• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N1011037 โดนแฟนใหม ของแฟนเก าสาดน เพราะต ดเง นแฟนเก สร ปใครผ ดใครถ part2

admin79 by admin79
November 6, 2025
in Uncategorized
0
N1011037 โดนแฟนใหม ของแฟนเก าสาดน เพราะต ดเง นแฟนเก สร ปใครผ ดใครถ part2

ในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมมักจะย้อนคิดถึงจุดเริ่มต้นของความหลงใหลในรถยนต์ สมัยก่อน ถ้าใครพูดถึง “แก่งกระจาน” ผมจะนึกถึงภาพเขื่อน อุทยานแห่งชาติ และเส้นทางสู่โครงการหลวงชั่งหัวมัน จังหวัดเพชรบุรี เป็นภาพของทิวเขาสลับซับซ้อน ทุ่งหญ้าสีเขียวขจี และสายน้ำเย็นฉ่ำที่ไหลริน สถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศอันบริสุทธิ์รอบด้านได้เต็มที่

ผมอาจจะไม่ใช่ขาประจำแก่งกระจานเท่ากับหลายท่าน แต่ก็เคยใช้ความงามของธรรมชาติที่นั่น เพื่อปลดปล่อยใจไปตามกระแสน้ำ ไม่เว้นแม้แต่กระแสแห่งความผิดหวังในยามอกหักรักคุด ผมมักจะขับรถไปที่นั่น หามุมสงบกลางทุ่งที่ไม่คุ้นเคย แล้วนั่งทอดอารมณ์อยู่ริมทุ่ง หรือไม่ก็เข้าพักในรีสอร์ตริมลำธาร ปล่อยให้สายน้ำชำระล้างความผิดหวังทั้งหมด เป็นการ “รีเซ็ต” ตัวเอง ก่อนจะมุ่งหน้ากลับสู่มหานครและดำเนินชีวิตต่อไป

แต่ใครจะคาดคิดว่าในวันนี้ ปี 2025 ถ้ามีใครพูดถึง “แก่งกระจาน” ภาพแรกที่ผุดขึ้นในใจผม กลับเป็นสนามแข่งรถอันทันสมัย ความยาวประมาณ 2.4 กิโลเมตร ที่โอบล้อมด้วยสีเขียวขจีของธรรมชาติ อัดแน่นไปด้วยความท้าทาย ทั้งทางขึ้น-ลงเนินชัน โค้งยาวที่ต้องใช้สมาธิ โค้งหักศอกรูปตัว ก. ไก่ และโค้ง S ที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง จากมุมมองของ Paddock สนามแห่งนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ คล้ายภาพสะท้อนในกระจกของสนาม Brands Hatch อันเลื่องชื่อในอังกฤษ ผสมผสานกับกลิ่นอายของพีระเซอร์กิต แต่ก็ยังคงสไตล์ที่เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน เมื่อขับช้าๆ ดูเหมือนง่ายดาย แต่ยิ่งพยายามทำความเร็วมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจออุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นพื้นผิวแทร็กที่มีทรายในบางจุด หรือบางส่วนที่ยังคงความไม่เรียบ อันเป็น “กับดัก” ที่รอรับรถทุกคัน คุณอาคม รวมสุวรรณ แห่งไทยรัฐ เคยเตือนผมไว้เสมอว่า “อย่าประมาทสนามแห่งนี้ เพราะมีจุดที่คาดไม่ถึงมากมาย” โดยเฉพาะทางลงยาวที่ส่งความเร็วรถให้พุ่งทะยาน แต่หากเผลอกำพวงมาลัยไม่แน่น หรือเบรกช้าไปเพียงเสี้ยววินาที รถอาจหมุนคว้างกลางโค้ง S ขวา ซึ่งเป็นหนึ่งในสองโค้งหินของสนามนี้ได้ง่ายๆ

สนามแข่งแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นจากความฝันของนักแข่งสองท่านคือ คุณสมชาย ศรีจิรารัตน์ และคุณเอกประวัติ เพ็ชรรักษ์ ที่ปรารถนาจะเห็นสนามแข่งรถแห่งใหม่เกิดขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของวงการมอเตอร์สปอร์ต และเป็นทางเลือกให้บรรดา “ขาซิ่งหลังถนน” หันมาปลดปล่อยความเร็วในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยกว่า ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทของทั้งคู่ สนามแข่งในฝันแห่งนี้จึงสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างได้ภายในเวลาเพียง 10 เดือนเท่านั้น ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสนามแข่งรถที่ก่อสร้างได้เร็วที่สุดในโลก

ผมมีโอกาสนำรถส่วนตัวมาวิ่งทดสอบก่อนหน้านี้หลายครั้ง เพราะ “เจ้าตี้” (Tee@Abuser) สมาชิกรุ่นน้องในวงการผู้เป็นนักแข่งรถคลาส 1500 ซีซี ชวนเพื่อนๆ มาซิ่งกันหลายสิบคัน ทำให้ผมได้เรียนรู้เบื้องต้นว่าในสนามแก่งกระจาน รถเล็ก น้ำหนักเบา ที่มีระบบเบรกและยางประสิทธิภาพสูง มีโอกาสทำเวลาได้ดีเยี่ยม ในขณะที่รถที่มีพละกำลังสูงกว่า แต่ยางไม่พร้อม หรือเบรกไม่สมบูรณ์ กลับไม่เหมาะกับสนามนี้อย่างยิ่ง

ในวันนั้น ผมเลือกขับรถส่วนตัวอย่าง Tiida ซึ่งใช้ล้อและยางเดิมๆ (วิ่งมาแล้วกว่า 50,000 กิโลเมตร) เบรกเดิม (เปลี่ยนเฉพาะผ้าเบรก) แต่ก็ยังหวังพึ่งพละกำลัง 170 แรงม้าจากเครื่องยนต์ แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะ Civic FD เครื่องยนต์เดิม 1.8 ลิตร ที่ได้เปรียบเรื่องยาง AD08 ช่วงล่าง และระบบเบรกที่ดีกว่า กลับทิ้งห่างผมไปอย่างไม่เห็นฝุ่น ชนิดที่ไม่ต้องตามดูป้ายทะเบียนกันเลยทีเดียว และเมื่อผมได้ลองขับ Jazz GE ที่ “เจ้าตี้” ปรับแต่งมาสำหรับสนามแข่งโดยเฉพาะ ผมก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ารถเขาแม้จะเป็นเกียร์ธรรมดา และมีแรงม้าลงพื้นน้อยกว่ารถผมถึง 14 ตัว แต่ด้วยอุปกรณ์ที่ครบครัน ทั้งเบรก ยาง ช่วงล่าง และลิมิเต็ดสลิป แม้ผมจะยังไม่คุ้นเคยกับรถ และเข้าเกียร์พลาดไปหลายครั้งในการวิ่งรอบแรก แต่เวลากลับเร็วกว่า Best Time ของรถผมเองไปหลายวินาทีอย่างน่าตกใจ

อย่างไรก็ตาม ทั้งรถของ “เจ้าตี้” และรถของผม ไม่ใช่ญาติฝ่ายไหนกับขบวนรถ MINI ที่ MINI Thailand ชวนพวกเรามาทดสอบในวันนี้ แต่มันคือประสบการณ์อันล้ำค่าที่ช่วยให้ผมเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง “รถบ้าน” “รถสนาม” และ “Hot Hatch” ที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างสมบูรณ์แบบจากโรงงาน ว่ามีความต่างกันอย่างไร และอะไรคือจุดเด่นของรถแต่ละประเภท ในยุค 2025 ที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง

MINI ในยุค 2025: วิวัฒนาการสู่ยนตรกรรมแห่งอนาคต

การจะเรียก MINI รุ่นใหม่เหล่านี้ว่าเป็นเพียง “Hot Hatch” อาจไม่ถูกต้องนัก เพราะในงาน “MINI Track Day 2025” ครั้งนี้ พวกเขายกทัพ MINI แทบทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยมารวมไว้ ให้เราได้สัมผัสและทดลองขับอย่างเต็มที่ ตั้งแต่รุ่น Hatchback, Convertible, Countryman ไปจนถึงไลน์อัปใหม่ล่าสุดที่กำลังเข้ามาเติมเต็มตลาดอย่าง MINI Aceman ที่จะเข้ามาตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกะทัดรัด แต่ยังคงไว้ซึ่ง DNA ความสนุกของ MINI

สำหรับงานทดสอบนี้ ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาและจำนวนผู้เข้าร่วม เราจึงมีรถภาคบังคับที่ทุกคนได้ขับ 3 รุ่นหลักๆ ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของ MINI ในปี 2025 ได้อย่างชัดเจน:

MINI John Cooper Works (JCW) รุ่นล่าสุด: หัวใจหลักของสมรรถนะขั้นสุด

MINI Cooper S E Electric (JCW Dress Up): การผสมผสานระหว่างสมรรถนะไฟฟ้ากับสไตล์ JCW

MINI Cooper S Convertible รุ่นใหม่: ประสบการณ์เปิดประทุนที่ไม่เหมือนใคร

นอกจากนี้ ยังมีรถภาควิชาเลือกเสรี ซึ่งเรามีโอกาสได้ขับ 2 คันจากตัวเลือกที่น่าสนใจเหล่านี้ ที่สะท้อนถึงทิศทางของ MINI ในยุคแห่งความยั่งยืน:

MINI Countryman SE ALL4 Electric: SUV ไฟฟ้า 100% ที่ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลาย

MINI Cooper E Electric (Hatch 3 Door): ต้นแบบความคล่องตัวในยุค EV

MINI Aceman Cooper E Electric: รถยนต์ Crossover EV ใหม่ล่าสุด ที่เติมเต็มช่องว่างระหว่าง Hatchback และ Countryman

ผมตัดสินใจเลือก MINI Cooper E Electric (Hatch 3 Door) ด้วยเหตุผลที่ว่ามันคืออนาคตของ MINI ที่หลายคนจับตามอง ผมอยากสัมผัสว่า DNA ความเป็น Go-Kart และแนวคิด “Fun to drive” ของ MINI จะยังคงอยู่มากน้อยแค่ไหนในรถยนต์ไฟฟ้าที่เน้นสมรรถนะการขับขี่ในเมือง และอีกคันที่ผมเลือก คือ MINI Countryman SE ALL4 Electric ซึ่งเป็นรุ่นที่ใหญ่ที่สุดและอเนกประสงค์ที่สุดของค่ายในปัจจุบัน ผมอยากรู้ว่า MINI จะถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความสนุกในการขับขี่ลงในรถยนต์ครอบครัวขนาดกะทัดรัดได้อย่างไร ในเมื่อมันแบกรับน้ำหนักของชุดแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

อันที่จริงเหตุผลในการเลือกคันหลังของผมอาจฟังดูไร้สาระไปบ้าง แต่ความเป็นจริงคือกลุ่มทดสอบของเราถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง รถ 3 คันแรกในแต่ละฝั่งจะเหมือนกัน ส่วน 2 คันหลังจะแตกต่างกัน ผมแค่เลือกอยู่ฝั่งที่มี Cooper E Electric Hatch และ Countryman SE Electric เท่านั้นเองครับ

ผมจับคู่กับคุณแสงอรุณ ช่างภาพมืออาชีพจากนิตยสาร GQ และเราก็เดินไปเลือกรถตามใจชอบ ผมเสนอว่าน่าจะเลือกขับรถที่มีพละกำลังน้อยที่สุดเป็นอันดับแรก แล้วค่อยขยับไปหาคันที่แรงขึ้นเรื่อยๆ แต่คุณแสงอรุณมีความเห็นว่าเราควรจะเริ่มต้นด้วย JCW คันที่แรงที่สุดก่อน เพื่อให้สัมผัสถึงขีดสุดของสมรรถนะตั้งแต่แรก

ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่เลวเลย เพราะผมมานึกได้ภายหลังว่าหากเราขับเจ้าแสบหูแดงนี้เป็นคันสุดท้าย เมื่อถึงเวลานั้น เครื่องยนต์อาจจะเริ่มล้า ยางหน้าอาจจะเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพการยึดเกาะไปแล้ว แถมการได้ขับรถ JCW หมายเลข 01 นั้น ก็แปลว่าคันข้างหน้าผมจะเป็นรถของ Instructor ซึ่งขับโดย “พระเอส” (ขออนุญาตเรียกด้วยความเคารพตามสถานะปัจจุบัน) ผมก็จะมีโอกาสสังเกตวิธีการขับแบบฉบับมืออาชีพไปด้วย

บทความนี้จะไม่ใช่ First Impression หรือ Full Review ที่จะต้องมีรายละเอียดครบทุกมิติ แต่ผมขออนุญาตเขียนเพื่อแบ่งปันลักษณะนิสัยและสิ่งที่พบจากการสัมผัสรถแต่ละคันครั้งแรก เมื่อมันโลดแล่นอยู่บนสนามแข่งแก่งกระจานอันทันสมัยในยุค 2025 โดยมีโบนัสพิเศษเป็นการขับขี่แบบ On Road อีกสองรุ่น เพราะในใจผมคิดว่าจะติดต่อขอยืมรถทดสอบมาทำ Full Review ในภายหลังอยู่แล้วครับ

MINI John Cooper Works (JCW) 2025: จิตวิญญาณแห่งความเร็วที่ไร้ขีดจำกัด

ราคาโดยประมาณ: 3,850,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยและออปชั่น)

เครื่องยนต์: B48A20B (อาจมีรุ่น EV Performance ในอนาคตอันใกล้)

2.0 ลิตร TwinPower Turbo 240-250 แรงม้า (ตัวเลขอาจมีการปรับเปลี่ยนสำหรับรุ่นปี 2025) ที่ 5,200-6,000 รอบต่อนาที

แรงบิดสูงสุด 330-350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,800 รอบต่อนาที

รองรับเชื้อเพลิง E20 (สำหรับรุ่นสันดาป)

ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Sport Steptronic พร้อม Paddle Shift (สำหรับรุ่นสันดาป)

ขนาด ยาว/กว้าง/สูง (มม.): 3,900/1,730/1,420 (ตัวเลขโดยประมาณ)

น้ำหนักตัวรถ: 1,300-1,350 กิโลกรัม (สำหรับรุ่นสันดาป)

เอกลักษณ์ประจำตัวของ JCW คือชุดแต่งเฉพาะรุ่นที่ดุดันยิ่งขึ้นในปี 2025 ไม่ว่าจะเป็นกันชนหน้า สเกิร์ต และสปอยเลอร์หลังที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ท่อไอเสียสปอร์ตที่มีเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ และล้ออัลลอยน้ำหนักเบาดีไซน์ใหม่ขนาด 18 หรือ 19 นิ้ว ห่อหุ้มด้วยยางประสิทธิภาพสูง (เช่น Pirelli P Zero หรือ Michelin Pilot Sport) ระบบเบรกประสิทธิภาพสูงพร้อมคาลิเปอร์สีแดง 4 Pot และจานเบรกขนาดใหญ่ถึง 340 มิลลิเมตรสำหรับด้านหน้า เพื่อประสิทธิภาพการหยุดรถที่เหนือกว่า

เครื่องยนต์ของ JCW ในปี 2025 ยังคงเป็นพื้นฐานจาก Cooper S 2.0 ลิตร แต่ได้รับการปรับจูนเพิ่มพลังอย่างมหาศาล ระบบช่วงล่างของ JCW ได้รับการพัฒนาให้มีความสมดุลย์ระหว่างความหนึบแน่นสำหรับการขับขี่ในสนาม และความนุ่มนวลที่เหมาะสมกับการใช้งานบนถนนทั่วไปมากขึ้นกว่าเจนเนอเรชั่นก่อน โดยยังคงใช้ช่วงล่างหน้าแบบสตรัท และด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงก์ แต่เพิ่มเติมด้วยเทคโนโลยี Adaptive Suspension ที่สามารถปรับความแข็ง/อ่อนของโช้คอัพได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นครั้งแรกของ MINI ที่ใส่โช้คอัพไฟฟ้าที่ปรับแต่งมาเพื่อ JCW โดยเฉพาะจากโรงงาน ช่วยให้รถพร้อมรับมือกับทุกสภาพถนนและความท้าทายในสนามแข่ง

การปรับแต่งที่ MINI มอบให้กับ JCW ในปี 2025 ทำให้มันกลายเป็น “เล็กพริกขี้หนู” ที่สร้างความบันเทิงและเร้าใจในสนามแก่งกระจานได้อย่างไร้ที่ติ พละกำลังของเครื่องยนต์ TwinPower Turbo นั้น ไม่ได้แค่แรงเป็นเส้นตรง แต่กราฟแรงบิดแบบ Flat Torque ที่มาตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้ไม่ว่ากดคันเร่งในย่านใด ก็มีแรงดึงมหาศาลพร้อมพุ่งทะยาน มีความยืดหยุ่นสูงจนบางครั้งแค่กดคันเร่งเพียงครึ่งเดียวก็สามารถพาตัวรถขึ้นเนินชันของสนามได้อย่างสบาย แต่ถ้ากดเต็มแม็ก ก็เร่งจาก 30 ไปถึง 140 กม./ชม. บนทางขึ้นเนินได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ผมประทับใจมากคือความไวและการตอบสนองของคันเร่งที่ JCW ปรับจูนมาได้อย่างลงตัว ไม่ใช่การกดแบบ On/Off เหมือนสวิตช์ไฟ แต่สามารถควบคุมน้ำหนักเท้าได้อย่างละเอียด ถ่ายทอดพลังลงสู่พื้นได้อย่างแม่นยำ โดยปกติแล้วรถขับหน้าที่มีแรงบิดสูง ในช่วงที่กำลังออกจากโค้ง U-Turn หากเผลอกดคันเร่งหนักเกินไป ระบบ Traction Control มักจะทำงานเพราะล้อด้านในโค้งหมุนฟรี แต่กับ JCW ผมสามารถเลือกความลึกในการกดคันเร่งได้อย่างง่ายดาย ทำให้รถเร่งออกจากโค้งได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบอิเล็กทรอนิกส์มากนัก

เมื่อเข้าสู่โหมด Sport หรือ Sport+ พวงมาลัยจะคมและหนักแน่นขึ้น ช่วงล่างจะแข็งกระด้างเพื่อการยึดเกาะสูงสุด คันเร่งจะไวขึ้น และที่พลาดไม่ได้คือเสียงท่อไอเสียที่มี “ปุปะปุ้งปั้ง” คล้ายเสียงข้าวโพดคั่ว ซึ่งไม่ใช่ระบบ Anti-lag แบบรถแรลลี่ แต่เป็นเสียงที่สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มอรรถรสในการขับขี่ให้เร้าใจยิ่งขึ้น แถมเมื่อเร่งความเร็วสูงและเบรกหนักๆ อย่างต่อเนื่อง เกียร์จะเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำให้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งถูกใจคนรักความเร็วแน่นอน

พวงมาลัยของ JCW ถูกเซ็ตมาให้มีความไวที่กำลังดี หากหักเพียงเล็กน้อยจะรู้สึกแน่นและไม่ไวเกินไปเหมือนรุ่นเก่า แต่ถ้าหักเกิน 3-4 นิ้วไปแล้ว จะรู้สึกได้ถึงการตอบสนองที่แม่นยำและมีชีวิตชีวา ช่วงล่างมีความหนึบหนืดที่สมบูรณ์แบบสำหรับการใช้งานทั้งบนถนนทั่วไปและในสนามแข่ง มีการให้ตัวที่ดีเยี่ยม แม้ในช่วงทางลงยาวที่ทำความเร็วเต็มที่บนสนาม ซึ่งพื้นผิวถนนไม่เรียบนัก JCW (ในโหมด Sport+) จะดีดตัวให้พอรับรู้ถึงสภาพถนน แต่รถก็ไม่เสียการทรงตัวจนเกินงาม ทำให้ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในทุกสภาวะ

ระบบเบรกของ JCW ไว้ใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันสามารถหน่วงความเร็วตามความลึกที่กดแป้นเบรกได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีช่วงที่ตอบสนองเร็วหรือหน่วงผิดปกติ ระยะจากจุดปล่อยถึงเหยียบเกือบสุดนั้นสั้น คล้ายกับรถสปอร์ตอย่าง WRX STi แต่ใช้น้ำหนักต้านเท้าน้อยกว่า ทำให้ควบคุมแป้นเบรกได้อย่างแม่นยำโดยใช้แรงน้อยลง

หากจะให้เปรียบเทียบ ผมต้องอ้างอิงถึงอดีตแชมป์ Best Drive ปี 2010 อย่าง VW Golf GTI ที่ให้พละกำลังและความรู้สึกในการควบคุมที่ดีเยี่ยม เสียแต่ว่าเบรกจับไวเกินไปจนกำกับแรงเบรกได้ยากหากไม่ได้ขับแบบสุดตัวในสนาม MINI JCW ในปี 2025 นี้ เปรียบเสมือนมันได้นำข้อดีทั้งหมดของ Golf GTI มาผสมผสาน และปรับปรุงการทำงานของระบบเบรกให้ลงตัวยิ่งขึ้นในแง่ของน้ำหนักกดบนแป้นเบรก แต่ก็ยังรู้สึกว่าเวลาขับแบบดุดัน เกียร์คลัตช์คู่ของ VW ให้ความรู้สึกที่เร้าใจและฉับไวกว่าเล็กน้อย

กระนั้นก็ตาม JCW คือผลลัพธ์จากการสื่อสารที่ยอดเยี่ยมระหว่างวิศวกรเยอรมันและอังกฤษ ซึ่งต่างฝ่ายต่างนำสิ่งที่ดีที่สุดของตนเองมาบรรจงใส่ในรถคันนี้ แม้ในใจลึกๆ ผมอาจจะแอบหวังบุคลิกที่ดิบและโหดกว่านี้อีกสักหน่อย แต่ต้องยอมรับว่านี่คือ MINI คันแรกที่ผมรู้สึกอยากเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง โชคดีที่ผมไม่ได้รวยมากนัก ไม่อย่างนั้นคงจองไปแล้ว!

MINI Cooper E Electric (Hatch 3 Door) 2025: อนาคตแห่งความสนุกและยั่งยืน

ราคาโดยประมาณ: 1,950,000 – 2,200,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยและออปชั่น)

มอเตอร์ไฟฟ้า: มอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร

กำลังสูงสุด: 184 แรงม้า (Cooper E)

แรงบิดสูงสุด: 290 นิวตัน-เมตร

แบตเตอรี่: Lithium-ion ขนาด 40.7 kWh

ระยะทางวิ่งสูงสุด (WLTP): ประมาณ 300-350 กิโลเมตร

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: ประมาณ 7.3 วินาที

ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ Single-Speed

ขนาด ยาว/กว้าง/สูง (มม.): 3,863/1,756/1,432 (ตัวเลขโดยประมาณ)

น้ำหนักตัวรถ: 1,600-1,650 กิโลกรัม

การกระโดดจาก JCW ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป มาสู่ MINI Cooper E Electric อาจดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง แต่ในยุค 2025 นี้ รถยนต์ไฟฟ้าคืออนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และ MINI ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถถ่ายทอด DNA ความสนุกในการขับขี่ลงในรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะมีกำลัง 184 แรงม้า และน้ำหนักตัว 1.6 ตัน แต่การมาของแรงบิดเต็มที่ตั้งแต่รอบแรก ทำให้ Cooper E Electric มีอัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจตั้งแต่ออกตัว

เมื่อกดคันเร่งเพียง 60% ในช่วงขึ้นเนินของสนาม แรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าก็พารถทะยานขึ้นไปได้อย่างลื่นไหล ไม่ต้องลุ้นเหมือนรถเครื่องยนต์สันดาปที่ต้องรอรอบบูสต์ นี่คือจุดเด่นของรถ EV ที่ทำให้การขับขี่ในสนามสนุกและคาดเดาได้ง่าย แต่เมื่อพยายามเค้นสมรรถนะจนถึงขีดสุดในย่านความเร็วสูง แรงบิดอาจไม่ได้รุนแรงเหมือน JCW แต่ก็ยังคงความสปอร์ตในแบบฉบับของ MINI ได้เป็นอย่างดี

สำหรับระบบ Paddle Shift ที่เคยเป็นจุดด้อยในบางรุ่นก่อนหน้า ใน Cooper E Electric นี้ ด้วยลักษณะของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มีหลายเกียร์ การใช้ Paddle Shift จึงถูกปรับเปลี่ยนบทบาทไปสู่การควบคุมระดับการเบรก Regenerative Braking ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ช่วยเพิ่มระยะทางวิ่งและประสิทธิภาพการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับระดับการชะลอรถและชาร์จพลังงานกลับเข้าแบตเตอรี่ได้ตามต้องการ

อย่างไรก็ตาม ช่วงล่างของ Cooper E Electric นี้ได้รับการปรับจูนมาอย่างน่าประทับใจ เมื่อพิจารณาว่ามันเป็นรถที่ต้องรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนที่ไม่ใช่ขาซิ่ง ผมสามารถเข้าโค้งแต่ละโค้งด้วยความเร็วที่มั่นใจได้ ช่วงล่างมีความแน่นหนึบที่พอเหมาะ ไม่ยวบยาบเกินไป แต่ก็ไม่แข็งกระด้างจนทำให้ผู้โดยสารรู้สึกไม่สบายตัว ยางประสิทธิภาพสูงสำหรับรถ EV (เช่น Continental EcoContact หรือ Michelin E-Primacy) แม้จะเน้นเรื่องความประหยัดพลังงาน แต่ก็ยังคงให้การยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม อาการหน้าดื้อหรือไถลออกนอกแนววิ่งไม่เกิดขึ้นง่ายๆ หากไม่ตั้งใจให้มันออกนอกเส้นทาง

พวงมาลัยของ Cooper E Electric ให้ความรู้สึกคมและตอบสนองได้ดีเยี่ยมสำหรับการเป็นพวงมาลัยไฟฟ้าในยุคใหม่ ความไวของพวงมาลัยในช่วงหักเลี้ยว 2-3 นิ้วแรกมีความแม่นยำสูง แม้จะไม่คมกริบเท่า JCW แต่ก็ดีกว่ารถยนต์อเนกประสงค์ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นจุดสมดุลที่ลงตัวสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่บูชาดีไซน์ของ MINI และต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังคงความสนุกในการขับขี่ การขึ้นลงจากรถทำได้ง่ายและสะดวกสบาย ทำให้ Cooper E Electric เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนเมืองที่ต้องการความคล่องตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

MINI Countryman SE ALL4 Electric 2025: ครอสโอเวอร์ไฟฟ้าพรีเมียมเพื่อการผจญภัย

ราคาโดยประมาณ: 2,400,000 – 2,700,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยและออปชั่น)

มอเตอร์ไฟฟ้า: มอเตอร์คู่ (Dual Motors)

กำลังสูงสุด: 313 แรงม้า (SE ALL4)

แรงบิดสูงสุด: 494 นิวตัน-เมตร

แบตเตอรี่: Lithium-ion ขนาด 64.7 kWh

ระยะทางวิ่งสูงสุด (WLTP): ประมาณ 400-450 กิโลเมตร

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: ประมาณ 5.6 วินาที

ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ Single-Speed พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ALL4 Electric

ขนาด ยาว/กว้าง/สูง (มม.): 4,433/1,843/1,656 (ตัวเลขโดยประมาณ)

น้ำหนักตัวรถ: 1,900-2,000 กิโลกรัม

การย้ายมาขับ Countryman SE ALL4 Electric คันที่สามนี้ ทำให้ผมรู้สึกถึงพลังที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก Cooper E Electric อย่างสิ้นเชิง ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วครับ เพราะขุมพลังมอเตอร์คู่ในรถคันนี้มีกำลังสูงถึง 313 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 494 นิวตัน-เมตร ที่พร้อมทำงานทันที ทำให้ตัวถังขนาดเกือบ 2 ตัน พุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างเร้าใจ และสร้างรอยยิ้มบนหน้าผมได้ทันทีที่กดคันเร่ง

มันอาจไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้าที่ดุดันที่สุดในสนามแข่ง แต่พละกำลังและแรงบิดที่มีให้เหลือเฟือ ทำให้ Countryman SE ALL4 Electric สามารถขับขึ้นเนินยาวๆ ของสนามได้อย่างทรงพลัง แม้บางช่วงผมจะถอนคันเร่งกลับเหลือเพียงครึ่งเดียว รถก็ยังคงเร่งส่งขึ้นเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อไฟฟ้า ALL4 ทำให้การยึดเกาะถนนในโค้งเป็นไปอย่างมั่นคงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี

พวงมาลัยของ Countryman SE ALL4 Electric ให้ความรู้สึกคมและแม่นยำสำหรับรถครอสโอเวอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ แม้จะไม่ไวเท่า JCW หรือ Cooper E Hatch แต่ก็ตอบสนองได้ดีเยี่ยมเมื่อเทียบกับครอสโอเวอร์ญี่ปุ่นทั่วไป ถือเป็นจุดสมดุลที่เหมาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการรถยนต์ MINI ที่เน้นดีไซน์และประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลาย ตัวรถขึ้นลงง่าย ขนาดตัวผมก็ยังรู้สึกสบาย แม้จะไม่โอ่อ่ากว้างขวางเหมือน SUV ญี่ปุ่นขนาดใหญ่กว่าก็ตาม

ช่วงล่างของ Countryman ได้รับการปรับจูนมาค่อนข้างน่าประทับใจสำหรับรถยนต์ประเภทที่ต้องรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่ขาซิ่ง ผมสามารถเข้าโค้งด้วยความเร็วที่เท่ากับรถซีดานบางรุ่น Countryman มีตัวรถที่สูงกว่า มีจุดศูนย์ถ่วงสูงกว่า แต่กลับควบคุมการยวบตัวของตัวถังไว้ได้อย่างอยู่หมัด ยาง (เช่น Continental EcoContact 6Q) แม้จะไม่ได้หนึบกริบเท่ารถสปอร์ต แต่ก็ยังให้ความมั่นใจ อาการหน้าดื้อหรือไถลออกนอกแนววิ่งไม่เกิดขึ้นง่ายๆ ถ้าไม่ได้ตั้งใจให้มันเสียการทรงตัว

ถ้าให้ผมเทียบกับรถในตลาด Mass Countryman SE ALL4 Electric นี้จะให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ที่ดีกว่ารถครอสโอเวอร์ไฟฟ้าขนาดกลางหลายรุ่นในตลาด แต่ก็ยังคงความเฟิร์มที่สร้างความมั่นใจในการขับขี่ ระบบเบรกก็ให้ความรู้สึกที่ดี การจับตัวเป็นไปตามความลึกของแป้นที่กด แต่หน่วงความเร็วอาจไม่ดีเท่า JCW ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับรถยนต์ที่มีน้ำหนักและประเภทที่แตกต่างกัน

โดยรวมแล้ว Countryman SE ALL4 Electric ให้การควบคุมที่มั่นใจ ปลอดภัย และยังคงความสนุกในแบบฉบับ MINI แม้จะอยู่ในรูปแบบของรถยนต์ไฟฟ้าครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ หากคุณต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ครบเครื่องทั้งเรื่องดีไซน์ สมรรถนะ และความอเนกประสงค์ นี่คือตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งในตลาดปี 2025

MINI Cooper S Convertible 2025: อิสระเหนือทุกเส้นทาง

ราคาโดยประมาณ: 3,200,000 – 3,500,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยและออปชั่น)

เครื่องยนต์: B48A20A (สำหรับรุ่นสันดาป)

2.0 ลิตร TwinPower Turbo 192 แรงม้าที่ 4,700-6,000 รอบต่อนาที

แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,500 รอบต่อนาที

รองรับเชื้อเพลิง Gasohol 95 (สำหรับรุ่นสันดาป)

ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic แบบคลัตช์คู่ (Double Clutch) พร้อม Paddle Shift

ขนาด ยาว/กว้าง/สูง (มม.): 3,880/1,727/1,420 (ตัวเลขโดยประมาณ)

น้ำหนักตัวรถ: 1,380-1,420 กิโลกรัม

ในที่สุด หลังจากใช้ชีวิตในสนามกับ MINI สายรักสงบไป 2 คัน (EV) ผมก็ได้กลับมานั่งในรถ Cooper S Convertible เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบอีกครั้ง และรถคันนี้คือรุ่น Cooper S Convertible โฉมใหม่ล่าสุด ที่นอกจากจะเท่ด้วยการคาดแถบสีบนฝากระโปรงแล้ว ยังได้หลังคาผ้าใบที่กาง/เก็บด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมสวิตช์ควบคุมบริเวณขอบหลังคาด้านบน และที่พิเศษยิ่งกว่าคือการลงสีบนหลังคาผ้าใบเป็นลวดลายธงชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น

ก่อนจะพูดถึงสมรรถนะการขับขี่…ผมต้องขอชมก่อนว่า Cooper S Convertible คันนี้มีภายในที่สวยงามถูกจริตผมเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นชุดเข็มมาตรวัดความเร็วที่ถูกย้ายมาอยู่ตรงหน้าคนขับ (เช่นเดียวกับรุ่นใหม่ทั้งหลาย) มีจอ MINI Head-Up Display ที่ใช้งานได้ดีและดูทันสมัย เบาะหนังเย็บตะเข็บลายข้าวหลามตัด หรือการเลือกใช้สีสัน สวิตช์ต่างๆ และการตกแต่งภายในที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับความคลาสสิกได้อย่างลงตัวราวกับการชงชาดีๆ สักถ้วย ใส่น้ำตาลพอเหมาะแล้วเทนมสดจากโครงการ “ชั่งหัวมัน” แบบมันเนยเต็มพิกัดแล้วใส่น้ำแข็งจิบในยามทำงาน มันไม่ใช่รสชาติที่ซ่าจนว้าว แต่มันคือความละเมียดลิ้น หอมมัน น่าจดจำ

แล้วเราก็กลับมาเข้าเรื่องก่อนที่จะกลายเป็นบทความสายกินดีกว่าครับ…

เครื่องยนต์ของ MINI Cooper S Convertible เป็นแบบ B48A20A พละกำลัง 192 แรงม้ากับ 280 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic แบบคลัตช์คู่ (Double Clutch) ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญจากเกียร์ 6 จังหวะเดิม การเปลี่ยนเกียร์ทำได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น พร้อม Paddle Shift ที่ช่วยเพิ่มความสนุกในการควบคุม

ก่อนที่จะขับ ผมถามทีมงานก่อนว่า “ไหนๆ ก็ขับรุ่น Convertible แล้ว…งานนี้ขอเปิดหลังคาขับรอบแทร็กได้ไหมครับพี่?” คือ…ใครจะหาว่าดัดจริตก็เอาเถอะครับ การได้ขับรถเปิดประทุนแบบ Open-air บนสนามแข่งสวยๆ แบบนี้ ถามจริงเถอะครับ ถ้าไม่ใช่ว่าทำงานหนักจนเลือดตาแทบกระเด็น หรือถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ชาตินี้ผมจะหาโอกาสแบบนี้ได้อีกเมื่อไหร่?

ทีมงานบอกว่าเปิดหลังคาขับได้เลย แต่กำชับให้คาดเข็มขัดนิรภัยและเก็บสัมภาระให้เรียบร้อยไม่ให้หลุดไปทำความเดือดร้อนให้คันหลัง ผมก็เปิดหลังคา หันไปดูรถอีกแถว คุณอู๋ อติชาญ แห่ง mini-th.com ก็เปิดหลังคาตามผมด้วยเหมือนกัน เขาหันมายิ้มๆ ผมก็ตะโกนแซวไปตามเรื่องตามราว

เมื่อ Instructor ให้สัญญาณออกตัว ผมก็ใส่เกียร์ D แล้วรอจังหวะพุ่งลงไปตามทางลาดหลังออกเส้นสตาร์ท เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบมีคาแร็กเตอร์ช่วงออกตัวแทบไม่ต่างจาก JCW เลยครับ บูสต์มาไวอย่างน่าตกใจสำหรับคนที่เคยชินกับเครื่องยนต์เทอร์โบยุค 90s แค่เข็มวัดรอบตวัดเกิน 2,000 รอบ แรงดึงก็มาให้รู้สึกได้แบบรสเข้มเต็มเม็ด แต่ในช่วงทางตรงขึ้นเนินที่มีโอกาสอัดได้สุดเกียร์ 2-3 นั้น ก็รู้สึกได้เช่นกันว่า JCW 231 แรงม้ารอบปลายเดินดีกว่า โดยเฉพาะช่วงหลังเข็มตวัดผ่านเลข 5 บนมาตรวัดรอบไปชน Redline

ช่วงล่างและการตอบสนองของพวงมาลัย มีนิสัย “วัยรุ่นตอนปลายที่รู้งาน” แบบเดียวกันกับ JCW เพียงแต่ในโหมดปกติ โช้คอัพ Dynamic Damper ของเจ้า Convertible นั้นจะมีความนุ่มนวลและมีการโย้ตัวมากกว่าเล็กน้อย (แต่ต้องอัดโค้งแบบแรงๆ จนได้ยินเสียงยางถึงจะรู้สึก ถ้าขับแบบพยายามรักษาอาการรถ จะเห็นไม่ค่อยชัด)

Cooper S Convertible จะมีตัวถ่วงอยู่อย่างหนึ่ง…ซึ่งก็คือน้ำหนัก เพราะต้องแบกโครงสร้างตัวถังที่เหนียวแข็งเพื่อชดเชยการไม่มีโครงหลังคา แถมยังมีชุดมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนหลังคา ทำให้ตัวหนักกว่า JCW อยู่ราว 75 กิโลกรัม บวกกับช่วงล่างที่นุ่มกว่ากันเล็กน้อย ทำให้การเลี้ยวโค้งไม่คมเท่า JCW อย่างในโค้ง U-turn อันแรกหลังจากจุดสตาร์ทนั้น ถ้าเข้าด้วยความเร็ว 45-50 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่ากัน JCW จะแทบไม่แถออกนอกไลน์ที่ตั้งใจไว้เลย ในขณะที่ Convertible จะมีอาการหน้าดื้อชัดเจนกว่า แต่ถ้าสมมติว่าผมแกล้งขับแบบสะบัดพวงมาลัยเร็วๆ คราวนี้กลับจะออกอาการท้ายกวาดนิดๆ คล้ายกับที่เราเคยพบเวลาเอา MINI R53 หรือ R56 ไปเข้าโค้งบนทางด่วนแรงๆ

ส่วนหนึ่ง…อย่าลืมครับว่าอาจเป็นเพราะยาง ตอนที่ผมขับ JCW ยางกำลังอุ่นพอดีๆ เลย แต่พอผมมาขับ Convertible นั้น ยางถูกใช้วิ่งมาหลายรอบสนามแล้ว แต่เมื่อดูรุ่นของยางแล้วก็เป็น Pirelli Cinturato P7 ขนาด 205/45 ที่เท่ากันทั้งสองรุ่น และถึงแม้จะขับแบบไหน ถ้าคุณไม่บ้าจนเกินเหตุ รถก็จะพยายามแก้อาการให้ตราบใดที่คุณเปิดระบบ DSC เอาไว้ (ทีมงานขอความร่วมมือไม่ให้ปิด…ผมเองอยากลองปิดเหมือนกันจะได้รู้ว่าที่มันขับดีเป็นเพราะพื้นฐานรถ หรือเพราะระบบอิเล็กทรอนิกส์)

ดังนั้น ถ้าเป้าหมายของคุณคือการตอกตัวเลขเวลาสวยๆ ในสนามแข่ง…น้องสเปียร์มินต์ (ผมตั้งชื่อให้รถคันนี้) คงตอบสนองคุณได้ไม่ดีเท่า JCW หรอกครับ แต่สิ่งที่ได้มาทดแทนคือการเปิดหลังคาขับ ที่ได้อารมณ์ไปอีกแบบ แนะนำว่าให้เปิดโหมด Sport ขับด้วยแล้วจะได้ยินเสียงท่อกับเสียง Crackle ปุปะปุ้งปั้งดังกำลังดี ถ้าคุณเป็นคนที่มีฐานะค่อนข้างดี แต่ยังไม่ถึงขั้นเศรษฐี แล้วมีงบ 3 ล้านบวกลบ ต้องการรถคันนึงที่ขับเอามันส์ได้ คลาสสิกด้วย ขับไปงานไฮโซก็ยังดูงามแฉล้ม เจ้า MINI Cooper S Convertible นี่ท่าจะเหมาะเลย

MINI Cooper S JCW Dress Up 2025: สปอร์ตเต็มสไตล์ในงบที่เข้าถึงได้

ราคาโดยประมาณ: 3,100,000 บาท (รุ่น S ปกติ 2,950,000 บาท)

เครื่องยนต์: B48A20A

2.0 ลิตร TwinPower Turbo 192 แรงม้าที่ 4,700-6,000 รอบต่อนาที

แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,500 รอบต่อนาที

รองรับเชื้อเพลิง E20

ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Sport Steptronic แบบคลัตช์คู่ พร้อม Paddle Shift

ขนาด ยาว/กว้าง/สูง (มม.): 3,890/1,727/1,414 (ตัวเลขโดยประมาณ)

น้ำหนักตัวรถ: 1,280-1,300 กิโลกรัม

เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ เจ้า JCW Dress Up นี้ ไม่ใช่ JCW ตัวแรง แต่เป็น Cooper S 2.0 ลิตร 192 แรงม้า ที่นำอุปกรณ์ชุดแต่งจาก JCW มาใส่จนมองผ่านๆ นึกว่าเป็นรุ่น JCW นั่นเอง และรถคันนี้ก็ไม่ได้ใส่ Tuning Kit พิเศษ 211 แรงม้า ดังนั้น ถ้าอัตราเร่งของมันจะดี…ก็ไม่ใช่เพราะเรื่องพละกำลัง แต่เป็นเพราะน้ำหนักตัวที่ระบุตามสเปกไว้ว่าเบากว่า JCW ตัวจริงอยู่หลายสิบกิโลกรัม ผมพยายามเดินดูรอบคันแล้วยังหาทางบวกน้ำหนักส่วนต่างเหล่านี้ไม่ได้เลย…ส่วนหนึ่งที่ตาของผมสังเกตได้ก็คือ เจ้า JCW Dress Up นี้ มี Paddle Shift เหมือน JCW คันเขียว (รุ่น Convertible ที่ใช้เครื่องยนต์เดียวกัน…มีแล้วในรุ่นปี 2025) แต่ก็อาจจะไม่มีจอ Head-Up Display ในบางรุ่นย่อย (ซึ่ง JCW ตัวจริงและบางรุ่นของ Convertible มีให้)

ในการลองขับบนสนาม ก็เป็นไปตามที่คาด JCW Dress Up สามารถควบคุมการโยนของตัวถังได้ดีใกล้เคียงกับ JCW มากๆ เสียงยางดังเวลาเข้าโค้งน้อยกว่า โดยเฉพาะโค้งขาลงเขาที่ทิ้งตัวลงมา 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัว Convertible อาจจะมีเสียงดังทั้งยางหน้าและหลัง แต่ JCW กับ JCW Dress Up จะดังมาจากยางหน้าเป็นหลัก

อาการของรถเวลาเข้าโค้ง ก็ยังใกล้เคียง JCW มาก จนถึงจุดหนึ่งที่ผมลองทำอะไรแปลกๆ เช่น กดคันเร่งมากเกินตอนออกจากโค้งโดยที่พวงมาลัยยังหมุน 70-80 องศา ระบบ EDLC (Electronic Differential Lock Control – ซึ่งทุกคันที่ผมขับวันนี้มีให้ ยกเว้น Countryman ที่เป็น ALL4) จะทำงานประสานกับระบบ DSC ในการจ่ายพลังไปยังล้อข้างที่เกาะถนนมากกว่า ลักษณะการจับพลังลงพื้นจะไม่แน่นและส่งรถให้พุ่งเหมือนพวกลิมิเต็ดสลิปแบบกลไกในรถแข่ง Jazz GE ของเจ้าตี้ แต่จะมีอาการนุ่มนวลกว่าและยอมให้มีอาการล้อฟรีได้นิดๆ…ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง

อาการของพวงมาลัย คล้ายกับ JCW น้ำหนักหน่วงมือกำลังดี ถ่ายทอดแรงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ถือว่าดีสำหรับพวงมาลัยไฟฟ้า จะมีก็แต่ช่วงที่หักเลี้ยวอยู่แล้วออกออกจากโค้ง ถ้าไม่ได้กดคันเร่งส่ง พวงมาลัยจะดีดคืนช้ากว่ารถที่ใช้พวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฮดรอลิกอยู่บ้าง แต่ไม่จัดว่าไร้ความรู้สึกหรือทำตัวเป็น Robocop แน่นอน

อย่าลืมว่าผมเคยเอารถตัวเอง (ที่เป็นพวงมาลัยไฟฟ้าจากทศวรรษก่อน) มาลองขับที่สนามนี้ไปแล้ว อาการตอนหักเลี้ยวซ้ายขวานิดๆ ไม่ต่างหรอกครับ แต่พอหมุนมากขึ้น รอจังหวะดีดคืน หรือจังหวะที่รถกำลังไถล ลักษณะการเบา/หน่วงของน้ำหนักพวงมาลัยต่างกันโดยสิ้นเชิง

MINI Cooper S เป็นรถที่ขับให้สนุก ก็สนุกได้ รุ่นพี่สื่อมวลชนหลายท่านก็ชอบ หน้าใหม่มือใหม่อย่างผมก็ชอบ และถ้าจะให้คนที่เป็นมือใหม่ในสนามจริงๆ ขับ มันก็เซฟมาก…เปิด DSC ไว้ แล้วขอแค่อย่าใช้สปีดให้มันบ้าคลั่ง รู้จักระยะเบรก ที่เหลือรถมันจัดทรงให้เองหมด ถ้าผมเอารถยุค 90s มาขับแบบเดียวกับที่อัดใน MINI สงสัยคงกินไอติมโคนรสส้มกันอร่อยล่ะครับ

แล้วถ้าให้เทียบระหว่าง MINI JCW ตัว 231-250 แรงม้า กับ JCW Dress Up คันนี้ล่ะ?

ผมกล้าพูดได้เลยว่า ถ้าคุณไม่ได้ต้องการป้าย JCW กับความภูมิใจในการขับรถที่ได้ชื่อว่า “เป็นสุดยอดของ MINI” และคุณไม่ใช่คนที่ขับในสนามแข่งเป็นประจำ ไม่ได้เอานาฬิกาออกมาจับเวลาอัตราเร่งช่วงต่างๆ…ผมคิดว่าแค่ตัว JCW Dress Up นี่ก็ให้คุณบรรลุถึงแก่นของความเป็น MINI พันธุ์แสบได้ 90% ของตัว JCW แล้ว แต่คุณจ่ายถูกกว่ากันอยู่หลายแสนบาท ดังนั้นมันจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนสำหรับคนที่ต้องการความสนุกในงบที่จำกัด ถ้าต้องการให้แรงหรือเร็ว ค่อยไปหาชุดแต่งเพิ่มในภายหลัง อย่าง Tuning Kit ของทาง MINI เองก็มีอยู่ และเมื่อเพิ่มกำลังไปแล้ว อัตราเร่งในชีวิตจริง ต่างจาก JCW น้อยมาก

แต่ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหา…แน่นอนครับ John Cooper Works ของแท้ ทุ่มยกเดียวจบ!

EXTRA: ON-ROAD DRIVING 2025 – MINI กับชีวิตจริงบนท้องถนนไทย

หลังจากที่ขับในสนามแก่งกระจานเสร็จ ทางทีมงาน MINI Thailand ก็ให้เราเลือกขึ้นรถที่จะขับกลับไปยังที่พักในชะอำ เพื่อแยกย้ายเข้าพักผ่อน รับประทานอาหาร และสำหรับบางคน…ก็นั่งปั่นงาน หลังจากผ่านค่ำคืนไป เราก็จะรับประทานอาหารเช้า Check-out จากโรงแรม แล้วเลือกรถ MINI จากในฝูงเพื่อขับกลับมาขึ้นรถบัสที่สนามแก่งกระจานอีกครั้ง

นี่เป็นโอกาสอันดีที่ผมจะได้ลองรถของ MINI ในการขับขี่บนถนนจริงบนเส้นทางจากแก่งกระจาน-เพชรเกษม-ชะอำ อย่างน้อยก็พอจะตอบคำถามคุณผู้อ่านทางบ้านที่สนใจจะซื้อรถเหล่านี้มาใช้ได้บ้าง เพราะผมทราบว่าไม่ใช่ทุกคนที่ขับ MINI แล้วจะมุ่งมั่นตะบันในสนามแข่งอย่างเดียว

MINI Countryman SE ALL4 Electric 2025: ความลงตัวของพลังงานไฟฟ้าและประโยชน์ใช้สอย

คันแรกที่ผมเลือกขับขากลับคือ Countryman SE ALL4 Electric สาเหตุที่เลือก ก็เพราะเล็งเห็นว่าขนาดของตัวรถที่กว้างสบายสุด บวกกับลักษณะการจูนช่วงล่างและมอเตอร์ไฟฟ้า น่าจะเป็นรถที่เหมาะสำหรับการขับท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ก็ไม่ละเลยสมรรถนะการขับขี่

มันเป็นรถที่ช่วงล่างจูนมาแบบกลางๆ ตามที่ผมคิดไว้ เหมาะกับคนที่ชอบขับเร็วในสไตล์ผู้ใหญ่ สามารถใช้ความเร็วระดับ 130-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างนิ่งๆ เวลาคิดจะแซงก็กดคันเร่งแค่ 50-60% ไม่ต้องเค้นรอบแบบวัยรุ่นให้เปลืองพลังงาน แม้จะไม่มีจอ HUD และช่วงล่างปรับความแข็งไม่ได้ แต่ Settings แบบมาตรฐานของมันนั้นก็รักษา DNA ของ MINI เอาไว้ได้ดีโดยพยายามเอาใจคนนั่งที่เป็นรุ่นพ่อรุ่นแม่ไปพร้อมๆ กัน

เวลาวิ่งผ่านหลุมใหญ่ๆ หรือถนนคอนกรีตสภาพผุพังในช่วงทางเข้ารีสอร์ตนั้น ผมไม่ต้องเกร็งตัวเพื่อรับแรงกระแทกแต่อย่างใด ปล่อยตัวไปตามสบายเหมือนนั่งรถทั่วไป หากคุณนั่ง Subaru Forester หรือ Mazda CX-5 แล้วไม่บ่น คุณก็ไม่น่าจะมีปัญหากับ Countryman SE ALL4 Electric คันนี้ เพราะทุกคันที่ผมพูดไปนั้นล้วนมีช่วงล่างสไตล์เฟิร์ม แต่เผื่อความนุ่มไว้บ้าง ไม่ใช่นุ่มแบบเอาใจผู้ใหญ่ 100% แต่ถ้าหากไปเจอเนินลูกระนาดขนาดใหญ่แล้วไม่ชะลอความเร็ว ตัวรถก็จะยังคงมีอาการดีดกระด้างให้พบ คล้ายกับรถที่มีช่วงชักสปริงกับโช้คอัพสั้น แม้ว่า MINI จะเคลมว่าพวกเขาถ่างระยะยุบ/ยืดของช่วงล่างออกไปแล้วในโมเดลใหม่นี้ก็ตาม

พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายจุ 450-500 ลิตรโดยไม่ต้องพับเบาะ ซึ่งถือว่ากว้างขวางมาก พอๆ กับพวกรถครอสโอเวอร์ญี่ปุ่นขนาด 1.8-2.0 ลิตร แต่คุณจะรู้สึกว่าห้องเก็บของใน Countryman จะลึกและสูงกว่า ดังนั้นเวลาเอากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ๆ ใส่จึงรู้สึกว่ามีที่เหลือเยอะ เป็นรถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ชีวิตครอบครัวได้อย่างลงตัว

สิ่งที่น่าจะเป็นจุดพิจารณาสำหรับรถราคา 2 ล้านกว่าบาทอย่าง Countryman SE ALL4 Electric คันนี้คือเรื่องออปชั่น แม้ว่าภายในจะตกแต่งมาได้อย่างดีระดับพรีเมียม แต่ต้องยอมรับว่าคนที่ยินดีจ่ายเงินระดับนี้ ก็ต้องหวังอุปกรณ์ต่างๆ ที่มากกว่านี้บ้าง อย่างน้อยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ควรจะมีมาให้ครบครันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ผมไม่ได้แคร์จุดนี้ แต่เชื่อว่าลูกค้าตัวจริงที่กำเงินรอซื้อคงอยากได้ความสมบูรณ์แบบที่มากกว่า

MINI John Cooper Works (JCW) 2025: ความเร้าใจที่ประนีประนอมบนถนนจริง

ส่วนขากลับไปสนาม แน่นอนครับ ผมแทบจะวิ่งไปโยนสัมภาระใส่ท้ายเจ้า JCW 231-250 แรงม้า โดยทันที เพราะต้องการจะทราบว่าเจ๋งในสนามแข่งแล้ว ถ้าต้องขับบนถนนจริง มันจะยังให้ความรู้สึกดีอยู่หรือเปล่า

ผลที่ได้ก็เป็นไปตามคาดครับ จริงอยู่ว่าคุณไม่ควรจะคาดหวังการซับแรงกระแทกจากยาง 205/45 หรือ 225/40 ที่แก้มบางเฉียบแบบนี้…แต่ถ้าวิ่งบนถนนเพชรเกษมแล้วปล่อยช่วงล่างไว้ในโหมดปกติ (Mid Mode) มันก็จะมีความนุ่มพอให้สัมผัสได้ ไม่ได้กระด้างสะเทือนแบบรถญี่ปุ่นที่ใส่สตรัทปรับเกลียวแล้วขันตั้งไว้แข็งๆ นะครับ แต่มันคือความหนืดในระดับที่วัยรุ่นนั่งแล้วสบาย คุณลองนึกถึง BMW 120i ที่ช่วงล่างแข็งขึ้นสัก 5-10% แล้วจับมาใส่ยางสมรรถนะสูง…นั่นล่ะครับคือสิ่งที่ MINI JCW เป็น

การเข้าออกจากรถ แม้จะไม่ง่ายเท่า Countryman หรือ MINI Aceman แต่ต้องยอมรับว่า MINI Hatch รุ่นใหม่นี้ทำตัวปรานีกับมนุษย์ Super-plus size ที่มีปัญหาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท L5S1 แบบผมมากพอแล้ว การลุกเข้าออกทำได้ง่ายกว่าพวก BMW ขับหลังที่ตัวเท่าๆ กันด้วยซ้ำ ดังนั้นถ้าเป็นคนไซส์แบบปกติอย่างคุณแสงอรุณนี่แทบจะกระโดดเข้าไปนั่งได้ในวินาทีเดียวเลยด้วยซ้ำ

ถ้าไม่นับเรื่องช่วงล่างที่ยังออกอาการตึงตัง กับยางแก้มบางเฉียบที่ทำให้เสียวเวลาตกหลุมบนถนนแล้ว สิ่งที่เหลือคือรถที่ทำตัวเป็นมีดพับทหารสวิส มีลูกเล่นซ่อนอยู่เยอะแยะ คุณอยากจะใช้มันทำอะไร มันก็จะปฏิบัติตามโดยเลือกวิธีที่เหมาะสมกับคำสั่งของคุณ เกียร์ Sport Steptronic เวลาขับในโหมดปกติก็เปลี่ยนได้เร็วและนิ่มสมกับที่เป็นเกียร์ BMW และสามารถเลือกจังหวะเกียร์ที่เหมาะสมโดยแปรผันไปตามความลึกของคันเร่งได้ดีจนแม้จะขับแบบรีบๆ ก็ยังไม่รู้สึกจำเป็นที่จะต้องเล่น Paddle Shift

ในที่สุด…หลังจากที่ Volkswagen ในประเทศไทยเลิกขาย Golf GTI กับ Scirocco ไป ผมพยายามหารถ 4 สูบเทอร์โบขับหน้าที่สามารถมอบความประทับใจจากการผสานสมดุลระหว่างความมันส์กับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว และวันนี้ MINI ปรุงแต่ง JCW มาได้ใกล้เคียงมาก แต่ต่างกันในบางจุด GTI ยังคงมอบพละกำลังและความสะใจจากการทำงานของเกียร์ DSG ที่ดีอันดับต้นๆ ของกลุ่ม แต่ MINI มอบรสชาติที่ใกล้เคียงกัน แล้วเพิ่มความโดดเด่นในด้านการออกแบบและตกแต่งที่ดูยังไงก็ไม่เบื่อ

ผมเขียนมาโดยรู้สึกระวังตัวเองพอสมควร ว่าตั้งแต่พูดร่ายยาวมานี่ ผมยังไม่เห็นข้อเสียที่ชัดเจนมากๆ…เพราะปกติเวลาขับแล้ว นอกจากชม ผมก็ต้องหาจุดอ่อนของรถไปด้วย แต่ไม่ใช่ตั้งใจเอามาด่าแบบจมธรณีอย่างที่บางคนมโนไปเองว่าผมชอบทำแบบนั้น

จุดอ่อนของ MINI ทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องประสิทธิภาพตัวรถหลักๆ แน่ล่ะ Countryman SE Electric อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ความแรงสูงสุดในสภาวะสนามแข่งแบบ JCW, MINI Cooper E Electric อาจจะมีระยะทางวิ่งที่ต้องวางแผนให้ดีสำหรับทริปไกลๆ ในขณะที่ตัวอื่นๆ ดูมีจุดขายที่เป็นของตัวเองชัดเจนมาก

มันอยู่ที่เรื่องราคา และเรื่องอารมณ์ครับ…

บางคนอาจจะบอกว่า “คนที่อยากได้ MINI ก็ต้องเลือก MINI มาเป็นอันดับ 1” ผมก็ไม่เถียงครับ ความรักสามารถชนะทุกสิ่งได้ในแบบเดียวกับที่ผมชอบสาวแว่นตัวแอบอวบนิดๆ มากกว่าคนที่หุ่นเพอร์เฟกต์ตามอุดมคติผู้ชายส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องคิดเผื่อในแง่มุมของคนที่มองรถทุกแบรนด์ และทุกประเภทอย่างเท่าเทียมกัน โลกนี้มีทั้งคนที่บอกว่า “ฉันอยากได้ MINI และฉันจะซื้อ MINI” และคนที่บอกว่า “ฉันมีเงิน 3 ล้านบาท และต้องการรถยุโรปสักคัน” คนสองกลุ่มนี้จะมองต่างกัน

สำหรับคนที่ชอบ MINI…เราไม่มีอะไรต้องพูดกันนะครับ ผมพูดไปแล้วในทำนองที่ว่า MINI JCW คือรถที่ผสานความดีของดีไซน์อังกฤษบวกกับวิศวกรรมเยอรมันแล้วออกมาลงตัวที่สุดจนกลายเป็น MINI คันแรกที่ผมอยากได้จนตัวสั่น ส่วน MINI Electric รุ่นใหม่ๆ ก็คือวิวัฒนาการที่ยอดเยี่ยม

สำหรับคนที่มองเม็ดเงินเทียบกับสิ่งที่ได้ คุณจะพบว่า หากเตรียมเงินไว้พอสำหรับ Countryman SE ALL4 Electric แล้ว คุณสามารถเอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อ BMW X1 หรือ Mercedes-Benz GLA รุ่นเริ่มต้นได้สบายๆ คุณได้ออปชั่นครบ คุณได้พลังที่เหมาะสมและความประหยัดด้วย…แต่คุณแค่ไม่ได้ MINI

หากคุณเป็นคนที่มองหารถยุโรปที่ทรงปราดเปรียวกว่าชาวบ้านหน่อย ต้องการพลังแรง 200 แรงม้าบวกลบ คุณจะไม่ลองดู Mercedes-Benz CLA 250 AMG Dynamic หรือ BMW 2 Series Gran Coupé หน่อยหรือ เพราะราคาใกล้เคียงกัน คุณได้อุปกรณ์ครบ ได้แรงสะใจ ได้ดาวบนฝากระโปรง หรือโลโก้ BMW ช่วงล่างแข็งหน่อยก็ทนเอา ราคานี้อาจจะยังถูกกว่า MINI JCW Dress Up เล็กน้อยด้วยซ้ำ

ผมเขียนแบบนี้ คนที่ชอบ MINI อาจจะเกลียดผมไปเลยก็ได้ แต่เราต่างคนก็ทราบกันอยู่แก่ใจว่าการเลือก MINI มาขับ มันไม่ใช่ทางเลือกที่มีความสมบูรณ์ในเชิงเหตุผลกับเศรษฐศาสตร์ 100% นี่ครับ มันคืออารมณ์กับความลุ่มหลงที่นำเรามา ณ จุดนี้เป็นอย่างแรกใช่ไหม?

แต่สิ่งที่คุณควรจะดีใจก็คือ ภายใต้ทางเลือกแห่งอารมณ์เหล่านั้น วิศวกรของ MINI ก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสร้างเหตุผลดีๆ มารองรับการจ่ายเงินของคุณ ทำให้คุณสามารถพูดได้เต็มปากว่ารถ MINI มีข้อดีให้สัมผัสได้หลายจุด และเป็นรถที่คนสามารถเข้าถึงมันได้ง่ายขึ้น แถมยังปรับนิสัยตัวเองให้รองรับกับการใช้งานหลายรูปแบบ โดยคนหลากเพศ หลายไซส์ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสันดาป หรือพลังงานไฟฟ้า

สำหรับผม แค่นี้ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนจิตใจคนที่ไม่เคยชอบ MINI ให้หันมาเริ่มรักแบรนด์นี้ได้แล้วล่ะครับ! และถ้าคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์แห่งความสนุกที่ไม่เหมือนใครกับ MINI ในปี 2025 ผมขอเชิญชวนให้คุณไปทดลองขับด้วยตัวคุณเองที่โชว์รูม MINI ใกล้บ้าน หรือหากมีโอกาส ได้ลองซิ่งบนสนามแข่งแก่งกระจาน รับรองว่าคุณจะเข้าใจถึงจิตวิญญาณ Go-Kart ที่แท้จริงของ MINI อย่างแน่นอน!

Previous Post

N1011039 สม ยน ชายม นเหล อน อย เลยต องแย งช งผ ชายคนเด ยวก ดท ายเป นไง part2

Next Post

N1011035 คนพ กาsคนน องตกงาน เพราะโดนทำส งน part2

Next Post
N1011035 คนพ กาsคนน องตกงาน เพราะโดนทำส งน part2

N1011035 คนพ กาsคนน องตกงาน เพราะโดนทำส งน part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N1401048 จะหย าจะเล กก บใคร ดให อน part2
  • N1401032 (ตอนจบ) สล บชะตาห วใจ วใจของเด กด ไปเต นในอกคนเคยเลว part2
  • N1401037_เจอเพ อนเก ากล บบ านแล วอวดรวย แต พอร ความจร งเข า…_part2
  • N1401047 จะไปช วยม นซ อทำไม แล วว าเป นม จฉาช part2
  • N1401040 เม ยไม กแต งต พาไปไหนอายถ งน part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.