ในโลกของยานยนต์ที่หมุนไปอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยนวัตกรรมที่ก้าวล้ำไปทุกวินาที การย้อนกลับไปมองอดีตเพื่อค้นหา “เพชรเม็ดงาม” ที่ยังคงคุณค่าเหนือกาลเวลา ถือเป็นสิ่งที่เราในฐานะผู้เชี่ยวชาญใน ตลาดรถกระบะ ทำอยู่เสมอ และหนึ่งในรุ่นที่ยังคงถูกกล่าวขวัญถึงอย่างไม่เสื่อมคลาย แม้กาลเวลาจะผ่านมาเกือบหนึ่งทศวรรษ คือ ฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 XLT รุ่นไมเนอร์เชนจ์ปี 2016
ในฐานะนักวิเคราะห์ เทคโนโลยีรถยนต์ และผู้คลุกคลีในวงการมานานกว่า 10 ปี ผมสามารถยืนยันได้ว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชัน T6 ที่ได้รับการปรับโฉมครั้งสำคัญในปี 2016 ไม่ใช่เพียงแค่ “รถกระบะ” ทั่วไป แต่มันคือการประกาศศักดาครั้งสำคัญของ Ford ที่กล้าฉีกกรอบนิยามรถกระบะแบบเดิมๆ โดยผสานความแกร่งแบบรถอเมริกันเข้ากับความสะดวกสบายและ ประสบการณ์ขับขี่ ที่ใกล้เคียงรถเก๋งได้อย่างน่าทึ่ง มันเป็นรุ่นที่เข้ามาเขย่าบัลลังก์ของคู่แข่ง และวางรากฐานสำคัญให้กับ รถกระบะอัจฉริยะ และ รถกระบะพรีเมียม ที่เราเห็นในท้องตลาดปี 2025 นี้
ย้อนกลับไปในปี 2016 ขณะที่คู่แข่งส่วนใหญ่ยังคงยึดติดกับแนวคิด “รถกระบะคืองานหนัก” Ford กลับมองเห็นอนาคตที่แตกต่าง พวกเขาไม่ได้แค่ปรับโฉม แต่เป็นการ “ปฏิวัติ” ที่ทำให้ Ranger กลายเป็นมากกว่าแค่พาหนะขนของ คำว่า “Built to take on your World” หรือที่ Ford ประเทศไทยนิยามว่า “แกร่งเพื่อทุกความสำเร็จ” ไม่ใช่เพียงสโลแกน แต่คือปรัชญาที่สะท้อนผ่านทุกอณูของการออกแบบและวิศวกรรมของ Ranger 2016 และยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับ นวัตกรรมยานยนต์ ในปัจจุบัน
โฉมใหม่ที่ยังคงความขลัง: การออกแบบที่เหนือกาลเวลา
การเปลี่ยนแปลงด้านดีไซน์ภายนอกของ ฟอร์ด เรนเจอร์ 2016 คือจุดเริ่มต้นที่สร้างความฮือฮา แม้ในปี 2025 นี้ เราจะเห็นรถกระบะยุคใหม่ที่เน้นความโค้งมนหรือเส้นสายล้ำยุค แต่ Ranger 2016 กลับเลือกที่จะนำเสนอความ “ดิบโหด” และ “ภูมิฐาน” สไตล์อเมริกันแท้ๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพี่ใหญ่อย่าง Ford F-150
กระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ พร้อมลวดลายโครเมียมที่ดูหรูหราแต่ยังคงความดุดัน เป็นเอกลักษณ์ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำ ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่คมเข้มขึ้น พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Light) แม้จะไม่ใช่ LED Matrix แบบรถปี 2025 แต่ก็ให้ความโฉบเฉี่ยวเกินกว่ารถกระบะในยุคนั้น กันชนหน้า แก้มข้าง และฝากระโปรงหน้าที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ทำให้รถทั้งคันดูมีมิติและแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมองจากมุมมองของปี 2025 ดีไซน์นี้อาจไม่ได้หวือหวาที่สุด แต่กลับให้ความรู้สึกคลาสสิกและ รถกระบะพันธุ์แกร่ง ที่แท้จริง
ส่วนล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ที่มาพร้อมยาง Dunlop Grantrek ขนาด 255/55/R17 อาจดูเป็นขนาดมาตรฐานในปัจจุบัน แต่ในยุคนั้นมันคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความแข็งแรงและสมรรถนะ ส่วนบันไดข้างก็ได้รับการปรับปรุงให้ดูดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากส่วนท้ายของรถที่ Ford เลือกที่จะคงไว้ซึ่งดีไซน์เดิม เพราะมั่นใจว่ามีความลงตัวอยู่แล้ว นี่คือการตัดสินใจที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในพื้นฐานการออกแบบที่แข็งแกร่งตั้งแต่แรกเริ่ม
ภายในที่ยกระดับ: ความสบายที่ไม่เป็นรองใครในยุคนั้น
ก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารของ ฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 XLT เราจะสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของ Ford ที่ต้องการยกระดับประสบการณ์ภายในให้เหนือกว่ากระบะทั่วไป ในปี 2016 การนำแนวคิดการออกแบบภายในจาก Ford Everest มาใช้ใน Ranger ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก “รถใช้งาน” เป็น “รถยนต์นั่ง” ที่มีความภูมิฐานและสะดวกสบายมากขึ้น
เบาะนั่งผ้าสีดำแบบปรับด้วยมือ อาจจะดูเรียบง่ายเมื่อเทียบกับเบาะหนังไฟฟ้าใน รถยนต์รุ่นใหม่ 2025 แต่ก็ให้การรองรับที่ดี พวงมาลัย 3 ก้านแบบมัลติฟังก์ชันพร้อมปุ่มควบคุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมหน้าจอแสดงข้อมูลบนมาตรวัด, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) หรือระบบเครื่องเสียง ทำให้การเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส แม้ในยุคนั้นอาจมีบางเสียงวิจารณ์ว่า “ปุ่มเยอะไปหน่อย” แต่สำหรับมาตรฐานปี 2025 ปุ่มเหล่านี้คือพื้นฐานของ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ และความสะดวกสบายที่ผู้บริโภคคาดหวัง
คอนโซลหน้าดีไซน์ใหม่ที่ดูทันสมัยและเป็นระเบียบ จอแสดงข้อมูลตรงกลางแม้จะเป็นเครื่องเล่น CD/MP3 แผ่นเดียวที่รองรับ Bluetooth, USB/AUX และ SD Card ซึ่งอาจดูโบราณเมื่อเทียบกับหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่และระบบ SYNC 4 ใน รถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุด แต่ในยุคนั้นมันคือความล้ำสมัยที่ตอบโจทย์การเชื่อมต่อพื้นฐานได้ครบถ้วน หากต้องการความล้ำสมัยกว่านั้น อย่างระบบ SYNC 2 และหน้าจอสัมผัส 8 นิ้ว ก็ต้องขยับไปที่รุ่น Wildtrak ซึ่งเป็นการแบ่งระดับออปชันตามราคาได้อย่างชัดเจน
ระบบปรับอากาศแบบธรรมดา แต่ควบคุมด้วยสวิตช์ไฟฟ้า ดีไซน์ที่ชวนให้นึกถึงแบรนด์พรีเมียมอย่าง Volvo เพิ่มความหรูหราภายในอีกระดับ น่าเสียดายที่ในรุ่น XLT ยังไม่มีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ใน รถกระบะตลาดไทย 2025 หลายรุ่นถือเป็นมาตรฐานไปแล้ว รวมถึงการขาดช่องเสียบไฟ 230V ที่มีให้ใน Wildtrak แต่กระนั้น ช่องเสียบ 12V สองชุดก็ยังเพียงพอต่อการใช้งานพื้นฐานในยุคนั้น
หัวใจที่แข็งแกร่ง: พลังดิบของ 3.2 ลิตร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ ฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 XLT เป็นที่จดจำคือ เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 3.2 ลิตร แบบ 5 สูบแถวเรียงพร้อมเทอร์โบชาร์จ แม้ Ford จะเลือกที่จะไม่เพิ่มกำลังในรุ่นใหญ่บล็อกนี้ (ต่างจากเครื่อง 2.2 ลิตร ที่เพิ่มจาก 150 เป็น 160 แรงม้า) แต่ด้วยตัวเลข สมรรถนะสูง ที่ 200 แรงม้า ที่ 3,000 รอบต่อนาที และแรงบิดมหาศาล 470 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที ก็เพียงพอที่จะมอบ พลังขับเคลื่อน ที่เร้าใจเกินพอสำหรับทุกสถานการณ์
ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ทำงานได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการปรับปรุงโปรแกรมการคำนวณการขึ้นหรือลดเกียร์ใหม่ ทำให้รู้สึกถึงความต่อเนื่องในการส่งกำลังและลดอาการกระตุกของเกียร์ลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยกระดับ ประสบการณ์ขับขี่ ให้เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างมาก ตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 11.982 วินาที และ 80-120 กม./ชม. เพียง 9.0 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดที่ถูกล็อกไว้ที่ 182 กม./ชม. ถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับ รถกระบะขนาดใหญ่ ในยุคนั้น และยังคงเป็นแรงอ้างอิงที่ดีแม้ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน ความปลอดภัยรถยนต์ ที่มองจากปี 2025 จุดที่ทำให้ Ranger 3.2 XLT (ในรุ่นที่ทดสอบ) ยังคงเป็นที่ถกเถียงคือการขาดระบบควบคุมการทรงตัว Electronic Stability Program (ESP) และ Traction Control System (TCS) ซึ่งเป็นฟีเจอร์ด้าน ความปลอดภัยยานยนต์ พื้นฐานที่ รถยนต์รุ่นใหม่ ทุกคันควรมี การขาดระบบเหล่านี้เมื่อผนวกกับแรงบิดมหาศาลถึง 470 นิวตันเมตร โดยเฉพาะในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อที่มาพร้อม Limited Slip Differential (LSD) สามารถทำให้เกิดอาการท้ายปัดหรือ “Power Slide” ได้ง่าย ซึ่งอาจเป็นอันตรายสำหรับผู้ขับขี่ที่ไม่มีทักษะ นี่เป็นบทเรียนสำคัญที่ Ford ได้นำไปปรับปรุงในรุ่นถัดๆ มา และทำให้ ระบบความปลอดภัยเชิงรุก กลายเป็นหัวใจสำคัญของ รถกระบะรุ่นท็อป ในปี 2025
แม้กำลังจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ Ford ก็ได้ปรับปรุงภายในเครื่องยนต์เช่นเดียวกับที่ทำใน Ford Everest โดยเน้นที่ระบบหัวฉีดใหม่เพื่อการจุดระเบิดที่ดีขึ้น และปรับปรุงระบบหมุนวนไอเสีย (EGR) เพื่อเพิ่ม ความประหยัดน้ำมัน และลดมลพิษจากการปล่อยไอเสีย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประสิทธิภาพโดยรวมของ รถกระบะประหยัดน้ำมัน อย่างต่อเนื่อง
ประสบการณ์ขับขี่เหนือระดับ: พวงมาลัยไฟฟ้าและช่วงล่างอัจฉริยะ
หากจะกล่าวถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของ ฟอร์ด เรนเจอร์ 2016 คงหนีไม่พ้นการนำ เทคโนโลยีพวงมาลัยไฟฟ้า (Electric Power Steering – EPS) มาติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถกระบะ นี่คือ “เกมเชนเจอร์” ที่ Ford ได้รับอานิสงส์จากวิศวกรรมของ Ford Everest อย่างไม่ต้องสงสัย
พวงมาลัยไฟฟ้า EPS มอบ ความคล่องตัวในการขับขี่ ที่เหนือกว่าพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฮดรอลิกเดิมอย่างสิ้นเชิง ด้วยคุณสมบัติการปรับน้ำหนักพวงมาลัยแปรผันตามความเร็ว ในย่านความเร็วต่ำ พวงมาลัยจะเบามือเป็นพิเศษ ทำให้การบังคับเลี้ยว การถอยจอด หรือการขับขี่ในเมืองเป็นเรื่องง่าย แม้สำหรับผู้หญิงก็สามารถขับ รถกระบะคันใหญ่ นี้ได้อย่างสบาย และเมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นเพื่อการเดินทางต่อเนื่อง น้ำหนักพวงมาลัยจะถูกเพิ่มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มอบ ความมั่นใจในการขับขี่ และความแม่นยำที่ยอดเยี่ยม นี่คือฟีเจอร์ที่ใน รีวิวรถกระบะ ปี 2025 จะเป็นมาตรฐาน แต่ในปี 2016 มันคือความก้าวล้ำที่ไม่มีใครเทียบได้ในตลาดกระบะ
นอกจากการพัฒนาพวงมาลัยแล้ว Ford ยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุง ระบบกันสะเทือน ใหม่ทั้งหมด ด้วยการเซ็ตช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกอิสระสองชั้นพร้อมคอยล์สปริง และด้านหลังแบบแหนบแผ่นซ้อน ซึ่งเป็นพื้นฐานของ รถกระบะออฟโรด แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือสัมผัสของระบบกันสะเทือนใน Ranger 2016 ที่ให้ความนุ่มนวลมากขึ้น ลดความกระด้างลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงไว้ซึ่งความมั่นใจในทุกการขับขี่ ด้วยการตอบสนองของโช้คอัพที่ยืดและยุบไว ทำให้รถสามารถดูดซับแรงกระแทกจากพื้นผิวที่ไม่เรียบได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะขับขี่บนถนนลาดยางเรียบ หรือต้องเผชิญกับทางขรุขระ ช่วงล่างนุ่มนวล ของ Ranger คันนี้ก็ยังคงรักษาเสถียรภาพและมอบความสบายได้อย่างน่าทึ่ง มันคือช่วงล่างที่ผสมผสาน “สไตล์สปอร์ตพร้อมลุย” เข้ากับ “ความนุ่มสบาย” ได้อย่างลงตัว
การเดินทางด้วยความเร็วสูงบนทางหลวง ผู้เขียนบทความต้นฉบับถึงกับกล่าวว่าสามารถขับขี่ได้ที่ความเร็ว 140 กม./ชม. โดยไม่รู้ตัว ซึ่งแสดงถึง เสถียรภาพการทรงตัว ที่ยอดเยี่ยม และที่ความเร็ว 120 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ที่เกียร์ 6 อยู่เพียง 2,100 รอบต่อนาที ซึ่งถือว่าต่ำมาก ส่งผลดีต่อ การประหยัดน้ำมัน และความเงียบภายในห้องโดยสาร การเร่งแซงก็ทำได้ง่ายดาย เพียงเติมคันเร่งเล็กน้อย พลังของเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร ก็พร้อมที่จะตอบสนองได้อย่างทันท่วงที
พิชิตทุกเส้นทาง: สมรรถนะออฟโรดที่เหนือกว่า
นอกเหนือจากสมรรถนะบนถนนหลวงแล้ว ฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 XLT ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของการเป็น รถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่พร้อมลุยได้ในทุกสถานการณ์ แม้การทดสอบออฟโรดจะเป็นสถานการณ์จำลอง แต่ในสนามทดสอบที่ทาง Ford จัดขึ้น ณ กรมการขนส่งทหารบก ก็เผยให้เห็นถึงความสามารถอันน่าทึ่ง
แนวคิด “เกิดมาแกร่ง” ที่ Ford Ranger T6 ยึดถือตั้งแต่แรกเริ่ม ยังคงปรากฏชัดเจน การทดสอบการขับขี่บนเส้นทางหินแสดงให้เห็นถึงความนุ่มนวลของ ช่วงล่าง ที่สามารถดูดซับแรงสะเทือนได้อย่างน่าพอใจ ทำให้การขับขี่บนเส้นทางที่ทุรกันดารยังคงสบายและมั่นใจ แม้ในปี 2025 รถกระบะหลายรุ่นจะมาพร้อมระบบ Terrain Management System (TMS) ที่ช่วยปรับการทำงานของรถให้เข้ากับสภาพพื้นผิวต่างๆ แต่ Ranger 2016 ก็ยังคงมีพื้นฐานการ ขับขี่ออฟโรด ที่แข็งแกร่งด้วยตัวเอง
ความสามารถในการลุยน้ำลึกถึง 80 เซนติเมตร ถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้ Ranger โดดเด่นกว่าคู่แข่งหลายรายในยุคนั้น แม้ในการทดสอบจะพบกับบ่อน้ำที่มีความลึกเพียง 40 เซนติเมตร แต่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการลุย เส้นทางผจญภัย
นอกจากนี้ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ สำหรับเส้นทางออฟโรดยังรวมถึง Hill Start Assist (HSA) ที่ช่วยในการออกตัวบนทางชัน โดยรถจะหยุดนิ่งไม่ไหลย้อนกลับเป็นเวลา 3 วินาที และระบบ Hill Descent Control (HDC) ที่ช่วยควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน โดยระบบจะทำงานได้อย่างฉลาด สามารถเรียนรู้และปรับการจับเบรกตามความชันที่แตกต่างกันได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นเนินชัน 45 หรือ 60 องศา ฟีเจอร์เหล่านี้คือมาตรฐานของ รถกระบะออฟโรด 2025 แต่ในปี 2016 มันคือความล้ำหน้าที่เพิ่ม ความปลอดภัย และความมั่นใจในการขับขี่บนเส้นทางที่ท้าทาย
และแม้กระทั่งในสถานการณ์ที่ต้องขับขี่แบบสุดขีดบนพื้นหินกรวดลอย ระบบ พวงมาลัยไฟฟ้า ก็ยังคงแสดงศักยภาพในการตอบสนองได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้การควบคุมรถยังคงทำได้อย่างแม่นยำและมั่นใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการขับขี่แบบ รถลุย นอกจากนี้ ข้อสงสัยเกี่ยวกับความทนทานของพวงมาลัยไฟฟ้าเมื่อต้องเผชิญกับน้ำและฝุ่นจากการลุย ทาง Ford ได้ให้ข้อมูลทางวิศวกรรมว่าชุดพวงมาลัยไฟฟ้าของ Ranger และ Everest มีเคสกันน้ำและกันฝุ่นอย่างดี ทำให้มั่นใจได้ในอายุการใช้งาน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งของ โครงสร้างรถยนต์ ในแบบ Ford
มรดกแห่งความแกร่งที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจ
เมื่อพิจารณา ฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 XLT (ปี 2016) จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในยุค 2025 ผมสามารถสรุปได้อย่างมั่นใจว่านี่คือ “อีกขั้นของความสมบูรณ์แบบ” สำหรับรถกระบะในยุคสมัยนั้น แม้จะเป็นเพียงการไมเนอร์เชนจ์ แต่การปรับปรุงที่ Ford ทำนั้นเทียบเท่ากับการเปิดตัว All New Ford Ranger ที่แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างสิ้นเชิง
การผสมผสานสไตล์อเมริกันที่ดุดัน เข้ากับการออกแบบที่ประณีต และการยกระดับความสะดวกสบายในการขับขี่เทียบเท่ารถเก๋ง ผ่าน พวงมาลัยไฟฟ้า และ ระบบกันสะเทือนใหม่ ทำให้ Ranger 2016 กลายเป็นผู้บุกเบิกในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรที่เปี่ยมพลังและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น หรือช่วงล่างที่มอบทั้งความนุ่มนวลและความมั่นใจในการควบคุม
ในยุคที่ รถยนต์ไฟฟ้า และ ระบบขับขี่อัตโนมัติ กำลังเข้ามามีบทบาทในตลาดรถกระบะ การย้อนกลับไปมอง Ranger 2016 คือการระลึกถึงรากฐานที่มั่นคงของ รถกระบะดีเซล ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม มันคือรถที่ยังคงครองใจผู้ที่ไม่ได้มองแค่แบรนด์ แต่ต้องการรถกระบะที่มีตัวตนที่ “ดิบโหด” และ “แข็งแกร่ง” อย่างแท้จริงตามแบบฉบับอเมริกัน
ฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 XLT (ปี 2016) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความทรงจำในอดีต แต่คือมรดกแห่งความแกร่งที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้กับ วิศวกรรมยานยนต์ และการออกแบบ รถกระบะแห่งอนาคต ในปี 2025
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหา รถกระบะมือสอง ที่ยังคงคุณค่าและสมรรถนะอันยอดเยี่ยม หรือเป็นผู้ที่สนใจใน ประวัติศาสตร์รถยนต์ ที่สร้างแรงบันดาลใจ หรือแม้กระทั่งผู้ที่กำลังพิจารณา การบำรุงรักษารถกระบะ ที่ทนทาน Ford Ranger 3.2 XLT (ปี 2016) คือบทพิสูจน์ที่จับต้องได้ถึงปรัชญา “แกร่งเพื่อทุกความสำเร็จ” ที่ยังคงส่งต่อมาถึงรุ่นปัจจุบัน
อย่ารอช้า! มาร่วมสัมผัสตำนานแห่งความแกร่งนี้ด้วยตัวคุณเอง หรือแบ่งปันเรื่องราวความประทับใจกับ Ford Ranger ของคุณในยุค 2025 นี้กับเราวันนี้!

