ในฐานะนักขับผู้คร่ำหวอดในวงการมอเตอร์สปอร์ตและยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของทั้งสนามแข่งและรถยนต์ สมัยก่อน ถ้าใครพูดถึง “แก่งกระจาน” ภาพแรกที่ผุดขึ้นในใจผมคงหนีไม่พ้นผืนป่าเขียวขจี อ่างเก็บน้ำกว้างใหญ่ และบรรยากาศของความสงบเงียบ ที่ซึ่งผมมักจะพยุงหัวใจที่พ่ายแพ้จากการอกหักไปนั่งเหม่อมองทุ่งนา หรือขับรถไปตามสายน้ำใสเย็น เพื่อชำระล้างความผิดหวังเหล่านั้น นี่คือสถานที่ที่ผมใช้เป็นจุด “Reset” ตัวเองก่อนจะกลับไปเผชิญหน้ากับความวุ่นวายในเมืองหลวงอีกครั้ง
แต่ในวันนี้ ณ ปี 2025 “แก่งกระจาน” ได้นิยามตัวเองใหม่สำหรับผม มันคือสมรภูมิความเร็วอันเขียวชอุ่ม สนามแข่งความยาว 2.4 กิโลเมตร ที่อัดแน่นด้วยความท้าทาย ทั้งทางชันขึ้น-ลงเขา โค้งยาว โค้งหักศอกรูปตัว ก. ไก่ และโค้ง S อันเป็นเอกลักษณ์ เมื่อมองจาก Paddock สนามแห่งนี้เปรียบเสมือนภาพสะท้อนในกระจกของ Brands Hatch ผสมผสานกับกลิ่นอายของพีระเซอร์กิต แต่ก็ยังคงมีสไตล์ที่เป็นของตัวเอง มันดูเรียบง่ายเมื่อขับช้าๆ แต่ยิ่งคุณมุ่งมั่นจะทำความเร็วเท่าไร อุปสรรคและความท้าทายก็ยิ่งเผยตัว ไม่ว่าจะเป็นพื้นแทร็กที่มีทรายในบางจุด พื้นผิวที่ไม่เรียบเนียน หรือแม้แต่ทางลงยาวที่ส่งรถให้พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง ซึ่งหากประมาทเพียงนิดเดียว คุณอาจจะพบว่าตัวเองกำลังหมุนคว้างอยู่กลางโค้ง S ขวาสักโค้งหนึ่ง
สนามแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นจากความฝันและความมุ่งมั่นของนักแข่งสองท่าน คุณสมชาย ศรีจิรารัตน์ และคุณเอกประวัติ เพ็ชรรักษ์ ที่ต้องการสร้างสนามแข่งแห่งใหม่เพื่อรองรับความต้องการของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย และเป็นพื้นที่ให้ “ขาซิ่งหลังถนน” ได้ปลดปล่อยพลังงานอย่างถูกที่ถูกทาง ด้วยความทุ่มเทอย่างหนัก พวกเขาสามารถเนรมิตสนามแห่งนี้ให้เป็นจริงได้ภายในเวลาเพียง 10 เดือนเท่านั้น นับเป็นสถิติการสร้างสนามแข่งที่รวดเร็วที่สุดในโลกก็ว่าได้ และจากประสบการณ์ที่ผมได้นำรถหลากหลายรูปแบบไปสัมผัส ผมพบว่าที่แก่งกระจาน รถเล็ก น้ำหนักเบา ที่มีระบบเบรกและยางที่พร้อม จะสามารถสร้างเวลาที่น่าทึ่งได้ ในขณะที่รถพลังสูงแต่ขาดการเตรียมพร้อม กลับไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับสนามแห่งนี้
MINI ในยุค 2025: เมื่อ Go-Kart สู่ยุคดิจิทัลและพลังงานทางเลือก
ในทศวรรษที่ผ่านมา MINI ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า DNA ของ “Go-Kart Feeling” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในรถยนต์สันดาปภายในเท่านั้น แต่ได้ถูกส่งผ่านและปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง (High-performance EV) หรือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่ผสมผสานประสิทธิภาพเข้ากับการรักษ์สิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่เฝ้าติดตามแบรนด์นี้มานาน ผมกล้ายืนยันว่าปรัชญาของ MINI ในการสร้างรถยนต์ขนาดเล็กที่ขับสนุก คล่องตัว และมีสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ ยังคงแข็งแกร่งกว่าที่เคยในตลาดรถยนต์พรีเมียมปี 2025 นี้
สำหรับการทดสอบในวันนี้ เราจะเจาะลึกไปที่ MINI ในหลากหลายรุ่น ซึ่งแต่ละคันสะท้อนถึงการปรับตัวของแบรนด์สู่ยุคใหม่ ในขณะที่ยังคงรักษาสัมผัสแห่งความคลาสสิกไว้ได้อย่างน่าประทับใจ
MINI John Cooper Works (JCW) – ขีดสุดแห่งความเร้าใจในยุค 2025
สำหรับปี 2025 นี้ MINI JCW ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของพละกำลัง แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Smart Driving Technology) และการปรับแต่งช่วงล่างที่เฉียบคมยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ B48A20B ขนาด 2.0 ลิตร TwinPower Turbo ในรุ่น JCW ยังคงเป็นหัวใจหลัก แต่ได้มีการปรับจูนระบบส่งกำลังและระบบจัดการเครื่องยนต์ให้ตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สอดรับกับมาตรฐานเชื้อเพลิง E20 และยังรองรับ E85 ได้อย่างไม่มีปัญหา แรงม้าระดับ 231-250 ตัว (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยและตลาด) พร้อมแรงบิดที่มหาศาลตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้ JCW เป็นรถยนต์สมรรถนะสูง (High-performance car) ที่พร้อมจะพุ่งทะยานได้ในทุกช่วงความเร็ว
สิ่งที่โดดเด่นของ JCW ในยุคนี้คือ ระบบช่วงล่างแบบ Adaptive Suspension Control ที่พัฒนาไปอีกขั้น จากเดิมที่ปรับความแข็ง/อ่อนได้ ตอนนี้มันสามารถประเมินสภาพถนนและสไตล์การขับขี่เพื่อปรับค่าได้แบบเรียลไทม์ ทำให้รถยึดเกาะถนนได้อย่างเหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็นบนทางเรียบหรือพื้นผิวที่ไม่สม่ำเสมอ ยาง Pirelli P Zero รุ่นใหม่ล่าสุด ขนาด 205/40/18 ทำงานร่วมกับเบรก Brembo 4 Pot สีแดงคู่หน้าพร้อมจานเบรกขนาด 330 มิลลิเมตร ให้ประสิทธิภาพการหยุดรถที่ยอดเยี่ยมและมั่นใจได้ทุกสถานการณ์
เมื่อลองขับ JCW บนสนามแก่งกระจาน ผมสัมผัสได้ถึงความยืดหยุ่นของเครื่องยนต์ แรงบิดแบบ Flat Torque ที่ต่อเนื่องจากรอบต่ำทำให้การเร่งแซงเป็นเรื่องง่ายดดาย การกดคันเร่งเพียงครึ่งเดียวก็เพียงพอที่จะพาตัวรถไต่ทางชันของสนามได้อย่างสบาย แต่เมื่อกดเต็มที่ รถจะพุ่งทะยานจาก 30 ไปถึง 140 กม./ชม. บนทางชันได้อย่างรวดเร็ว
ระบบคันเร่งของ JCW ถูกปรับมาอย่างพิถีพิถัน ไม่ใช่แบบ On/Off ที่ตอบสนองกระตุกกระชาก แต่สามารถควบคุมระดับการถ่ายทอดกำลังลงสู่พื้นได้อย่างละเอียด แม้ในโค้ง U-Turn ที่รถขับหน้าแรงบิดสูงมักจะประสบปัญหาล้อหมุนฟรีจากระบบ Traction Control แต่ JCW กลับให้ผมสามารถออกจากโค้งได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบอิเล็กทรอนิกส์มากนัก
โหมด Sport ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ปลุกจิตวิญญาณ Go-Kart ให้ตื่นขึ้น พวงมาลัยคมขึ้น ช่วงล่างแข็งขึ้น คันเร่งไวขึ้น และเสียงท่อไอเสียที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว “ปุปะปุ้งปั้ง” ที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ นอกจากนี้ ระบบเกียร์อัตโนมัติ Sport Steptronic 8 จังหวะ (ที่ได้รับการอัปเกรดจาก 6 จังหวะในรุ่นก่อน) พร้อม Paddle Shift ที่ตอบสนองรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้การลดเกียร์ลงเพื่อเตรียมเข้าโค้งเป็นไปอย่างราบรื่น วัยรุ่นที่ชอบความเร้าใจจะต้องหลงรักอย่างแน่นอน
พวงมาลัยไฟฟ้าของ JCW มีความไวที่กำลังดี ไม่เร็วจัดจนไวเกินไปในความเร็วต่ำ แต่กลับตอบสนองได้อย่างมีชีวิตชีวาเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ช่วงล่างหนึบแน่น แต่ไม่กระด้างจนเกินไป มันให้ความรู้สึกมั่นคงบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ และไม่ดีดดิ้นจนเสียอาการ ระบบเบรกไว้ใจได้ หน่วงความเร็วได้อย่างเป็นธรรมชาติ การจับตัวของเบรกเป็นไปตามน้ำหนักที่กด ทำให้ควบคุมแรงเบรกได้ง่าย และช่วยลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่ระยะยาวหรือบนสนามแข่ง
JCW ในปี 2025 ไม่ใช่แค่รถยนต์สมรรถนะสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นการผสมผสานระหว่างวิศวกรรมเยอรมันอันแม่นยำกับสไตล์อังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์ ผมอาจเคยแอบหวังถึงบุคลิกที่ดิบและโหดกว่านี้ในอดีต แต่ MINI JCW รุ่นปัจจุบันคือ MINI คันแรกที่ทำให้ผมรู้สึกอยากเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง มันคือสุดยอดของ MINI ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าจดจำ
MINI Cooper S JCW Dress Up – ความสปอร์ตที่เข้าถึงได้
สำหรับผู้ที่หลงใหลในความสปอร์ตของ JCW แต่ต้องการทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่า MINI Cooper S JCW Dress Up ในปี 2025 ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ มันไม่ใช่ JCW แท้ๆ แต่เป็น Cooper S 2.0 ลิตร 192 แรงม้า ที่ได้รับการตกแต่งด้วยชุดแต่ง JCW รอบคัน ทำให้ดูสปอร์ตดุดันไม่แพ้ตัวท็อป แม้จะไม่มี Tuning Kit เพิ่มพละกำลังเป็นพิเศษ แต่ด้วยน้ำหนักตัวที่เบากว่า JCW ตัวจริงถึง 45 กิโลกรัม (ประมาณ 1,250 กก.) ทำให้มันยังคงมอบอัตราเร่งและความคล่องตัวที่ยอดเยี่ยม
สิ่งที่น่าสนใจคือแม้จะเป็น Cooper S ที่ใช้เครื่องยนต์ B48A20A รหัสเดียวกับรุ่น Convertible แต่ JCW Dress Up ก็มาพร้อม Paddle Shift ที่พวงมาลัย (ซึ่งรุ่น Convertible อาจไม่มีในบางตลาดหรือบางปี) ในขณะที่ Head-Up Display อาจไม่มีในทุกรุ่นย่อย สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความยืดหยุ่นในการนำเสนอออปชั่นของ MINI
บนสนามแก่งกระจาน JCW Dress Up แสดงให้เห็นถึงการควบคุมตัวถังที่ใกล้เคียงกับ JCW อย่างน่าประหลาดใจ เสียงยางที่ดังขึ้นเมื่อเข้าโค้งก็มีน้อยกว่า โดยเฉพาะในโค้งลงเขาด้วยความเร็วสูง (100-120 กม./ชม.) ในขณะที่ Convertible อาจมีเสียงดังจากทั้งยางหน้าและหลัง แต่ JCW Dress Up จะมีเสียงมาจากยางหน้าเป็นหลัก
ระบบ EDLC (Electronic Differential Lock Control) ที่มีอยู่ในรถทุกคัน (ยกเว้น Countryman) ทำงานร่วมกับระบบ DSC ได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยกระจายแรงขับเคลื่อนไปยังล้อที่ยึดเกาะถนนได้ดีกว่า ทำให้รถออกจากโค้งได้อย่างมั่นคง แม้จะยังไม่ให้ความรู้สึกที่ดิบและพุ่งทะยานเหมือนลิมิเต็ดสลิปแบบกลไกในรถแข่ง แต่ก็ให้ความนุ่มนวลและควบคุมง่ายกว่า
พวงมาลัยของ JCW Dress Up มีน้ำหนักหน่วงมือที่กำลังดี ให้การตอบสนองที่เป็นธรรมชาติคล้ายกับ JCW แม้ในช่วงออกโค้งโดยไม่กดคันเร่งส่ง พวงมาลัยอาจดีดคืนช้ากว่าพวงมาลัยไฮดรอลิกเล็กน้อย แต่มันก็ไม่ได้ไร้ความรู้สึกหรือเหมือนหุ่นยนต์อย่างแน่นอน
สำหรับมือใหม่ในสนาม JCW Dress Up ถือเป็นรถที่ปลอดภัยและใช้งานง่าย เพียงแค่เปิดระบบ DSC และรู้จักระยะเบรก รถจะจัดการส่วนที่เหลือให้คุณเอง หากคุณไม่ได้ต้องการป้าย JCW และไม่ได้ขับในสนามแข่งเป็นประจำ JCW Dress Up จะมอบแก่นแท้ของความเป็น MINI สายแสบให้คุณได้ถึง 90% ของ JCW ในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าถึงหลักแสนบาท ซึ่งเงินที่เหลือสามารถนำไปอัปเกรดเพิ่มเติมในภายหลังได้ ไม่ว่าจะเป็น Tuning Kit จาก MINI เอง หรืออุปกรณ์อื่นๆ
MINI Cooper S Convertible – อิสระแห่งการขับขี่สไตล์เปิดประทุน
หลังจากสัมผัสความดุดันของ JCW และความสมดุลของ JCW Dress Up ผมก็ได้มาอยู่หลังพวงมาลัยของ MINI Cooper S Convertible ปี 2025 คันนี้ นอกจากการตกแต่งที่สวยงามด้วยแถบสีบนฝากระโปรง และหลังคาผ้าใบที่สามารถกาง/เก็บด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมลวดลายธงชาติอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้พิเศษคือ “อิสระแห่งการขับขี่ Open-air”
ภายในของ Cooper S Convertible ได้รับการออกแบบอย่างประณีต มาตรวัดความเร็วถูกย้ายมาอยู่ตรงหน้าคนขับ จอ MINI Head-Up Display ที่ใช้งานง่ายและทันสมัย เบาะหนังเย็บตะเข็บลายข้าวหลามตัด และการเลือกใช้สีสันและสวิตช์ต่างๆ ล้วนผสมผสานความทันสมัยเข้ากับความคลาสสิกได้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึก “ละเมียดลิ้น หอมมัน น่าจดจำ” ไม่ใช่ความซ่าที่ชวนว้าว แต่เป็นความสุนทรีย์ที่คงอยู่
เครื่องยนต์ B48A20A ขนาด 2.0 ลิตร TwinPower Turbo ให้พละกำลัง 192 แรงม้า และแรงบิด 280 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic (ซึ่งอัปเกรดจากรุ่นก่อน) ในปี 2025 นี้ แม้ว่า Paddle Shift อาจไม่มีในทุกรุ่นย่อย แต่การโยกเกียร์ผ่านคันเกียร์ก็ยังคงให้ประสบการณ์ที่สนุกสนานตามแบบฉบับของ BMW และ Porsche
สิ่งที่ทำให้การขับขี่ Convertible บนสนามแก่งกระจานเป็นประสบการณ์ที่พิเศษคือ การเปิดหลังคาขับขี่แบบ Open-air การได้ยินเสียงท่อไอเสีย เสียง Crackle “ปุปะปุ้งปั้ง” ที่ดังกำลังดี สัมผัสสายลมปะทะใบหน้าขณะพุ่งทะยานไปตามโค้ง ถือเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากและน่าตื่นเต้น
เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบให้การตอบสนองที่รวดเร็วตั้งแต่รอบต่ำ คาแร็กเตอร์การออกตัวแทบไม่ต่างจาก JCW แต่ในช่วงปลายรอบสูงๆ JCW ที่มีพละกำลังมากกว่าจะแสดงให้เห็นถึงความได้เปรียบ
ช่วงล่างและการตอบสนองของพวงมาลัยมีบุคลิกคล้าย JCW แต่ในโหมดปกติ โช้คอัพ Dynamic Damper Control ของ Convertible จะมีความนุ่มนวลและมีการโย้ตัวมากกว่าเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง
อย่างไรก็ตาม Cooper S Convertible มีน้ำหนักตัวที่มากกว่า JCW ประมาณ 75 กิโลกรัม เนื่องจากโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรงเพื่อชดเชยการไม่มีหลังคา และชุดมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับพับหลังคา ทำให้การเข้าโค้งอาจไม่คมเท่า JCW และอาจมีอาการหน้าดื้อให้เห็นบ้างเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แต่ระบบ DSC ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้ขับขี่ให้ควบคุมรถได้อย่างปลอดภัย
สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่าง เน้นอารมณ์สุนทรีย์และความเป็นเอกลักษณ์ Cooper S Convertible คือคำตอบที่ใช่ มันคือรถที่ผสมผสานความมันส์ในการขับขี่เข้ากับความคลาสสิกและหรูหราได้อย่างลงตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่สามารถขับไปงานไฮโซก็ดูงามสง่า ขับซิ่งก็ให้ความเร้าใจในแบบของตัวเอง
MINI Cooper D Clubman – ความกว้างขวางที่ยังคง DNA MINI
ก้าวเข้าสู่ MINI Cooper D Clubman ปี 2025 ที่เป็นตัวแทนของความลงตัวระหว่างความเป็น MINI กับความต้องการพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น ด้วยราคาที่อยู่ในระดับ 2,688,000 บาท (สำหรับรุ่นดีเซลในอดีต ซึ่งปัจจุบันอาจมีรุ่นไฮบริด/EV เข้ามาแทนที่) Clubman ดีเซลคันนี้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ B47C20A 2.0 ลิตร TwinPower Turbo ดีเซล 150 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 330 นิวตันเมตร ที่ 1,750 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะชุดใหม่ ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่พบใน BMW X1 sDrive18d
Clubman ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเน้นอารมณ์มอเตอร์สปอร์ตสุดขีดเหมือน JCW มันคือรถที่เน้นการเดินทางไกลและความสะดวกสบาย ด้วยช่วงล่างแบบปกติ และอาจไม่มี Driving Modes (Green และ Sport) ให้เลือกเหมือนรุ่น Cooper S หรือ JCW แม้กระทั่ง Paddle Shift ที่ Countryman (รุ่นก่อนหน้า) มี แต่ใน Clubman Cooper D กลับพบแต่ความว่างเปล่า อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้แปลว่าประสบการณ์การขับขี่จะด้อยลง
ทันทีที่กดคันเร่งออกจากจุดสตาร์ท ผมรู้สึกได้ถึงพละกำลังที่แตกต่างจาก Countryman อย่างสิ้นเชิง แรงบิด 330 นิวตันเมตร สามารถผลักดันตัวถังหนัก 1.43 ตันให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ เครื่องยนต์ดีเซลตัวนี้มีคาแร็กเตอร์ “ติดบูสท์ไว” แรงดึงมาตั้งแต่รอบ 1,700 รอบต่อนาที ทำให้มีน้ำหนักหมัดเหลือเฟือในช่วงรอบเครื่องปานกลาง แม้ในขณะไต่เนินตรงยาว Clubman Cooper D ก็ยังคงพุ่งทะยานไปอย่างมีพลัง
พวงมาลัยของ Clubman คมดีสำหรับพวงมาลัยไฟฟ้ายุคใหม่ มีความไวในช่วง 2-3 นิ้วแรกที่มากกว่า Countryman แต่ไม่ไวเท่า JCW ช่วงล่างนุ่มหนึบกำลังดี เหมาะสำหรับการเดินทางไกลด้วยความเร็วสูงมากกว่าการเทโค้งในสนามแข่ง แม้จะมีการยวบตัวมากกว่า JCW แต่ก็ยังให้ความมั่นใจมากกว่า Countryman เนื่องจากจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่า ระบบเบรกตอบสนองได้ดี การจับตัวเป็นไปตามน้ำหนักที่กด แต่การหน่วงความเร็วอาจไม่เฉียบคมเท่า JCW ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
Clubman Cooper D ให้การควบคุมที่มั่นใจและปลอดภัย อาจไม่ได้สนุกเหมือน MINI พันธุ์ซิ่ง แต่หากได้เครื่องยนต์ที่มีรอบปลายลากได้ลื่นและแรงกว่านี้อีกหน่อย มันน่าจะเป็นสิงห์ทางไกลที่ขับเพลินมากๆ เหมือนนำเอา DNA ของ BMW ซีรีส์ 3 มาใส่ไว้ในเรือนร่างของ MINI
ในด้านการใช้งานจริงบนท้องถนน Clubman Cooper D คือรถที่ช่วงล่างจูนมาแบบกลางๆ เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่ชอบขับเร็วแต่ไม่ต้องการความกระด้าง สามารถใช้ความเร็วระดับ 130-140 กม./ชม. ได้อย่างนิ่งๆ และมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายถึง 360 ลิตร (เมื่อไม่พับเบาะ) ซึ่งเพียงพอสำหรับกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่หลายใบ
MINI Cooper D Hightrim Countryman – ความอเนกประสงค์ในแบบฉบับ MINI
การกระโดดจาก JCW มานั่งใน Cooper D Hightrim Countryman ปี 2025 (หรือเทียบเท่ารุ่นดีเซลในอดีต) อาจดูไม่ยุติธรรมนัก ด้วยน้ำหนัก 1.4 ตัน และพละกำลัง 112 แรงม้าจากเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร 270 นิวตันเมตร การเร่งขึ้นเนินบนสนามแข่งอาจต้องออกแรงเค้นกันบ้าง หากเข็มวัดรอบเกิน 3,000 รอบเมื่อใด อารมณ์การขับขี่จะเริ่มเฉื่อยลงอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ Countryman คันนี้มาพร้อม Paddle Shift (ในบางตลาด/รุ่นย่อย) ซึ่งเป็นสิ่งที่ Cooper S หรือ Clubman บางรุ่นไม่มี การตอบสนองของ Paddle อาจจะแปลกไปบ้าง โดยบางครั้งการกด Downshift/Upshift เร็วเกินไป อาจไม่ได้รับการตอบสนองตามสั่ง ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหาเฉพาะคันหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ช่วงล่างของ Countryman ได้รับการปรับจูนมาอย่างน่าประทับใจสำหรับรถประเภทนี้ มันนุ่มนวลกว่า Subaru XV แต่แข็งกว่า Forester เล็กน้อย ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการความนุ่มนวลในการขับขี่ในเมืองและบนทางหลวง แต่ยังคงรักษาสมดุลของความเป็น MINI ไว้ การเข้าโค้งด้วยความเร็วที่เท่ากับรถเก๋งทั่วไปเป็นไปได้อย่างมั่นใจ ยาง Continental ContiSportContact SSR อาจไม่ได้หนึบจัดเท่ารถสปอร์ต แต่ก็ให้ความมั่นใจในการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม อาการหน้าดื้อหรือไถลออกนอกแนววิ่งไม่เกิดขึ้นง่ายๆ ถ้าไม่ได้ตั้งใจบังคับให้มันเป็น
พวงมาลัยของ Countryman ไม่ไวเท่าพวกรถทรงเตี้ย แต่ก็หักเลี้ยวและดีดคืนกลับได้อย่างคล่องมือเมื่อเทียบกับครอสโอเวอร์ญี่ปุ่น ถือเป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่หลงใหลในดีไซน์ของ MINI และต้องการความอเนกประสงค์ การขึ้นลงรถทำได้ง่าย ขนาดตัวผมเอง (ซึ่งเป็น Super-plus size) ก็ยังรับไหว แม้ว่าภายในอาจไม่ได้โอ่โถงสบายเท่า SUV ญี่ปุ่นตัวโตกว่าก็ตาม
หากคุณต้องการความอเนกประสงค์เหล่านี้ และยังคงอยากได้ความสนุกในการขับขี่ ผมแนะนำให้พิจารณา Cooper SD ตัว 143 แรงม้าขึ้นไป (หรือรุ่นไฮบริด/EV ที่มีพละกำลังสูงกว่าในปัจจุบัน) เพราะม้าที่เพิ่มขึ้นอีก 31 ตัวจะช่วยสร้างอารมณ์การขับขี่ที่ดีกว่าอย่างแน่นอน
MINI ในปี 2025 บนท้องถนนจริง: ผสมผสานความมันส์กับการใช้งานประจำวัน
หลังจากวันอันเร้าใจบนสนามแข่ง เราได้โอกาสทดสอบ MINI เหล่านี้บนท้องถนนจริง จากแก่งกระจานมุ่งหน้าสู่ชะอำ และกลับมายังสนามอีกครั้ง นี่คือโอกาสอันดีที่จะตอบคำถามของผู้อ่านที่สนใจจะนำ MINI ไปใช้งานในชีวิตประจำวัน
Clubman Cooper D บนท้องถนน:
Clubman Cooper D ยังคงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ด้วยขนาดตัวรถที่กว้างขวาง ช่วงล่างที่จูนมาแบบกลางๆ เหมาะกับคนที่ชอบขับเร็วสไตล์ผู้ใหญ่ สามารถใช้ความเร็ว 130-140 กม./ชม. ได้อย่างนิ่งๆ การแซงทำได้ง่ายด้วยการกดคันเร่งเพียง 50-60% ไม่ต้องลากรอบสูงๆ เหมือนวัยรุ่น แม้จะไม่มีจอ HUD และช่วงล่างปรับความแข็งไม่ได้ แต่ Setting มาตรฐานของมันก็ยังคงรักษา DNA ของ MINI ไว้ได้อย่างดี
การวิ่งผ่านหลุมหรือถนนคอนกรีตที่ชำรุด Clubman Cooper D สามารถซับแรงกระแทกได้ดี ไม่ต้องเกร็งตัวมากนัก มันให้ความรู้สึกที่เฟิร์มแต่ยังคงความนุ่มนวลไว้บ้าง แต่หากเจอเนินลูกระนาดขนาดใหญ่แล้วไม่ชะลอความเร็ว ก็อาจมีอาการดีดกระด้างให้พบได้บ้าง
JCW บนท้องถนน:
แน่นอนว่า JCW ที่เจ๋งบนสนามแข่ง ก็ยังคงมอบความรู้สึกที่ดีบนท้องถนนจริง แม้จะมาจากยางแก้มบาง 205/45 แต่เมื่อวิ่งบนถนนเพชรเกษมในโหมดปกติ ช่วงล่างก็ยังมีความนุ่มนวลพอที่จะสัมผัสได้ ไม่ได้กระด้างสะเทือนเหมือนรถญี่ปุ่นที่ใส่สตรัทปรับเกลียว JCW มีความหนึดแน่นในระดับที่วัยรุ่นนั่งแล้วสบาย ให้ความรู้สึกคล้าย BMW 118i ที่ช่วงล่างแข็งขึ้นอีก 5-10%
การเข้า-ออกจากรถอาจไม่ง่ายเท่า Countryman หรือ Clubman แต่ MINI Hatch รุ่นใหม่นี้ก็ทำได้ดีกว่ารุ่นเก่ามาก การลุกเข้าออกทำได้ง่ายกว่า BMW ขับหลังขนาดใกล้เคียงกันด้วยซ้ำ
สิ่งที่เหลืออยู่คือรถยนต์ที่เปรียบเสมือนมีดพับ Swiss Army Knife มีลูกเล่นซ่อนอยู่มากมาย เกียร์ Sport Steptronic ในโหมดปกติเปลี่ยนได้รวดเร็วและนิ่มนวล สามารถเลือกจังหวะเกียร์ที่เหมาะสมตามความลึกของคันเร่งได้ดี จนบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องใช้ Paddle Shift
MINI: ความสมดุลของอารมณ์และเหตุผลในตลาด 2025
หลังจากที่ Volkswagen เลิกขาย Golf GTI และ Scirocco ไป ผมพยายามหารถ 4 สูบเทอร์โบขับหน้า (หรือเทียบเท่าในยุค EV/Hybrid 2025) ที่มอบความประทับใจจากการผสานความมันส์กับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว และ MINI JCW ในวันนี้ก็ทำได้ใกล้เคียงมาก แม้จะมีจุดต่างกันบ้าง
ในยุค 2025 ที่ตลาดรถยนต์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ด้วยกระแสของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ การตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ MINI มักจะมาจาก “อารมณ์และความลุ่มหลง” เป็นอันดับแรก ไม่ใช่แค่เรื่องของ “เหตุผลและเศรษฐศาสตร์” เสมอไป
สำหรับผู้ที่หลงรัก MINI อยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะ MINI JCW คือรถที่ผสานความดีของดีไซน์อังกฤษบวกกับวิศวกรรมเยอรมันได้อย่างลงตัวที่สุด จนกลายเป็น MINI คันแรกที่ผมอยากได้จนตัวสั่น
แต่สำหรับผู้ที่มองเรื่องเม็ดเงินเทียบกับสิ่งที่ได้ คุณจะพบว่า ในระดับราคาของ Clubman Cooper D ในอดีต คุณอาจสามารถซื้อ BMW Series 3 หรือ Mercedes-Benz C-Class รุ่นเริ่มต้น (หรือเทียบเท่ารุ่น Hybrid ในปี 2025) ที่ให้ออปชั่นครบครันกว่า พลังมหาศาลกว่า และประหยัดน้ำมันกว่า (หรือประหยัดพลังงานกว่า) แต่คุณแค่ “ไม่ได้ MINI”
หากคุณมองหารถยุโรปที่ปราดเปรียวกว่าชาวบ้านเล็กน้อย ต้องการพลัง 200 แรงม้าบวกลบ ในปี 2025 คุณอาจพิจารณา Mercedes-Benz CLA (หรือรุ่นไฟฟ้าเทียบเท่า) หรือ Audi A3 (หรือ S3) ซึ่งอาจให้คุณสมบัติครบครันในราคาที่คุ้มค่ากว่า
ผมอาจจะถูกคนที่รัก MINI เกลียดไปเลยเมื่อพูดแบบนี้ แต่เราต่างก็ทราบดีว่าการเลือก MINI มาขับ ไม่ใช่ทางเลือกที่สมบูรณ์แบบเชิงเหตุผลเสมอไป มันคืออารมณ์และความลุ่มหลงที่นำเรามาสู่จุดนี้
แต่สิ่งที่คุณควรยินดีคือ ภายใต้ทางเลือกแห่งอารมณ์เหล่านั้น วิศวกรของ MINI ก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสร้างเหตุผลดีๆ มารองรับการจ่ายเงินของคุณ ทำให้คุณสามารถพูดได้เต็มปากว่ารถ MINI มีข้อดีให้สัมผัสได้หลายจุด และเป็นรถที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แถมยังปรับตัวให้รองรับการใช้งานหลายรูปแบบ สำหรับคนหลากเพศ หลายไซส์ ได้มากขึ้น
สำหรับผม แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนจิตใจคนที่ไม่เคยชอบ MINI ให้หันมารักแบรนด์นี้ได้!
เชิญสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ MINI แห่งอนาคต!
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักขับสายสปอร์ตผู้คลั่งไคล้ความเร็ว หรือกำลังมองหารถยนต์พรีเมียมที่ผสมผสานสไตล์และประสิทธิภาพได้อย่างลงตัว โลกของ MINI ในปี 2025 พร้อมแล้วที่จะมอบประสบการณ์เหนือระดับให้คุณได้สัมผัส อย่าพลาดโอกาสที่จะก้าวเข้าสู่ตำนาน Go-Kart ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมแห่งอนาคต! เยี่ยมชมโชว์รูม MINI ใกล้บ้านคุณ หรือลงทะเบียนทดลองขับรุ่นล่าสุด เพื่อค้นพบว่าทำไม MINI ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความสนุกในการขับขี่ที่แก่งกระจานและบนทุกเส้นทาง!

