นับย้อนกลับไปเกือบหนึ่งทศวรรษจากวันนี้ ในปี 2559 ที่เราได้เห็นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรถกระบะและ SUV อย่าง Ford Ranger และ Everest ท่ามกลางภาพรวมตลาดที่ผันผวน ใครจะคาดคิดว่าภายในไม่กี่ปี โลกยานยนต์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้ ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์ไทยมากว่า 10 ปี ผมได้เห็นการพลิกผันและวิวัฒนาการที่น่าทึ่งจากยุคของเครื่องยนต์สันดาปสู่ยุคแห่งพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีดิจิทัล อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2568 ไม่ใช่แค่การขับเคลื่อนจากจุด A ไปจุด B อีกต่อไป แต่เป็นการเดินทางที่เชื่อมโยงถึงกัน ฉลาดขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกถึงภาพรวมของตลาด เทรนด์สำคัญ และอนาคตที่เรากำลังเผชิญ เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหวในภูมิทัศน์ยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้
การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ยานยนต์ไทย: จาก 2559 สู่ 2568
หากย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 2559 ตลาดรถยนต์ไทยยังคงเป็นดินแดนที่รถกระบะครองบัลลังก์อย่างภาคภูมิ และ SUV ขนาดกลางก็กำลังผงาดขึ้นมาเป็นดาวเด่น สภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นทำให้หลายค่ายต้องประคองตัว แต่บางแบรนด์อย่าง Ford ก็สามารถสร้างการเติบโตสวนกระแสได้ด้วยยอดขายที่แข็งแกร่งของ Ranger และ Everest ที่เป็นที่ยอมรับในเรื่องความแกร่งและเทคโนโลยีที่เริ่มเข้ามามีบทบาท แต่ในเวลานั้น “รถยนต์ไฟฟ้า” ยังเป็นเพียงแนวคิดที่ไกลตัว และ “การเชื่อมต่ออัจฉริยะ” ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
ก้าวสู่ปี 2568 ภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับเคลื่อน แต่เป็นการปฏิวัติในทุกมิติ ทั้งเทคโนโลยีการผลิต พฤติกรรมผู้บริโภค นโยบายภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐาน “ยานยนต์ไฟฟ้า” หรือ EV ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ต้องจับตามองอีกต่อไป แต่กลายเป็นกระแสหลักที่ขับเคลื่อนตลาดอย่างจริงจัง มีรถ EV หลากหลายรุ่นให้เลือกสรร ตั้งแต่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ ไปจนถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จขยายตัวอย่างรวดเร็ว และนวัตกรรมแบตเตอรี่ก็ก้าวหน้าไปไกลกว่าที่เคยคาดคิด
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้คือการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก แรงกดดันจากภาครัฐในการลดมลพิษ และเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงขึ้น ระยะทางวิ่งยาวนานขึ้น และราคาเข้าถึงได้มากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น การเชื่อมต่อดิจิทัล (Connectivity) และระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่รถยนต์แทบทุกรุ่นต้องมี อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงก้าวเข้าสู่ยุคแห่ง Smart Mobility และ Sustainability อย่างเต็มตัว
Ford ในยุค EV: การปรับตัวของตำนานกระบะและ SUV
ในปี 2559 Ford ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้เล่นคนสำคัญในตลาดรถกระบะและ SUV ด้วย Ranger ที่ได้รับฉายา “เกิดมาแกร่ง” และ Everest เจ้าของรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยม ที่ผสมผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับความแข็งแกร่งและสมรรถนะการประหยัดน้ำมัน สิ่งเหล่านี้คือรากฐานที่มั่นคง แต่ในตลาดปี 2568 ที่เทคโนโลยี EV กำลังมาแรง Ford ได้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวและวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล
ปัจจุบัน Ford Ranger และ Everest ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความแกร่งและเทคโนโลยีสันดาปภายในเท่านั้น แต่ได้ก้าวเข้าสู่ยุคของพลังงานทางเลือกอย่างเต็มตัว เราได้เห็นการนำเสนอรุ่น Hybrid และ Plug-in Hybrid ที่ให้สมรรถนะที่ทรงพลังควบคู่ไปกับการประหยัดเชื้อเพลิงที่เหนือกว่า ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและกลุ่มธุรกิจที่ต้องการประสิทธิภาพและความยั่งยืนมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น กระแสของ “กระบะไฟฟ้า” กำลังก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน และ Ford ก็เป็นหนึ่งในผู้นำในการพัฒนานวัตกรรมนี้ โดยมีแนวคิดของ F-150 Lightning เป็นต้นแบบที่น่าสนใจสำหรับตลาดทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังจะถูกถ่ายทอดลงมาสู่ Ranger ในอนาคตอันใกล้เพื่อตอบสนองความต้องการในภูมิภาคนี้
เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ Ford เคยนำเสนอผ่าน SYNC 3 เมื่อเกือบสิบปีก่อนได้พัฒนาไปสู่ระบบที่ซับซ้อนและไร้รอยต่อมากขึ้นในปี 2568 รถยนต์ Ford ในปัจจุบันมาพร้อมกับระบบสาระบันเทิงที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา (Always-On Connectivity) สามารถอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-The-Air (OTA) ได้ ทำให้รถของคุณทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ต้องเข้าศูนย์บ่อยครั้ง ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) อย่าง Ford Co-Pilot360™ หรือเทียบเท่า ได้กลายเป็นมาตรฐานที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบปรับได้ (Adaptive Cruise Control) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping Assist) หรือระบบเตือนการชนด้านหน้า (Pre-Collision Assist) ล้วนแล้วแต่ทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาด เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจในการเดินทาง
นอกจากเรื่องของตัวรถแล้ว การสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่น่าประทับใจยังคงเป็นหัวใจสำคัญของ Ford ในปี 2568 แผนการขยายเครือข่ายศูนย์บริการยังคงดำเนินต่อไป แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือการยกระดับบริการหลังการขายด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การนัดหมายเข้ารับบริการออนไลน์ การติดตามสถานะการซ่อมบำรุงผ่านแอปพลิเคชัน และการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญผ่านช่องทางดิจิทัล ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสะดวกสบายสูงสุดให้แก่ลูกค้า การเข้าถึงแบรนด์ Ford ไม่ใช่แค่การเยี่ยมชมโชว์รูมอีกต่อไป แต่เป็นการเชื่อมโยงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา Ford ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเป็นผู้นำในตลาดไม่ได้มาจากผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาจากการเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
การครองตลาดของ Crossover และ Smart Mobility: บทเรียนจาก BR-V สู่ยุคใหม่
เมื่อครั้ง Honda BR-V เปิดตัวในปี 2559 ในฐานะ “Sub-Compact Crossover” ที่มาเติมเต็มช่องว่างระหว่าง Mobilio และ CR-V ด้วยจุดเด่นของดีไซน์สไตล์รถลุย พื้นที่ภายในที่ยืดหยุ่น และเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร i-VTEC ที่ประหยัดพลังงานในเมือง สิ่งนี้ได้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้คนไทยได้รู้จักกับรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็กที่ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี ด้วยความสูงจากพื้น 201 มม. ที่ช่วยให้ลุยได้พอประมาณ และห้องโดยสารที่รองรับได้ถึง 7 ที่นั่ง ทำให้ BR-V กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในตลาดขณะนั้น
ก้าวเข้าสู่ปี 2568 ตลาดรถยนต์ Crossover ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในเซกเมนต์ที่เติบโตและมีการแข่งขันสูงที่สุดอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิถีชีวิตคนเมืองที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคต้องการรถที่คล่องตัวสำหรับการเดินทางในเมือง แต่ยังคงมีพื้นที่ใช้สอยเพียงพอสำหรับครอบครัว และสามารถขับขี่ออกนอกเมืองได้อย่างมั่นใจ Crossover ในปี 2568 ไม่ได้มีแค่เครื่องยนต์สันดาปภายในเท่านั้น แต่ได้ถูกยกระดับไปสู่รุ่น Hybrid และ Full-Electric อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นในการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้งาน ความประหยัด และความยั่งยืน
ผู้เล่นในตลาด Crossover ได้ขยายวงกว้างออกไปอย่างมาก ไม่ได้มีแค่แบรนด์ญี่ปุ่นดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังมีแบรนด์จีนและยุโรปจำนวนมากเข้ามาแบ่งเค้กตลาดนี้ โดยนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยในราคาที่เข้าถึงได้ รถ Crossover ยุคใหม่ถูกออกแบบมาให้เป็น “Smart Mobility” ที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้อย่างไร้รอยต่อ มีหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ที่รองรับ Apple CarPlay/Android Auto แบบไร้สาย มีแอปพลิเคชันสำหรับควบคุมรถระยะไกล และมีระบบช่วยจอดอัตโนมัติที่ช่วยให้การขับขี่ในเมืองง่ายขึ้น
ในด้านความปลอดภัย ระบบ Honda Sensing หรือเทียบเท่าในแบรนด์อื่น ๆ ได้กลายเป็นมาตรฐานสำคัญที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบช่วยเบรก ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ล้วนแล้วแต่เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่และป้องกันอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่น่าสนใจคือ Crossover ในปี 2568 ได้รับการปรับปรุงเรื่องการขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ช่วงล่างที่เคยให้ความรู้สึก “แข็งบ้าง โยนบ้าง” ในยุคเริ่มต้น ได้รับการพัฒนาให้มีความนุ่มนวลและเกาะถนนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การควบคุมพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) มีน้ำหนักที่เหมาะสมในทุกย่านความเร็ว และระบบเบรกก็ได้รับการปรับปรุงให้แม่นยำและมั่นใจได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมืองที่การจราจรหนาแน่น หรือการออกทริปต่างจังหวัดที่ต้องการสมรรถนะบนเส้นทางที่หลากหลาย Crossover ในปี 2568 พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้อย่างไร้ที่ติ ทำให้เซกเมนต์นี้ยังคงเป็นดาวเด่นที่น่าจับตาในตลาดรถยนต์ไทยไปอีกนาน
ซูเปอร์คาร์แห่งยุค: พลังงานไฟฟ้าและความเหนือระดับในแบบเฉพาะตัว
ในปี 2559 ข่าวการเปิดตัว Mazzanti Evantra Millecavalli ซูเปอร์คาร์สัญชาติอิตาเลียนที่อวดอ้างกำลัง 1,000 แรงม้า ด้วยเครื่องยนต์ 7.2 ลิตร V8 Twinturbo ที่แรงจัดจนแซงหน้า Ferrari LaFerrari และ Lamborghini Aventador LP 700-4 ได้สร้างความฮือฮาในวงการ ซูเปอร์คาร์ในยุคนั้นยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความเร็ว ความดิบ และเสียงเครื่องยนต์คำรามที่เร้าใจ เป็นภาพลักษณ์ที่เราคุ้นเคยจากแบรนด์ดังอย่าง Lamborghini หรือ Ferrari
แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2568 นิยามของ “ซูเปอร์คาร์” ได้ถูกพลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดประเทศไทย ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นเจ้าของเครื่องยนต์สันดาปภายในสุดทรงพลังอีกต่อไป ซูเปอร์คาร์ยุคใหม่เน้นไปที่ “สมรรถนะไฟฟ้าสูงสุด” หรือ Electric Hypercar ที่สามารถมอบอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 วินาที และความเร็วสูงสุดที่เกิน 400 กม./ชม. กลายเป็นเรื่องปกติ
สิ่งที่น่าสนใจคือ การมาถึงของซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าไม่ได้ลดทอนความพิเศษหรือความหรูหราลงเลย ตรงกันข้าม กลับเป็นการยกระดับไปอีกขั้น ด้วยการผสานนวัตกรรมแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากับงานดีไซน์ที่ล้ำสมัยและแอโรไดนามิกส์ที่สมบูรณ์แบบ แบรนด์ซูเปอร์คาร์ระดับโลกต่างหันมาลงทุนในการวิจัยและพัฒนา EV Hypercar อย่างจริงจัง เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มองหาสมรรถนะอันเป็นที่สุด ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และแน่นอนว่าตลาดซูเปอร์คาร์ในประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลจากเทรนด์นี้อย่างเต็มที่ นักสะสมและผู้หลงใหลความเร็วในบ้านเราก็เริ่มมองหารถยนต์สมรรถนะสูงที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ากันมากขึ้น
นอกจากสมรรถนะแล้ว ซูเปอร์คาร์ในปี 2568 ยังเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์เฉพาะตัว (Exclusive Experience) มากกว่าเดิม ตั้งแต่กระบวนการสั่งผลิตแบบ Bespoke Customization ที่ลูกค้าสามารถเลือกวัสดุ สีสัน และฟีเจอร์ต่างๆ ได้ตามความต้องการ เพื่อให้ได้รถยนต์ที่ไม่เหมือนใครไปจนถึงบริการหลังการขายที่เหนือระดับ การดูแลรักษารถยนต์สมรรถนะสูงในยุคไฟฟ้าก็มีความซับซ้อนและเฉพาะทางมากขึ้น ผู้เป็นเจ้าของจึงต้องการการบริการจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ตลาดซูเปอร์คาร์ในประเทศไทยยังคงเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปในทิศทางของพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่ยั่งยืน การนำเข้าซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าและรถยนต์หรู EV เข้ามาในประเทศก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงรสนิยมและความพร้อมของกลุ่มผู้บริโภคระดับบนที่จะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว ซูเปอร์คาร์จึงไม่ใช่แค่ความเร็ว แต่คือการแสดงออกถึงนวัตกรรม ความยั่งยืน และสถานะทางสังคมในศตวรรษที่ 21
งานแสดงรถยนต์ในยุคดิจิทัล: จากรถแต่งสู่ Eco-System แห่งอนาคต
ย้อนกลับไปในปี 2559 งาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต ซาลอน” ครั้งที่ 4 ได้สร้างความตื่นเต้นด้วยการนำสุดยอดรถแต่งจาก Tokyo Auto Salon มาอวดโฉม รวมถึงรถแต่งจากมาเลเซีย และกิจกรรมบันเทิงอย่าง Sexy Car Wash ที่เป็นที่สนใจของผู้ชมจำนวนมาก งานในยุคนั้นเน้นไปที่การโชว์สมรรถนะการปรับแต่ง ความสวยงามของรถยนต์ที่ได้รับการโมดิฟาย และการสร้างความบันเทิงในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย ซึ่งสะท้อนถึงรสนิยมและวัฒนธรรมการแต่งรถที่รุ่งเรืองในขณะนั้น
ก้าวสู่ปี 2568 บทบาทของงานแสดงรถยนต์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แม้กิจกรรมที่เน้นความบันเทิงและรถแต่งยังคงมีอยู่บ้างเพื่อสร้างสีสัน แต่ไฮไลท์หลักของงานแสดงรถยนต์ระดับประเทศอย่าง “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” หรือ “ออโต ซาลอน” ยุคใหม่ได้หันมามุ่งเน้นที่การนำเสนอ “เทคโนโลยีแห่งอนาคต” และ “Eco-System ของยานยนต์ไฟฟ้า” เป็นหลัก
ปัจจุบันงานแสดงรถยนต์กลายเป็นเวทีสำคัญในการเปิดตัวรถยนต์ EV รุ่นใหม่ๆ ทั้งจากแบรนด์ดังระดับโลกและแบรนด์เกิดใหม่จากจีน ที่เข้ามาสร้างความคึกคักให้กับตลาดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผู้ชมงานไม่เพียงแค่มาดูรถยนต์ที่สวยงามหรือสมรรถนะสูงเท่านั้น แต่ยังมาเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมแบตเตอรี่ เทคโนโลยีการชาร์จ ระบบขับขี่อัตโนมัติ และบริการด้านการเชื่อมต่อต่างๆ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของการเดินทาง การจัดแสดงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวรถยนต์ แต่รวมถึงสถานีชาร์จ การจัดการพลังงานอัจฉริยะ และโซลูชันด้าน Mobility อื่นๆ ที่ครบวงจร
เทรนด์ “รถแต่ง” ก็ยังคงอยู่ แต่ได้วิวัฒนาการไปสู่รูปแบบที่แตกต่างออกไป จากเดิมที่เน้นการเพิ่มแรงม้าหรือปรับแต่งเครื่องยนต์สันดาป ปัจจุบันการแต่งรถได้ขยายไปสู่การปรับแต่งด้านสุนทรียภาพ (Aesthetics) การเพิ่มประสิทธิภาพของแอโรไดนามิกส์สำหรับรถ EV หรือแม้กระทั่งการปรับแต่งระบบซอฟต์แวร์และอินเทอร์เฟซภายในรถยนต์ การนำเสนอรถแต่งจึงเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะ วิศวกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัล
นอกจากนี้ งานแสดงรถยนต์ในยุคดิจิทัลยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้เข้าชมในรูปแบบเสมือนจริง (Virtual Experience) มากขึ้น การนำเสนอข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การถ่ายทอดสดกิจกรรมต่างๆ และการใช้เทคโนโลยี AR/VR เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถสำรวจรถยนต์ได้อย่างใกล้ชิดจากที่บ้าน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขยายขอบเขตของงานให้กว้างขวางและเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น งานแสดงรถยนต์ในปี 2568 จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่จัดแสดงสินค้า แต่เป็นศูนย์รวมนวัตกรรม ความรู้ และประสบการณ์ที่หล่อหลอมรวมกัน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและชาญฉลาด
บทสรุปและก้าวต่อไปของยานยนต์ไทย
จากวันนั้นในปี 2559 ที่เราตื่นเต้นกับยอดขายที่พุ่งทะยานของ Ford Ranger และ Everest การเปิดตัวซูเปอร์คาร์ 1,000 แรงม้า หรือการรวมตัวของรถแต่งสุดอลังการในงาน Auto Salon มาจนถึงวันนี้ปี 2568 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เดินทางมาไกลกว่าที่เราจะจินตนาการได้ การเปลี่ยนแปลงจากเครื่องยนต์สันดาปสู่พลังงานไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนแหล่งพลังงาน แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ตั้งแต่การผลิต การจัดจำหน่าย การบริการ ไปจนถึงพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภค รถยนต์ในปัจจุบันเป็นมากกว่ายานพาหนะ มันคือศูนย์กลางของเทคโนโลยี การเชื่อมต่อ และความยั่งยืน ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการก้าวไปข้างหน้า
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการ ผมเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะยังคงเติบโตและพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยนวัตกรรมที่เข้ามาไม่ขาดสาย การแข่งขันที่ดุเดือด และการสนับสนุนจากภาครัฐที่มุ่งมั่นผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค เรากำลังเข้าสู่ยุคที่การขับขี่จะสะดวกสบาย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โอกาสใหม่ๆ กำลังเปิดกว้าง ทั้งสำหรับผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และผู้ที่หลงใหลในยานยนต์ทุกคน
อนาคตแห่งการขับเคลื่อนได้มาถึงแล้ว อย่ารอช้าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคันแรก สำรวจเทคโนโลยีอัจฉริยะล่าสุด หรือต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ ขอเชิญทุกท่านร่วมค้นพบโลกยานยนต์แห่งปี 2568 ด้วยตัวคุณเอง เข้าชมโชว์รูมแบรนด์โปรดของคุณ สัมผัสประสบการณ์ขับขี่ทดสอบรถ EV รุ่นใหม่ หรือติดตามข่าวสารจากงานแสดงรถยนต์ชั้นนำ เพื่อก้าวทันทุกความเคลื่อนไหวและร่วมสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปพร้อมกัน

