ในโลกแห่งยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปอย่างไม่หยุดยั้ง แบรนด์ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำที่สร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ผสมผสานความหรูหรา สง่างาม และสมรรถนะอันทรงพลังเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ในปี 2025 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ผลิตรถยนต์ แต่เป็นผู้บุกเบิกที่กำหนดทิศทางของ “อนาคตยานยนต์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด “รถยนต์หรู” ที่ต้องการมากกว่าแค่การเดินทาง แต่คือการสะท้อนถึงรสนิยม ความสำเร็จ และวิสัยทัศน์ของผู้ครอบครอง บทความนี้จะเจาะลึกถึงปรัชญาการออกแบบ “เทคโนโลยียานยนต์” และความมุ่งมั่นในการส่งมอบ “ประสบการณ์ขับขี่” ที่ไม่มีใครเทียบได้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยอ้างอิงจากวิวัฒนาการอันน่าทึ่งของรุ่นเรือธงและรุ่นยอดนิยมที่ยังคงสร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์
มายบัค เอส-คลาส: ที่สุดแห่งความหรูหราเหนือระดับสำหรับผู้บริหาร
เมอร์เซเดส-มายบัค เอส-คลาส (Mercedes-Maybach S-Class) ยังคงเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของความหรูหราและความประณีต ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริหารระดับสูงและกลุ่มธุรกิจ “รถผู้บริหาร” ที่มองหาความเป็นส่วนตัว ความสะดวกสบายสูงสุด และการเดินทางที่ไร้ที่ติ ในปี 2025 มายบัค เอส-คลาส ได้ยกระดับมาตรฐานไปอีกขั้น ด้วยการผสมผสาน “ดีไซน์หรูหรา” ที่เป็นอมตะเข้ากับ “นวัตกรรม” ล่าสุดอย่างลงตัว
ดีไซน์ภายนอกยังคงความสง่างามด้วยกระจังหน้าอันโดดเด่น พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ประดับอยู่บนฝากระโปรงหน้าอย่างภาคภูมิ เสริมด้วยคิ้วโครเมียมที่มอบความหรูหราในทุกรายละเอียด ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System พร้อมฟังก์ชัน Active Light System ที่ปรับการส่องสว่างตามสภาพถนนและสถานการณ์การขับขี่ เพิ่มทั้งความปลอดภัยและความสวยงาม ขณะที่ไฟท้าย LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่น่าจดจำ ล้ออัลลอยด์ขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางรันแฟลต (Run-flat tyres) และหลังคาพาโนรามิกซันรูฟขนาดใหญ่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบที่ทำให้มายบัค เอส-คลาส โดดเด่นบนท้องถนน
หัวใจสำคัญของมายบัค เอส-คลาส คือการสร้างสรรค์ “ภายในห้องโดยสาร” ให้เป็นดุจห้องรับรองส่วนตัวที่เคลื่อนที่ได้ ด้วยความยาวตัวถังและระยะฐานล้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (เมื่อเทียบกับเอส-คลาสมาตรฐาน) ทำให้พื้นที่ภายในกว้างขวางเป็นพิเศษ มอบความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้โดยสาร เบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa แบบ Exclusive Package พร้อมการตัดเย็บลาย Diamond Design อันเป็นเอกลักษณ์ ไม่เพียงให้สัมผัสที่นุ่มนวล แต่ยังสะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดทุกตารางนิ้ว แผงคอนโซลหน้าและแผงประตูหุ้มด้วยหนัง Nappa เช่นกัน ขณะที่ผ้าหลังคาและแผงบังแดดหน้าใช้ DINAMICA Microfibre เพิ่มความหรูหราสัมผัสได้
ความก้าวล้ำของมายบัค เอส-คลาส ในปี 2025 ยังรวมถึงระบบมัลติมีเดีย COMAND Online ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างไร้รอยต่อ ระบบนำทาง (navigation system) พร้อมรีโมทควบคุมสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และระบบสั่งการด้วยเสียง LINGUATRONIC ที่ได้รับการพัฒนาให้แม่นยำและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น ระบบเครื่องเสียง Burmester® high-end 3D surround sound system มอบมิติเสียงที่คมชัดและสมจริง ดุจอยู่ในคอนเสิร์ตฮอลล์ระดับโลก เสริมด้วย Head-up Display แสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า และระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลังพร้อมจอแสดงผลสองตำแหน่ง
ฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบายที่โดดเด่นยิ่งขึ้นคือเบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังริมหน้าต่างพร้อมฟังก์ชันอุ่นและระบายอากาศ ปรับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ เบาะผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับเลื่อนไปด้านหน้าได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพิ่มพื้นที่สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังแบบ Multi-contour พร้อมระบบที่นั่งแบบ First Class และโต๊ะทำงานแบบพับได้ สร้างสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบสำหรับการทำงานหรือการพักผ่อน
นอกจากนี้ ฟังก์ชันนวด ENERGIZING สำหรับเบาะหลังที่เลียนแบบการนวดด้วยหินร้อน พร้อมโปรแกรมการนวดให้เลือกถึง 6 รูปแบบ ช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น Hot Relaxing Massage หรือ Activating Massage เพื่อให้ร่างกายสดชื่น พร้อมด้วยรองขาปรับระดับ ตู้เย็นในรถยนต์ ม่านบังแดดปรับไฟฟ้า ฟังก์ชันปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร และระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC ที่สามารถปรับแยกโซนหน้า-หลังได้ รวมถึงไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร (Ambient Lighting) 7 สี พร้อมปรับความเข้มอ่อนได้ 5 ระดับ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศตามความต้องการ
ระบบ Active Perfuming System ที่มาพร้อมกับ AIR-BALANCE Package เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจ โดยระบบจะผลิตกลิ่นหอมและปรับระดับความหอมได้ด้วยตัวเองผ่านน้ำหอมปรับอากาศคุณภาพสูง มีกลิ่นหอมให้เลือกสรรถึง 4 กลิ่นหลัก และอีก 1 กลิ่นพิเศษสำหรับเมอร์เซเดส-มายบัคโดยเฉพาะคือกลิ่น AGARWOOD ที่ช่วยสร้างประสบการณ์สัมผัสแห่งความหรูหราได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ซี-คลาส: ผสานความสปอร์ตและความหรูหราในการขับขี่ระดับพรีเมียม
จากความสำเร็จของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส (Mercedes-Benz C-Class) เจนเนอเรชั่นต่างๆ ที่เคยสร้างปรากฏการณ์มาแล้วในปี 2015 ในปี 2025 ซี-คลาสยังคงเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับผู้ที่มองหา “การขับขี่ระดับพรีเมียม” ที่มาพร้อมกับความคล่องตัวและ “สมรรถนะสูง” ในแพ็คเกจที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ซี-คลาสได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถผสาน “ดีไซน์หรูหรา” ของรุ่นใหญ่เข้ากับความสปอร์ตได้อย่างลงตัว ทำให้เป็นรถยนต์ที่ดึงดูดใจคนทุกเพศทุกวัย
การออกแบบภายนอกของซี-คลาสในปัจจุบันยังคงสืบทอดความพลิ้วไหวและความสง่างามที่โดดเด่นตั้งแต่เจนเนอเรชั่นก่อนๆ ด้วยสัดส่วนที่ลงตัว เส้นสายที่คมชัด และไฟหน้าที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นหลอด H7 หรือระบบไฟ LED ที่เสริมความหรูหราและให้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม ไฟท้ายที่ออกแบบอย่างประณีตยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้อย่างชัดเจน
“ภายในห้องโดยสาร” ของซี-คลาสได้รับการยกระดับให้เหนือกว่าคู่แข่งในเซ็กเมนต์เดียวกัน ด้วยวัสดุคุณภาพสูงที่ให้สัมผัสพรีเมียม การจัดวางที่เน้นการใช้งานจริง และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แผงคอนโซลกลางที่ออกแบบมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมจอแสดงผลส่วนกลางขนาดใหญ่ (ปัจจุบันพัฒนาไปเป็นระบบ MBUX ที่ชาญฉลาดและปรับแต่งได้) ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเข้าถึงข้อมูลและความบันเทิงได้อย่างง่ายดาย ระบบปรับอากาศที่มอบความสบายเป็นพิเศษ และช่องแอร์ 5 ช่องที่กระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึง ยังคงเป็นจุดเด่นที่ทำให้ซี-คลาสเป็นรถที่น่าขับและน่าโดยสาร
“นวัตกรรม” ด้านโครงสร้างตัวถังก็เป็นสิ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ไม่เคยมองข้าม ตั้งแต่ปี 2015 ซี-คลาสได้นำเสนอโครงสร้างอลูมิเนียมไฮบริดที่ช่วยลดน้ำหนักตัวถังได้อย่างมาก ซึ่งส่งผลให้ “ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน” ดีขึ้นถึง 20% โดยไม่สูญเสียสมรรถนะการขับขี่ ปรัชญานี้ยังคงสืบทอดมาสู่รุ่นปัจจุบัน ทำให้ซี-คลาสยังคงเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มอบความสมดุลระหว่างความแรงและความประหยัดได้อย่างยอดเยี่ยม
ในส่วนของขุมพลัง ซี-คลาสยังคงนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน ตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซินที่ทรงพลังไปจนถึงเครื่องยนต์ดีเซลที่ประหยัดน้ำมัน และที่สำคัญคือการพัฒนา “รถยนต์ไฮบริด” (Hybrid Car) อย่างต่อเนื่อง จากรุ่น C 300 BlueTEC HYBRID ในปี 2015 ที่เป็นการผสานพลังของเครื่องยนต์ดีเซลกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างลงตัว มอบทั้ง “สมรรถนะสูง” และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่น่าประทับใจ มาสู่ซี-คลาสในปัจจุบันที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี EQ Power ที่ก้าวล้ำ ให้กำลังรวมที่น่าทึ่งและ “ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน” ที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังสามารถเสียบปลั๊กชาร์จได้ (Plug-in Hybrid) ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการพัฒนา “รถยนต์ไฟฟ้า” และ “อนาคตยานยนต์” ที่ยั่งยืน
ระบบเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS และ 9G-TRONIC (ในรุ่นปัจจุบัน) รวมถึงตัวเลือกระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC ยังคงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ซี-คลาสมี “ประสบการณ์ขับขี่” ที่เหนือกว่าในทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นความนุ่มนวลในการเปลี่ยนเกียร์ หรือการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม
เอ-คลาส: ปฏิวัติรถยนต์แฮทช์แบ็กสู่ความเป็นพรีเมียมสปอร์ต
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาส (Mercedes-Benz A-Class) โดยเฉพาะรุ่น A250 AMG Sport ที่เคยสร้างความฮือฮาในปี 2013 ได้เข้ามาปฏิวัติมุมมองต่อรถยนต์แฮทช์แบ็กขนาดคอมแพกต์อย่างสิ้นเชิง ในปี 2025 เอ-คลาสยังคงรักษาตำแหน่งเป็นรุ่นเริ่มต้นที่น่าดึงดูดใจ แต่มาพร้อมกับบุคลิกที่เติบโตเต็มที่และ “นวัตกรรม” ที่ล้ำหน้ายิ่งขึ้น เอ-คลาสได้พิสูจน์แล้วว่า รถยนต์ขนาดเล็กก็สามารถมอบ “การขับขี่ระดับพรีเมียม” และ “สมรรถนะสูง” ได้อย่างไม่เป็นรองใคร
“ดีไซน์หรูหรา” และทันสมัยของเอ-คลาส ได้รับการยกย่องตั้งแต่แรกเริ่ม ด้วยรูปลักษณ์แบบ Hatchback ที่ดูกระทัดรัดแต่แฝงไว้ด้วยความสปอร์ตและดุดัน รุ่น A250 AMG Sport ในอดีตโดดเด่นด้วยกระจังหน้า Diamond Grille ชุดแต่ง AMG Sport รอบคัน และล้อ AMG ขอบ 18 นิ้ว ที่บ่งบอกถึงความเป็นรถสมรรถนะสูงได้อย่างชัดเจน ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (CD) ที่ต่ำ แสดงถึงหลักอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งยังคงเป็นปรัชญาการออกแบบของเอ-คลาสในปัจจุบัน
“ภายในห้องโดยสาร” ของเอ-คลาส ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ภายนอก ด้วยวัสดุคุณภาพสูง เช่น หนัง Artico สลับกับ Dinamica Microfibre พร้อมการเดินด้ายแดงที่เน้นความสปอร์ต เบาะนั่งทรงกึ่งสปอร์ตที่ช่วยโอบกระชับลำตัว มอบความมั่นใจในการเข้าโค้ง จอแสดงผลแบบ Freestand (ในรุ่นก่อน) และปัจจุบันได้พัฒนาเป็นระบบ MBUX ที่เป็นจุดเด่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มอบ “เทคโนโลยียานยนต์” ที่ใช้งานง่ายและตอบสนองได้รวดเร็ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบ 3 ก้าน ให้ความรู้สึกกระชับมือ และระบบปรับอากาศอัตโนมัติ THERMATIC ยังคงเป็นมาตรฐานที่มอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
ขุมพลังของ A250 ในอดีต มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบ เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 1,991 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 211 แรงม้า และแรงบิด 350 นิวตันเมตร ซึ่งสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 6.6 วินาที ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันถึง “สมรรถนะสูง” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์แฮทช์แบ็กที่ดูเรียบง่าย ทำให้เอ-คลาสเป็นรถที่สามารถท้าทายรถสปอร์ตหลายๆ คันได้ไม่ยาก ระบบส่งกำลังแบบ Dual Clutch 7 Speed (7G-DCT) ถ่ายทอดกำลังลงสู่ล้อหน้าได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ มอบ “ประสบการณ์ขับขี่” ที่เร้าใจในทุกช่วงความเร็ว
แม้ว่าช่วงล่างของ A250 AMG Sport ในอดีตจะถูกเซ็ตมาให้แข็งกระด้างเพื่อรองรับ “สมรรถนะสูง” และการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แต่เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงพัฒนาช่วงล่างในเอ-คลาสรุ่นใหม่ๆ ให้มีความสมดุลระหว่างความสปอร์ตและความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น ระบบบังคับเลี้ยวแบบผ่อนแรงไฟฟ้าที่แม่นยำ และระบบเบรกดิสก์เบรกพร้อมคาลิปเปอร์สีแดงที่โดดเด่น ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เสริมสร้างความมั่นใจในการขับขี่
เทคโนโลยีความปลอดภัย: หัวใจสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์
ไม่ว่าจะเป็นมายบัค เอส-คลาส ซี-คลาส หรือเอ-คลาส “ความปลอดภัยยานยนต์” ยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้ความสำคัญสูงสุด ในปี 2025 “เทคโนโลยียานยนต์” ด้านความปลอดภัยของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น จากพื้นฐานระบบที่แข็งแกร่งในอดีตสู่ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ (Driver Assistance Systems) ที่คาดการณ์และป้องกันอุบัติเหตุได้ดียิ่งขึ้น
ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® system และ PRE-SAFE® impulse system ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมของรถและผู้โดยสารเมื่อตรวจพบสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ เข็มขัดนิรภัยแบบถุงลม และหัวล็อกเข็มขัดนิรภัยแบบเรืองแสง รวมถึงถุงลมนิรภัยรอบคันสำหรับผู้โดยสารทุกตำแหน่ง ยังคงเป็นมาตรฐานที่มอบการปกป้องสูงสุด
“ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่” ที่โดดเด่นยังรวมถึงโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program – ESP®) ฟังก์ชันช่วยการทรงตัวขณะเร่งแซงทางโค้ง (Curve Dynamic Assist) ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist) และระบบช่วยเบรก (Brake Assist – BAS) พร้อมระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE ที่มาพร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-start Assist ระบบเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาด เพื่อให้มั่นใจว่ารถยนต์ยังคงมีเสถียรภาพและควบคุมได้ง่ายในทุกสถานการณ์
“เทคโนโลยียานยนต์” เพื่อความปลอดภัยยังครอบคลุมถึงระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (ATTENTION ASSIST) ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tyre pressure monitoring system) ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist) ที่สามารถจอดได้ทั้งจอดขวางและจอดเข้าซอง รวมถึงกล้องแสดงภาพรอบทิศทางที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นสภาพแวดล้อมรอบคันได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และ “นวัตกรรม” อย่างระบบช่วยการมองเห็นยามค่ำคืน (Night view assist) และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus) ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยในการขับขี่เวลากลางคืน
นอกจากนี้ ระบบช่วงล่างแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ (AIRMATIC) และระบบช่วงล่างแบบ MAGIC BODY CONTROL (ในรุ่นเรือธง) ได้รับการพัฒนาให้มอบความนุ่มนวลและเสถียรภาพการทรงตัวที่เหนือกว่า ช่วยลดแรงสะเทือนจากพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบ และปรับสมดุลของตัวรถให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ประสบการณ์ขับขี่” ระดับพรีเมียมที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ตั้งใจมอบให้
สรุป: เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยิ่งใหญ่ด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคต
ในยุค 2025 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในตลาด “รถยนต์หรู” ด้วยการนำเสนอ “นวัตกรรม” ที่ไม่หยุดนิ่ง “เทคโนโลยียานยนต์” ที่ล้ำสมัย และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ “ประสบการณ์ขับขี่” ที่เหนือความคาดหมาย ตั้งแต่ความหรูหราไร้ขีดจำกัดของมายบัค เอส-คลาส ความสมดุลที่ลงตัวระหว่างความสปอร์ตและความพรีเมียมของซี-คลาส ไปจนถึงความสดใหม่และ “สมรรถนะสูง” ของเอ-คลาส ทุกรุ่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ล้วนสะท้อนถึงปรัชญาที่ให้ความสำคัญกับ “ดีไซน์หรูหรา” “ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน” และ “ความปลอดภัยยานยนต์” อย่างสูงสุด
การก้าวเข้าสู่ยุคของ “รถยนต์ไฟฟ้า” และ “รถยนต์อัจฉริยะ” ได้รับการนำร่องมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น “รถยนต์ไฮบริด” รุ่นแรกๆ หรือการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อันชาญฉลาด เมอร์เซเดส-เบนซ์ไม่ได้เพียงแค่ตามกระแส แต่เป็นผู้กำหนดเทรนด์ที่สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ การลงทุนอย่างต่อเนื่องในการวิจัยและพัฒนา ทำให้แบรนด์ดาวสามแฉกนี้ยังคงเป็นผู้นำที่สร้างสรรค์ “อนาคตยานยนต์” ที่น่าตื่นเต้นและยั่งยืน
ไม่ว่าคุณจะเป็น “รถผู้บริหาร” ที่ต้องการความเป็นที่สุดของความหรูหรา ผู้ที่มองหา “การขับขี่ระดับพรีเมียม” ในชีวิตประจำวัน หรือผู้ที่ชื่นชอบ “สมรรถนะสูง” ในแพ็คเกจที่ทันสมัย เมอร์เซเดส-เบนซ์มีคำตอบที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการ และเหนือสิ่งอื่นใด คือการมอบความมั่นใจว่าทุกการเดินทางด้วยเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะเป็น “ประสบการณ์ขับขี่” ที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ ความปลอดภัย และความภาคภูมิใจในทุกวินาที

