ในโลกของยานยนต์กระบะที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว มีเพียงไม่กี่รุ่นที่สามารถสร้างหมุดหมายสำคัญและเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของตลาดได้อย่างแท้จริง ย้อนกลับไปในปี 2016 Ford Ranger 3.2 XLT ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่การเป็น “รถกระบะ” แต่เป็นการบุกเบิกสู่ยุคที่รถกระบะต้องมีอะไรมากกว่าแค่ความแกร่งในการบรรทุกหนัก ต้องผสมผสานความสบายสไตล์รถเก๋งเข้ากับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการมานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของ Ranger ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงยุคดิจิทัลของปี 2025 และขอบอกเลยว่า Ranger 3.2 XLT ในวันนั้นคือรากฐานสำคัญที่ส่งผลต่อรถกระบะที่เราเห็นในวันนี้
วันนี้ เราจะมาถอดรหัสตำนานบทนี้และวิเคราะห์ว่ามรดกที่ทิ้งไว้มีอิทธิพลต่อ Ford Ranger ในปี 2025 อย่างไร พร้อมเจาะลึกทุกรายละเอียดในมุมมองของผู้ใช้งานจริงที่ต้องการทั้งสมรรถนะ, ความสบาย และความคุ้มค่า ซึ่งเป็นหัวใจหลักของรถกระบะอเนกประสงค์ในปัจจุบัน
ร่างใหม่: จากความแกร่งดิบสู่ความทันสมัยที่ลงตัว
เมื่อ Ford Ranger โฉมปี 2016 เปิดตัวภายใต้นิยาม “Built to Take On Your World” หรือ “แกร่งเพื่อทุกความสำเร็จ” มันไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้าง แต่เป็นการประกาศถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในดีไซน์ การสลัดคราบเดิมๆ ทิ้งไปเพื่อสร้างตัวตนที่ดูทึกทึน แกร่ง และทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่ Ford ยังคงยึดถือใน Ford Ranger รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2025
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนเริ่มต้นที่ด้านหน้า กระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่มาพร้อมแถบโครเมียมสะท้อนความหรูหราและดุดัน เป็นการตีความเอกลักษณ์ของ Ford ที่เคยเห็นในกระบะ Full-Size อย่าง F-150 ให้เข้ากับ Ranger อย่างลงตัว ไม่ทิ้งตัวตนเดิมของกระจังหน้าสามแถบ แต่ยกระดับความประณีตขึ้นไปอีกขั้น โคมไฟหน้าถูกออกแบบใหม่ให้มีความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ผสานเข้ากับกันชนหน้า แก้มข้าง และฝากระโปรงที่ปรับปรุงใหม่หมดจด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรูปลักษณ์ แต่เป็นการปูทางสู่ดีไซน์ของ Ranger ยุคปัจจุบัน ที่ยังคงความดุดัน แต่แฝงด้วยความหรูหราและเทคโนโลยีไฟส่องสว่าง LED Matrix ในรุ่นท็อปปี 2025 ที่ให้ทั้งความสวยงามและประสิทธิภาพการมองเห็นที่เหนือชั้น
ด้านข้าง ตัวรถยังได้ล้ออัลลอยลายใหม่ขอบ 17 นิ้ว ซึ่งในขณะนั้นอาจดูเรียบง่ายไปบ้าง แต่ก็เสริมความแกร่งให้กับตัวรถได้อย่างดีเยี่ยม มาพร้อมยาง Dunlop Grantrek ขนาด 255/55/R17 ที่เน้นการใช้งานแบบอเนกประสงค์ บันไดข้างรถก็ถูกออกแบบใหม่ให้เข้ากับเส้นสายของตัวรถมากขึ้น ทำให้ภาพรวมดูแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน แม้ว่าส่วนท้ายรถจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อย่างเป็นทางการ แต่การปรับปรุงด้านหน้าก็เพียงพอที่จะทำให้ Ranger 3.2 XLT กลายเป็นรถกระบะที่ดูสดใหม่และน่าจับตามองในยุคนั้นได้อย่างไร้ข้อกังขา และเป็นต้นแบบให้ Ford Ranger 2025 ยังคงรักษาจุดเด่นเรื่องดีไซน์ที่ผสมผสานความแข็งแกร่งและความทันสมัยได้อย่างลงตัว
ห้องโดยสาร: นิยามใหม่ของความสะดวกสบายในรถกระบะ
หนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ Ford Ranger 3.2 XLT สร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญคือการพลิกโฉมห้องโดยสารกระบะให้มีความสบายประดุจรถยนต์นั่ง ซึ่งในยุค 2016 เป็นแนวคิดที่ก้าวล้ำนำหน้าคู่แข่งไปหลายก้าว และเป็นเทรนด์ที่รถกระบะปี 2025 ต่างพยายามทำตาม
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารของ Ranger 3.2 XLT สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความตั้งใจในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เบาะนั่งผ้าสีดำแบบปรับมืออาจดูเรียบง่าย แต่ก็ให้ความกระชับและรองรับสรีระได้ดี พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านพร้อมปุ่มควบคุมต่างๆ เช่น หน้าจอแสดงข้อมูลบนมาตรวัด, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) และระบบเครื่องเสียง มอบความสะดวกสบายในการสั่งการที่ปลายนิ้วสัมผัส แม้บางท่านอาจมองว่าปุ่มควบคุมดูจะเยอะไปหน่อยเมื่อเทียบกับคู่แข่งในยุคนั้น แต่ก็สะท้อนถึงการอัดแน่นฟังก์ชันการใช้งานมาให้ครบครัน
คอนโซลหน้าได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความคล้ายคลึงกับ Ford Everest ซึ่งช่วยเพิ่มความภูมิฐานและยกระดับความพรีเมียมของห้องโดยสารได้อย่างน่าทึ่ง ตรงกลางคอนโซลมาพร้อมเครื่องเล่น CD/MP3 แผ่นเดี่ยว พร้อมฟังก์ชันเชื่อมต่อ Bluetooth และช่อง USB-AUX รวมถึงสามารถอ่านเพลงจาก SD Card ได้ด้วย แม้จะมีออปชันพื้นฐานครบครันสำหรับยุคนั้น แต่ผู้ที่มองหาระบบ SYNC 2 หรือหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วอันล้ำสมัยในยุคนั้น ต้องขยับไปที่รุ่น Wildtrak ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการแบ่งระดับออปชันอย่างชัดเจน ในขณะที่ Ranger ปี 2025 ทุกรุ่นย่อยแทบจะมาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ระดับ 10-12 นิ้ว พร้อมระบบ SYNC 4A และการเชื่อมต่อที่ไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็น Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ที่กลายเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน
ระบบปรับอากาศแบบธรรมดาของ Ranger 3.2 XLT แม้จะดูคล้ายระบบอัตโนมัติด้วยสวิตช์ไฟฟ้าที่เรียบหรู แต่ก็มอบความเย็นสบายในห้องโดยสารได้อย่างน่าพอใจ และการออกแบบการจัดวางปุ่มควบคุมยังชวนให้นึกถึงรถยนต์พรีเมียมอย่าง Volvo เพิ่มความดูดีให้ตัวตนรถกระบะคันนี้ ข้อสังเกตที่สำคัญคือการขาดช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งในรถกระบะปี 2025 แทบจะเป็นมาตรฐานที่พบได้ทั่วไป เพื่อเพิ่มความสบายให้กับทุกคนในรถอย่างทั่วถึง แต่การมีช่องเสียบไฟ 12V สองชุดในรุ่น XLT ก็ถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับการเดินทางไกลในยุคนั้น
หัวใจแกร่ง 3.2 ลิตร – ประสิทธิภาพที่พิสูจน์แล้ว
ภายใต้ฝากระโปรงของ Ford Ranger 3.2 XLT คือหัวใจหลักที่ทำให้ Ranger โดดเด่นเหนือคู่แข่ง เครื่องยนต์ดีเซล 5 สูบแถวเรียง ขนาด 3.2 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จ ที่มอบพละกำลังและแรงบิดมหาศาล ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญที่ดึงดูดผู้ที่ต้องการกระบะสมรรถนะสูง
พละกำลังสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 3,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 470 นิวตันเมตร ที่มาตั้งแต่รอบต่ำ 1,750-2,500 รอบต่อนาที ทำให้ Ranger 3.2 XLT มีอัตราเร่งที่เร้าใจและสามารถตอบสนองได้อย่างฉับไว ไม่ว่าจะในการเร่งแซงหรือการขับขี่บนทางชัน แม้ Ford จะไม่ได้เพิ่มกำลังเครื่องยนต์ในบล็อก 3.2 ลิตรนี้เหมือนกับรุ่น 2.2 ลิตรที่ได้รับการปรับเพิ่มจาก 150 เป็น 160 แรงม้า แต่ด้วยตัวเลขสมรรถนะที่มีอยู่แล้ว ก็เพียงพอที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างเหลือเฟือ
เครื่องยนต์นี้จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ที่ให้ความต่อเนื่องและราบรื่นในการเปลี่ยนเกียร์ ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างสบายและมั่นใจ Ford ยังคงเลือกที่จะไม่มีเกียร์ธรรมดาสำหรับ Ranger 3.2 ลิตรรุ่น Double Cab ซึ่งในขณะนั้นอาจเป็นข้อจำกัดสำหรับบางคนที่ชื่นชอบการควบคุมที่ได้อารมณ์สปอร์ตมากกว่า แต่สำหรับตลาดส่วนใหญ่แล้ว เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดถือเป็นการตอบโจทย์ที่ลงตัว
สิ่งที่น่าสนใจคือ Ford ได้ทำการปรับปรุงเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรใน Ranger โฉมนี้เช่นเดียวกับที่ทำใน Ford Everest โดยมุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพและความประหยัดยิ่งขึ้น ด้วยการใช้ระบบหัวฉีดใหม่ที่ช่วยให้การจุดระเบิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการปรับปรุงระบบหมุนวนไอเสีย (EGR) ใหม่ทั้งหมด เพื่อลดมลภาวะและเพิ่มความประหยัดน้ำมัน การปรับปรุงเหล่านี้แม้จะไม่เพิ่มพละกำลังสูงสุด แต่ก็ส่งผลให้การตอบสนองของเครื่องยนต์ดีขึ้น และลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลงอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ การปรับจูนโปรแกรมเกียร์อัตโนมัติใหม่ ทำให้การคำนวณการขึ้นหรือลดตำแหน่งเกียร์มีความต่อเนื่องและนุ่มนวลขึ้นอย่างมาก ลดอาการเกียร์กระตุก ทำให้การขับขี่สบายยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับ Ranger 3.2 รุ่นก่อนหน้า ในด้านอัตราเร่ง Ranger 3.2 XLT สามารถทำเวลา 0-100 กม./ชม. ได้ใน 11.982 วินาที และ 80-120 กม./ชม. ได้ใน 9.0 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดที่ล็อกไว้ที่ 182 กม./ชม. ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานบนถนนทั่วไป และให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ประมาณ 8.5 กม./ลิตร (ขึ้นอยู่กับสไตล์การขับขี่)
แม้ในปี 2025 เราจะเห็นเทรนด์ของเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กลงแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น Bi-Turbo 2.0 ลิตร ที่ให้กำลังใกล้เคียงกัน หรือแม้แต่กระแสของระบบ Hybrid และ EV ที่เริ่มเข้ามาในตลาดกระบะ แต่เครื่อง 3.2 ลิตรใน Ranger T6 ก็ยังคงเป็นต้นแบบของความทนทานและพละกำลังที่น่าเกรงขาม ที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Ford ในฐานะผู้นำด้านสมรรถนะของรถกระบะในยุคก่อน
การขับขี่ที่เหนือชั้นและบทเรียนด้านความปลอดภัย
การขับขี่ Ford Ranger 3.2 XLT ในปี 2016 เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและเปิดมิติใหม่ให้กับวงการรถกระบะอย่างแท้จริง และยังเป็นบทเรียนสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาระบบความปลอดภัยใน Ford Ranger 2025
ก้าวสำคัญที่ทำให้ Ranger เหนือกว่าคู่แข่งคือการติดตั้งระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (Electric Power Steering – EPS) เป็นครั้งแรกในรถกระบะ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากวิศวกรรมของ Ford Everest พวงมาลัย EPS นี้สามารถปรับน้ำหนักแปรผันตามความเร็ว ทำให้การควบคุมรถกระบะคันโตเป็นไปได้อย่างง่ายดายและคล่องตัวในย่านความเร็วต่ำ แม้ผู้หญิงก็สามารถขับขี่ได้อย่างสบาย แต่ในยามใช้ความเร็วสูงเพื่อการเดินทางต่อเนื่อง น้ำหนักพวงมาลัยจะเพิ่มขึ้น มอบความมั่นใจและแม่นยำในการควบคุมที่เหนือกว่าพวงมาลัยแบบไฮดรอลิกทั่วไป ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานที่รถกระบะปี 2025 ทุกค่ายต้องมี
ระบบช่วงล่างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ทั้งด้านหน้าแบบปีกนกอิสระสองชั้นพร้อมคอยล์สปริง และด้านหลังแบบแหนบแผ่นซ้อน ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน มันลดความกระด้าง เพิ่มความนุ่มนวล แต่ยังคงความมั่นใจในการยึดเกาะถนน ชุดโช้คอัพมีการยืดและยุบตัวที่รวดเร็ว ทำให้ Ranger สามารถรับมือกับสภาพถนนขรุขระ ทางลูกรัง หรือแม้กระทั่งการขับขี่แบบสมบุกสมบันได้อย่างน่าทึ่ง ให้ความรู้สึกเหมือนรถสปอร์ตพร้อมลุย แต่ยังคงความสบายในการเดินทางไกล นี่คือการผสมผสานที่ลงตัวที่ Ford Ranger 2025 ยังคงรักษาและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม ในรุ่น XLT ที่เราทดสอบในปี 2016 ยังไม่มีการติดตั้งระบบควบคุมการทรงตัว (Electronic Stability Program – ESP) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control) มาให้ ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นข้อจำกัดที่น่าเสียดายสำหรับรถที่มีพละกำลังและแรงบิดสูงถึง 470 นิวตันเมตร โดยเฉพาะในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อที่มาพร้อมเฟืองท้ายแบบ Limited Slip Differential การขาดระบบเหล่านี้อาจทำให้รถเกิดอาการท้ายปัดหรือ “Power Slide” ได้หากผู้ขับขี่ไม่มีทักษะที่เพียงพอ ซึ่งเป็นประเด็นด้านความปลอดภัยที่สำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนในยุคนั้นอยากให้ Ford พิจารณาเพิ่มเติม
ในปัจจุบัน (2025) ระบบควบคุมการทรงตัว (ESP) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control) ได้กลายเป็นมาตรฐานความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในรถกระบะทุกรุ่นย่อย ด้วยความสำคัญที่เพิ่มขึ้นอย่างมากต่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงการเข้ามาของระบบ ADAS (Advanced Driver-Assistance Systems) เช่น ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB), ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping Assist) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบปรับได้ (Adaptive Cruise Control) ใน Ford Ranger 2025 ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นวิวัฒนาการที่เริ่มต้นมาจากบทเรียนและประสบการณ์จากรุ่นบุกเบิกอย่าง 3.2 XLT
DNA สายลุยที่ไม่เคยเปลี่ยน: สมรรถนะออฟโรดที่พิสูจน์แล้ว
วลี “Built Tough” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนถนนดำ สมรรถนะการลุยของ Ford Ranger 3.2 XLT 4×4 ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สืบทอดมาจาก Ranger T6 และถูกพัฒนาต่อยอดใน Ford Ranger 2025 เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการกระบะพันธุ์แกร่งอย่างแท้จริง
ในสนามทดสอบแบบออฟโรด Ranger 3.2 XLT แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าประทับใจ การขับขี่บนเส้นทางหินขรุขระ ระบบช่วงล่างสามารถซับแรงกระแทกได้อย่างนุ่มนวล มอบความสบายในระดับที่น่าพอใจ แม้จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคที่ท้าทาย ความสามารถในการลุยน้ำได้ลึกถึง 80 เซนติเมตร (แม้ในวันทดสอบจะอยู่ที่ 40 ซม.) ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งและการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานหนักอย่างแท้จริง
Ford ยังติดตั้งระบบช่วยในการขับขี่ที่สำคัญสำหรับการลุย ได้แก่ ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน (Hill Start Assist – HSA) ที่ช่วยป้องกันรถไหลลงเมื่อออกตัวบนทางลาดชัน และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control – HDC) ที่ช่วยควบคุมความเร็วของรถให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติเมื่อลงทางลาดชัน ระบบ HDC ใน Ranger รุ่นนี้มีความชาญฉลาด สามารถเรียนรู้ความชันและปรับการเบรกได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นเนินชัน 45 หรือ 60 องศา ก็สามารถผ่านไปได้อย่างมั่นใจ
ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (EPS) ที่ได้รับการยกย่องเรื่องความสบายบนถนน ก็ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในสถานการณ์ออฟโรด ไม่ว่าจะบนพื้นหินกรวดลอยหรือในสถานการณ์คับขัน Ranger 3.2 XLT ก็ยังตอบสนองการควบคุมได้อย่างแม่นยำ แม้บางคนอาจกังวลเรื่องความทนทานของระบบไฟฟ้าเมื่อต้องเจอกับน้ำและฝุ่น แต่ Ford ยืนยันว่าชุดพวงมาลัยไฟฟ้าของ Ranger ถูกออกแบบมาพร้อมเคสป้องกันน้ำและฝุ่นอย่างดีเยี่ยม มอบความมั่นใจตลอดอายุการใช้งาน
แม้จะยังขาดระบบจัดการภูมิประเทศ (Terrain Management System) ที่มีให้ในรุ่นพี่อย่าง Everest หรือ Ranger Wildtrak/Raptor ในปัจจุบัน แต่ความสามารถพื้นฐานเหล่านี้ก็ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ Ford พัฒนาต่อยอดไปสู่ระบบออฟโรดอัจฉริยะใน Ford Ranger ปี 2025 ที่มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย, ระบบ Trail Control และกล้องมองภาพรอบคัน ที่ช่วยให้การผจญภัยเป็นไปได้ง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น
สรุป: ตำนานที่ส่งต่อสู่ความสำเร็จในอนาคต
Ford Ranger 3.2 XLT รุ่นปี 2016 ไม่ใช่แค่รถกระบะที่ผ่านเข้ามา แต่คือผู้บุกเบิกที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถกระบะไทย เป็นผู้ที่กล้าฉีกกรอบเดิมๆ และนำเสนอสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอย่างแท้จริง
จากความแกร่งดิบสไตล์อเมริกัน ผสมผสานกับการออกแบบที่ทันสมัย สู่ห้องโดยสารที่มอบความสบายประดุจรถเก๋ง การติดตั้งพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (EPS) เป็นครั้งแรกในรถกระบะ การปรับปรุงช่วงล่างให้นุ่มนวลแต่ยังคงการยึดเกาะที่ดีเยี่ยม และการพัฒนาเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรให้มีประสิทธิภาพและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้ Ranger 3.2 XLT เป็นรถกระบะที่สมบูรณ์แบบในยุคของมันอย่างแท้จริง
แม้จะมีข้อสังเกตบางประการ เช่น การขาดระบบควบคุมการทรงตัวในรุ่น XLT ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานความปลอดภัยในยุคนั้นที่แตกต่างจากปี 2025 อย่างไรก็ตาม มรดกที่ 3.2 XLT ทิ้งไว้ ได้ถูกสานต่อและพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดใน Ford Ranger เจเนอเรชันปัจจุบัน (ปี 2025) ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยี ความปลอดภัย และสมรรถนะที่เหนือกว่าในทุกมิติ ทั้งเครื่องยนต์ที่ทรงพลังและประหยัดยิ่งขึ้น, ระบบความปลอดภัยเชิงรุกที่ครบครัน (ADAS), ห้องโดยสารที่หรูหราพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ และระบบออฟโรดอัจฉริยะที่ช่วยให้การผจญภัยเป็นไปได้ง่ายขึ้น
Ford Ranger 3.2 XLT ในอดีตได้พิสูจน์แล้วว่า การฟังเสียงผู้บริโภคและการไม่หยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรม คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ และเป็นผู้ที่กำหนดทิศทางของตลาดรถกระบะให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง
หากท่านต้องการสัมผัสกับวิวัฒนาการล่าสุดของกระบะพันธุ์แกร่งจาก Ford ที่พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในโลกยุค 2025 ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในเมือง การเดินทางไกล หรือการผจญภัยแบบออฟโรด ที่ผสานความหรูหราเข้ากับประสิทธิภาพได้อย่างลงตัว เราขอเชิญชวนให้ท่านเข้ามาเยี่ยมชมและทดลองขับ Ford Ranger รุ่นใหม่ล่าสุดได้ที่ผู้จำหน่าย Ford ทั่วประเทศ เพื่อเปิดประสบการณ์การขับขี่ที่แท้จริง พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษที่รอท่านอยู่ – เพราะการก้าวไปข้างหน้าไม่เคยหยุดนิ่ง!

