ในโลกยานยนต์ที่หมุนไปอย่างรวดเร็วของปี 2025 เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมากมาย ทั้งในด้านเทคโนโลยี พลังงานทางเลือก และปรัชญาการออกแบบ แต่เมื่อย้อนเวลากลับไปทศวรรษที่แล้ว มีรถกระบะคันหนึ่งที่เปิดตัวมาพร้อมกับคำกล่าวที่ท้าทายว่า “เปลี่ยนทุกความเชื่อ” นั่นคือ มิตซูบิชิ ไทรทัน โฉมปี 2015 ซึ่งในวันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่า มันได้ “เปลี่ยน” อะไรไปบ้าง และมรดกที่ทิ้งไว้ยังคง “เชื่อ” ได้หรือไม่ จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สั่งสมประสบการณ์มานับทศวรรษ
การเปิดตัวของมิตซูบิชิ ไทรทัน ในปี 2015 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่หลายคนตั้งตารอคอย หลังจากที่ภาพรถต้นแบบ Mitsubishi GR-PHEV ได้สร้างความหวือหวาด้วยดีไซน์ล้ำยุค ทว่าภาพหลุดจากโรงงานที่เผยแพร่ออกมาก่อนหน้านั้น กลับสร้างความผิดหวังให้กับหลายคน เพราะมันไม่ได้สวยงามอลังการอย่างที่จินตนาการไว้ในตอนแรก แต่เมื่อผ้าคลุมถูกเปิดออกอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2014 สิ่งที่ปรากฏต่อสายตากลับทำให้ผมกล้าพูดได้เลยว่า มันไม่ได้ขี้เหร่เท่าที่คิด และในบางมุมมอง มันยังมีความน่าสนใจซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่อาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบในสายตาของทุกคน
ดีไซน์: ความกล้าที่มาพร้อมจุดอ่อน
หากจะพูดถึงดีไซน์ของมิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 มันคือ “ความกล้า” ที่ผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับองค์ประกอบที่อาจจะดูสวนทางกับกระแสหลักในยุคนั้นได้อย่างน่าประหลาดใจ
ในส่วนของด้านหน้า โคมไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมไฟ DRL (Daytime Running Light) ถูกจัดวางมาอย่างลงตัว ทำให้รู้สึกถึงความเป็นรถเก๋งผสมผสานกับความแข็งแกร่งของกระบะ แต่องค์ประกอบที่กลายเป็นจุดวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงในสมัยนั้น และยังคงเป็นที่ถกเถียงกันมาจนถึงปัจจุบัน คือ “กระจังหน้าโครเมียม” ที่ดีไซน์ดูคล้ายกับรถจาก “คลองถม” อย่างที่ผู้คนในยุคนั้นชอบแซวกัน ดีไซน์ที่เน้นความหรูหราด้วยโครเมียมบนรถกระบะที่เน้นการใช้งานแบบลุยๆ กลับดูไม่เข้ากันอย่างสิ้นเชิง ยิ่งกว่านั้น ยังสร้างปัญหาเรื่องการทำความสะอาดคราบแมลงในยามค่ำคืน และเมื่อเวลาผ่านไป โครเมียมเหล่านี้ก็มักจะหมองคล้ำ ไม่สวยงามดังเดิม กลายเป็นจุดบอดที่น่าเสียดาย เพราะมันบดบังเสน่ห์โดยรวมของด้านหน้าที่ถูกออกแบบมาให้ดูสปอร์ตและทันสมัยได้เป็นอย่างดี
ทว่า หากมองข้ามกระจังหน้าไป มิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 ก็ยังมีเส้นสายที่น่าชื่นชม โดยเฉพาะ “Shoulder Line” ที่คมเข้มตั้งแต่ซุ้มล้อหน้าจรดกระบะท้าย ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งและความทันสมัยได้เป็นอย่างดี รวมถึง “J Line” ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทรทันตั้งแต่รุ่นก่อนหน้า ซึ่งออกแบบให้ห้องโดยสารและกระบะท้ายเชื่อมต่อกันอย่างลงตัว ช่วยเพิ่มความโอ่โถงให้กับห้องโดยสารด้านหลัง แม้ว่าการเลือกใช้ “Over Fender” หรือโป่งล้อครอบแทนการปั๊มขึ้นรูปจะถูกมองว่าเชยในยุคนั้นที่กระบะส่วนใหญ่เริ่มใช้โป่งล้อแบบขึ้นรูปตัวถัง แต่ในมุมมองของการลดต้นทุนและการซ่อมบำรุงในระยะยาว นี่กลับเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและปฏิบัติได้จริง และเมื่อจับคู่กับล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 245/65/R17 ก็ยังคงให้ภาพลักษณ์ที่ลงตัวและดูดี
ด้านท้ายของตัวรถก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น ด้วยไฟท้ายทรงเหลี่ยมคมสันที่สร้างความแตกต่างและเพิ่มความดุดัน ซึ่งแม้จะถูกมองว่าอาจจะดูเล็กไปสักหน่อยเมื่อขับตามหลัง แต่โดยรวมแล้วก็ยังคงความสปอร์ตไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ในมิติของตัวรถ มิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 มีการปรับขนาดให้เหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น โดยมีความยาวตลอดคัน 5,280 มม. กว้าง 1,815 มม. และสูง 1,780 มม. ฐานล้อยาว 3,000 มม. และน้ำหนักเพียง 1,760 กก. ซึ่งสั้นลง 5 มม. กว้างขึ้น 15 มม. และเบาลง 20 กก. เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ล้วนส่งผลดีต่อความคล่องตัวและการขับขี่ที่สะดวกสบายขึ้นในระยะยาว
ห้องโดยสาร: เมื่อรถเก๋งอีโค่คาร์เป็นแรงบันดาลใจ
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความประหลาดใจและถกเถียงกันอย่างมากในสมัยนั้นคือ การออกแบบห้องโดยสารของมิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 ที่ได้นำองค์ประกอบหลายส่วนมาจากรถเก๋งอีโค่คาร์อย่าง Mitsubishi Mirage และ Attrage ไม่ว่าจะเป็นชุดพวงมาลัย หรือแม้แต่ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ซึ่งในมุมหนึ่ง ผู้ผลิตอาจมองว่าเป็นแนวคิดในการลดต้นทุนการผลิตและสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้ใช้งานที่มาจากรถเก๋ง แต่ในมุมของผู้บริโภคที่จ่ายเงินสำหรับ ราคามิตซูบิชิ ไทรทัน ที่สูงเกือบแตะล้านบาทในรุ่นท็อป การได้พวงมาลัยและอุปกรณ์บางชิ้นที่มาจากอีโค่คาร์อาจทำให้รู้สึกว่ารถขาดเอกลักษณ์และความพรีเมียมไปบ้าง
กระนั้น การออกแบบเบาะนั่งภายในห้องโดยสารกลับเป็นจุดที่น่าชื่นชม ทีมออกแบบได้ผสมผสานความสปอร์ตและความสบายได้อย่างลงตัว เบาะนั่งไม่นุ่มจนเกินไปและไม่แข็งกระด้างเหมือนรุ่นก่อนหน้า การเย็บตะเข็บและการรองรับสรีระทำได้ดีเยี่ยม แม้ผู้ที่มีรูปร่างใหญ่ก็สามารถนั่งได้อย่างสบายโดยไม่รู้สึกอึดอัด และจากการทดสอบขับขี่ระยะทางไกลหลายวัน ก็ไม่พบอาการปวดเมื่อยแต่อย่างใด เบาะนั่งด้านหลังยังคงรักษาจุดเด่นของไทรทันด้วยการปรับเอนได้เล็กน้อยถึง 25 องศา ทำให้การโดยสารในรุ่น Double Cab สะดวกสบายเสมือนนั่งรถเก๋ง ด้วยพื้นที่วางขาที่เพิ่มขึ้น 20 มม. พื้นที่เหนือศีรษะเพิ่มขึ้น 5 มม. และพื้นที่ช่วงไหล่กว้างขึ้น 10 มม. ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่มากนัก แต่ก็สัมผัสได้ถึงความลงตัวและความโปร่งสบายที่มากขึ้นอย่างชัดเจน
ฟังก์ชันการใช้งานภายในห้องโดยสารก็จัดมาให้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทาง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ระบบ Etac (Electronic Time and Alarm Control System) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ หรือระบบกุญแจ KOS (Keyless Operation System) ที่ช่วยให้การเข้า-ออกรถง่ายดายเพียงกดปุ่ม แม้ว่าในบางครั้งสัญญาณรีโมทอาจมีปัญหาเล็กน้อยเมื่ออยู่ห่างจากตัวรถมากเกินไปก็ตาม ทัศนวิสัยในการขับขี่ก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการปรับเบาะนั่งช่วงสะโพกของผู้ขับขี่ใหม่ ทำให้มองเห็นตำแหน่งด้านหน้าสุดของฝากระโปรงได้ชัดเจนขึ้น
หัวใจสำคัญ: เครื่องยนต์ดีเซล MIVEC 4N15 ที่ “เปลี่ยนทุกความเชื่อ”
หากจะมีสิ่งใดที่ทำให้มิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 สามารถประกาศวลี “เปลี่ยนทุกความเชื่อ” ได้อย่างเต็มปาก ก็คงหนีไม่พ้น “เครื่องยนต์ดีเซล MIVEC” บล็อกใหม่รหัส 4N15 ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นและเป็นก้าวสำคัญของมิตซูบิชิ
เครื่องยนต์ตระกูล 4N1X นี้เป็นการพัฒนาที่ยาวนานของ Mitsubishi Motor ตั้งแต่ปี 2006 โดยมุ่งหวังให้เป็นเครื่องยนต์คลีนดีเซลที่สามารถรองรับมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวดของยุโรปในอนาคต ด้วยการร่วมมือกับ Mitsubishi Heavy Industries โดยมีเป้าหมายเพื่อการส่งออกทั่วโลก เทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในเครื่องยนต์ 4N15 นั้นล้ำสมัยอย่างมากในยุคนั้น เริ่มจากการใช้บล็อกเครื่องยนต์ที่ทำจากอลูมิเนียมอัลลอย ซึ่งนอกจากจะช่วยลดน้ำหนักของเครื่องยนต์ได้มากแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการระบายความร้อนได้ดีเยี่ยม แต่ทีเด็ดที่แท้จริงคือการนำระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ซึ่งมักจะพบในเครื่องยนต์เบนซิน มาติดตั้งในเครื่องยนต์ดีเซลเป็นครั้งแรกในฝั่งไอดี ผนวกกับระบบ VG Turbo (Variable Geometry Turbo) ที่มาพร้อม Variable Diffuser ที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
เครื่องยนต์ดีเซล 4N15 นี้มาพร้อมกำลังอัดที่สูงถึง 15.5:1 ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบต่อนาที ซึ่งเป็นการเพิ่มสมรรถนะที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ 4D56T High Output รุ่นเดิม ความพยายามในการพัฒนา เครื่องยนต์ดีเซล Mivec ให้มีความสะอาดที่สุดในการปล่อยไอเสีย ทำให้มันมีความสามารถในการรองรับมาตรฐานยูโร 5 ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ในเวลานั้น
จากการทดสอบขับขี่ สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการตอบสนองของเครื่องยนต์ 4N15 ที่แตกต่างจากเครื่องยนต์ดีเซลทั่วไปอย่างสิ้นเชิง การทำงานของระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ช่วยลดอาการรอรอบของเทอร์โบชาร์จได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้รถมีอัตราเร่งที่ดีตั้งแต่รอบต่ำ ให้ความรู้สึกคล้ายเครื่องยนต์เบนซินแบบ N/A (Naturally Aspirated) ที่ลื่นไหล นุ่มนวล แต่ยังคงไว้ซึ่งพละกำลังมหาศาลจากเทอร์โบที่พร้อมจะพุ่งทะยานเมื่อต้องการ การขับขี่ในเมืองที่ต้องการความคล่องตัวจึงเป็นไปได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องกังวลเรื่องแรงบิดที่กระโชกโฮกฮาก หรืออาการหน้าหงายเมื่อออกตัว แต่เมื่อต้องการรีด สมรรถนะรถกระบะ ออกมาเพื่อแซง หรือทำความเร็วบนทางหลวง มันก็สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและน่าพึงพอใจ แม้ในรอบเดินเบาอาจจะมีเสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากการเปลี่ยนมาใช้โซ่ราวลิ้นแทนสายพาน แต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่ามีความนุ่มนวลและเงียบกว่าเครื่องยนต์ดีเซลทั่วไปในยุคนั้น
สมรรถนะการขับขี่: กระบะที่ขับขี่ได้ดุจรถเก๋ง
ในส่วนของสมรรถนะการขับขี่ มิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 ได้สร้างนิยามใหม่ให้กับคำว่า “กระบะที่ขับขี่ได้เหมือนรถเก๋ง” ได้อย่างแท้จริง
การขับขี่รถกระบะ ในเมืองหลวงที่การจราจรติดขัดเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ไทรทันคันนี้กลับสร้างความประทับใจด้วยความคล่องตัวที่ยอดเยี่ยมที่สุดในตลาดรถกระบะยุคนั้น ด้วยรัศมีวงเลี้ยวที่แคบที่สุดเพียง 5.9 เมตร ซึ่งเหนือกว่าคู่แข่งในกลุ่มรถขับสองยกสูงและขับเคลื่อน 4 ล้อ การบังคับเลี้ยวทำได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องสาวพวงมาลัยมากจนรู้สึกเหมือนขับรถบรรทุก ระบบพวงมาลัยแร็คแอนด์พินเนียนพร้อมระบบช่วยผ่อนแรงมีการปรับตั้งมาอย่างลงตัว ช่วยให้น้ำหนักพวงมาลัยเบาในย่านความเร็วต่ำและเพิ่มน้ำหนักขึ้นเล็กน้อยเมื่อความเร็วสูง ให้ความรู้สึกคล้ายพวงมาลัยไฟฟ้าที่แม่นยำและไว้ใจได้
ในรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีดที่ได้รับการออกแบบใหม่ ชุดเกียร์มีอัตราทดที่เหมาะสม และการใช้ชุดซิงโครเมชแบบ Tripple Cone ในช่วงเกียร์ 1-3 ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์สั้นกระชับและให้ความรู้สึกสปอร์ตอย่างแท้จริง ซึ่งดีกว่ากระบะบางรุ่นที่เน้น Short Shifter แต่กลับแข็งกระด้างจนใช้งานทั่วไปได้ยาก คลัตช์มีการตอบสนองที่ดีและนุ่มนวล ลดแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ด้วยฟลายวีลที่ออกแบบมาใหม่ ทำให้การขับขี่แบบเกียร์ธรรมดาเป็นเรื่องที่สนุกและไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป
ช่วงล่างรถกระบะ ของมิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้มันแตกต่างอย่างชัดเจน แม้จะยังคงใช้ช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกอิสระสองชั้นพร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังแบบแหนบหลายแผ่นซ้อนพร้อมโช้คอัพไขว้ แต่การปรับจูนช่วงล่างมาอย่างละเอียด ทำให้มันให้ความรู้สึกนุ่มนวลและมั่นคงประดุจรถเก๋ง สมรรถนะสูงอย่าง Mitsubishi Lancer EX ซึ่งเป็นคำชมที่หาได้ยากสำหรับรถกระบะทั่วไป มันซับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยมบนทางขรุขระ และให้ความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมเมื่อต้องใช้ความเร็วสูงถึง 140-185 กม./ชม. บนทางโค้งหรือทางตรงยาวๆ แม้จะมีอาการกระด้างบ้างเมื่อเจอการกระโดดสะพานหรือหลุมบ่อขนาดใหญ่ แต่โช้คอัพก็ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและควบคุมอาการโยนตัวได้ดี ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยตลอดการเดินทาง
นอกจากนี้ การเก็บเสียงในห้องโดยสารก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างมากในมิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 ห้องโดยสารให้ความเงียบสงบสบายหู เสียงเครื่องยนต์ เสียงยางบดถนนแทบไม่ได้ยินในย่านความเร็วปกติ (100-120 กม./ชม.) ทำให้การสนทนาหรือฟังเพลงเป็นไปอย่างสุนทรี เสียงลมจะเริ่มเข้ามาเตือนใจก็ต่อเมื่อก้าวข้ามสู่ย่านความเร็วสูงที่ 140 กม./ชม. ขึ้นไปเท่านั้น ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงที่สำคัญและสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับให้กับผู้ใช้งาน
อัตราสิ้นเปลือง: ประหยัดเกินคาดหมาย
นอกเหนือจากสมรรถนะที่เร้าใจแล้ว มิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 ยังสร้างความประหลาดใจด้วยตัวเลข รถกระบะประหยัดน้ำมัน ที่ยอดเยี่ยมเกินคาด
จากการทดสอบในเมืองที่สภาพการจราจรติดขัดในเย็นวันศุกร์ (77 กิโลเมตร ใช้น้ำมัน 9.53 ลิตร) ได้ตัวเลขเฉลี่ยประมาณ 8.07 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับรุ่น 4D56T เดิม อาจดูไม่โดดเด่นนักเนื่องจากสภาพการจราจรที่หนาแน่น
แต่เมื่อเข้าสู่โหมดการทดสอบพิเศษ “Bonn Test Mode” ในยามค่ำคืนที่อากาศเย็นสบายและถนนโล่ง (45.6 กิโลเมตร ใช้ความเร็วเฉลี่ย 110 กม./ชม. นอกเมือง และไม่เกิน 80 กม./ชม. ในเมือง) มิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 กลับทำตัวเลขได้น่าตกใจถึง 16.2 กิโลเมตรต่อลิตร เลยทีเดียว ซึ่งมาจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งสภาพอากาศที่ดี การจราจรที่คล่องตัว และที่สำคัญคือการทำงานที่ลงตัวของเครื่องยนต์ 4N15 ที่ทำให้ไม่ต้องเหยียบคันเร่งมากเกินไป รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำมากในเกียร์ 6 (ประมาณ 1,500 รอบ/นาที ที่ 90 กม./ชม. และ 1,900 รอบ/นาที ที่ 120 กม./ชม.) ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพในการประหยัดน้ำมันเมื่อขับขี่ทางไกล
สำหรับการเดินทางไกลจริงสู่กาญจนบุรี (241.8 กิโลเมตร) ได้ตัวเลขเฉลี่ยที่ 12.024 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งถือว่าไม่เลวร้ายเลยสำหรับ รถกระบะ 4 ประตู ที่มีสมรรถนะสูงเช่นนี้ และจะดียิ่งกว่านี้หากขับขี่ภายใต้กฎหมายกำหนด
ตัวเลขสมรรถนะ: พิสูจน์ด้วยความจริง
นอกเหนือจากความรู้สึกในการขับขี่ที่น่าประทับใจแล้ว ตัวเลขสมรรถนะจากเครื่องยนต์ 4N15 ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเหนือชั้นของมันอย่างชัดเจน ด้วยการทดสอบอัตราเร่งด้วยโปรแกรม Torque (บนมือถือ) ได้ผลลัพธ์ดังนี้:
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: ทำได้ดีที่สุด 10.01 วินาที (ค่าเฉลี่ย 10.38 วินาที)
อัตราเร่ง 80-120 กม./ชม.: ทำได้ดีที่สุด 6.90 วินาที (ค่าเฉลี่ย 7.03 วินาที)
ตัวเลขเหล่านี้ถือว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่งสำหรับรถกระบะดีเซลในยุคนั้น มันยืนยันได้ว่า มิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 ไม่ได้มีดีแค่ความรู้สึกในการขับขี่ที่ลื่นไหลเหมือนเครื่องยนต์ N/A แต่ยังมีพละกำลังและอัตราเร่งที่รวดเร็วและเร้าใจเพียงพอที่จะจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ บนท้องถนนได้อย่างสบาย
บทสรุป: มรดกของ “การเปลี่ยนทุกความเชื่อ” ในปี 2025
เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2025 มิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 คือ รถอเนกประสงค์ ที่มาพร้อมกับคำกล่าวที่ว่า “เปลี่ยนทุกความเชื่อ” คำถามคือ มันได้ทำสำเร็จหรือไม่?
ในด้านของ เทคโนโลยีเครื่องยนต์ และสมรรถนะการขับขี่ ผมขอยกนิ้วให้เลยว่า มิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มันกล้าที่จะลดขนาดเครื่องยนต์แต่กลับได้กำลังและแรงบิดที่สูงขึ้น เครื่องยนต์ดีเซล MIVEC 4N15 คือนวัตกรรมที่ล้ำสมัยในยุคนั้น ด้วยการนำระบบวาล์วแปรผันมาใช้ในเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งช่วยลดอาการรอรอบได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้การขับขี่สนุกและง่ายในสไตล์ที่แตกต่างจากกระบะทั่วไปอย่างสิ้นเชิง รีวิวกระบะยอดนิยม ในหลายสำนักก็ต่างชื่นชมในจุดนี้
ตลอดจนระบบกันสะเทือนที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลดุจรถเก๋ง แต่ยังคงไว้ซึ่งความหนึบและมั่นคง รวมถึงพวงมาลัยที่คมกริบและแม่นยำ ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่สมรรถนะจะต้องพึงพอใจในมิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 อย่างแน่นอน
ทว่า ในด้านการออกแบบ โดยเฉพาะกระจังหน้าโครเมียม และการนำองค์ประกอบภายในบางส่วนจากอีโค่คาร์มาใช้ ทำให้รถขาดบุคลิกและเอกลักษณ์เฉพาะตัวไปบ้าง ซึ่งในมุมมองของปี 2025 สิ่งเหล่านี้อาจถูกมองว่าเป็นความท้าทายที่มิตซูบิชิพยายามจัดการกับข้อจำกัดด้านต้นทุนการผลิต แต่ก็เป็นจุดที่ทำให้รถคันนี้ไม่สามารถเป็นที่รักของทุกคนได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าวัสดุภายในจะดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน
มิตซูบิชิ ไทรทัน 2015 เป็นรถกระบะที่กล้าแตกต่างอย่างมีสไตล์ มันคือบทพิสูจน์ว่าสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมสามารถสร้างความประทับใจได้ทันทีที่ได้ลองขับ และจะทำให้คุณหลงรักในจิตวิญญาณของมัน หากคุณสามารถมองข้ามข้อด้อยบางประการในด้านการออกแบบที่ไม่ลงตัวไปได้ รถคันนี้คือการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว และเป็นหนึ่งในรถกระบะที่ทิ้งมรดกทางเทคโนโลยีและสมรรถนะการขับขี่ที่น่าจดจำไว้ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

