สวัสดีครับทุกท่าน! ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าสิบปี ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์มามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซ็กเมนต์รถกระบะที่พัฒนาก้าวล้ำไม่แพ้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเลยทีเดียว วันนี้ผมอยากจะพาย้อนเวลาไปเมื่อปี 2015 ซึ่งเป็นปีที่ Mitsubishi Motors ได้เปิดตัวรถกระบะรุ่นหนึ่งที่สร้างความฮือฮาและคำถามมากมายในขณะนั้น นั่นคือ All-New Mitsubishi Triton Plus ซึ่งในวันนี้เมื่อเราก้าวเข้าสู่ปี 2025 รถกระบะคันนี้ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามันคือมากกว่าแค่การ “เปลี่ยนทุกความเชื่อ” แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญให้กับวงการ รถกระบะ Mitsubishi Triton ในเจเนอเรชันต่อมา และยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในตลาด รถกระบะมือสอง ที่ยังคงให้สมรรถนะเกินราคาค่าตัว
คุณอาจจำได้ว่าเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนที่ภาพหลุดของ New Mitsubishi Triton Plus ปรากฏสู่สายตาสาธารณะครั้งแรก มันสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับดีไซน์ที่ดูแปลกตา ไม่เหมือนใคร และไม่เป็นไปตามความคาดหวังของหลายคนที่เฝ้ารอคอยดีไซน์ที่ถอดแบบมาจากรถต้นแบบ GR-PHEV อย่างเต็มตัว บางคนถึงกับถอดใจ หันไปมองรถกระบะค่ายอื่นด้วยซ้ำไป แต่ใครจะคิดว่าเวลา 10 ปีที่ผ่านมา จะทำให้มุมมองเหล่านั้นเปลี่ยนไป วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าทำไม รถกระบะอเนกประสงค์ คันนี้ถึงยังคงมีมนต์ขลัง และเป็นหนึ่งใน รถกระบะยอดนิยม ที่ยังได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานแม้เวลาจะผ่านมานานขนาดนี้
ดีไซน์: จาก “รักแรกพบ” ที่ไม่ใช่ สู่ “รักแท้” ที่ยั่งยืน
ผมจำได้ดีว่าตอนแรกที่เห็น Mitsubishi Triton Plus คันจริงในงานเปิดตัวเมื่อปี 2015 ผมเองก็ถึงกับต้องมองซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะมันแตกต่างจากภาพหลุดที่เห็นทางอินเทอร์เน็ตโดยสิ้นเชิง เหมือนกับเจอคนที่เรามองว่าธรรมดาๆ ในรูปถ่าย แต่พอเจอตัวจริงแล้วกลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างประหลาด ยอมรับว่าดีไซน์ของมันไม่ได้สวยเฉียบคมบาดใจในแบบที่กระบะค่ายอื่นนิยม แต่กลับมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ Mitsubishi เลือกเดินในเส้นทางของตัวเอง
เส้นสาย “J-Line” ที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างห้องโดยสารและกระบะท้าย ยังคงเป็นไฮไลต์ที่โดดเด่นและเป็นลายเซ็นของไทรทันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในตอนนั้นก็ถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจ เพราะมันช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารและองศาการเอนของเบาะหลังที่นั่งสบายกว่ากระบะคู่แข่งในยุคนั้นอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ดีไซน์ด้านหน้า ไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมไฟ DRL ที่ดูทันสมัย ก็ให้ความรู้สึกเป็นรถยนต์นั่งมากกว่ารถกระบะลุยๆ ทั่วไป
แต่จุดที่สร้างคำถามมากที่สุดในตอนนั้นคงหนีไม่พ้น “กระจังหน้าโครเมียม” ที่หลายคนสบประมาทว่าดูคล้ายของแต่งจากร้านประดับยนต์ หรือแม้กระทั่งไปเปรียบเทียบกับดีไซน์ของรถค่ายอื่น ซึ่งผมเองก็ยอมรับว่าในยุคสมัยนั้น มันอาจจะดูไม่เข้ากับคาแรกเตอร์ของ รถกระบะ ที่เน้นความบึกบึน แต่ในมุมมองของปี 2025 ที่ดีไซน์รถกระบะมีความหลากหลายมากขึ้น บางทีดีไซน์แบบนี้ก็อาจจะถูกมองว่าเป็นการสร้างความแตกต่างที่น่าสนใจก็เป็นได้ ยิ่งไปกว่านั้น การใช้ “Over Fender” หรือโป่งล้อครอบ ที่ในตอนนั้นถูกมองว่าล้าสมัย เพราะคู่แข่งหันไปใช้โป่งล้อแบบปั๊มขึ้นรูปกันหมดแล้ว แต่สำหรับ Mitsubishi มันคือการออกแบบที่ชาญฉลาด เพราะช่วยลดต้นทุนการผลิต เปิดทางให้บริษัทนำงบประมาณไปพัฒนาเทคโนโลยีและสมรรถนะส่วนอื่นๆ ของรถได้อย่างเต็มที่ และเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี Over Fender เหล่านี้ก็ยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านความสวยงามที่ลงตัวกับล้ออัลลอยขอบ 17 นิ้ว และด้านการใช้งานจริงที่ทนทาน
โดยรวมแล้ว ดีไซน์ของ New Mitsubishi Triton Plus อาจไม่ใช่ รถกระบะ ที่สวยแบบรักแรกพบ แต่เป็นแบบที่ต้องใช้เวลาทำความรู้จัก แล้วคุณจะพบว่ามันมีเสน่ห์ในแบบของตัวเองที่แตกต่าง และกลายเป็นดีไซน์ที่ยังคงดูไม่ล้าสมัยจนเกินไปในปัจจุบันสำหรับ รถกระบะมือสอง ที่อายุ 10 ปี
ห้องโดยสาร: เมื่อความสะดวกสบายแบบรถเก๋งมาอยู่ในร่างกระบะ
ก้าวเข้ามาในห้องโดยสารของ New Mitsubishi Triton Plus สิ่งที่คุณจะสัมผัสได้ทันทีคือความตั้งใจที่จะมอบประสบการณ์แบบรถยนต์นั่งส่วนบุคคลให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการนำชุดพวงมาลัยและรายละเอียดบางส่วนมาจากรถยนต์อีโคคาร์อย่าง Mirage และ Attrage ซึ่งในตอนนั้นอาจจะทำให้บางคนรู้สึกว่าไม่สมกับราคาค่าตัวของ รถกระบะ ระดับนี้ แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน มันคือการนำเสนอความคุ้นเคยและความสะดวกสบายที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย
จุดเด่นสำคัญที่ต้องกล่าวถึงคือการออกแบบเบาะนั่งใหม่ ที่มอบความกระชับและรองรับสรีระได้ดี ไม่นุ่มจนย้วยหรือแข็งจนเมื่อยล้า แม้ผมเองจะเป็นคนตัวใหญ่ ก็ยังสามารถนั่งได้อย่างสบายตลอดการเดินทางไกล ซึ่งเป็นสิ่งที่ รถกระบะ หลายรุ่นในอดีตมักจะละเลย และไม่เพียงแค่เบาะหน้าเท่านั้น เบาะหลังก็ยังคงรักษาจุดแข็งจากรุ่นก่อนหน้าไว้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการปรับองศาการเอนที่เหมาะสม ไม่ชันหลังเหมือนนั่งเก้าอี้ ทำให้ผู้โดยสารตอนหลังเดินทางไกลได้อย่างผ่อนคลาย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากสำหรับ รถกระบะครอบครัว
นอกจากนี้ การเพิ่มพื้นที่วางขา พื้นที่เหนือศีรษะ และพื้นที่ช่วงไหล่ในห้องโดยสาร ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Mitsubishi ในการสร้างสรรค์ รถกระบะ ที่มอบความสบายสูงสุดให้กับทุกคน ซึ่งในยุค 2025 นี้ แม้เทคโนโลยีจอสัมผัสขนาดใหญ่และระบบ ADAS ที่ล้ำสมัยจะกลายเป็นมาตรฐานของรถยนต์ใหม่ แต่ฟังก์ชันพื้นฐานที่ครบครันของ Triton Plus เช่น ระบบนำทาง (ในบางรุ่นย่อย), ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ, ระบบกุญแจ KOS (Keyless Operation System) และระบบ ETACS (Electronic Time and Alarm Control System) ก็ยังคงใช้งานได้จริงและมอบความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ดังนั้น ถ้าคุณกำลังมองหา รถกระบะมือสอง ที่มอบความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารเทียบเท่ารถยนต์นั่ง New Mitsubishi Triton Plus ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
หัวใจสำคัญ: การปฏิวัติวงการ เครื่องยนต์ดีเซล ด้วยเทคโนโลยี MIVEC
ถ้าจะมีสิ่งใดที่ทำให้ New Mitsubishi Triton Plus คันนี้ฉายแววโดดเด่นและเป็นผู้บุกเบิกในวงการ รถกระบะ มาตั้งแต่แรก คงหนีไม่พ้นหัวใจสำคัญของมัน นั่นคือ เครื่องยนต์ดีเซล บล็อกใหม่รหัส 4N15 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง MIVEC (Mitsubishi Innovative Valve timing Electronic Control system) ซึ่งเป็นระบบวาล์วแปรผันที่เรามักจะพบในเครื่องยนต์เบนซินของ Mitsubishi แต่ถูกนำมาใช้ในเครื่องยนต์ดีเซลเป็นครั้งแรก
เครื่องยนต์ 4N15 ขนาด 2.4 ลิตร MIVEC Clean Diesel เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ Mitsubishi ตั้งแต่ปี 2006 ด้วยเป้าหมายที่จะสร้าง เครื่องยนต์ดีเซล ที่สะอาดที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด มันคือการท้าทายความเชื่อเดิมๆ ของ เครื่องยนต์ดีเซล ที่มักจะถูกมองว่าต้องมีอาการ “รอรอบเทอร์โบ” และเสียงดัง แต่ 4N15 ได้เข้ามาเปลี่ยนความคิดนั้นโดยสิ้นเชิง
ด้วยกำลังสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบต่อนาที และแรงบิดมหาศาล 430 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบต่อนาที ผสานกับเทคโนโลยี VG Turbo (Variable Geometry Turbo) ที่มาพร้อม Variable Diffuser ทำให้ สมรรถนะรถกระบะ คันนี้แตกต่างจากคู่แข่งในยุคเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ผมกล้าพูดเลยว่านี่คือ เครื่องยนต์ดีเซล ที่ตอบสนองได้นุ่มนวลเหมือนเครื่องยนต์เบนซินแบบ N/A (Naturally Aspirated) ในช่วงออกตัว แต่เมื่อคุณต้องการพลังในการเร่งแซง เทอร์โบก็จะทำงานได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ไม่มีอาการรอรอบที่น่าหงุดหงิดใจอีกต่อไป
ในมุมมองของปี 2025 ที่โลกกำลังมุ่งสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด เครื่องยนต์ดีเซล 4N15 ของ Triton Plus ยังคงพิสูจน์ให้เห็นถึงความทนทาน ความประหยัด และ สมรรถนะรถกระบะ ที่ยังคงตอบโจทย์การใช้งานหนักได้เป็นอย่างดี มันคือเครื่องยนต์ที่วางรากฐานให้กับ เทคโนโลยี MIVEC ใน เครื่องยนต์ดีเซล และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในให้มีประสิทธิภาพสูงสุดก่อนที่จะก้าวสู่ยุคแห่งพลังงานทางเลือกอย่างเต็มตัว
ประสบการณ์การขับขี่: กระบะที่ขับขี่ “เหมือนรถเก๋ง”
หนึ่งในคำกล่าวอ้างที่ Mitsubishi มักจะใช้กับ Triton Plus คือการเป็น รถกระบะ ที่ให้ฟีลลิ่งการขับขี่เหมือนรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งจากการทดสอบจริงเมื่อ 10 ปีก่อน และการย้อนรอยสัมผัสอีกครั้งในวันนี้ ผมขอยืนยันว่าคำกล่าวนี้ไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
ช่วงล่างรถกระบะ ของ Triton Plus ได้รับการเซ็ตอัพมาอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ซับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยมบนถนนขรุขระ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงความหนึบแน่น มั่นใจได้เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง หรือต้องเปลี่ยนเลนกะทันหัน มันคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความสบายและความมั่นคงที่หาได้ยากใน รถกระบะ รุ่นอื่นๆ ในยุคนั้น และยังคงเป็นจุดแข็งที่ทำให้มันโดดเด่นในฐานะ รถกระบะมือสอง ในปัจจุบัน
ระบบพวงมาลัยของ Triton Plus ก็เป็นอีกจุดที่สร้างความประทับใจ ด้วยระยะฟรีที่น้อยมาก และการตอบสนองที่คมกริบ ให้ความแม่นยำสูง ทำให้การควบคุมทิศทางทำได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องสาวพวงมาลัยมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วงเลี้ยวที่แคบที่สุดในกลุ่ม (5.9 เมตร สำหรับรุ่นขับเคลื่อนสองล้อยกสูงและขับเคลื่อนสี่ล้อ) คือข้อได้เปรียบที่ทำให้การขับขี่ในเมือง การกลับรถ หรือการเข้าจอดในพื้นที่จำกัดกลายเป็นเรื่องง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ และนี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ รถกระบะ คันนี้เหมาะกับการใช้งานในเมืองที่การจราจรหนาแน่นได้อย่างแท้จริง
ในด้านการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร Triton Plus ก็ทำได้ดีเกินคาด เสียงเครื่องยนต์ที่รอบเดินเบาแทบไม่ได้ยิน และเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนทางหลวง เสียงลมและเสียงยางจากพื้นถนนก็ยังคงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ทำให้การเดินทางไกลเป็นไปอย่างสุนทรีย์ ผู้โดยสารสามารถสนทนากันได้อย่างสบาย หรือเพลิดเพลินกับเสียงเพลงโปรดได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในยุค 2025 ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความเงียบและสบายภายในห้องโดยสาร Triton Plus ก็ยังคงทำได้ดีกว่าที่คาดไว้สำหรับ รถกระบะ ที่มีอายุ 10 ปี
ส่วนเรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงนั้น แม้ว่าตัวเลขที่ได้จากการทดสอบเมื่อ 10 ปีก่อน ในโหมด “Bonn Test Mode” ที่ 16.2 กิโลเมตรต่อลิตร จะเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่งในสมัยนั้น และยังคงถือว่าไม่เลวร้ายเลยสำหรับ รถกระบะประหยัดน้ำมัน ในยุคปัจจุบัน ด้วย เครื่องยนต์ดีเซล 4N15 ที่ออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสูง และการทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่มีอัตราทด Over Drive ถึงสองตำแหน่ง ทำให้รอบเครื่องยนต์ต่ำมากเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง ช่วยประหยัดน้ำมันได้อย่างยอดเยี่ยมในการเดินทางไกล
บทสรุป: 10 ปีผ่านไป “ความเชื่อ” ที่ถูกเปลี่ยนยังคงอยู่
ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา New Mitsubishi Triton Plus ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามันคือ รถกระบะ ที่กล้าที่จะแตกต่าง และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือความคาดหมาย ด้วย สมรรถนะรถกระบะ ที่ยอดเยี่ยมจาก เครื่องยนต์ดีเซล 4N15 MIVEC อันเป็นนวัตกรรม การขับขี่ที่คล่องตัวเหมือนรถยนต์นั่ง และห้องโดยสารที่สะดวกสบาย ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในตำนานของ รถกระบะ Mitsubishi Triton
แม้ว่าดีไซน์ภายนอกและภายในบางส่วนอาจจะยังคงเป็นประเด็นที่พูดถึง แต่ถ้าคุณสามารถมองข้ามจุดเล็กๆ เหล่านั้นได้ สิ่งที่คุณจะได้รับคือ รถกระบะ ที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งการใช้งานจริง ความทนทาน และความสนุกสนานในการขับขี่ที่ยังคงหาได้ยากในตลาด รถกระบะมือสอง ในปี 2025
ในยุคที่ตลาดรถยนต์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว New Mitsubishi Triton Plus ยืนหยัดเป็นเครื่องพิสูจน์ว่านวัตกรรมที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับดีไซน์ที่หวือหวาที่สุดเสมอไป แต่คือการมอบสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอย่างแท้จริง ทั้งในด้านสมรรถนะ ความปลอดภัย และความคุ้มค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ รถกระบะ คันนี้ได้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบมาตลอด 10 ปี และยังคงเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งสำหรับผู้ที่มองหา รถกระบะมือสอง ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าประทับใจในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายในปัจจุบัน
ถ้าคุณกำลังมองหา รถกระบะ ที่จะ “เปลี่ยนทุกความเชื่อ” ของคุณ และยังคงมอบความคุ้มค่าในปี 2025 นี้ New Mitsubishi Triton Plus คือตัวเลือกที่คุณไม่ควรมองข้ามเลยจริงๆ ครับ

