ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมยังจำความประทับใจครั้งแรกที่ได้เห็น Lexus RC คันจริงได้ไม่ลืมเลือน ย้อนกลับไปในยุคที่ตลาดรถยนต์คูเป้พรีเมียมกำลังดุเดือด Lexus ได้เปิดตัว RC เพื่อประกาศศักดาในเวทีโลกอย่างเต็มตัว ณ ตอนนั้น มันไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแบรนด์ ที่กล้าฉีกกรอบเดิมๆ และนิยามคำว่า “Luxury Sport Coupe” ขึ้นมาใหม่
ในวันนี้ ปี 2025 โลกยานยนต์ได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านเทคโนโลยี พลังงานขับเคลื่อน และความคาดหวังของผู้บริโภค แต่รากฐานอันแข็งแกร่งที่ Lexus RC ได้วางเอาไว้ ยังคงเป็นแก่นแท้ที่หล่อหลอม DNA ของรถสปอร์ต Lexus ยุคใหม่ให้ยังคงโดดเด่นไม่เหมือนใคร บทความนี้จะพาทุกท่านไปย้อนรอยความสุดยอดของ Lexus RC ในฐานะผู้บุกเบิก และสำรวจว่าจิตวิญญาณแห่ง “Radical Coupe” นี้ ยังคงขับเคลื่อน Lexus ไปสู่ทิศทางใดในตลาดรถยนต์หรูที่มีการแข่งขันสูงลิ่วในปัจจุบัน
กำเนิดแห่งคูเป้สายพันธุ์แท้: การปฏิวัติตัวตนของ Lexus
ก่อนหน้าการมาของ RC Lexus มีรถยนต์ 2 ประตูที่พยายามจะเข้าถึงตลาดคูเป้มาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Lexus SC400/SC300 ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคย แต่แท้จริงแล้วมันคือ Toyota Soarer ที่ถูกนำมาปรับโฉมใหม่และทำตลาดในอเมริกาเหนือ หรือแม้แต่ Lexus SC430 ในรุ่นต่อมา ที่พลิกโฉมเป็นคูเป้/เปิดประทุนในคันเดียวกัน แต่ก็ยังคงต้องแปะตรา Toyota Soarer ในตลาดญี่ปุ่นอยู่ช่วงหนึ่ง และ Lexus IS-C ซึ่งเป็นเพียงรุ่นเปิดประทุนจาก IS Sedan ที่เน้นการใช้งานแบบ Convertible มากกว่าความเป็น Pure Coupe
Lexus ตระหนักดีว่า เพื่อที่จะยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความสปอร์ตและเร้าใจยิ่งขึ้น จำเป็นต้องมีรถยนต์คูเป้ 2 ประตูอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ใช่แค่การนำรถซีดานมาตัดเป็น 2 ประตู แต่เป็นการสร้างขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง นี่คือที่มาของโปรเจกต์ RC ภายใต้การนำของหัวหน้าวิศวกรอย่าง Eiichi Kusama และ Junichi Furuyama ที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่า RC จะต้องเป็นมากกว่าแค่ IS 2 ประตูธรรมดาๆ แต่ต้องเป็น “Premium Coupe” ที่สามารถยกระดับภาพลักษณ์ของ Lexus ให้ดูน่าหลงใหลและดึงดูดใจกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ มากขึ้น
สิ่งที่ทำให้ Lexus RC โดดเด่นและเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนวัตกรรมยานยนต์ในยุคต่อมา คือการตัดสินใจอันกล้าหาญในการใช้โครงสร้างพื้นตัวถัง (Platform) ที่ผสมผสานจากรถยนต์ถึง 3 รุ่น นั่นคือส่วนหัวของตัวรถนำมาจาก Lexus GS เพื่อความแข็งแกร่งและสมรรถนะ ส่วนห้องโดยสารมาจาก Lexus IS-C ที่ปรับปรุงความกว้างของคาน Cross Member และช่วงท้ายรถนำมาจาก Lexus IS Sedan โครงสร้าง “Tailored Platform” เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและมีต้นทุนสูง แต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Lexus ในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไป ผลลัพธ์ที่ได้คือโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ (Body Rigidity) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสมรรถนะการบังคับควบคุมที่เฉียบคมและแม่นยำ
งานดีไซน์: ศิลปะแห่งความเร้าอารมณ์ที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจในปี 2025
Yasuo Kajino หัวหน้านักออกแบบของ Lexus ในเวลานั้น มีความตั้งใจที่จะสร้าง RC ให้เป็นรถยนต์คูเป้ที่ “เปี่ยมด้วยเส้นสายเร้าอารมณ์ ดึงดูดใจให้คุณเข้าไปสัมผัส หรือลองขับ ในทันทีที่ได้พบเห็น” และเขาก็ทำได้สำเร็จ ด้วยสัดส่วน “Wide & Low” ที่แสดงถึงพลวัตรอันน่าทึ่ง กระจังหน้า Spindle Grille อันเป็นเอกลักษณ์ของ Lexus ถูกนำมาปรับใช้ใน RC รุ่นปกติด้วยลายซี่ตรงแนวตั้ง และในรุ่น F Sport ด้วยลาย “กรงตาข่าย” ที่ดุดัน ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของ Lexus มาจนถึงปัจจุบัน และยังคงได้รับการพัฒนาให้มีความทันสมัยและโดดเด่นยิ่งขึ้นในรถยนต์ Lexus รุ่นใหม่ๆ ที่เปิดตัวในปี 2025
การออกแบบไฟหน้า LED แบบ 3 หลอด พร้อมไฟ DRL รูปตัว L แยกส่วน ยังคงเป็นองค์ประกอบที่แม้ในยุคนั้นจะดูแปลกตาสำหรับบางคน แต่ก็สร้างความจดจำและกลายเป็นลายเซ็นสำคัญที่ Lexus นำไปต่อยอดในโมเดลอื่นๆ ในขณะที่ไฟท้าย LED แบบ L-Motif-Style ที่ Kusama ต้องการให้ดูเหมือน “ประกายระยิบระยับจากอัญมณีล้ำค่า” ก็ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับงานออกแบบไฟท้ายของ Lexus ที่ยังคงโดดเด่นและเป็นที่จดจำมาจนถึงทุกวันนี้ การใช้สี Radiant Red (3T5) เป็นสีโปรโมท ก็สะท้อนถึงความเข้าใจในจิตวิทยาของสี ที่สามารถบ่งบอกถึงพลวัตรและคุณภาพของตัวรถได้อย่างชัดเจน
ในยุค 2025 ที่ดีไซน์รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์หรูพยายามฉีกกรอบ Lexus ยังคงยึดมั่นในปรัชญาการออกแบบที่ผสมผสานความสง่างามและความสปอร์ตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว และมรดกทางดีไซน์ของ RC ก็ยังคงเป็นแม่แบบสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการสร้างสรรค์เส้นสายที่เหนือกาลเวลา
ห้องโดยสาร: ที่หลอมรวมความหรูหรา นวัตกรรม และความใส่ใจในรายละเอียด
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารของ Lexus RC ประสบการณ์แรกที่สัมผัสได้คือคุณภาพของวัสดุและการประกอบที่ไร้ที่ติ ตามแบบฉบับงานฝีมือระดับ “Takumi” ของ Lexus เบาะนั่ง F Sport หุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ Smooth Leather ทั้งสีดำและสีแดง Dark Rose พร้อมการเย็บตะเข็บที่ประณีต ให้ความรู้สึกโอบกระชับและรองรับสรีระได้เป็นอย่างดี ระบบ Heater อุ่นเบาะและพัดลมระบายอากาศ (Air Ventilation) ที่ช่วยระบายความชื้น คือฟังก์ชันที่แม้ในปี 2025 ก็ยังคงเป็นมาตรฐานของรถยนต์หรูที่ Lexus ไม่เคยละเลย เพื่อมอบความสบายสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
แผงหน้าปัดที่ยกชุดมาจาก Lexus IS ได้รับแรงบันดาลใจจากมาตรวัดของซูเปอร์คาร์อย่าง Lexus LF-A โดยสามารถปรับการแสดงผลได้หลากหลายรูปแบบ จอแสดงผล TFT ขนาด 4.2 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลได้อย่างครบถ้วน รวมถึงมาตรวัด Boost ของ Turbocharger ในรุ่น 200t ก็เป็นตัวบ่งชี้ถึงความใส่ใจในรายละเอียดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่สไตล์สปอร์ต การออกแบบที่แบ่งเป็น Upper Zone (Display Zone) และ Lower Zone (Operation Zone) ยังคงเป็นแนวทางที่ Lexus ใช้ในการจัดวาง Layout ภายในห้องโดยสารในยุคปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงข้อมูลและควบคุมระบบต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติและไม่เสียสมาธิ
สิ่งที่ผู้รักเสียงเพลงยังคงจดจำได้ดีคือชุดเครื่องเสียง Mark Levinson ที่เป็นแบรนด์คู่บุญของ Lexus Mark Levinson ใน RC มาพร้อมลำโพง 17 ชิ้น ระบบเสียง Surround 5.1 Channel และ Signal Doctor ที่ช่วยยกระดับคุณภาพไฟล์เพลงที่ถูกบีบอัดให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ซึ่งเป็นประสบการณ์เสียงที่ “ฟินใช้ได้” และเป็นมาตรฐานที่ Lexus ยังคงรักษาไว้ในรถยนต์ระดับพรีเมียมในปัจจุบัน การควบคุมระบบต่างๆ ผ่านจอภาพ Monitor สี EMV ขนาด 7 นิ้ว และแป้น Remote Touch Interface (RTI Touch Pad) ก็เป็นการแสดงออกถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อความสะดวกสบายและประสบการณ์ผู้ใช้ที่เหนือระดับ แม้ในปี 2025 อินโฟเทนเมนต์ของ Lexus จะก้าวไปสู่ระบบหน้าจอสัมผัสที่ใหญ่ขึ้นและตอบสนองได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก แต่ RTI ก็เป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความพยายามของ Lexus ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การใช้งานที่แตกต่าง
สมรรถนะการขับขี่: สุนทรียภาพแห่งความสมดุลในแบบฉบับ Lexus (2025 Perspective)
ในบทบาทของผู้เชี่ยวชาญ ผมขอย้ำว่าหัวใจสำคัญของ Lexus RC คือ “สมรรถนะการขับขี่” ที่ได้รับการปรับจูนมาอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ แม้ในยุคที่ RC200t เปิดตัวในปี 2016 เครื่องยนต์ 8AR-FTS บล็อก 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ (245 แรงม้า, 350 นิวตันเมตร) ถือเป็นก้าวสำคัญของ Lexus ในการนำเทคโนโลยีเทอร์โบชาร์จมาใช้ และมันยังคงเป็นรากฐานที่ส่งผลต่อ “ระบบขับเคลื่อนสมรรถนะสูง” ของ Lexus ในปี 2025
แม้ในอดีต ผมจะเคยรู้สึกว่า “การตอบสนองคันเร่ง” ของ RC200t ในบางจังหวะยังไม่ฉับไวเท่าที่ควร โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ NX200t ที่ใช้เครื่องยนต์เดียวกัน นี่คือจุดที่ Lexus ได้เรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2025 Lexus ได้นำเอาประสบการณ์เหล่านี้มาปรับจูน “โหมดการขับขี่ Sport+” และการตอบสนองของระบบ Drive Mode Select ให้มีความเฉียบคมและเร้าใจยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ที่มองหา “ประสบการณ์ขับขี่เหนือระดับ” อย่างแท้จริง
“ระบบส่งกำลัง” ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ SPDS (Sport Direct Shift) จาก AISIN ถือเป็นเกียร์ที่ทำงานได้อย่างนุ่มนวลและราบรื่นในโหมด D ปกติ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นโหมด M หรือใช้ Paddle Shift ก็จะปลุกความกระฉับกระเฉงขึ้นมาทันที ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ยังคงพบเห็นได้ใน “นวัตกรรมยานยนต์” ของ Lexus ปี 2025 ที่เน้นการผสมผสานระหว่างความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันกับสมรรถนะที่พร้อมใช้งาน
“ระบบบังคับเลี้ยว” แบบพวงมาลัยไฟฟ้า EPS (Electronic Power Steering) ของ RC ได้รับการเซ็ตมาอย่างดี ให้มีน้ำหนักและความหนืดที่เหมาะสม ตั้งแต่ความเร็วต่ำไปจนถึงความเร็วสูง ด้วยรัศมีวงเลี้ยวที่แคบอย่างน่าประหลาดใจ (5.2 เมตร) มันให้ความรู้สึกที่แม่นยำและมั่นใจ นี่คือปรัชญาการออกแบบ “พวงมาลัยไฟฟ้าแม่นยำ” ที่ Lexus ยังคงรักษาไว้ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ โดยปรับจูนให้ “การควบคุมรถ” มีความเป็นธรรมชาติและสื่อสารกับผู้ขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม
ส่วน “ช่วงล่าง Adaptive” แบบ Double Wishbone ด้านหน้าและ Multi-Link ด้านหลัง พร้อมระบบ AVS (Adaptive Variable Suspension System) เป็นจุดเด่นที่ทำให้ RC มีบุคลิกที่แตกต่าง มันถูกเซ็ตมาในแนว “นุ่มแน่น” สไตล์ Lexus ที่ให้ความสบายในการขับขี่บนสภาพถนนที่หลากหลายของประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความกระชับและคล่องแคล่ว ไม่ย้วย ทำให้ RC เป็นรถที่ “ขับสบาย” แต่ก็ยัง “ยึดเกาะถนนเป็นเลิศ” เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ Lexus ยังคงนำเสนอใน “รถสปอร์ตพรีเมียม Lexus” รุ่นปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่ม F Sport ที่ยังคงให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างความสะดวกสบายกับสมรรถนะ
“ระบบห้ามล้อ” แบบดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมเทคโนโลยีชั้นสูงอย่าง ABS, EBD, Brake Assist และ VDIM (Vehicle Dynamics Integrated Management) ซึ่งเป็นการควบคุมเสถียรภาพแบบองค์รวม ได้มอบประสิทธิภาพการเบรกที่มั่นใจได้ และเป็นส่วนสำคัญของ “ระบบความปลอดภัย Lexus” ที่ช่วยปกป้องผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์
ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยี: มาตรฐานที่ล้ำหน้าและยังคงพัฒนาต่อเนื่องในปี 2025
Lexus RC ในยุคนั้นมาพร้อมกับ “ระบบความปลอดภัยเชิงรุก” และเชิงปกป้องที่ครบครัน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ Lexus ยังคงยึดมั่นและพัฒนาให้ล้ำหน้ายิ่งขึ้นในปี 2025 ไม่ว่าจะเป็นระบบ LDA (Lane Departure Alert) ที่เตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจ, ระบบ BSM (Blind Spot Monitor System) ที่แจ้งเตือนรถในจุดอับสายตา, และระบบ RCTA (Rear Cross Traffic Alert) ที่ช่วยในการถอยรถออกจากช่องจอดได้อย่างปลอดภัย ระบบ AHB (Automatic High Beam System) และฝากระโปรงหน้าแบบ PUH (Pop Up Hood) ที่ช่วยลดการบาดเจ็บของคนเดินถนนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ล้วนเป็นนวัตกรรมที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Lexus ในการสร้าง “รถยนต์ที่ปลอดภัยที่สุด”
ในยุค 2025 “Lexus Safety System+” ได้ยกระดับเทคโนโลยีเหล่านี้ให้มีความอัจฉริยะและซับซ้อนยิ่งขึ้น แต่รากฐานที่ RC ได้วางไว้ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญ นอกจากนี้ โครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ Crumple Zone พร้อมถุงลมนิรภัย 8 จุด (คู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านลมนิรภัย, ถุงลมหัวเข่า) และเข็มขัดนิรภัยแบบ Pretensioner & Load Limiter ก็เป็นเครื่องยืนยันถึง “โครงสร้างตัวถังนิรภัย” ที่แข็งแกร่งของ RC ซึ่งผ่านการทดสอบการชนจากสถาบัน IIHS ในระดับสูงสุด
การประหยัดพลังงานและการเดินทางสู่ความยั่งยืนในปี 2025
แม้ RC200t จะเป็นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ แต่ผลการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในอดีตกลับทำได้ดีกว่าที่เคลมไว้ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ 8AR-FTS และเกียร์ 8 จังหวะที่ได้รับการปรับจูนมาอย่างดี
ในยุค 2025 ที่ “เทคโนโลยีไฮบริด Lexus” และ “ระบบส่งกำลังไฟฟ้า” กลายเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ Lexus ได้นำเอาบทเรียนจากการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีประสิทธิภาพ มาต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ “ระบบขับเคลื่อนที่ยั่งยืน” มากยิ่งขึ้น รถยนต์ Lexus ในปัจจุบันไม่เพียงแค่ให้ “การประหยัดน้ำมัน” ที่ยอดเยี่ยม แต่ยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญ ตอบรับกับเทรนด์โลกที่มุ่งสู่ “ความยั่งยืน” และความเป็นกลางทางคาร์บอน Lexus RC300h ซึ่งเป็นรุ่นไฮบริดในอดีต ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Lexus ในการผสมผสานสมรรถนะเข้ากับประสิทธิภาพพลังงานได้อย่างลงตัว
บทสรุป: มรดกแห่งความหรูหรา สมรรถนะ และความท้าทายด้านราคาในตลาดไทย
Lexus RC ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นรถยนต์คูเป้ที่ “สุดโต่ง” ในแบบของมันเอง ไม่ใช่แค่รถสปอร์ตดาษๆ แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง “ความหรูหรา” “สมรรถนะ” และ “ความสบายในการขับขี่” ที่หาได้ยาก ทีมวิศวกรของ Lexus ได้ทุ่มเททั้งใจและความรู้ในการสร้างสรรค์รถคันนี้ ตั้งแต่โครงสร้างแพลตฟอร์มที่เป็นเอกลักษณ์ การปรับจูนช่วงล่างและพวงมาลัย ไปจนถึงความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ภายในห้องโดยสาร ทำให้ RC กลายเป็น “Relax Coupe” ที่มอบความผ่อนคลายและความเพลิดเพลินในการขับขี่ได้อย่างน่าประทับใจ
อย่างไรก็ตาม ข้อท้าทายสำคัญที่ทำให้ Lexus RC ไม่สามารถแจ้งเกิดในตลาดประเทศไทยได้อย่างเต็มที่ คือ “ราคา Lexus RC” ที่สูงลิ่วในยุคนั้น เมื่อเทียบกับ “คู่แข่งรถคูเป้” พรีเมียมจากเยอรมนีที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่ามาก ปัญหานี้ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับ Lexus ในตลาดรถยนต์หรูของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน แม้ในปี 2025 แบรนด์ Lexus จะยังคงยึดมั่นในคุณภาพ นวัตกรรม และงานฝีมือระดับสูง แต่การกำหนดราคาที่เหมาะสมกับ “สถานการณ์ตลาดปัจจุบัน” และภาษีนำเข้ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ “อนาคตรถยนต์ Lexus” เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในประเทศไทย
ถึงแม้ Lexus RC รุ่นแรกๆ จะเป็นรถยนต์ที่ผ่านมาแล้วหลายปี แต่จิตวิญญาณแห่ง “Radical Coupe” ของมันยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับ Lexus ในการสร้างสรรค์ “รถสปอร์ตพรีเมียม” รุ่นใหม่ๆ ที่ยังคงเน้นย้ำถึง “สมรรถนะการขับขี่” ที่เหนือชั้น “ดีไซน์รถยนต์หรู” ที่เป็นเอกลักษณ์ และ “ประสบการณ์ขับขี่เหนือระดับ” ที่ผสมผสานความเร้าใจและความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
หากคุณคือผู้ที่กำลังมองหา “รถคูเป้หรู 2025” ที่มอบทั้งความสง่างามและความสปอร์ต พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและความใส่ใจในทุกรายละเอียด ผมขอเชิญชวนให้คุณได้สัมผัสและทำความเข้าใจถึงปรัชญาเบื้องหลัง Lexus RC และรถยนต์ Lexus รุ่นปัจจุบัน ที่ยังคงสืบทอดมรดกอันล้ำค่านี้เอาไว้
อย่ารอช้าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร! เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมและ “รถสปอร์ตพรีเมียม Lexus” รุ่นล่าสุดได้ที่โชว์รูม Lexus ใกล้บ้านคุณ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา เพื่อ “สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับ” ที่รอคุณอยู่

