาลุ้นกันต่อว่า เมืองไทยจะได้ทำตลาด เวอร์ชันประหลาดเหล่านี้ด้วยหรือไม่

สำหรับ Lancer CNG อันเป็นการนำ Lancer รุ่นแซยิด มาติดตั้งระบบก๊าซ CNG จากผู้ประกอบการ
ข้างนอก แต่ได้รับการรับรองโดยบริษัทแม่ จนขายดิบขายดี เดือนละ 300 – 400 คันอยู่พักใหญ่ น่าจะ
ใกล้ถึงเวลายุติการผลิตในช่วงสิ้นปี 2012

นอกนั้น ก็จะมีการเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ และเพิ่มรุ่นพิเศษ Spacial Edition ให้กับบรรดารถยนต์รุ่นที่
ทำตลาดกันอยู่แล้ว ทั้ง Lancer EX ซึ่งก็ยังจำเป็นต้องพยุงตลาดกันต่อไป เท่าที่พอทำได้ รวมทั้ง
รถกระบะ Triton และ Pajero Sport ซึ่งจำเป็นจะต้องรักษาระดับยอดขายเอาไว้ อย่างต่อเนื่อง
จนกว่าจะถึงปี 2013

เพราะสำหรับ Triton แล้ว ยังเหลืออายุตลาด อีกราวๆ 1 ปีครึ่ง จึงจะถึงเวลาเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน
และคราวนี้ Mitsubishi จะจับมือกับ Nissan ร่วมกันวางแผนพัฒนาและผลิตรถกระบะ รุ่นต่อไป
นับเป็นโครงการที่สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารในแวดวงอุตสาหกรรมรถยนต์ มาตั้งแต่
ปลายปี 2010 เล่นเอาช็อกกันไปทั้งบาง

เพราะแม้ว่า ทั้งคู่จะร่วมมือกัน ในญี่ปุ่น โดย Nissan สั่งซื้อรถยนต์ K-Car จาก Mitsubishi ไปขาย
ในโชว์รูมตัวเองบ้างแล้ว แต่นี่จะเป็นความร่วมมือ นอกญี่ปุ่น ด้วยกัน ครั้งแรกของทั้งคู่ ถือได้ว่า
เป็นการผสานประโยชน์ ของทั้ง 2 บริษัท อย่างแท้จริง เนื่องจาก Mitsubishi เองก็อยากจะหา
พันธมิตรมาช่วยกันแชร์ค่าใช้จ่ายในการพัฒนารถกระบะ Triton รุ่นต่อไป ขณะที่ Nissan เอง
ก็อยากจะขยายกำลังการผลิตของตนในเมืองไทย โดยไม่ต้องลงทุน
ก็ต้องทุ่มเวลา กับทุนทรัพย์ ไปกับโครงการ Global Small Car เสียยกใหญ่ เงินสำหรับ
พัฒนารถระบะรุ่นเปลี่ยนโฉมให้กับ Triton จึงไม่มากมายนัก ถ้ามีใครสักคน มาช่วย
ลงทุนด้วย ก็จะช่วยให้รถรุ่นใหม่ สู้ชาวบ้านชาวช่องได้ในตลาดโลก สบายขึ้นเยอะ

ขณะเดียวกัน ทุกวันนี้ กำลังการผลิตของโรงงาน Nissan ที่ บางนา-ตราด กม.21 ก็เต็มปรี่
ไปด้วยรถยนต์นั่งอย่าง March แล้วไหนจะต้องมีสารพัดโครงการรถใหม่ ตลอด 3 ปีข้างหน้า
อีกหลายรุ่น ถ้าจะตั้งโรงงานใหม่ ผลิตรถกระบะอย่างเดียว Nissan เอง ก็มองว่าไม่คุ้ม ต่อ
ยอดขายที่ไม่แน่นอนในอนาคต

ฉะนั้น จับมือกันทำรถกระบะ Triton และ Navara รุ่นต่อไป ด้วยกันเสียเลย จะสะดวกกว่าเยอะ
เพราะ Mitsubishi เอง ก็จะได้ ยกระดับปรับปรุงกำลังการผลิตในโรงงาน 2 ซึ่งผลิตแต่รถกระบะ
ให้สามารถป้อนตลาดทั่วโลก ได้ทั้ง 2 ยี่ห้อ เลี้ยงโรงงานให้อยู่รอดไปได้อีกนาน แถมยังทำขาย
ในตลาดเมืองไทยได้อีกด้วย ขณะที่ Nissan เอง ก็ไม่ต้องเสียเงินตั้งโรงงานใหม่ทำรถกระบะ
อย่างเดียว

ขณะนี้ ทั้งคู่กำลังศึกษาความเป็นไปได้ และเริ่มเดินเครื่องพัฒนารถกระบะ ทั้ง 2 รุ่นใหม่ กันแล้ว
โดย Nissan มีกำหนด จะย้ายการผลิตรถกระบะ Navara รุ่นต่อไป ไว้ที่ โรงงาน Mitsubishi ณ
แหลมฉบัง พร้อมกับการเปิดตัวรถกระบะรุ่นใหม่ ของทั้ง 2 ค่าย ในปี 2013

นอกจากรถกระบะรุ่นใหม่แล้ว ยังมีอีกโครงการสำคัญ ในการบุกตลาดรถยนต์นั่ง นั่นคือ การพัฒนา
รถยนต์นั่ง Sedan 4 ประตู โดยใช้พื้นตัวถัง (Platform) และพื้นฐานโครงสร้างวิศวกรรมต่างๆ รวมถึง
เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ CVT ยกชุดมาจาก Mirage ทั้งดุ้น ความน่าสนใจของ Sedan
รุ่นใหม่ถอดด้ามคันนี้คือ เป็นรถยนต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยไม่เคยมีการผลิตขายที่ไหนมาก่อน
คาดว่า ในเมื่อต้องใช้ชิ้นส่นวร่วมกับ Mirage ให้มากที่สุด ก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงว่า Sedan
ขนาดเล็กคันนี้ น่าจะใช้กระจกบังลมหน้า บานประคูคู่หน้า เสาหลังคากลาง A-Pillar ร่วมกันกับ
Mirage ใหม่อีกด้วย และคาดว่าจะมีเส้นสายภายนอก ลงตัวกว่า Nissan Almera  กำหนดการเปิดตัว
จะอยู่ในช่วงปลายปี 2013 จนถึง ต้นปี 2014

คิวต่อไปหลังจากนี้ ก็น่าจะถึงคราวเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน แบบ Full Model Change ให้กับ SUV
รุ่นขายดีในบ้านเรา Mitsubishi Pajero Sport ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้โครงสร้างวิศวกรรมพื้นฐานต่างๆ
ร่วมกับ Mitsubishi Triton  กับ Nissan Navara รุ่นต่อไป รวมทั้ง อาจจะยังรวมไปถึง Nissan Navara
Based SUV ที่ยังอยุ่ในแผนการพัฒนาของทั้งค่อีกด้วย กำหนดขึ้นสายการผลิต น่าจะอยู่ในช่วง
ปลายปี 2014 ถึงต้นปี 2015 โดยจะใช้ฐานการผลิตในโรงงานของตน ที่แหลมฉบัง ตามเคย

หลังจากนั้น ก็จะได้เวลา เปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคันให้กับ Mitsubishi Lancer ใหม่ ซึ่งแม้ว่าในตลาดโลก
จะต้องเตรียมเปลี่ยนโฉมรถยนต์รุ่นนี้ ในปี 2013 เพราะไม่ค่อยประสบความสำเร็จด้านยอดขาย ใน
แทบทุกประเทศที่เข้าไปจำหน่าย เท่าที่ควร เนื่องจากตัวรถดูเป็นผู้ชายมาก จนกลุ่มลูกค้าสตรี พากัน
เกลียดขี้หน้า แต่เมืองไทย เราอาจจะต้องรอกันต่อไปจนถึงช่วงปลายปี 2014 หรือเร็วที่สุดภายในช่วง
ต้นปี 2015

เนื่องจากยังมีเวลาอีกมากในการพัฒนา ฉะนั้น รุ่นต่อไปของ Lancer นอกจากจะต้อง ลดความดุดัน
แข็งกร้าวในแบบชายชาตรีลงมาแล้ว ยังต้องเพิ่มเสน่ห์และความโฉบเฉี่ยวบนเรือนร่างให้มัดใจลูกค้า
กลุ่มสาวออฟฟิศมากกว่าทุกวันนี้ ให้จงได้ ขณะเดียวกัน ขุมพลัง ต้องแรงขึ้น แถมยังต้องประหยัด
น้ำมันมากขึ้นอีกด้วย และยังต้องคงไว้ซึ่งการขับขี่ที่มั่นใจได้ในทุกสภาพเส้นทาง และแน่นหนึบใน
ทุกโค้ง ที่แล่นผ่าน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ทีมวิศวกร ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาของ Mitsubishi
Motors ในเมือง Okazaki จะต้องบรรลุเป้าหมายนี้ให้จงได้!

ส่วน Minivan ขนาดกลางรุ่น Space Wagon ที่ยังอยู่ในตลาดมาได้อย่างยาวนาน ถูกปลดออกจากสาย
การผลิตในบ้านเราไปแล้ว ช่วงเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา อย่างเงียบเชียบ เป็นการปิดตำนาน Minivan
ขนาดกลาง ประกอบในประเทศไปอีกรุ่นอย่างน่าเสียดาย แต่ถ้าถามว่า Mitsubishi คิดทำรถยนต์ 7 ที่นั่ง
แบบ Minivan ออกมาขายอีกหรือไม่ คำตอบก็คือ คิด แต่ตอนนี้ทุกอย่าง ยังคงเต็มไปด้วยความฝันใน
อากาศยามบ่าย หมายความว่า ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันออกมา และดูท่าว่าคงจะอีกนานเลยทีเดียว
 
———————————–

NISSAN
2012 :  L12F C-Segment Sedan Ellure / March Minorchange / NV350 Urvan / NV200 / (Juke?)
2013 : Next TIIDA B12D / Teana Full Modelchange / Navara Full Modelchange /Almera Minorchange
2014 : X-Trail / LEAF ?
2015 : Navara PPV (Based on The Next Mistubishi Pajero Sport)

ปี 2011 ถือเป็นปีที่ 2 ในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ Nissan Motor Thailand ชนิดที่ Toyota Honda
และ Isuzu จะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะนอกเหนือจากการเปิดตัว Nissan Almera รถยนต์นั่งใน
พิกัด ECO Car ตัวถัง Sedan 4 ประตู รายแรกในเมืองไทย พร้อมพรีเซ็นเตอร์ ที่ไม่มีใครคาดถึงมาก่อน
อย่าง โดม ปกรณ์ ลัม ปี 2011 ที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นงานโฆษณา ข้อความที่จะ
สื่อสารถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมทั้ง แคมเปญส่งเสริมการขาย และข้อเสนอทางการเงิน ถูกจัดเตรียม
มาอย่างพร้อมสรรพ จนสัมผัสได้เลยว่า Nissan ทำการบ้านในการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่นี้ เป็นอย่างดี
เรียกว่าเป็นครั้งแรก ในรอบหลายปี ที่ Nissan เปิดตัวรถใหม่แล้ว แทบไม่ค่อยมีเรื่องอะไรให้ตำหนิ

พอล่วงเข้าเดือนพฤศจิกายน Nissan ก็ประกาศปรับโฉม Minorchange ให้กับทั้ง Sedan ขนาดกลาง
พิกัด D-Segment อย่าง Teana และ ตรกูลรถกระบะ Navara ซึ่งจะเป็นการปรับโฉมครั้งสุดท้ายของ
ทั้ง 2 ตระกูล

ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของแผนการ Nissan Power Up 2016 ที่มีการแถลงออกมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม
2011 โดยเนื้อหาสาระสำคัญ อยู่ที่ การเปิดตัวรถใหม่ในตลาดมากกว่า 10 รุ่น ให้ครอบคลุมมากถึง 90%
ของกลุ่มตลาดรถยนต์ในเมืองไทย จากปัจจุบัน ที่ครอบคลุมเพียง 65% เท่านั้น และแน่นอนว่า Nissan
ต้องการเป็นผู้นำในกลุ่มตลาด ECO car อย่างต่อเนื่อง (ทุกวันนี้ ด้วย March และ Almera พวกเขาก็
ครองตำแหน่งหมายเลข 1 ในตลาดกลุ่มนี้ในเมืองไทยไปแล้ว) ขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ
อีก 50 แห่ง จากเดิม 160 แห่ง ให้เพิ่มเป็น 210 แห่ง ในปี 2013 และจับมือกับพันธมิตรในการลงทุน
ผลิตและพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ (เช่นการดึง Jatco ผู้ผลิตระบบส่งกำลังชั้นนำของญี่ปุ่น มาร่วมลงทุน
ตั้งโรงงานผลิต เกียร์อัตโนมัติ CVT ในเมืองไทยจนสำเร็จ) ตลอดจนทั้งหมดนี้ ก็เพื่อ เป้าหมายจะ
เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดอีกเท่าตัว หรือประมาณ 15% จากปัจจุบันอยู่ที่ 7.4% และภายในสิ้นปีนี้จะเพิ่ม
เป็น 9% หรือ ประมาณ 80,000 คัน”

นั่นหมายความว่า แม้ตอนนี้ Nissan จะทำข้อตกลงร่วมกันกับ Mitsubishi Motors ในการพัฒนารถกระบะ
Navara และ Triton รุ่นต่อไป (คลอดในปี 2013) และย้ายการผลิตรถกระบะ Nissan ปีละ 60,000 คัน ไป
ไว้ที่โรงงาน Mitsubishi Motors ที่แหลมฉบัง ซึ่งจะช่วยให้กำลังการผลิตของ โรงงานแหลมฉบัง เต็มอยู่
ตลอดเวลา และ Mitsubishi เอง ก็มีรายได้จากการว่าจ้างประกอบรถกระบะ Nissan มาหล่อเลี้ยงโรงงาน
ของตนอย่างสม่ำเสมอ และ Nissan เองก็สามารถนำกำลังการผลิตที่ว่างลง 60,000 คัน/ปี ในโรงงานตน
ไปเพิ่มการผลิตรถยนต์นั่ง สารพัดรุ่น ทั้งเพื่อจำหน่ายในไทย และส่งออกไปต่างประเทศอีกด้วย

แต่ในอนาคต ด้วยแผนเพิ่มยอดขาย และการเตรียมย้ายการผลิตรถยนต์หลายๆรุ่นจากญี่ปุ่น มาไว้ที่
เมืองไทยแทน ทำให้ Nissan อาจจำเป็นต้องลงทุนขยายโรงงาน หรือก่อสร้างต่อเติมโรงงานเดิม ที่
บางนา-ตราด กม. 21 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญยิ่งกว่าที่เคยมีมาในเมืองไทยของ Nissan เพื่อเพิ่มการเจริญเติบโต
ในไทยและอาเซียน มากถึง 3 เท่า จะเริ่มชัดเจนตั้งแต่ปี 2012 ยาวต่อเนื่องไปจนถึง 2016

เริ่มกันตั้งแต่ปี 2012 Nissan ขอกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ ในตลาดรถยนต์กลุ่ม C-Segment Compact Sedan
คืน ด้วยรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ล่าสุด รหัสโครงการพัฒนา L12F ซึ่งจะถือเป็นการยุบรถยนต์รุ่น Sentra ในตลาด
อเมริกาเหนือ Bluebird Sylphy ในญี่ปุ่น จีนและไต้หวัน กับ TIIDA Latio มาเข้าเครื่องมูลิเน็กซ์ ปั่นๆๆๆ
โขลกๆ กันออกมา โดยเวอร์ชันจำหน่ายจริง จะมีแนวเส้นสาย บางส่วนจากรถยนต์ต้นแบบ Ellure ที่เห็นอยู่นี้
เพียงแต่ จะมีการปรับลดความล้ำยุคลงมาอีกนิดหน่อย ให้เหมาะสมกับการผลิตขายจริง โดยพยายามรักษาแนว
เส้นสายตัวถังตามจุดต่างๆ เอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อได้เลยว่า บริเวณด้านหน้า
ของรถ จะมีหน้าตาถอดแบบมาจาก Ellure ราวๆ 80 – 90 %

เครื่องยนต์ที่จะวางอยู่ใน L12F เวอร์ชันไทย คาดว่าจะมีทั้งขนาด 1,600 ซีซี และ 1,800 ซีซี ซึ่งจะวางขุมพลัง
ใหม่ล่าสุดในตระกูล MR ที่ยังไม่เคยทำขายมาก่อน นั่นคือ MR18DD บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.8 ลิตร
พร้อมระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงตรงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ Direct Injection ขณะที่ในตลาดอเมริกาเหนือ จะต้องมี
เครื่องยนต์ 2,000 ซีซี เวอร์ชันใหม่ มาให้ใช้ เพื่อเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าสาววัยรุ่น ซื้อรถยนต์นั่งเพื่อขับไปเรียน
หรือไปทำงาน แต่ที่แน่นอนแล้วก็คือ ทุกเวอร์ชัน สำหรับทุกตลาดของ L12F จะติดตั้งเกียร์อัตโนมัติ อัตราทด
แปรผัน Xtronic CVT กันอีก มีกำหนดเปิดผ้าคลุมกัน ในช่วงราวๆ เดือนเมษายน 2012 ในงานแสดงรถยนต์
ที่เมืองจีน

ส่วนบ้านเรา จับตาดูรถยนต์รุ่นนี้ไว้ให้ดีๆ เพราะ L12F จะถูกเปิดตัวยในเมืองไทย ตามติดตลาดโลก ในเดือน
สิงหาคม – กันยายน 2012 นี้ อย่างฉับพลันทันใจ ในช่วงระดับราคาตั้งแต่ 7 แสนบาท กลางๆ – 1 ล้านบาทต้นๆ
ไม่เกินนี้

 นอกจากนั้น ในปี 2012 น่าจะมีรุ่น Minorchange ของ Nissan March เปลี่ยนระบบ Idle Stop ให้เป็น
แบบเดียวกับเวอร์ชันญี่ปุ่น คือสามารถใช้งานได้แม้จะเปิดเครื่องปรับอากาศด้วยปุ่ม A/C Onอ รวมทั้ง
ปรับอุปกรณ์ให้ดูดีขึ้น ปรับทางเลืกรุ่นย่อยให้ลงตัวกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น คงมีแค่นั้น

ในช่วงปลายปี 2012 ถึงต้นปี 2013 Nissan จะกลับมาบุกตลาดรถตู้ เพื่อการพาณิชย์ โดย จะส่ง รุ่นเปลี่ยนโฉม
ใหม่ Full Model Change ของ Nissan All New Urvan ซึ่งตอนนี้ เพิ่งมีเวอร์ชันตัวอย่าง สำหรับตลาดญี่ปุ่น
ในชื่อ Nissan NV350 Caravan จัดแสดงให้ชมกันไปเมื่อเดือนธันวาคม ณ งาน Tokyo Motor Show ที่ผ่านมา

All New Nissan NV350 Caravan หรือ All New Nissan Urvan รหัสพัฒนา X81B ถูกสร้างขึ้นบนพื้นตัวถัง
Semi – Monocoque ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างเฟรม แชสซีส์ ของ Nissan Navara ทั้งรุ่นปัจจุบัน
และรุ่นใหม่อีกต่อไป แต่ไปใช้พื้นฐานช่วงล่างร่วมกับรถตู้ Nissan Primastar รหัสพัฒนา X81A ที่เหมาะกับ
การพัฒนาเป็นรถตู้บรรทุกมากกว่า

จุดเด่นของ All New Nissan Urvan ที่เอาใจทั้งผู้ประกอบการและผู้โดยสารทั้งในตลาดไทยและญี่ปุ่นจน
เชื่อได้เลยว่าสามารถต่อกรกับเจ้าตลาด Toyota Hiace/Commuter แบบสบายๆ มีทั้งการเน้นความสบายใน
การขับขี่และนั่งโดยสารเป็นหลัก เครื่องยนต์มีสมรรถนะสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้เวลาขับขึ้นเขาไม่เกิดอาการ
Overheat เหมาะกับการขับขี่ทุกสภาวะ นอกจากยังมีอัตราสิ้นเปลืองที่ดีกว่าคู่แข่งอีกด้วยมีค่าบำรุงรักษาต่ำ
ทนทาน มีประสิทธิภาพและประหยัดน้ำมันมากกว่าคู่แข่ง (เพราะ Nissan วางแผนควบคุมงานวิศวกรรม
ด้วยจุดประสงค์นี้ตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อให้วินรถตู้หรือผู้ประกอบการทั้งในเมืองไทยและญี่ปุ่นสามารถถอด
อะไหล่มา แงะหรือซ่อมแซมชิ้นส่วนภายใน “ง่ายกว่า” คู่แข่ง และทำให้ค่าบำรุงรักษาทั้งหมดต่ำกว่าคู่แข่ง
ประมาณ 25% นอกจากนี้ ยังสามารถดัดแปลงเนื้อที่ภายในให้เหมาะสมได้อย่างหลากหลายสารพัดรูปแบบ

ที่สำคัญ Urvan / Caravan ใหม่ จะมีให้เลือก ทั้งตัวถังมาตราน Narrow Body อย่างที่เห็นอยู่ในภาพนี้
(ซึ่งลำพังตัวของมันเอง ก็กว้างกว่า Hiace อยู่แล้ว) กับ รุ่นตัวถังกว้างใหญ่ Wide Body ที่จะใหญ่ชัดๆ
ฟัดเหวี่ยงกับ Commuter เลยทีเดียว Nissan เตรียมวางจำหน่าย All New NV350 Caravan ในญี่ปุ่นช่วง
ฤดูร้อนปี 2012 หรือประมาณเดือนมิถุนายน 2012 และจะถูกนำเข้ามาขายประเทศไทยด้วยชื่อ Nissan
All New Urvan ภายในช่วงก่อนสิ้นปี 2012

ตามด้วย Nissan Vannette NV200 รถตู้ไซส์กลาง ที่เปิดตัว ในญี่ปุ่นมาได้ 2 ปีกว่าแล้ว โดยจะถูกนำไปขึ้น
สายการผลิตในโรงงานที่ Indonesia และเปิดตัวในงาน Indonesia Motor Show เดือนกันยายน 2012 และ
มีกำหนดจะเปิดตัวในเมืองไทย ช่วงปี 2013

อีกคันหนึ่ง ที่มีแนวโน้มว่าจะกลับมาเปิดตัวทำลาดกันใหม่ ในบ้านเราอีกครั้ง คือ TIIDA รุ่นต่อไป
รหัสโครงการ B12D งานนี้ Nissan ตั้งใจจะทำรถออกมา ให้เป็น Hatchback จากญี่ปุ่น ที่ดีที่สุด
เท่าที่เคยมีมา โดยนำเอา Volkswagen Golf เป็น Benchmark ในการพัฒนาโดยมีการเปิดตัวล่วงหน้า
ไปก่อนแล้วที่ประเทศจีน ตั้งแต่ปลายปี 2010 ที่ผ่านมา และจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีประเทศใด ที่พร้อม
ทำตลาด TIIDA ใหม่เลย

เครื่องยนต์ที่ใช้ก็จะอยู่ในพิกัด 1,600 – 1,800 ซีซี พ่วงด้วยเกียร์ CVT เช่นเดียวกัน กำหนดออกสู่ตลาด
ในญี่ปุ่น คาดว่าน่าจะอยู่ในปีนี้ 2012 ส่วนเวอร์ชันไทย น่าจะ โผล่มาขายขึ้นโชว์รูมกันได้ ช่วงต้นปี 2013
ว่าไงๆก็คือ เปิดตัวตามหลัง Nissan L12F อย่างแน่นอน

นั่นเท่ากับว่า Nissan จะมีรถยนต์ในกลุ่มตลาด C-Segment Compact Class สำหรับตลาดเมืองไทย
และตลาดโลก มากถึง 2 คัน แยกรุ่น แยกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายชัดเจน และเป็นรถยนต์ที่อาจจะใช้
ชิ้นส่วนอะไหล่วิศวกรรมภายในที่มองไม่เห็นร่วมกันได้ แต่ไม่อาจใช้ชิ้นส่วนเปลือกตัวถังภายนอก
ร่วมกันได้เลยแต่อย่างใด

ส่วนใครที่ยังรอการมาถึงของ Nissan Juke อยู่ คงต้องรอลุ้นกันต่อไป ว่า หลังการนำไปขึ้นสายการผลิต
ที่อินโดนีเซียแล้ว จะมีโอกาส ส่งมาขายในเมืองไทยได้มากน้อยแค่ไหน เพราะยังมีปัญหา ในเรื่อง
กฎเกณฑ์การใช้ชิ้นส่วนภายในภูมิภาคอาเซียน เป็นอุปสรรคใหญ่ เนื่องจาก รถรุ่นนี้ จะต้องถูกส่ง
ชิ้นส่วน CKD จากญี่ปุ่น ไปยัง อินโดนีเซีย เกือบจะทั้งคัน ทำให้อาจไมได้รับสิทธิประโยชน์ด้าน
ภาษีมากพอที่จะช่วยกดราคาขายปลีกให้ต่ำลงได้ ยิ่งถ้าอยากได้เครื่องยนต์ 1.6 DDT Turbo 190 แรงม้า
ยิ่งแทบจะเป็นไปได้ยากเย็น เพราะราคาขายปลีก ก็ต้องแพงยิ่งขึ้นไปอีก เผลอๆ มีสิทธิ์อาจจะเกิน
1 ล้านบาทด้วยซ้ำ ดังนั้น หากจะมาเมืองไทย ในเบื้องต้น เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี เชื่อมด้วยเกียร์อัตโนมัติ
Xtronic CVT ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด สำหรับการทำราคาให้ถูกมากเท่าที่ลูกค้าพอจะจ่ายกันไหว คือ
ไม่เกิน 1 ล้านบาทแน่ๆ แต่ว่าจะถูกลงไปได้มากแค่ไหนยังเป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ และจนถึง
ตอนนี้ ก็ยังไม่แน่ชัดเลยด้วยซ้ำ ว่า สรุปแล้ว Nissan จะนำ Juke น้อย เข้ามาขายเอง ไม่แบ่งเค้ก กับ
ผู้ค้ารายย่อย เกรย์มาร์เก็ต ทั้งหลาย ได้หรือไม่? ถ้าทำได้ เร็วสุดที่เราจะได้เป็นเจ้าของกัน คือปี 2012
หรือไม่เช่นนั้น ก็คงหมดสิทธิ์ทำตลาดในบ้านเราไปอย่างน่าเสียดาย

ปี 2013 จะเป็นปีที่ ตลาด D-Segment จะสนุกสนานอีกครั้ง เมื่อ Nissan จะจับ Teana ไปเปลี่ยนโฉม
ใหม่หมดทั้งคันในแบบ Full Modelchange ซึ่งในช่วงป 2011 ที่ผ่านมา ภาพถ่าย Spyshot จากฝั่ง สหรัฐฯ
หลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง

เหตุผลก็คือ Nissan มีแนวคิดจะจับ Teana กับ Altima Sedan ขนาดกลางสำหรับตลาดอเมริกาเหนือ
ยุบรวมเข้าด้วยกัน เป็นรถยนต์ที่ใช้ตัวถังเดียวกัน แต่ขายในชื่อที่ต่างกัน ดังนั้น เท่ากับว่า Teana
รุ่นต่อไป ก็จะเป็นฝาแฝดกันกับ Altima ใหม่ ครบทั้งคัน จากเดิมที่มีความเกี่ยวดองแค่การใช้พื้นฐาน
โครงสร้างวิวกรรม กับพื้นตัวยถังร่วมกันมาตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา

เส้นสายของ Teana เจเนอเรชันที่ 3 ถูกออกแบบให้ดโฉบเฉี่ยวขึ้นให้มีความเป็นวัยรุ่น และมีความเป็น
หนุ่มมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดูแล้ว ไม่เพียงแค่ผู้ใหญ่วัย 50 – 60 ปีจะชอบ แต่เด็กรุ่นหลัง อายุ 30 ปี เห็นแล้ว
ก็ต้องชื่นชอบด้วยเช่นกัน เป็นงานที่ยาก แต่ท้าทาย ไม่เบา ด้านขุมพลังนั้น เวอร์ชันไทย ก็จะยังคงวาง
เครื่องยนต์ QR20 บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร แต่จะมีการปรับรายละเอียดภายในอีกรอบ และ
จะมีการย้ายฐานการผลิตเครื่องยนต์รุ่นนี้ มาไว้ในเมืองไทย (เพราะต้องใส่ในรถยนต์รุ่นอื่นๆด้วย)

ที่สำคัญ คราวนี้ เราอาจจะได้เห็น Teana HYBRID บนพื้นฐานเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
2.5 ลิตร พ่วงกับมอเตอร์ไฟฟ้า และแบ็ตเตอรี กันอย่างจริงจัง เท่ากับว่า งานนี้ Toyota จะไม่ใช่ค่ายเดียว
ที่ประกอบรถยนต์ HYBRID ขายในเมืองไทย อีกต่อไป เพราะ Nissan เอง ก็วางแผนเรื่อง Teana HYBRID
มานานมากแล้ว
 
กำหนดการปิดตัวในตลาดโลก จะอยู่ที่เดือนพฤษภาคม 2012 แต่จะมีกำหนดเข้าสู่เมืองไทย ช่วง ไตรมาส 3
ของปี 2013 ถือว่า จะเป็นปีที่ Nissan ต้องเปิดตัว รถยนต์ D-Segment ของตน ชนกับ Honda Accord ใหม่พอดี
และต้องประกบกับ Toyota Camry ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านั้น 1 ปี ท่าทางงานนี้ จะสนุกไม่เบาเลยทีเดียว

และในปีเดียวกัน Nissan จะต้องเปิดตัว รถกระบะ Navara Full Model Change ซึ่งอาจจะมีการย้าย
ฐานการผลิตรถกระบะทั้งหมด ยุบไปไว้ยังโรงงาน Mitsubishi Motors ที่แหลมฉบัง ในฐานะ ที่ทั้งคู่
ร่วมกันพัฒนารถกระบะรุ่นต่อไป ของทั้ง Triton และ Navara ขณะเดียวกัน Nissan เอง ก็กำลังกุมขมับ
อยู่ ในเรื่องฐานการผลิตรถกระบะรุ่นใหม่ เพราะทางสหภาพแรงงาน ณ โรงงาน Nissan Iberica ที่สเปน
ก็ยังเรียกร้องให้มีการผลิตรถกระบะรุ่นใหม่ ที่โรงงานของตนต่อไป เพราะไม่เช่นนั้น โรงงานจะเลี้ยง
ตัวเองต่อไปได้ยาก และอาจต้องมีการปลดคนงาน รวมทั้งเกิดการว่างงานขึ้นในสเปนอีกไม่น้อย แต่
ในเมื่อต้นทุนการผลิตที่สเปน ค่อนข้างสูงเอาเรื่อง ทำให้ Carlos Ghosn เอง ก็คงต้องกดเครื่องคิดเลข
คำนวนความเสี่ยงให้ดีๆ

ถ้าถามว่าเร็วไปหรือไม่ กับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ คงต้องเตือนสติกันสักหน่อย เราต้องไม่ลืมว่า Navara
รุ่นปัจจุบัน เปิดตัวในตลาดโลกมาตั้งแต่ปี 2003 และเหตุที่เข้ามาประกอบขายในไทยล่าช้า จนถึงปี 2007
มาจากความขัดแย้งภายใน ระหว่าง บริษัทแม่ในญี่ปุ่น กับกลุ่มสยามกลการ ในวันที่ ฝ่ายหลัง ยังไม่
ตกลงใจจะขายหุ้นให้กับฝ่ายแรก นั่นเอง ดังนั้น ปี 2013 ก็จะถือว่า ครบ 10 ปี ในการทำตลาด Navara
ทั่วโลก พอดี นั่นเอง

และในปี 2013 Nissan ยังมีอีกภาระกิจที่ต้องทำ นั่นคือ การจับเอา 3 ขุนพลในกลุ่ม SUV สำหรับตลาด
แต่ละทวีป ทั้ง Nissan X-Trail สำหรับตลาดญี่ปุ่น และเอเซีย Nissan Rogue สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ
และ Nissan Qashqai +2 สำหรับยุโรป มายุบรวมเป็น Nissan X-Trail เจเนอเรชันที่ 3 และจะมาใน
รูปลักษณ์ ที่ฉีกแนวไปจาก 2 รุ่นเดิม จนสวยล้ำเหนือทุกจินตนาการ! ถูกพัฒนาขึ้น โดยใช้พื้นตัวถัง
สำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าขนาดกลาง รายละเอียดทางเทคนิคต่างๆ ยังเร็วไปที่จะพูดถึงในตอนนี้

กำหนดการเปิดตัวจะเริ่มจากตลาดอเมริกาเหนือ ในปี 2013 โดยใช้ชื่อ Nissan Rogue เจเนอเรชัน 2
ส่วนในเมืองไทย Nissan เตรียมจะย้ายฐานการผลิตของ X-Trail ใหม่ มายังประเทศไทย อีกเช่นกัน
ในปี 2014

(Qashqai ที่จะถูกยุบเข้าไปกับเพื่อนพ้อง จะโดนเฉพาะรุ่น 7 ที่นั่งเท่านั้น ส่วน Qashqai / Dualis 5 ที่นั่ง
รุ่นปกติ จะยังมีรุ่นใหม่ Full Model Change สำหรับตลาดยุโรปต่อไปตามเดิม และแน่นอนว่า ไม่เข้ามา
ขายในเมืองไทย เพราะมี X-Trail ใหม่อยู่แล้ว)

ไม่เพียงเท่านั้น X-Trail ใหม่ จะเปิดตัวในสหรัฐอเมริกา เดือนกันยายน 2013 ในชื่อ Nissan Rogue ใหม่
จะยุบQashqai +2 Rogue และ X-trail เป็นรถคันเดียวกัน แล้วจะย้ายไลน์มาประกอบในไทย ปี 2014

นอกจากนั้น ปี 2013 ก็จะมีรุ่นปรับโฉม Minorchange ของ Nissan Almera ออกมาอีกด้วย

ส่วนความคืบหน้าของ อนาคต Nissan LEAF ในบ้านเรานั้น Nissan พยายามเริ่มปูทางการทำตลาด ด้วยการ
นำมาให้สื่อมวลชน (รวมทั้ง Headlightmag.com ของเรา) ได้ทดลองขับ ทำรีวิวไปแล้ว และนำไปอวดโฉม
ในงาน Bangkok International Motor Show เดือนมีนาคม 2011 และล่าสุด ในงาน B.O.I Fair 2011 (ซึ่ง
เริ่มตั้งแต่วันนี้ จนถึง 20 มกราคม 2011) หลังจากนี้ เหลือที่การเจรจากับภาครัฐ ในการลงทุนด้านการจัดหา
ด้านการผลิต การส่งเสริมพิเศษด้านภาษี การลงทุนด้านตู้ชาร์จไฟสาธารณะตามสถานที่ต่างๆ ฯลฯ Nissan
ยังมีงานต้องทำอีกมาก กว่าจะพร้อมนำ LEAF เข้ามาทำตลาดจริงในเมืองไทย ซึ่งคาดว่า เร็วที่สุด ก็คงจะ
อยู่ในช่วงปี 2014 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่ LEAF เวอร์ชันใหม่ แล่นได้ไกลกว่าเดิม น่าจะคลอดออกมาพอดี

และพอล่วงเข้าปี 2015 Nissan Navara SUV ที่จะต้องออกมาต่อกรกับทั้ง Toyota Fortuner Next Generation
(IMV-2) Chevrolt Trailblazer , Ford Everest Next Generation และสร้างขึ้นบนโครงสร้างวิศวกรรมร่วมกับ
Mitsubishi Pajero Sport รุ่นต่อไป ก็จะมีกำหนดคลอดในปีนั้นเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ ก็คือแผน “คร่าวๆ” ที่ Nissan ตั้งใจจะก้าวขึ้นแท่น เบอร์ 2-3 ของตลาดรถยนต์รวมในไทย ให้ได้

——————————————

PEUGEOT
2012 : 508 มาแล้ว / 4007 (Outlander) เอาอย่างไรต่อ?
           408 Sedan Made in Malaysia / 4008
           4008 (RVR / ASX) คาดว่าจะทำในมาเลย์  เพราะเชื่อว่า ยอดขายรถประเภทนี้ จะเพิ่มขึ้นตลอด

ถึงแม้ ค่ายเสือสำอางค์เมืองน้ำหอม ภายใต้การดูแลของ บริษัท ยูโรเปียน ออโตโมบิลล์ จำกัด
อดีตบริษัทในเครือยนตรกิจ ที่ตอนนี้ แยกตัวจากกลุ่ม เดิมเรียบร้อยแล้ว จะทำตลาดแบบเงียบๆ
มาตลอดทั้งปี กระนั้น ก็สามารถทำยอดขายให้มีอัตราเจริญเติบโตได้ถึง 82.5 % สำหรับรถใหม่
ในปี 2011 ถูกเปิดตัวไปแล้ว บนเวทีงาน Motor Expo  นั่นคือ Peugeot 508 HDi Sedan ขนาด
กลาง D-Segment คันใหม่ ที่เปิดตัวเพื่อทำตลาดแทนรุ่น 407 ซึ่งตกรุ่นไปในตลาดโลกเรียบร้อย
แล้วตั้งแต่ปี 2010 โดยเวอร์ชันไทย จะวางเครื่องยนต์ Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร
HDI Turbo 163 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 34.6 กก.-ม. หรือ 340 นิวตันเมตร ที่
2,000 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Tiptronic จุดเด่นของอุปกรณ์ติดรถอยู่ที่ชุดเครื่องเสียง
JBL Hi-Fi 10 ลำโพง ระบบกะระยะช่องจอด Pararell Parking System ไฟหน้า Xenon พร้อม
Daytime Running Light ด้วยหลอด LED ไฟหน้า Cornering Headlamp ระบบควบคุม ESP
พร้อมระบบป้องกันล้อล้อก ABS ระบบกระจายแรงเบรกฉุกเฉิน EBD ระบบเพิ่มแรงเบรก
EBA เบาะหน้า และเบาะหลังปรับได้ด้วยไฟฟ้า รีโมทกุญแจ Keyless ติดเครื่องยนต์ด้วยปุ่ม
Push Start มี ระบบ Bluetooth ช่องเสียบ USB เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ แยกฝั่ง 4 Zone
ซ้าย – ขวา หน้า – หลัง ฯลฯ ที่ต้องลงสเป็กให้ละเอียดขนาดนี้ เพราะกลัวคนไม่รู้ว่า มีของดี
อยู่ในรถ เนื่องจากปกติ ไม่ค่อยทำตลาดกันเท่าใดนัก

นอกนั้น Peugeot ก็ยังมี 207 Sedan  207 CC RCZ 308cc Bipper Metro และ รถตู้ Expert
ทำตลาดไปเรื่อยๆ ตามแต่ลูกค้าจะยังต้องการอยู่

ปี 2012 นี้ เราได้แต่หวังจะเห็นรถยนต์รุ่นใหม่ ทะยอยเข้ามาทำตลาดในบ้านเรากันเสียที
อย่างเช่น Peugeot 4007 ซึ่งเป็น Crossover SUV ขนาดกลาง ฝาแฝดร่วมกับ Mitsubishi
Outlander ซึ่งก็ยังไม่นำเข้ามาเสียที ข้อดีอย่างหนึ่งของการซื้อรถ 4007 ในเมืองไทยก็คือ
ข้าวของเครื่องยนต์กลไกในอนาคต หากเสีย พัง นอกจากเข้าศูนย์บริการได้แล้ว ยังพึ่งพา
เซียงกง จากญี่ป่นได้อีกด้วย เพราะถอดสลับสับกันใส่ได้ กับ Outlander และ Lancer EX
ได้ในบางชิ้นอยู่ ยกเว้นแค่เปลือกตัวถังด้านหน้าทั้งหมด

อีก 2 รุ่นที่อยากให้ดูกันไว้ เพราะมีความเป็นไปได้มากกว่าใครเพื่อน นั่นคือ Peugeot
408 ซึ่งเป็น C-Segment Compact Sedan ขนาดกลาง ที่ใช้วิธีการนำ รถยนต์ Compact
Hatchback รุ่น 308 มาเปลี่ยนบั้นท้าย เพิ่มบานประตูเข้าไป ออกแบบให้เป็นไปใน
แนวทางเดียวกับ 508  และเป็นรถยนต์ที่ทำตลาดเฉพาะในประเทศจีน กับภูมิภาคเอเซีย
เท่านั้น

และรุ่นสุดท้ายก็คือ Peugeot 4008 ซึ่งก็คือ Mitsubishi RVR / ASX เปลี่ยนหน้าตาใหม่
ในสไตล์ของ Peugeot นั่นเอง รถยนต์ประเภท Crossover SV ขนาดเล็ก นับวันจะยิ่ง
มียอดขายสูงขึ้นเรื่อยๆในภูมิภาคนี้ และ Peugeot เอง ก็น่าจะกำลังเล็งเห็นโอกาสใน
การทำตลาดรถยนตืรุ่นนี้ ระดับสากลอยู่ไม่มากก็น้อย

มีความเป็นไปได้สูงว่า รถยนต์ทั่ง 2 รุ่นนี้ จะถูกสั่งเข้าไปประกอบที่โรงงาน NAZAใน
มาเลเซีย ก่อนจะส่งเข้ามาขายในบ้านเรา ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ เขตการค้าเสรี AFTA
ซึ่งจะช่วยทำให้ราคาขายหน้าโชว์รูม ถูกลงอีกนิดหน่อย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัยของ Peugeot ในเมืองไทย อยู่ที่ การสร้างแบรนด์ ไม่เฉพาะแค่
กลุ่มลูกค้าเดิมซึ่งรู้จักดีอยู่แล้ว แต่ได้เวลาต้องขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นกว่านี้ และดูแล
เรื่องการบริการหลังการขายให้ดีๆ ช่างที่มีความสามารถ และซื่อสัตย์ต้องอยู่ในองค์กรได้
อย่างสบายในจ เพราะไม่เช่นนั้น Peugeot ก็จะมีที่ยืนในตลาดเมืองไทย เพียงแค่ที่เห็น
และเป็นอยู่เท่านั้น

สำหรับประเด็นระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทยนั้น ผมยังอยากให้เฝ้าดูความเคลื่อนไหว
ในการร่วมงานกันของ PSA Group บริษัทแม่ของ Peugeo กับทาง Mitsubishi Motors ใน
โครงการพัฒนาและผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก Global Small ที่โรงงานแหลมฉบัง เอาไว้
ให้ดีๆ เพราะนี่อาจจะเป็น หนทางลัด สู่การเข้ามาบุกตลาดเองอย่างเต็มตัว ของบริษัทแม่
จากฝรั่งเศส ก็พอจะเป็นไปได้อยู่บ้างเหมือนกัน (ถ้าพวกเขาใจกล้าพอ และไม่ปอดแหก
ไปเสียก่อน เหมือนเช่นที่เคยถอยทัพ กลับหลังหัน หลังสำรวจตลาดบ้านเราเมื่อหลายปี
ก่อนนหน้านี้หนะนะ)

——————————————
 

 
PORSCHE
2012 : All New 911 Carrera Coupe  & Cabriolet
2012 : All New Boxster & Cayman
2013 : Baby SUV “Cajun” (Based on Q5)

ปี 2011 ที่ผ่านมา AAS Auto Service ผู้แทนจำหน่าย Porsche อย่างเป็นทางการ พยายามเน้นหนักใน
ด้านการดูแลลูกค้า ด้วยบริการหลังการขาย และการอัพเดทเครื่องมือซ่อมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยัง
ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่รับบริการหลังการขาย สำหรับรถยนต์ที่ลูกค้าซื้อจากผู้นำเข้ารายย่อยมา เพื่อ
ตัดปัญหาความปวดหัวนานับประการอันอาจจะตามมา

ขณะเดียวกัน AAS ยังเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ Porsche Panamera HYBRID ในเมืองไทย อย่างเป็น
ทางการแล้ว เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2011 ติดป้ายราคาเริ่มต้นไว้เพียง 9,600,000 บาท ซึ่งถือว่า แอบถูก
กว่าที่คิดเอาไว้นิดหน่อย วางเครื่องยนต์ V6 DOHC 2,995 ซีซี 333 แรงม้า (PS) เชื่อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า
47 แรงม้า โดยมอเตอร์จะทำงานในช่วงความเร็วต่ำ เป็นหลัก เพื่อเน้นความประหยัดน้ำมันในเมือง

แต่หลังจากนั้นเพียงสัปดาห์เศษ  วันที่ 23 สิงหาคม 2011 Porshce ในเยอรมัน เผยภาพชุดแรกของ
Porsche 911 Full Model Change และนำไปเปิดผ้าคลุมครั้งแรกในโลก ณ งาน Frankfurt Motor Show
ตามติดด้วยงาน Tokyo Motor Show (พร้อมกับเผยโฉม Panamera GTS เป็นครั้งแรก) แล้วพอถึงงาน
L.A Auto Show ก็ยังมีรุ่นเปิดประทุน ตามติดออกมาให้ลูกค้ามหาเศรษฐี เลือกกันตาลายไปข้างนึง

911 ใหม่จะมาถึงเมืองไทย ในปี 2012 นี้อย่างแน่นอน และคาดว่าคงจะเป็นรุ่น Carrera ธรรมดา
เครื่องยนต์ 3.4 ลิตร 350 แรงม้า (BHP) และ รุ่น Carrera S เครื่องยนต์เดียวกัน แต่แรงขึ้นเป็นระดับ
400 แรงม้า (BHP) ในเบื้องต้น ส่วนรุ่นเปิดประทุนจะส่งมาเปิดตัวในบ้านเราพร้อมกันเลยหรือไม่
คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของน้องเล็ก ทั้งรุ่น Boxster เปิดประทุน และ Cayman หลังคาแข็ง ก็ยังคง
อยู่ในระหว่างการพัฒนา และใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว เตรียมเปิดตัวได้ ในปี 2012 นี้ พร้อมกับ
สารพัดเวอร์ชันใหม่ๆ ของ ตระกูล 911 ที่จะทะยอยออกสู่ตลาดกันแทบจะทุกไตรมาส แต่คาดว่า
AAS น่าจะสั่งเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา ราวๆ ปี 2013

ส่วนการพัฒนา 918 Spyder รถสปอร์ต Plug-in Hybrid ที่ใช้งานได้ทั้งน้ำมันเบนซิน และ เสียบชาร์จ
กับปลั๊กไฟบ้าน วางขุมพลัง V8 DOHC 32 วาล์ว 3,400 ซีซี 500 แรงม้า (PS) กลางลำตัว (Mid-Engine)
เกียร์อัตโมัติ  Dual Clutch PDK 7 จังหวะ ถ่ายทอดกำลังสู่ มอเตอร์ 2 ตัว ที่ล้อคู่หน้า และ อีก 1 ตัว ที่
ล้อคู่หลัง รวมกันอีก 218 แรงม้า (PS) ก็ยังไม่เสร็จสิ้น คาดว่าในปี 2012 จะต้องมีความเคลื่อนไหว
เพิ่มเติมเล็ดรอดออกมาให้เราได้ทราบกันอีกครั้ง

เช่นเดียวกับ โครงการพัฒนา Crossover SUV ขนาดเล็กกว่า Cayenne บนพื้นฐานงานวิศวกรรมร่วมกับ
Audi Q5 ในชื่อ Porsche Cajun (นี่เขาคิดจะตั้งชื่อเรียกยากๆกันแบบนี้ต่อไปอีกนานไหมเนี่ย? “เยอะ”
พอกันกับ ผู้ผลิตรถสปอร์ตอิตาเลียนจอมเรื่องมากเหล่านั้นเลยจริงๆเชียว!)  พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การ
นำเอา Cayenne รุ่นล่าสุด ไปย่อส่วน ให้นั่งได้ 5 คน และทำตลาดในราคาย่อมเยาลงอีกด้วย โครงการ
Cajun ยังคง เดินหน้าไปตามแผนงานเดิม และมีกำหนดจะเปิดตัวเวอร์ชันจำหน่ายจริงได้ ในปี 2013
 
——————————————–

PROTON
2012 : New Espira (Persona’s Replacement, Based on Tuah Concept)
           New Crossover Minivan Based on Exora

 
ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์จากแดนเสือเหลือง มาเลเซีย ยังคงทำตลาดรถยนต์ Proton ไปเรื่อยๆ โดยกลุ่ม
PNA พระนครยนตรการ เป็นผู้ดูแลการตลาด ภายใต้การสอดส่องของ Proton Thailand บริษัทซึ่ง ทาง
บริษัทแม่ เข้ามาตั้งกิจการไว้คอยดูความเคลื่อนไหวของตลาดเมืองไทย โดยเน้นไปที่ Minivan รุ่น EXORA
ซึ่งยังคงขายได้เรื่อยๆ เช่นเดียวกับ Proton SAGA Sedan Minorchange หรือ Savvy ตัวถัง Sedan 4 ประตู
ที่พอจะมียอดขายไปได้นิดๆหน่อยๆ รวมทั้ง Proton Persona CNG E20 รถยนต์พลังงานสารพัดทางเลือก
เติมกันได้หลายชนิด อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของ Proton ในปีที่ผ่านมา ยังถือว่าเงียบๆ อยู่

จะว่าไปแล้ว ในต่างประเทศเอง Proton ก็อยูในภาวะการเงินที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากปัญหาด้านคุณภาพ
ของตัวรถ ที่สะสมกันมาในสายตาของชาวมาเลเซีย และตลาดโลก ตลอด 25 ปีที่ดำเนินกิจการมา แม้ว่า
ตอนนี้ จะมีการปรับโฉม Minorchange ให้กับ Proton Exora กระตุ้นตลาดกันในแดนเสือเหลือง ชื่อว่า
Proton Expora Bold ก็ได้แต่มองว่า นี่คงจะเป็นรถยนต์รุ่นใหม่นี้ มาทำตลาดในเมืองไทย ช่วงปี 2012
ส่นว Crossover Minivan ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Exora ก็ยังอยู่ในแผนการพัฒนาเช่นเดียวกัน

ส่วนโครงการอื่นๆ อย่างเช่น Compact Sedan รุ่น Espira ที่จะต้องเข้าทำตลาดแทน Proton Persona
รุ่นปัจจุบัน ก็ยังพัฒนากันอยู่ และมีรถยนต์ต้นแบบออกแล่นทดสอบกันอยู่ คาดว่าคงจะเผยโฉมได้
ในปี 2012 นี้ แต่จะเข้ามาเปิดตัวในบ้านเรา ทันช่วงปลายปีหรือไม่ ยังเป็นเรืองที่ต้องคอยดูกันต่อไป

——————————————–


 
SKODA
2012 : Rapid กับ Citigo ใครจะมา?

2011 เป็นปีที่ Headlightmag.com ของเรา เห็นความตั้งใจในการกลับมาทำตลาดรถยนต์ Skoda
ของ Skoda . MTM-Thailand / DAD ยนตรกิจ แต่ก็ยังเห็นปัยหาติดขัดหลายอย่าง ทำให้การ
ทำงานเดินหน้าสร้างยอดขาย และขยายศูนย์บริการ ยังทำได้ไม่ราบรื่นเท่าที่ควร กระนั้น การ
นำเข้า Skoda Superb 1.8 TSI รวมทั้ง Skoda Yeti 1.2 TSI ในงาน Bangkok International
Motor Show ตามด้วย Skoda Fabia RS 1.4 TSI ตัวแสบ ที่เปิดตัวเมื่อ 12 กันยายน 2011 และ
ปิดท้ายด้วย Skoda Superb Combi ตัวถัง Station Wagon ในงาน Motor Expo เดือนธันวาคม
ที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า คราวนี้ พวกเขา เอาจริง

อย่างไรก็ตาม ปี 2012 ยังคงไม่มีความชัดเจนว่า จะมีรถยนต์รุ่นใหม่ รุ่นใด เปิดตัวในบ้านเรา
ได้หรือไม่ ระหว่าง Skoda Rapid รถยนต์นั่ง พิกัดขนาด B-segment Sub-Compact Sedan ที่
ผลิตขึ้นจากโรงงานของ Skoda ในอินเดีย เครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว 1.6 ลิตร หรือว่าจะเป็น
Skoda Citigo อันเป็นรถยนต์ Hatchback 3 ประตู ขนาดกระทัดรัด กลุ่มตลาด Sub B-Segment
ฝาแฝดของ Volkswagen UP ขุมพลัง 1.2 ลิตร ทั้งคู่ เป็นรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ที่เปิดตัวตามกัน
ในตลาดโลก ตลอดปี 2011 ที่ผ่านมา

ทางเลือกอยู่แค่เพียงว่า ความเป็นไปได้ในการทำราคาขาย จะมีมากหรือน้อยแค่ไหน บริษัทแม่
ในสาธารณรัฐเชค และสำนักงานใหญ่ของ Volkswagen ในเยอรมัน จะช่วยเหลือมากน้อย
เพียงใด ถึงตอนนี้เราคงต้องรอดูกันต่อไป

——————————————–


 
SSANGYONG
2012 : Small Size Crossover SUV

ผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 4 จากเกาหลีใต้ ซึ่งเน้นการทำตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ ยังไม่ตาย
ยังคงอยู่รอดมาได้ หลังจากที่ กลุ่ม Mahindra & Mahindra จากอินเดีย ชนะการประมูล
เพื่อเข้าซื้อ กิจการของ Ssangyong ในเกาหลีใต้ เป็นผลสำเร็จ นับจากนั้น ก็ไม่ค่อยมี
ข่าวคราวอะไรโผล่ออกมาให้ได้ยินมากมายนัก

เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวของ Ssangyong ในบ้านเรา ตลอดปี 2011 ก็ยังคงเงียบสนิท
ยิ่งกว่าเป่าสาก ต่อเนื่องมาจากปี 2010 กันตามเดิม หลังจากที่เผยโฉม Korando เจเนอเรชัน
ใหม่ล่าสุด ก็ยังไม่มีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ รุ่นอื่นๆ เปิดตัวกันเท่าใดเลย ขณะที่ศูนย์บริการ ก็
ยังคงทำหน้าที่ดูแลซ่อมบำรุงรถยนต์ของลูกค้าไปเรื่อยๆ ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก

ปัญหาของ แบรนด์ Ssangyong อยู่ที่ความล้าหลังในการพัฒนารถยนต์ การก้าวตามคู่แข่ง
ทั้งในบ้านตัวเอง และในเวทีโลกไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของตลาด แนวคิดที่จะสร้างความ
แตกต่างให้กับรถยนต์ตัวเอง กลับกลายเป็นแนวคิดอันน่าหัวร่อ เมื่อรถแต่ละรุ่นออกขายจริง
เพิ่งจะเริ่มดูดีขึ้น ในช่วง Ssangyong Korando ใหม่นี่เอง

อย่างไรก็ตาม ในงาน Frankfurt Motor Show เดือนกันยายน ที่ผ่านมา Ssangyong ก็ได้
เผยโฉม รถยนต์ต้นแบบ Ssangyong XIV-1 อันเป็นต้นแบบของ Crossover SUV ใน
พิกัดตัวถัง B-segment (พิกัดเดียวกับ Nissan Juke นั่นเอง) ซึ่งรถคันนี้คือ เครื่องบ่งชี้
ถึงแนวทางการออกแบบของ Ssangyong ที่จะเกิดขึ้นกับรถยนต์รุ่นต่อๆไปของพวกเขา

เวอร์ชันพร้อมจำหน่ายจริงของ Compact Crossover SUV ขนาดเล็ก คันนี้ มีแผนจะออกสู่
ตลาดโลกในปี 2012 – 2013 นี้ เมื่อถึงเวลานั้น Ssangyong ในไทย ก็คงตัดสินใจได้ว่า จะสั่ง
นำเข้ารถยนต์รุ่นใหม่ดังกล่าว เข้ามาขายในเมืองไทย ในช่วงปีใด

——————————————–


 
SUBARU
2012 : Subaru Impreza XV / Subaru BRZ Coupe (Based on Toyota FT-86)
2013 : Impreza GC

ถ้าคิดว่าปี 2010 เป็นปีที่ประคับประคองตัวแล้ว ปี 2011 ต้องถือเป็นปีที่ Motor Image Subaru บริษัท
ในเครือ Tan Chong Group จากสิงค์โปร์ ในฐานะ ผู้นำเข้า และจำหน่ายรถยนต์ Subaru จากญี่ปุ่น
อย่างเป็นทางการในไทย ต้องออกแรงพยายามงัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้นมาเพื่อใช้ส่งเสริม สร้างแบรนด์
Subaru ให้เริ่มกลับมาเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคในวงกว้างให้ได้อีกครั้ง ต่อเนื่องมาจากปีก่อน ท่ามกลาง
ปัญหาบริษัทแม่ผลิตและส่งมอบรถได้ไม่มากนัก จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ นี่ยังไม่นับ
รวมกับกิจกรรมการตลาดประจำปี ทั้งรายการ Subaru Impreza Challenge เอามือแปะรถให้นานสุด
ที่สิงค์โปร์ และกิจกรรมเชิญสื่อมวลชนทดลองขับ Subaru กันเป็นคาราวานแรลลีเล็กๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายอดขายจะไม่เอื้ออำนวยนัก ทว่า พวกเขาก็เริ่มมองอนาคตไปข้างหน้าแล้ว ว่า
จะต้องปั้นแบรนด์ Subaru ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งให้ได้ ดังนั้น การประกาศแผนธุรกิจระยะยาว
จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อช่วงไตรมาส 3 ของปี 2011 โดย Tan Chong Group จะจับมือกับทาง FHI
(Fuji Heavy Industries) บริษัทแม่ของ Subaru ในญี่ปุ่น เตรียมนำ Subaru XV รถยนต์ Compact
Crossover Hatchback 5 ประตู ที่ดัดแปลงต่อเนื่องจาก Subaru Impreza Hatchback 5 ประตูใหม่
ล่าสุด มาขึ้นสายการประกอบ ที่โรงงานของทางกลุ่ม Tan Chong ในมาเลเซีย เพื่อเตรียมส่งออก
สู่ตลาดในย่านอาเซียน ทั้งหมด ซึ่งก็จะรวมทั้งประเทศไทยด้วย

โดย Subaru XV เพิ่งจะมีการเผยโฉม เปิดผ้าคลุมกันในงาน Motor Expo เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา
แต่รถคันที่เปิดตัวนั้น ยังเป็นเวอร์ชันญี่ปุ่นแท้ๆ สำหรับการทำตลาดจริงในบ้านเรา จะเริ่มตั้งแต่เดือน
สิงหาคม 2012 เป็นต้นไป โดยจะเป็นรถยนต์นำเข้าจากโรงงานของกลุ่ม Tan Chong ในมาเลเซียล้วนๆ
โดยใช้สิทธิพิเศษทางด้านอัตราภาษี AFTA มาช่วย กดให้ราคาให้ถูกลงในระดับ 1 ล้านบาทต้นๆ เท่านั้น!!

แต่การมาถึงของ XV อาจต้องทำให้ Impreza รุ่นใหม่ เปิดตัวในเมืองไทย ล่าช้าไปกว่าที่ควร หรือไม่
ก็อาจมีการตัดสินใจ ไม่สั่งนำเข้ามาขาย ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าในเมื่อ Impreza ที่นำเข้าจากญี่ปุ่น มีราคา
แพงกว่า XV ซึ่งประกอบในมาเลเซีย ก็อาจทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ตัดสินใจซื้อ XV กันเป็นหลัก
มากกว่าจะซื้อ Impreza อย่างแน่นอน ดังนั้น ทางออกที่พอจะเป็นไปได้คือ การนำ Impreza มาขึ้น
ไลน์ประกอบในมาเลเซีย เป็นรุ่นต่อไป เพื่อให้สามารถทำราคาแข่งขันกับรถยนต์ C-Segment หรือ
Compact Class ด้วยกัน ได้เต็มที่ เพื่อไม่ให้ทั้ง 2 รุ่นต่างได้รับผลกระทบจากการที่มีลูกค้าเป้าหมาย
และตำแหน่งการตลาดค่อนข้างใกล้เคียงกันอยู่พอสมควร

Motor Image Subaru Thailand มีแผนจะเปิดตัว และเปิดรับจอง XV ในเดือนสิงหาคม 2012 จากนั้น
จะเริ่มส่งมอบรถยนต์คันแรกได้ ในเดือนตุลาคม 2012

อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างสีสันและเอาใจกลุ่มลูกค้าที่ฝันอยากได้รถสปอร์ตราคาไม่แพง Motor Image
Subaru เตรียมสั่งนำเข้า Subaru BRZ รถสปอร์ตขนาดเล็ก ขับเคลื่อนล้อหลัง ผลผลิตร่วมกันจาก
โครงการความร่วมมือกับทาง Toyota ก็จะเดินทางมาถึงเมืองไทยด้วย ยืนยันว่าจะวางเครื่องยนต์
4 สูบนอน BOXER DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร 200 แรงม้า (PS) ขับเคลื่อนล้อหลัง มีทั้งเกียร์ธรรมดา
6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติให้เลือก กำหนดเปิดตัวอยู่ในเดือน มิถุนายน 2012 เรียกได้ว่า เปิดตัว
ตามเกาะติดตลาดโลกกันเลยทีเดียว ค่าตัวน่าจะอยู่ในระดับประมาณ 2 ล้านบาท กลางๆ ไม่น่าแพง
ไปกว่านี้
 
นั่นหมายความว่า ปี 2012 นี้ จะเป็นปีที่ Motor  Image Subaru กลับมามีสีสันในบ้านเราอย่างชัดเจน
อีกครั้งอย่างแน่นอน!

——————————————–


 
SUZUKI  
2012 April : All New SWIFT 1.2 CVT is the Suzuki’s ECO CAR !…..Confirm!!
2013        : Suzuki Ertiga (APV Replacement)
2014        : Swift Sedan (Long Wheelbase)

ถึงจะดูเหมือนว่า 2011 เป็นปีที่ Suzuki ทำตลาดรถยนต์ที่มีอยู่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Swift รุ่นเดิม SX4
Grand Vitara ,APV และ Carry ไปเรื่อยๆ ไม่หวือหวามากมายเหมือนก่อนหน้านั้นนัก กิจกรรมด้าน
การตลาด ก็มีอยู่บ้างไม่มากนัก

แต่แท้จริงแล้ว 2011 เป็นปีแห่งการเตรียมความพร้อม สำหรับการบุกตลาดรถยนต์นั่งในเมืองไทย ของ
Suzuki อย่างแท้จริง เพราะเป็นปีที่ โรงงานขนาดใหญ่ มูลค่า 9,500 ล้านบาท สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว และ
อยู่ในระหว่างการติดตั้งเครื่องจักร ทดลองผลิต และฝึกอบรมพนักงาน ทั้งในไลน์ผลิต ส่วนงานด้านต่างๆ
ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งซัพพลายเออร์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ต่างๆ เพื่อรองรับการเปิดตัว Suzuki Swift เจเนอเรชัน 2
ซึ่งจะกลายมาเป็น รถยนต์ ประกอบในเมืองไทยอย่างเต็มตัว และรองรับกับโครงการ ECO Car ของ
รัฐบาลไทย ซึ่งเรากำลังดูกันอยู่ว่า Suzuki จะขอเข้าร่วมใช้สิทธิ์ โครงการ “รถคันแรก” กับส่วนลดสูงสุด
ไม่เกิน 100,000 บาท ของรัฐบาลด้วยหรือไม่?

Suzuki SWIFT ใหม่ ที่จะผลิตขายในเมืองไทย ไม่ใช่รุ่นปัจจุบันที่นำเข้าจากอินโดนีเซีย มาขายกันอยู่
หากแต่เป็นรุ่นเปลี่ยนโฉม Full Modelchangeที่เพิ่งเปิดตัวไปในตลาดยุโรป เมื่อ 11 มิถุนายน 2010 และ
ออกขายในญี่ปุ่น เมื่อ 26 สิงหาคม 2010 ที่ผ่าน หรือเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ในทันทีที่เปิดตัว Swift ใหม่ ก็สามารถ
ผ่านการทดสอบการชนตามมาตรฐาน EURO NCAP ในระดับ 5 ดาว เมื่อ 1 กันยายน 2010 และยังรับรางวัล
2011 RJC Car of the year ไปเรียบร้อย เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2010 ตามติดกัน

Swift เจเนอเรชัน 2 ใหม่ จะยังคงเป็นตัวถังแบบ Hatchback 5 ประตู มีขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม นิดนึง
แต่จะวางขุมพลังขนาดเล็กลงจาก พิกัด 1,500 ซีซี ลงมาเป็นเครื่องยนต์ K12B บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
1,242 ซีซี หัวฉีด EPI 91 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 118 นิวตันเมตร ยกชุดมาจากในเวอร์ชันตลาดโลกนั่นละ
มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และอัตโนมัติ 4 จังหวะ นอกจากนี้ในตลาดยุโรป ยังมีเครื่องยนต์ Diesel D13A
บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,248 ซีซี 74.8 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุดถึง 190 นิวตันเมตร ที่ 1,750 รอบ/นาที
มีเฉพาะ เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เท่านั้น แต่ตอนนี้ แน่ชัดแล้วว่า เวอร์ชันไทย จะไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ Diesel
กับเขาด้วย

เราคงได้แต่รอดูว่า เมื่อถึงกำหนด พร้อมเปิดตัวในงาน Bangkok International Motor Show ปลายเดือน
มีนาคม 2012 สเป็กของเวอร์ชันไทย จะเป็นอย่างไร อุปกรณ์มาตรฐานติดรถจากโรงงาน จะสู้คู่แข่งได้
หรือเปล่า? ที่แน่ๆ ก็คือ การผลิตจริง จะเริ่มได้ในเดือนเมษายน 2012 และพร้อมจะส่งมอบรถคันแรกได้
น่าจะเป็นช่วงเดือน พฤษภาคม หรือ มิถุนายน 2012 ช่วงแรก น่าจะมีเฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งตลาด
ต้องการมากกว่า หลังจากนั้น รุ่นเกียร์ธรรมดา จึงจะคลานตามออกมา ภายในช่วงปลายปีเดียวกัน

(ภาพจากเว็บไซต์ : www.motoroid.com)

หลังจากนั้น Suzuki Ertiga มินิแวน 7 ที่นั่ง บนพื้นฐานวิศวกรรมของ Suzuki Swift ก็ดูมีแนวโน้มจะถูกสั่ง
นำเข้าจากอินโดนีเซีย มาทำตลาดในบ้านเรา เพื่อทำตลาดในฐานะ รุ่นเปลี่ยนโฉมทั้งคันของ Suzuki APV
รถตู้โดยสาร 7 ที่นั่งจากพื้นฐานของ Suzuki Carry คราวนี้ Ertiga จะถูกพัฒนาบนพื้นตัวถังเฉพาะตัว และ
มีเส้นสายได้รับอิทธิพลมาจาก Suzuki Swift ใหม่อย่างชัดเจน ซึ่งก็รวมไปถึงชุดแผงหน้าปัดที่แทบจะถอด
สลับสับเปลี่ยนใส่กับ Swift ใหม่ได้เลยหลายชิ้น ในเวอร์ชันอินเดีย จะวางเครื่องยนต์ Diesel 4 สูบ 1.3 ลิตร
MultiJet 90 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 200 นิวตันเมตร ส่วนเครื่องยนต์เบนซิน จะเป็นรหัส K14B 4 สูบ
16 วาล์ว 1.4 ลิตร 94 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 130 นิวตันเมตร กำหนดการเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่งาน
Delhi Auto Expo วันที่ 7 มกราคม 2012 นี้ ที่ New Delhi ประเทศอินเดีย ชนกับงาน Detroit Auto Show
กันอย่างจัง ขอบอกกันไว้ก่อนว่า เวอร์ชันจำหน่ายจริง จะตกแต่งดีกว่ารุ่นพื้นฐาน Base Model ที่เห็นนี้

พอล่วงเข้าสู่ปี 2014 จะถึงเวลาที่ รถยนต์รุ่นที่ 2 จากโรงงาน Suzuki ที่ระยอง ถึงเวลาออกอาละวาดกันเสียที
และคราวนี้ จะเป็นรถยนต์นั่ง Sedan 4 ประตู ขนาดพิกัด B-Segment 1,200 – 1,500 ซีซี ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่า
จะเป็น Swift Sedan หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ Sedan ใหม่คันนี้ จะใช้โครงสร้างวิศวกรรมพื้นฐานของ Swift ใหม่
อย่างแน่นอน แต่จะไม่ใช่ Swift Sedan เวอร์ชันท้ายสั้นกุดใน อินเดีย แต่อย่างใด เวลานี้ ยังเร็วเกินไปที่จะ
สรุปข้อมูลของรถรุ่นใหม่คันนี้

แต่ที่แน่ๆ ความร่วมมือระหว่าง Suzuki กับ Volkswagen ที่ผู้เขียนเคยระบุเอาไว้ว่า ฝ่ายเยอรมันจะมีส่วนร่วม
ในโรงงานแห่งนี้ด้วยนั้น ถึงวันนี้ สถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยนไปมากพอสมควร และในเมื่อทั้งคู่ เริ่มมีรอยร้าว
ที่บาดลึกเพิ่มมากขึ้นจากการที่ Suzuki ตัดสินใจ สั่งซื้อเครืองยนต์จาก Fiat มาติดตั้งในรถยนต์ SX4 รุ่นต่อไป
ของตน ก็ยิ่งทำให้ VW ถึงขั้นขุ่นเคืองใจมากขึ้น และยิ่งมีปัญหาในความสัมพันธ์มากขึ้น จนวันนี้ ทุกอย่าง
ดูเกินจะเยียวยาแก้ไขได้อีกต่อไป และค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า VW จะไม่มีส่วนมาร่วมเกี่ยวดองใดๆในเขต
โรงงานแห่งใหม่ของ Suzuki แน่ๆ

——————————————–

TATA MOTORS
ยังคงเน้น Commercial Truck กันตามเคย แต่ Nano ก็จะโผล่มา!

ปี 2011 ที่ผ่านมา Tata Motors ยังคงมุ่งเน้นการทำตลาดรถกระบะ และรถบรรทุกเพื่อการพาษณิชย์
อย่างสนุกสนาน ทั้งการเปิดตัว Tata Xenon Max Cab ในงาน Motor Expo ที่ผ่านมา มีการเปิดตัว
รถหัวลาก ซึ่งเพิ่งเริ่มทำตลาดในงาน Bus and Truck ช่วงเดือนธันวาคมเช่นเดียวกัน และลูกค้ากลุ่ม
ผู้ประกอบการด้านขนส่ง ก็ให้ความไว้ใจในเทคโนโลยีเครื่องยนต์ Diesel + CNG จากเกาหลีใต้
ที่ติดตั้งในเหล่ารถบรรทุกรุ่นใหม่นี้อย่างดี รวมทั้ง รถบัส 12 เมตร ทั้ง Low floor กับ Semi Floor
เครื่องยนต์ CNG และ รถบัสช่วงสั้น 6 เมตร เท่ากับว่าตอนนี้ Tata Motor ก็จะเอาดี ทาง Commercial
Vehicle กันอย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม โครงการ Tata Nano ก็ยังไม่ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก เพราะในวันนี้ Tata กำลังเตรียมนำเข้า
Tata Nano จากอินเดีย มาวิ่งเล่นกันอีกรอบ เพื่อเก็บข้อมูลสำรวจตลาด เนื่องจาก การทำตลาด Nano
ไม่ใช่แค่เพียงการเปิดตัวรถใหม่ หากแต่เป็นการ เปิดกลุ่มตลาดหรือ Segment ใหม่ ที่เรียกกันว่า
Quadricycle หรือ พาหนะ 4 ล้อ ซึ่งคั่นกลางรหว่าง จักรยานยนต์ และรถยนต์ขนาดกระทัดรัดกลุ่ม
K-Car 660 ซีซี ด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างมาก ว่าลูกค้า
ต้งการจะจ่ายค่าผ่อนส่งต่อเดือนเท่าไหร่ ระยะทางใช้งานในชีวิตประจำวันเป็นอย่างไร ค่าใช้จ่าย
ในการบำรุงรักษาที่รับได้สูงสุด อยู่ที่เท่าไหร่ ต่อการเข้าศูนย์บริการ 1 ครั้ง และปัจจัยอื่นๆ อีกมาก

โครงการนี้ ถูกเลื่อนออกมาจาก ช่วง งาน Motor Expo อย่างที่เคยประกาศไว้ตั้งแต่ช่วง เดือนมิถุนายน
ปีที่แล้ว เนื่องมาจาก สถานการณ์น้ำท่วมในภาคกลางของประเทศไทยเรานั่นเอง

ดังนั้น หลังจากนี้ ถ้าคุณผู้อ่านจะเริ่มเห็น Tata Nano กลับมาวิ่งเล่นบนถนนเมืองไทยอีกครั้ง
ก็อย่าแปลกใจนะครับ มีอยู่ไม่มาก แต่ก็เพียงพอให้ทำการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคได้แล้วกัน!
——————————————

TOYOTA / LEXUS
2012 : ALL NEW CAMRY + Camry HYBRID / YARIS Last Minorchange / Prius / GT-86 /
           NEW VIOS & COROLLA ALTIS E85 LAST Minorchange  / Vigo 5AT ไตรมาส 3 /  
           Lexus GS250 & GS 350 กุมภาพันธ์นี้  / Lexus RX Minorchange ครึ่งหลังของปี
2013 : ALL NEW VIOS. มีนาคม 2013  / ECO Car : ครึ่งหลังของปี 2013 
2014 : ALL NEW HILUX (Project Code : IMV2) / ALL NEW COROLLA ALTIS !?

ยักษ์อันดับ 1 ของญี่ปุ่นรายนี้ ยังคงเป็นอีกค่าย ที่ได้รับผลกระทบวุ่นวายมากพอสมควรจากเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้น เพราะ ถึงขั้นต้องหยุดพักการผลิต 2 ครั้ง ในรอบปี และต่อเนื่องกันเป็นเดือน รอบแรกคือช่วงเดือน
มีนาคม – เมษายน รอบที่ 2 คือช่วงเดือน ตุลาคม – พฤศจิกายน ซึ่งทำให้สูญเสียยอดผลิต และโอกาสในการ
ทำรายได้ ช่วงปีที่ผ่านมาไปอย่างมาก และนั่นส่งผลให้เกิดปัญหาชิ้นส่วนสำหรับส่งออกให้โรงงานToyota
ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตอเมริกาเหนือ ถึงขั้นชะงักงัน  TMAP Asia Pacific ก็ต้องวิ่งรอกแก้ปัญหากันแทบ
ตาเหลือกขาขวิดเลยทีเดียว กว่าจะเริ่มกลับมาผลิตได้อีกครั้ง ซึ่งทำให้ Toyota ประกาศงดเปิดรับจองรถยนต์
ทุกรุ่นในงาน Motor Expo (แต่เอาเข้าจริง Lexus ก็ยังสามารถทำตลาดได้ เพราะไม่ได้รับผลกระทบอะไร
เนื่องจากเป็นรถยนต์นำเข้าจากญี่ปุ่นเป็นหลัก)

รายการเปิดตัวรถยนต์ของ Toyota ในปีที่แล้ว มีทั้ง Lexus CT200h ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2011
ตามด้วยการเพิ่มสารพัดรุ่นพิเศษ ทั้ง Prius TRD Sportivo (ขายกันยังไม่ทันครบครึ่งปี ก็มีรุ่นพิเศษกระตุ้น
ตลาดกันแล้ว)  รวมทั้งรุ่นพิเศษตกแต่งแบบ TRD ของทั้ง Vios Corolla Altis และ Camry ที่สำคัญที่สุดคือ
การเปิดตัวรุ่นปรับโฉม Minorchange ใหญ่ของ Toyota Hilux Vigo ที่คราวนี้ใส่ Sub-name มาให้อีกว่า
Vigo Champ แถมยังนำนักฟุบอลชื่อก้องโลก อย่าง Ronaldo มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ (ต่อมาสงสัยกระแสยัง
ไม่บูม เลยต้องเอา พี่ป๋อ ณัฐวุฒิ พรีเซ็นเตอร์ ในแคมเปญ Vigo ประหยัดจิ๊บๆ ตลอด 2 ปีก่อนหน้านี้ มา
ร่วมประกบ Ronaldo อีกรอบหนึ่ง ตั้งใจเลยว่าจะตอกย้ำความทรงจำให้ผู้บริโภคจำแต่ว่า ตนเองเป็นแชมป์
รถกระบะที่แท้จริง ซึ่งก็มีคำถามจากผู้คนรอบวงการว่า แล้วเช่นนี้ ถ้ายอดขายของ Isuzu เกิดชนะขึ้นมาละ
จะบอกกับผู้บริโภค กันยังไง? แถมชื่อนี้ ก็ยังชวนให้นึกถึง Mitsubishi Lancer Champ เมื่อ 20 ปีก่อน อีก
ต่างหาก!

ปี 2012 Toyota จะเริ่มเปิดศึกรถยนต์นั่งกันตั้งแต่ต้นปี เริ่มด้วย Toyota Avanza ใหม่ Full Model Change
สั่งนำเข้าจาก Indonesia ทั้งคัน คราวนี้ มาในมาดใหม่ ที่ดูร่วมสมัย และโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น เพิ่มความกว้างของ
ตัวถังให้กว้างขึ้นอีกนิดหน่อย ช่วยให้การทรงตัวขณะขับขี่ทางไกลดีขึ้นอีกนิดนึง แต่ขุมพลังยังคงเหมือนเดิม
เป็นบล็อกเดิม หน้าตาเดิม จาก Daihatsu แม่งานในโครงการพัฒนา Avanza รุ่นเดิม และรุ่นใหม่นี้ อีกตามเคย

ในตลาดโลก มีเครื่องยนต์ K3-VE 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,298 ซีซี หัวฉีด EFI พร้อมระบบแปรผันวาล์ว
VVT-i 91 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.9 กก.-ม.ที่ 4,400 รอบ/นาที แต่เวอร์ชันไทย
จะเป็นเครื่องยนต์เดิม จากรุ่น Minorchange รหัส 3SZ-VE บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,495 ซีซี VVT-i
103 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุ 13.9 กก.-ม.ที่ 4,400 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ
4 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลังตามเคย แต่เปลี่ยนมาใช้พวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS
ตามสมัยนิยม ระบบกันสะเทือนหน้า แม็คเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังแบบ 4 Link พร้อม Lateral Rods คาดว่า
จะเปิดตัวในช่วง เดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ด้วยค่าตัวระดับ 5 แสนปลาย – 7 แสนบาทกลางๆ คือแพงกว่า
รุ่นเดิม ไม่มากนัก

ตามติดด้วย Toyota Yaris รุ่นปรับโฉม ครั้งสุดท้าย Last Minorchange ปรับภาพลักษณ์ให้ดูสปอร์ตขึ้น
จนคล้ายกับ Vitz RS ในญี่ปุ่น รุ่นปี 2008 หรือ Yaris T Sport รุ่นปี 2009 ในยุโรป รายละเอียดวิศวกรรมยัง
เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรไปมากนัก จะเริ่มออกขายภายในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ย้ำอีกทีว่าเป็นรถ
รุ่นเดิม ไม่ใช่รุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ของเมืองนอกแต่อย่างใดทั้งสิ้น รุ่นนั้น จะไม่เข้ามาขายในไทยครับ

จากนั้นในเดือนมีนาคม ก็จะถึงเวลาเปิดศึกในตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลาง D-Segment ด้วยการเปิดตัว
รุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคันแบบ Full Model Change ของ Toyota Camry ใหม่ ตามเกาะติดสหรัฐอเมริกา
รัสเซีย และญี่ปุ่น ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2011 ที่ผ่านมา

แต่คราวนี้ ในเมื่อCamry ใหม่ แยกใบหน้าออกมาเป็น 3 แบบ แตกต่างกันที่ชิ้นส่วนฝากระโปรงหน้า
เปลือกกันชนหน้า ชุดไฟหน้า กระจังหน้า และแผงไฟตัดหมอกด้านหลัง รวมทั้งฝากระโปรงหลังอีก
นิดหน่อย ตามเคย

เพียงแต่ว่า ในเมื่อ Camry เวอร์ชันญี่ปุ่น จะมีแต่ขุมพลัง HYBRID 2.5 ลิตร ใหม่ เท่านั้น ใช้กระจังหน้า
แบบเฉพาะตัว แถมเวอร์ชันอเมริกาเหนือ ก็ยังมีใบหน้าในสไตล์สปอร์ตของตัวเองอีกต่างหาก ทำให้
เวอร์ชันไทย จึงต้อง ใช้ชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้าของรุ่นมาตรฐาน เหมือนกับ เวอร์ชันตลาดโลก กับรัสเซีย
ที่ดูหรูกว่าส่วนบั้นท้าย ทั้งเวอร์ชันตลาดดลก และญี่ปุ่น จะมีแผงไฟทับทิม และไฟถอยหลัง เต็มพื้นที่
บริเวณฝากระโปรงหลัง ขระที่เวอร์ชันอเมริกาเหนือจะไม่มีมาให้ แต่ในรุ่น HYBRID เวอร์ชันไทย
หน้าตาจะเหมือนกับเวอร์ชันญี่ปุ่นทุกประการ

ขุมพลังของ Camry ใหม่ เวอร์ชันไทย จะยังมีให้เลือกครบถ้วน เพราะโรงงานในไทยจะยังคงต้องผลิต
กันครบทีม ทั้งรุ่น 2,000 ซีซี ใช้เครื่องยนต์ 1AZ-FE ตามเดิม ตามด้วยการถอดเครื่องยนต์เดิม 2AZ-FE
2,400 ซีซีทิ้ง แล้วบรรจุเครื่องยนต์ใหม่ 2AR-FE 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,500 ซีซี Dual VVT-I จับคู่กับ
เกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ 6 จังหวะ 180 แรงม้า (PS) รวมทั้งขุมพลัง 2,500 ซีซี HYBRID ที่จะปรับปรุง
ใหม่ไปอีกขั้น ยกชุดมาจากเวอร์ชันญี่ปุ่นและอเมริกาเหนือกันเลยทีเดียว

ส่วนรุ่น V6 3,500 ซีซี นั้น ยังไม่แน่ใจว่า Toyota จะยังคงรักษาการผลิตไว้ที่เมืองไทย เพื่อส่งออกไป
ยังออสเตรเลีย และแบ่งขายบางส่วนให้ตลาดเมืองไทยเหมือนในปัจจุบันด้วยหรือไม่ เพราะนั่นอาจ
ช่วยให้โรงงานที่นั่น ยังคงสามารถเลี้ยงตัวเอง และเลี้ยงคนงานอยู่ได้อีกทั้งปริมาณยอดขายของรถรุ่นนี้
ในเมืองไทย ไม่ได้เยอะมากพอให้เกิดความคุ้มทุน ในการตั้งเครื่องจักร เพื่อการผลิตเครื่องยนต์รุ่นนี้
เมื่อเทียบกับ Australia ที่ยังมีความต้องการเครื่องยนต์ขนาดใหญ่แบบนี้ มากกว่าเมืองไทยอยู่มาก

อีกจุดเด่นของ Camry ใหม่คือ การที่ Toyota จะลงทุน นำระบบ Telematics G-BOOK ที่มีใช้อยู่แล้ว
ในญี่ปุ่น มาเปิดตัว ให้บริการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เชื่อมต่อกับระบบนำทางผ่านดาวเทียม GPS
Navigation System ทั้งหมดนี้ คุณจะได้เห็นกันอย่างแน่นอนในเดือนมีนาคม 2012 ที่จะถึงนี้

และในช่วงใกล้เคียงกันนั้นเอง Toyota จะปรับโฉม Minorchange ของ Prius ตามกำหนดเวลา ต่อเนื่อง
จากตลาดโลก ซึ่งเผยโฉมล่วงหน้าไปก่อนแล้ว เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รูปลักษณ์หน้าตา ไม่ต่างไป
จากปัจจุบันมากนัก ดูภาพได้จาก Prius เวอร์ชันญี่ปุ่น ที่สำคัญคือ จะมีการติดตั้งกระจกมองข้างพับด้วย
ไฟฟ้า และน่าจะมีการทำระบบปลดล็อกให้เข้าเกียร์ว่าง (เกียร์ N) ได้ เพื่อความสะดวกของลูกค้าคนไทย
เป็นกรณีพิเศษ สำหรับการจอดรถซ้อนคันอย่างจำเป็น

คล้อยหลังจาก 4 รุ่นข้างต้นแล้ว Toyota ยังเตรียมจะสร้างสีสัน ให้ตลาดรถยนต์เมืองไทย มีชีวิตชีวา
มากขึ้น ด้วยการเตรียมสั่งนำเข้่า Toyota 86 หรือ GT-86 การกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ของรถสปอร์ต
ขนาดเล็กขับเคลื่อนล้อหลัง ผลผลิตจากความร่วมมือกับ Subaru (Fuji Heave Industries) วางขุมพลัง
4 สูบนอน Boxer DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร Direct Injection D-4S 200 แรงม้า (PS) เกียร์ธรรมดา 
หรือ อัตโนมัติ 6 จังหวะ ทันทีที่เวอร์ชันญี่ปุ่นเปิดตัวในช่วงไตรมาสแรกของปี 2012 รถรุ่นนี้ จะถูกสั่ง
นำเข้ามาขายในบ้านเราทันที และคาดว่าจะพบกันบนโชว์รูม Toyota ได้ในช่วงเดือนมิถุนายน

นอกจากนี้ Toyota ก็จะเพิ่มทางเลือก เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ ให้กับ รถกระบะ Hilux Vigo Champ
ตามมาในช่วงไตรมาส 2 – 3 ของปีนี้อีกด้วย เพื่อไม่ให้น้อยหน้าคู่แข่งในตลาดคันอื่นๆ ที่เริ่มยกระดับ
ไปใช้เกียร์อัตโนมัติ 5 หรือ 6 จังหวะ กับรถกระบะของตนกันเกือบหมดแล้ว แต่ไม่ต้องคาดหวังถึง
การปรับโฉม Minorchange อื่นใดที่มากมายไปกว่านี้

ล่วงเข้าสู่ปี 2013 อันเป็นปีที่ Akio Toyoda ประธานใหญ่ของ Toyota ประกาศว่า นับตั้งแต่ปี 2013
งานออกแบบของ Toyota จะเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีเอกลักษณ์ขึ้น และจะสวยงาม
ดึงดูดใจมากยิ่งขึ้น พรอ้มกันทั่วโลก

เราไม่รุ้ว่าจะจริงเท็จแค่ไหน แต่อย่างน้อย เค้าลางในประเด็นนี้ น่าจะเป็นความจริง อย่างน้อยก็คง
จะเริ่มต้นกันที่รุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน Full Model Change ของ Toyota VIOS ซึ่งคราวนี้ จะมี
รูปโฉมที่โฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น และดูมีพลังมากขึ้น กว่ารุ่นปัจจุบัน แต่คงจะต้องมีการปรับแต่งให้
เหมาะสมกับ Packaging ของรถเล็กพิกัดนี้ กันสักหน่อย
 
ส่วนรายละเอียดเครื่องยนต์ ไม่แตกต่างไปจากรุ่นปัจจุบันเท่าใดนัก ยืนหยัดอยู่กับเครื่องยนต์ รหัส
1NZ-FE 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,500 ซีซี 109 แรงม้า (PS) ตามเดิม แต่อาจปรับปรุงรายละเอียดภายใน
ให้มีแรงเสียดทานน้อยลง ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น และอาจมีแรงม้าเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ไม่กี่ตัว ขับเคลื่อน
ล้อหน้าด้วยเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติซึ่งข้อมูลเบื้องต้นในวันนี้ ระบุว่าจะยังคงเป็น
แบบ 4 จังหวะ ขณะเดียวกัน ยังไม่มีการ สรุปว่าเวอร์ชันไทยจะเปลี่ยนมาเป็นเกียร์อัตโนมัติ CVT
หรือไม่ แต่ระบบกันสะเทือนหน้า และหลัง จะยังคงใช้ รูปแบบเดียวกับรถรุ่นปัจจุบัน เพียงแต่ อาจมี
การปรับปรุงให้มีการยึดเกาะถนนที่ดียิ่งขึ้นไปอีก ส่วน พวงมาลัย ก็จะยังคงเป็น แบบเพาเวอร์ไฟฟ้า
 EPS ที่มีการปรับแต่งให้ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน

คาดว่า Vios ใหม่ จะเปิดตัวสู่สาธารณชนกันได้ ทันก่อนงาน Bangkok Motor Show จะเริ่มขึ้น
ไม่กี่สัปดาห์ น่าจะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม 2013 หากไม่มีการเปลี่ยนแผนใดๆ หลังจากนี้

จากนั้น ในช่วงครึ่งหลังของปี 2013 รถยนต์ ECO Car ของ Toyota จะพร้อมเปิดตัวสู่ตลาด
เป็นรายสุดท้าย หลังชาวบ้านเขา โดยในเบื้องต้น ECO Car คันนี้ จะเป็นรถยนต์ Hatchback
5 ประตู มีขนาดพอกัน หรือเล็กกว่า Yaris รุ่นปัจจุบันนิดเดียว ไม่มากนัก วางเครื่องยนต์
1.2 ลิตร ที่คาดว่าน่าจะพัฒนาร่วมกันกับ Daihatsu มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และอัตโนมัติ
CVT พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS โดยตัวรถ ECO Car ของ Toyota จะสร้างขึ้นบนพื้นตัวถัง
หรือ Platform เดียวกันกับ Vios รุ่นต่อไป นั่นหมายความว่า รายละเอียดงานวิศวกรรมต่างๆ
จะต้องถูกยกมาใช้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อการลงทุนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม งานออกแบบกำลังอยู่ในช่วงใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว  และได้ยินมาว่า มีเส้นสาย
คล้ายคลึงกับ Mitsubishi ASX / RVR อย่างมาก มาในสไตล์เหลี่ยมสันเฉียบคม ซึ่งชวนให้
สงสัยว่า จะมีลูกค้าสุภาพสตรี ชื่นชอบจนถึงขั้นจ่ายเงินเป็นเจ้าของจับจองกันมากอย่างที่คิด
หรือไม่? ดังนั้นเราคงต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวกันต่อไป ตลอดทั้งปี 2012

ถ้าในเมื่อ ECO Car ของ Toyota ยังออกแบบไม่เสร็จ นั่นก็หมายความว่า โครงการเปลี่ยนโฉม
ใหม่ทั้งคัน ให้กับ รถกระบะรุ่น Hilux ภายใต้รหัสที่เรียกกันภายในบริษัทว่า IMV 2 ก็น่าจะยัง
ออกแบบไม่เสร็จ ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเวลาที่ผ่านไป 1 ปี ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้ามากมาย
แต่ประการใด ยังถือว่าอยู่ในช่วงเข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบรูปลักษณ์ ทั้งภายใน และภายนอก
กันอยู่ คาดว่าเราจะเริ่มได้รับรู้ข้อมูลคร่าวๆ กันตั้งแต่ราวๆ ต้นปี 2013 แต่ที่แน่ๆ ขุมพลังของ
เวอร์ชันไทยจะยังเป็น เครื่องยนต์ตระกูล KD Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.5 และ 3.0 ลิตร
Commonrail Turbo VGT Intercooler รวมทั้งมีบานแค็บเปิดได้ แต่จะแก้ไขปรับปรุงสมรรถนะ
และการทรงตัวให้ดีขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน แล้วจะใช้ชื่อรุ่นว่าอะไร? เพราะยังมีความเป็นไปได้
ว่า Toyota จะไม่ใช้ชื่อ Vigo ต่อไป ซึ่งดูจะเป็นธรรมเนียมของค่ายนี้ ทุกครั้งที่เปลี่ยนโฉมใหม่
ทั้งคันในแบบ Full Modelchange ให้กับรถกระบะของตนอยู่แล้ว ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป
เพราะกว่าที่ Hilux ใหม่จะเปิดตัวก็ต้องรอกันไปถึงปี 2014 ดังนั้น ตอนนี้ มานั่งลุ้นยอดขายของ
Vigo Champ กันต่อดีกว่า

ท้ายสุด โครงการพัฒนา Corolla Altis รุ่นต่อไป ก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่ดี เพราะ ในรุ่นปัจจุบันนั้น
ไม่ถึงขั้นประสบความสำเร็จในตลาดโลก อย่างที่เคยเป็นมาเหมือนแต่ก่อน Headlightmag.com
มองว่า Toyota จำเป็นต้องมองหา Corolla ในแบบที่ยังคงคุณค่าของ Corolla ดั้งเดิมเอาไว้ ทั้งความ
ไว้ใจได้ ซ่อมบำรุงง่าย ราคาไม่แพง วัสดุต้องดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่มาในรูปลักษณ์ ที่ถอดร่างจำแลง
มาจาก Toyota Crown Athlete ซึ่งนั่นคือแนวทางที่เราเชื่อว่า จะทำให้ Corolla อยู่รอดปลอดภัย
ในตลาดโลก ไปอีกอย่างน้อย 1-2 เจเนอเรชัน ก่อนที่ Toyota อาจจะคิดยุติบทบาทของ Corolla ลง
ไม่วันใด ก็วันหนึ่ง ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นิตยสาร MAG-X ในญี่ปุ่น ได้เผยภาพถ่ายของ Corolla Axio เวอร์ชันญี่ปุ่น ออกมา
ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2011 แล้ว และบอกได้คำเดียวเลยว่า รุปร่างหน้าตา ไม่ได้มีอะไรให้ต้อง
ลุ้นมากนัก เพราะไม่มีความน่าตื่นเต้นเหลืออยู่เท่าไหร่  อาจจะพอฟัดเหวี่ยงกับ Honda Civic
2HC ใหม่ได้ แต่ถ้าเจอ Nissan L12F ก็อาจจะดับสนิท นั่นหมายความว่า หาก Corolla Altis ใหม่
เวอร์ชันไทย จะต้องใช้รูปร่างหน้าตา จาก เวอร์ชันญี่ปุ่น (Narrow Body) มาขยายความกว้าง
(Wide Body = Altis) กันเหมือนเดิมแล้ว โอกาสที่ Corolla Altis รุ่นนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ
ก็อาจเป็นไปได้สูง

กำหนดเปิดตัวของ Corolla ใหม่ ทั้งเวอร์ชันญี่ปุ่น และไทย ควรจะเปิดตัวในช่วงปี 2013 – 2014
เพียงแต่ว่าความเคลื่อนไหวของเวอร์ชันไทยตอนนี้ “ยังเลื่อนกำหนดการไปมาได้อย่างไร้ข้อสรุป”

มาดูแบรนด์รถยนต์หรู Lexus กันบ้าง ในไตรมาสแรกของปี 2012 นี้ Toyota Motor Thailand
จะเปิดตัว Lexus GS ใหม่ ในเมืองไทย คาดว่าน่าจะเป็นประเทศที่ 3 ในโลก และพร้อมออก
จำหน่ายในทันที มีให้เลือกครบทั้งรุ่น GS250 ขุมพลัง 4GR-FSE V6 DOHC 24 วาล์ว 2.5 ลิตร
215 แรงม้า (PS) ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.5 กก.-ม.ที่ 3,800 รอบ/นาที ขับเคลื่อน
ล้อหลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ และ GS350 Navigation Package เครื่องยนต์ 2GR-FE
บล็อก V6 DOHC 24 วาล์ว 3.5 ลิตร 318 แรงม้า (PS) ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิด 38.7 กก.-ม.
ที่ 4,800 รอบ/นาที ขับเคลื่อนล้อหลังด้วย เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Super ECT มาพร้อมกับ
เทคโนโลยีใหม่ ระบบ LDH ซึ่งควบคุมพวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียนพร้อมเพาเวอร์แบบใช้
อัตราทดเฟืองพวงมาลัยแปรผัน Variable Gear Ratio Steering (VGRS) รวมทั้งระบบช่วย
เลี้ยวที่ล้อคู่หลัง Dynamic Rear Steering (DRS) เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการลื่นไถลในช่วง
เข้าโค้งที่ความเร็วสูง โดยค่าตัวคาดว่าคงต้องมีระดับ 3 ล้านบาท ปลาย ๆ ถึง 5 ล้านบาทต้นๆ

และในช่วงครึ่งหลังของปี จะมี Lexus RX รุ่นปรับโฉม Minorchange ยกตระกูล เข้ามา
เปิดตัวในบ้านเรา ตามติดกันเลยทีเดียว เศรษฐีชาวไทยคนไหน เริ่มเบื่อดวงดาว และใบพัด
แถมกลัวความเสี่ยงจากค่ายห่วงเยอะ ก็แปรพักตร์มาดู Lexus กันได้
——————————————–

——————————————–

VOLVO
2012 : V60 CKD Made in Malaysia
2013 : XC90 Full Modelchange  

แม้ว่าในปี 2011 Volvo จะขยันกระตุ้นตลาด ด้วยแคมเปญการตลาดแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำ
S80 Saloon รุ่นยอดนิยมของตน มาอัพเกรดสมรรถนะด้วยอุปกรณ์ชุดแต่ง Polestar จนแรงสะใจ
ขายกันในจำนวนจำกัด รวมทั้ง แคมเปญการเงินพิเศษต่างๆ

แต่จริงๆแล้ว ปี 2011 ถือว่ามีความสำคัญ เพราะจะเป็นปีสุดท้ายที่ โรงงาน Thai Swedish Assembly
ยังคงทำการประกอบรถยนต์ Volvo ในเมืองไทย หลังจากนี้ โรงงานดังกล่าว จะหันไปประกอบ
รถบรรทุก Volvo Truck แทน เพราะในเมื่อ การนำเข้ารถยนต์นั่ง จากโรงงานของ Volvo ในประเทศ
มาเลเซีย ทำให้ต้นทุนในการทำตลาดถูกกว่า เพราะสามารถใช้สิทธิประโยชน์ตามข้อตกลงทางการค้า
AFTA ได้ แถมคุณภาพการประกอบ ก็ไม่ได้น้อยหน้าโรงงานในเมืองไทยเท่าใดนัก นั่นจึงทำให้
S80 กลายเป็นรถยนต์ Volvo ประกอบในไทย รุ่นสุดท้าย

ส่วนการนำเข้ารถยนต์ Volvo จากมาเลเซียนั้น เริ่มต้นมาตั้งแต่ ปี 2010 แล้ว ทั้งรุ่น S40 และ V50
ซึ่งทำตลาดในราคาถูกมาก เพียง 1,799,000 บาท รวมทั้งรุ่น XC60 และล่าสุด กับรุ่น S60 1.6 DRIVe
Turbo 180 แรงม้า เติมน้ำมันแก็สโซฮอลล์ E85 ได้ด้วย แต่เคาะราคาถูกมาก เริ่มต้นแค่ 1,899,000 บาท
และเริ่มได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างมาก แม้จะตองเลื่อนเปิดตัวจากช่วงเดือนตุลาคม อันเป็นผล
มาจากภาวะน้ำท่วมภาคกลางจนวุ่นวายกันไปหมดก็ตาม

ดังนั้น ปี 2012 นี้ สิ่งที่ Volvo ยังคิดว่า ต้องทำอยู่ต่อไป นอกเหนือจากจัดแคมเปญ ดัมพ์ราคาขาย
รถหลายรุ่น ตามงานต่างๆ จนกระชากใจลูกค้าไปได้ เยอะมาก! เพราะถูกยิ่งกว่าราคาช่วงเปิดตัว
แบบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เหมือนอย่างที่เคยทำแล้ว นั่นคือ การนำเข้า V60 ใหม่ CKD จาก
โรงงานใน มาเลเซีย มาเปิดตัวกัน โดยคาดว่า น่าจะเป็นขุมพลัง 1.6 ลิตร Turbo DRIVe 180 แรงม้า
เหมือนกับ S60 CKD และ คาดว่าค่าตัวน่าจะอยู่ที่ปวนเปี้ยนในระดับ 2 ล้านบาทเศษๆ ไม่น่าเกิน
2.2 ล้านบาท

ส่วนในปี 2013 คาดว่าเราจะได้เห็นการเปิดตัวของ Volvo XC90 ใหม่ กันเสียที หลังจากที่รุ่นปัจจุบัน
ลากขายกันจนจะเป็น Volvo รุ่นแซยิด กันอีกรุ่นไปแล้ว รายละเอียดทางวิศวกรรมยังไม่ปรากฎแน่ชัด
แต่ที่แน่ๆ น่าจะมีเส้นสายตัวถังในสไตล์ใหม่ ซึ่งไม่ค่อยโดนใจวัยรุ่นเท่าใดนัก เพราะได้แนวทาง
มาจากรถต้นแบบ Volvo Concept Universe และ Concept You ซึ่งนำงานออกแบบของ Volvo รุ่นเก่าๆ
มา ประยุกต์ใหม่อีกครั้ง จนทื่อๆแปลกๆ ภายใต้งานวิศวกรรมต่างๆ ร่วมกับ Volvo S80 รุ่นปัจจุบัน

——————————————–
 

 
VOLKSWAGEN
2012 : All New Beetle

ผ่านไปอีก 1 ปี ที่ความเคลื่อนไหวของ ไทยยานยนตร์ ผู้จำหน่าย Volkswagen อย่างเป็นทางการ
ในบ้านเรา มีให้ได้ยินกันไม่ค่อยมากมายนัก หากไม่นับการเปิดตัวรถตู้ Caravelle Multivan ใหม่
ขุมพลัง TDI ที่กลับมาขายกันอย่างจริงจังอีกครั้ง ในงาน Motor Expo ที่เพิ่งเสร็จสิ้นลงไป รวมทั้ง
Golf GTi Minorchange ที่เริ่มสั่งนำเข้ามาขายกันบ้างแล้วไม่กี่คัน

ในเมื่อข้อสรุปก็ยังคงเหมือนเดิมว่า บริษัทแม่จะยังไม่เข้ามาทำตลาดเอง ในช่วง 1-2 ปีนี้ ดังนั้น
คำถามก็คือ แล้ว ไทยยานยนตร์ ในบ้านเรา จะสั่งรถยนต์รุ่นไหนเข้ามาขายกันอีกละเนี่ย? ได้ยินว่า
สั่งรถจากเยอรมันไป ล็อตล่าสุด ราวๆ 70 คัน และเป็นรถเก๋งไม่น้อยเลยทีเดียว

เราได้แต่คาดหวังว่า 1 ในนั้น ควรจะมี Volkswagen Beetle ใหม่ล่าสุด เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่ง เพิ่ง
เปิดตัวไปหมาดๆในงาน Frankfurt Motor Show เดือนกันยายน 2011 และถึงแม้ว่า รุ่นที่เหมาะสม
ในการทำตลาดคือรุ่น 2.0 TSI เพราะใช้เครื่องยนต์เดียวกันกับ ทั้ง Golf GTi และ Scirocco แต่ถ้า
จะถามความเห็นของผู้คนในแวดวงรถยนต์ด้วยกัน ส่วนใหญ่ อยากเห็นการนำเข้ารุ่น 1.4 TSI
ขุมพลัง เล็กพริกขี้หนู Supercharger พ่วง Turbocharger 122 แรงม้า (HP) จนถึง 180 แรงม้า (HP)
มากกว่า เพราะน่าจะทำราคาได้ต่ำมาก ราวๆ 1.7 – 2 ล้านบาท ก็น่าจะไม่ยากเย็นนัก

Volkswagen Asia pacific ระบุว่า Beetle ใหม่จะเริ่มส่งถึงมือลูกค้าทั่วเอเซีย ในเดือนกุมภาพันธ์
2012 ดังนั้น เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่า ภายในช่วงใดช่วงหนึ่งของปีนี้ ไทยยานยนตร์ จะนำเข้า
Beetle ใหม่ และบรรดารถยนต์รุ่นปรับโฉม Minorchange ไปแล้ว ทั้ง Passat CC กับ Tiguan
และ Scirocco ใหม่ ได้หรือไม่?

Previous Post

N2709051_เศรษฐ ใจด บป าเข าไปทำงานท าน แต ากล บทำส งน านเศรษฐ Ep1_part2

Next Post

N2709031_ออ างท ชายชอบใช หญ งคนน นเขามาอ อยพ อน_part2

Next Post
N2709031_ออ างท ชายชอบใช หญ งคนน นเขามาอ อยพ อน_part2

N2709031_ออ างท ชายชอบใช หญ งคนน นเขามาอ อยพ อน_part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N0801014 การปฏ วต อหน าเพ อน บการปฏ วตอนอย บแฟน part2
  • N0801002 คนสม ยน เห นแก วจร งๆ ไม ยอมล กท งให คนพ การ part2
  • N0801010 ภรรยาย ดเง นเด อนสาม แบบน ได เหรอ part2
  • N0801022 งเด นย งไงของล ายค าเส ยหายกระเป าหน มาเลยนะ part2
  • N0801009 ทำมาเป นล มกระเป าต ดจะก นฟร ใช ไหม part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.