ในโลกยานยนต์ที่หมุนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ปี 2025 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปอย่างน่าทึ่ง และท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำแห่งยนตรกรรมพรีเมียม ที่ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์รถยนต์ แต่ยังสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและความมุ่งมั่นในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ขับขี่ทั่วโลก บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกถึงปรัชญาการออกแบบ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เมอร์เซเดส-เบนซ์นำเสนอในปัจจุบัน ซึ่งขับเคลื่อนจากรากฐานอันแข็งแกร่งและวิสัยทัศน์สู่อนาคตที่ยั่งยืนและชาญฉลาด
Maybach: สู่จุดสูงสุดแห่งความหรูหราส่วนบุคคลที่ไร้ขีดจำกัด
เมื่อพูดถึงความหรูหราสูงสุดในอาณาจักรของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ชื่อของ Mercedes-Maybach ย่อมผุดขึ้นมาเป็นอันดับแรกเสมอ ในปี 2025 Maybach ได้ยกระดับประสบการณ์พรีเมียมไปอีกขั้น ด้วยการผสานความประณีตแบบดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมแห่งอนาคต ตัวถังที่สง่างามยังคงเป็นเอกลักษณ์ ด้วยสัดส่วนที่ขยายใหญ่ขึ้นเพื่อมอบพื้นที่ใช้สอยภายในที่โอ่อ่าและสะดวกสบายอย่างแท้จริง มิติความยาวของตัวรถและระยะฐานล้อที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้ห้องโดยสารด้านหลังกลายเป็นอาณาจักรส่วนตัวที่ไร้ที่ติ
ดีไซน์ภายนอกของ Maybach S-Class ในปี 2025 โดดเด่นด้วยกระจังหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสานตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์บนฝากระโปรงหน้าอย่างลงตัว พร้อมคิ้วโครเมียมที่ประดับประดาอย่างพิถีพิถัน ไฟหน้าแบบ DIGITAL LIGHT อัจฉริยะ ที่ไม่เพียงส่องสว่างเส้นทาง แต่ยังฉายภาพกราฟิกหรือคำเตือนต่างๆ ลงบนพื้นถนนเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และไฟท้าย LED ที่มาพร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกที่สร้างสรรค์ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้วที่ออกแบบพิเศษ พร้อมยางรันแฟลต ผสานกับหลังคาพาโนรามิกซันรูฟขนาดใหญ่ที่เปิดรับทิวทัศน์ภายนอกได้อย่างเต็มที่ และที่ขาดไม่ได้คือโลโก้ “Maybach” อันทรงเกียรติที่ประทับอยู่บนฝากระโปรงหลัง ยืนยันถึงสถานะยนตรกรรมระดับสูงสุด
ภายในห้องโดยสารของ Maybach S-Class คือการรังสรรค์พื้นที่ที่เหนือกว่าคำว่า “พรีเมียม” ด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa ระดับ Exclusive Package ที่ตัดเย็บด้วยลวดลาย Diamond Design อันประณีต สะท้อนถึงงานฝีมือชั้นสูง แผงคอนโซลหน้าและส่วนกลางของแผงประตูหุ้มด้วยหนัง Nappa และวัสดุ microfibre DINAMICA สำหรับบุหลังคาและแผงบังแดด มอบสัมผัสที่หรูหราทุกตารางนิ้ว นาฬิกาอนาล็อกที่ได้รับการออกแบบร่วมกับ IWC ยังคงเป็นรายละเอียดที่บ่งบอกถึงความพิเศษเหนือกาลเวลา ระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด พร้อมการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบนำทางที่แม่นยำด้วยเทคโนโลยี Augmented Reality และรีโมทควบคุมที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เพื่อการควบคุมที่ง่ายดายและเป็นส่วนตัว ระบบเสียง Burmester® high-end 4D surround sound system มอบประสบการณ์เสียงที่สมจริงและดื่มด่ำยิ่งกว่าเคย ด้วยลำโพงที่ฝังอยู่ในเบาะนั่งเพื่อส่งมอบแรงสั่นสะเทือนของเสียงเบสโดยตรงสู่ผู้โดยสาร ระบบสั่งการด้วยเสียง LINGUATRONIC ที่รองรับหลากหลายภาษา รวมถึงภาษาไทย สามารถควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถได้อย่างชาญฉลาด
เบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังริมหน้าต่างมาพร้อมฟังก์ชันอุ่นเบาะและระบายอากาศ พร้อมการปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ ผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับเบาะเลื่อนไปด้านหน้าได้สูงสุดถึง 4 เซนติเมตร และเลื่อนขึ้นด้านบนได้อีก 3.7 เซนติเมตร เพื่อมอบพื้นที่วางขาที่กว้างขวางเป็นพิเศษสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังแบบ Multi-contour มาพร้อมระบบที่นั่งแบบ First Class และโต๊ะทำงานแบบพับเก็บได้ เพื่อรองรับการทำงานหรือพักผ่อนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ฟังก์ชันนวด ENERGIZING สำหรับเบาะหลังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการนวดด้วยหินร้อน มอบการผ่อนคลายสูงสุดด้วยโปรแกรมการนวดที่ปรับเลือกได้ถึง 6 รูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่การนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังและไหล่ ไปจนถึงการนวดเพื่อกระตุ้นและออกกำลังกาย
ความสะดวกสบายยังรวมถึงที่รองขาปรับระดับสำหรับผู้โดยสารด้านหลังซ้าย-ขวา ตู้เย็นภายในรถยนต์บริเวณที่นั่งด้านหลัง ม่านบังแดดประตูหลังซ้าย-ขวา และด้านหลังที่ปรับเลื่อนขึ้น-ลงด้วยระบบไฟฟ้า ระบบปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร AIR-BALANCE Package ที่มาพร้อมระบบ active perfuming system ที่สามารถสร้างสรรค์กลิ่นหอมเฉพาะตัวและปรับระดับความหอมได้ตามต้องการ พร้อมกลิ่นหอมให้เลือกถึง 5 กลิ่น รวมถึงกลิ่นพิเศษอย่าง AGARWOOD ที่รังสรรค์มาเพื่อ Maybach โดยเฉพาะ ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC หน้า-หลัง และไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร (Ambient Lighting) ที่มีให้เลือกถึง 64 สี สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามอารมณ์และความต้องการ รวมถึงความเข้มอ่อนของแสงได้ถึง 10 ระดับ
ในด้านสมรรถนะ Maybach S-Class ในปี 2025 ได้รับการขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง V8 biturbo ผสานกับเทคโนโลยี EQ Boost Mild Hybrid ที่ให้พละกำลัง 503 แรงม้า และแรงบิด 700 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.8 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ให้ทั้งความราบรื่นและความเร้าใจในการขับขี่
C-Class: การผสานความหรูหราและประสิทธิภาพสำหรับชีวิตสมัยใหม่
จากจุดสูงสุดของ Maybach เราเดินทางมาสู่ใจกลางของแบรนด์ นั่นคือ Mercedes-Benz C-Class ในปี 2025 C-Class ยังคงเป็นเสาหลักที่สำคัญ ที่นำเสนอการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความหรูหรา ความสปอร์ต และเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น C-Class ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดในแต่ละยุคสมัย โดยยังคงกลิ่นอายความสง่างามจาก S-Class รุ่นเรือธงอย่างชัดเจน ทำให้มันเป็นรถยนต์ที่ดูภูมิฐานและทันสมัยไปพร้อมกัน
ดีไซน์ภายนอกของ C-Class ในปี 2025 สะท้อนความแข็งแกร่งและคล่องตัว ด้วยเส้นสายที่พลิ้วไหวแต่เฉียบคม ไฟหน้า MULTIBEAM LED อัจฉริยะ และไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ ที่สร้างสรรค์ความโดดเด่นไม่แพ้รุ่นใหญ่ มิติของตัวถังที่ขยายใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า เพื่อรองรับสรีระของผู้ใช้งานในปัจจุบันที่สูงขึ้น มอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ C-Class ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม
ภายในห้องโดยสารของ C-Class ปี 2025 คือการปฏิวัติการออกแบบ โดยเน้นไปที่วัสดุคุณภาพสูงและการจัดวางที่ให้ความรู้สึกถึงความพรีเมียมและสปอร์ตไปพร้อมกัน คอนโซลกลางที่ลาดเอียงเล็กน้อยสู่ผู้ขับขี่ พร้อมจอแสดงผลกลางแบบสัมผัสขนาดใหญ่สูงสุด 12.3 นิ้ว ที่ทำงานร่วมกับระบบ MBUX เจเนอเรชันล่าสุด มอบประสบการณ์การควบคุมที่ง่ายดายและเป็นธรรมชาติ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด (ในรุ่น AMG Dynamic) แผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลได้ตามต้องการ เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตที่โอบรับสรีระ หุ้มด้วย Artico และ Dinamica Microfibre (ในรุ่นตกแต่งพิเศษ) พร้อมระบบปรับอากาศ THERMATIC ที่มีฟังก์ชันกรองอากาศ HEPA เพื่อคุณภาพอากาศที่ดีเยี่ยมภายในห้องโดยสาร
โครงสร้างตัวถังของ C-Class ในปี 2025 ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการใช้อะลูมิเนียมไฮบริดและเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงเป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้รถมีน้ำหนักเบาลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับโครงสร้างเหล็กทั่วไป ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการประหยัดเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น และสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
สำหรับขุมพลัง C-Class ในปี 2025 ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี EQ Boost Mild Hybrid และ Plug-in Hybrid อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีตัวเลือกที่หลากหลาย เริ่มต้นด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ พร้อม EQ Boost ที่ให้กำลัง 204 แรงม้า และ 320 นิวตันเมตร ให้ความประหยัดและสมรรถนะที่สมดุล หรือรุ่น Plug-in Hybrid อย่าง C 300 e ที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังรวมสูงสุด 313 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 550 นิวตันเมตร สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลถึง 100 กม. (ตามมาตรฐาน WLTP) ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองและการเดินทางไกลได้อย่างไร้กังวล นอกจากนี้ยังมีรุ่นดีเซล Mild Hybrid ที่ให้แรงบิดสูงและประหยัดน้ำมันเป็นพิเศษ ทุกรุ่นจับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC ที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและนุ่มนวล พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ในบางรุ่นย่อย เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่
ระบบช่วงล่างของ C-Class ปี 2025 มาพร้อมเทคโนโลยี AGILITY CONTROL ที่ปรับการตอบสนองของโช้คอัพให้เข้ากับสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด หรือระบบช่วงล่างถุงลม AIRMATIC (ในรุ่นตกแต่งพิเศษ) ที่มอบความนุ่มนวลและสปอร์ตได้อย่างเหนือชั้น โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ผ่าน DYNAMIC SELECT ได้แก่ Eco, Comfort, Sport, Sport+ และ Individual เพื่อปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ เกียร์ และช่วงล่างให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ด้านระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ C-Class ในปี 2025 อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ อาทิ Active Distance Assist DISTRONIC ที่สามารถรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าและปรับความเร็วได้โดยอัตโนมัติ Active Steering Assist ช่วยประคองรถให้อยู่ในเลน Active Lane Keeping Assist, Active Blind Spot Assist, Active Brake Assist พร้อมฟังก์ชันการตรวจจับคนเดินถนนและจักรยาน ระบบ PRE-SAFE® ที่เตรียมความพร้อมให้ห้องโดยสารเมื่อตรวจพบเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ ระบบ Active Parking Assist พร้อมกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา และระบบอ่านป้ายจราจร Traffic Sign Assist มอบความอุ่นใจตลอดการเดินทาง
A-Class: ความสปอร์ตที่เร้าใจและเทคโนโลยีสำหรับคนรุ่นใหม่
สำหรับผู้ที่มองหายนตรกรรมพรีเมียมขนาดกะทัดรัดที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ตและเทคโนโลยีล้ำสมัย “เมอร์เซเดส-เบนซ์ A-Class” ในปี 2025 คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ มันคือจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่โลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ไม่เคยประนีประนอมในเรื่องคุณภาพ สมรรถนะ และความปลอดภัย A-Class ดึงดูดสายตาด้วยรูปลักษณ์แบบ Hatchback ที่ทันสมัยและดุดัน ผสานความหรูหราที่กลั่นกรองมาจากรุ่นพี่
ดีไซน์ภายนอกของ A-Class ในปี 2025 โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Diamond Grille อันเป็นเอกลักษณ์ (ในรุ่น AMG Sport) ชุดแต่ง AMG Sport รอบคันที่เสริมความดุดัน เส้นสายที่เฉียบคมและไฟหน้า LED High Performance อันโฉบเฉี่ยว พร้อมล้ออัลลอย AMG ขนาด 19 นิ้ว ที่สะท้อนถึง DNA แห่งความสปอร์ต ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (CD) ที่ต่ำเป็นพิเศษ ทำให้ A-Class มีอากาศพลศาสตร์ที่ดีเยี่ยม ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ที่ความเร็วสูงและลดการสิ้นเปลืองพลังงาน
ภายในห้องโดยสารของ A-Class ปี 2025 ได้รับการออกแบบให้เน้นไปที่ประสบการณ์ของผู้ขับขี่และผู้โดยสารรุ่นใหม่ ด้วยเบาะนั่งแบบสปอร์ตที่โอบกระชับ (ในรุ่น AMG Sport) หุ้มด้วยหนัง Artico ผสมผสาน Dinamica Microfibre พร้อมการเดินด้ายสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ แผงคอนโซลกลางตกแต่งด้วยลวดลายเคฟล่า (Carbon-fibre look) เพื่อเพิ่มความรู้สึกสปอร์ต หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 2 จอเชื่อมต่อกัน (Dual Widescreen Cockpit) ที่มีขนาดสูงสุด 10.25 นิ้ว สำหรับแผงหน้าปัดและระบบมัลติมีเดีย MBUX ซึ่งมาพร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ที่ชาญฉลาดและตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ต 3 ก้าน หุ้มหนัง Nappa มอบสัมผัสที่กระชับมือ
A-Class ปี 2025 ยังคงมอบสมรรถนะที่เร้าใจ ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี Mild Hybrid (ในรุ่น A 250) ที่ให้กำลังสูงสุด 224 แรงม้า และแรงบิด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์คลัตช์คู่ 8 สปีด (8G-DCT) ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 6.2 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. นอกจากนี้ยังมีรุ่น Plug-in Hybrid อย่าง A 250 e ที่สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลถึง 70-80 กม. ตอบโจทย์การขับขี่ในเมืองใหญ่ที่ต้องการลดมลพิษและการประหยัดพลังงาน
ระบบช่วงล่างแบบสปอร์ตที่ได้รับการปรับแต่งโดย AMG (ในรุ่น AMG Sport) ทำให้ A-Class มีความหนึบแน่นและควบคุมได้อย่างแม่นยำ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและมั่นใจในทุกโค้ง ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้าที่ตอบสนองได้อย่างคมชัดและแม่นยำ พร้อมรัศมีวงเลี้ยวที่กะทัดรัด ทำให้ A-Class เป็นรถที่คล่องตัวอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่ในเมืองและลัดเลาะในเส้นทางที่คับแคบ ระบบเบรกประสิทธิภาพสูง พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดง (ในรุ่น AMG Sport) ช่วยให้การชะลอความเร็วเป็นไปได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย
ระบบความปลอดภัยใน A-Class ปี 2025 ไม่ได้น้อยหน้ารุ่นใหญ่ ด้วยฟังก์ชัน Active Brake Assist, Active Lane Keeping Assist, Blind Spot Assist, Attention Assist และ Active Parking Assist พร้อมกล้องมองภาพขณะถอยหลัง มอบความอุ่นใจและช่วยลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่
วิสัยทัศน์แห่งอนาคต: นวัตกรรมและมาตรฐานแห่งความยั่งยืน
เมอร์เซเดส-เบนซ์ในฐานะผู้นำไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนารถยนต์ แต่ยังรวมถึงการสร้างสรรค์วิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมถึงระบบนิเวศยานยนต์แห่งอนาคต ในปี 2025 แบรนด์ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและไฮบริดอย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น การวิจัยและพัฒนาในด้านแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูง ระบบชาร์จที่รวดเร็ว และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับยานยนต์ไฟฟ้า คือสิ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ลงทุนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Driving) ยังเป็นอีกหนึ่งแกนหลักที่เมอร์เซเดส-เบนซ์มุ่งมั่นพัฒนา ระบบ Drive Pilot ที่สามารถให้รถยนต์ขับเคลื่อนเองได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด (Level 3 Autonomous Driving) ได้ถูกนำมาใช้ในบางรุ่นแล้ว และมีแนวโน้มที่จะขยายไปยังรุ่นอื่นๆ มากขึ้นในปี 2025 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ลดความเมื่อยล้าในการขับขี่ และเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน
การเชื่อมต่อดิจิทัล (Connectivity) คือหัวใจสำคัญของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในยุคปัจจุบัน ระบบ MBUX ที่เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ไม่ใช่เพียงระบบอินโฟเทนเมนต์ แต่เป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่เข้าใจทุกความต้องการ พร้อมการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-The-Air (OTA) ที่ทำให้รถยนต์ของคุณทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงฟังก์ชันการทำงาน เพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ หรืออัปเดตระบบความปลอดภัย
สรุป: เมอร์เซเดส-เบนซ์ นิยามแห่งความเป็นเลิศที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ในปี 2025 เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงยืนหยัดในฐานะสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา นวัตกรรม และประสิทธิภาพ ด้วยการนำเสนอรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย ตั้งแต่ Maybach S-Class ที่เป็นสุดยอดแห่งความหรูหราส่วนบุคคล C-Class ที่เป็นจุดสมดุลระหว่างความสง่างามและสมรรถนะ ไปจนถึง A-Class ที่เปี่ยมด้วยความสปอร์ตและเทคโนโลยีสำหรับคนรุ่นใหม่ ทุกรุ่นสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ไม่เพียงแต่พาคุณไปถึงจุดหมาย แต่ยังมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือความคาดหมาย ด้วยปรัชญาที่ผสมผสานระหว่างงานฝีมืออันประณีต เทคโนโลยีล้ำสมัย และวิสัยทัศน์แห่งอนาคต เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเป็นผู้นำที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์พรีเมียม และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลกได้อย่างแท้จริง

