ในโลกยานยนต์ปี 2025 ที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมก้าวล้ำไม่หยุดยั้ง การเลือกซื้อรถยนต์สักคันไม่ได้เป็นเพียงแค่การเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอีกต่อไป แต่คือการแสดงออกถึงรสนิยม ไลฟ์สไตล์ และความสำเร็จของผู้ครอบครอง หากย้อนกลับไปในทศวรรษก่อนหน้า รถยนต์แฮทช์แบ็กอเนกประสงค์อย่าง Honda Jazz รุ่นปี 2014-2015 เคยเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ต เทคโนโลยีที่ครบครัน และเครื่องยนต์ที่รองรับพลังงานทางเลือก E85 ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว แต่สำหรับวันนี้ ตลาดรถยนต์ได้พัฒนาไปไกลกว่านั้นมาก โดยเฉพาะในกลุ่มยนตรกรรมหรูหราที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์มากว่าสิบปี ผมมองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ และนวัตกรรมที่ล้ำสมัยมากขึ้น ทำให้ตลาด “รถหรู” หรือ “รถยนต์พรีเมียม” ในประเทศไทยคึกคักเป็นพิเศษ แบรนด์รถยนต์ระดับโลกต่างนำเสนอโมเดลใหม่ ๆ ที่มาพร้อมสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ความสะดวกสบายสูงสุด และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น “ซูเปอร์คาร์” สายพันธุ์แรง “รถซีดานหรู” ที่สะท้อนความภูมิฐาน หรือ “รถไฟฟ้าหรู” ที่เป็นอนาคตของวงการ
วันนี้เราจะเจาะลึก 10 สุดยอดยนตรกรรมหรูที่โดดเด่นและเป็นที่ต้องการในตลาดรถไทย ณ ต้นปี 2568 (2025) พร้อมเปิดเผยถึงเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละแบรนด์ ที่จะทำให้คุณเข้าใจว่าทำไมรถยนต์เหล่านี้จึงเป็นมากกว่าแค่พาหนะ แต่คือการลงทุนในประสบการณ์ชีวิตที่เหนือกว่า
Mercedes-Benz: ตำนานแห่งความหรูหราที่ไร้กาลเวลา
Mercedes-Benz ยนตรกรรมจากเยอรมนี ถือเป็นเสาหลักแห่งความหรูหราและความน่าเชื่อถือในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนาน ด้วยสัญลักษณ์ “ดาวสามแฉก” ที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก แบรนด์นี้ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนารถยนต์ให้ตอบโจทย์การใช้งานในทุกยุคสมัย พร้อมมอบความสง่างามและความสมบูรณ์แบบให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างแท้จริง ณ ปี 2568 Mercedes-Benz ยังคงยืนหยัดเป็นผู้นำด้วยการผสมผสานดีไซน์คลาสสิกเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างลงตัว
หนึ่งในรุ่นเรือธงที่สะท้อนถึงความหรูหราขั้นสุดคือ Mercedes-Maybach S-Class ที่ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางระดับเฟิร์สคลาส ด้วยห้องโดยสารที่ประณีต พิถีพิถันในทุกรายละเอียด และเทคโนโลยีความบันเทิงและอำนวยความสะดวกที่ครบครัน เหมาะสำหรับผู้บริหารระดับสูงหรือบุคคลสำคัญที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความสะดวกสบายสูงสุด นอกจากนี้ ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz ก็ไม่น้อยหน้าด้วยตระกูล EQ ที่นำเสนอ “รถไฟฟ้าหรู” อย่าง EQS ที่เป็นทั้งซีดานไฟฟ้าสุดล้ำ และในอนาคตอันใกล้ Mercedes-Benz CLA EV ก็เตรียมเปิดตัวในปี 2569 ที่คาดว่าจะเข้ามาเสริมทัพรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงให้กับแบรนด์
สำหรับผู้ที่มองหา “Mercedes-Benz มือสอง” ในตลาดไทยก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง อาทิ Mercedes-Benz A200 (W177) ราคาเริ่มต้นประมาณ 880,000 – 1,790,000 บาท, C300 (W205) ราคาเริ่มต้น 528,000 – 2,490,000 บาท, E300 (W238) ราคาเริ่มต้น 1,290,000 – 2,499,000 บาท, GLC250 (W253) ราคาเริ่มต้น 855,000 – 2,990,000 บาท, G-Class ราคาเริ่มต้น 7,700,000 – 16,500,000 บาท, และ S-Class (W223) S350 ราคาเริ่มต้น 2,590,000 – 5,990,000 บาท ซึ่งราคาเหล่านี้สะท้อนถึงคุณค่าที่ยั่งยืนของแบรนด์
BMW: ความสุขในการขับขี่ที่แท้จริง
BMW หรือ Bayerische Motoren Werke แบรนด์ “รถยนต์พรีเมียม” จากเยอรมนี มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนในเรื่องของ “สมรรถนะ” และ “ความสปอร์ต” เป็นขวัญใจของคนรุ่นใหม่ที่รักความเร็วและดีไซน์ที่ทันสมัย ด้วยสโลแกน “Sheer Driving Pleasure” หรือ “ความสุขในการขับขี่อย่างแท้จริง” BMW มุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การควบคุมรถที่เร้าใจและแม่นยำ ด้วยวิศวกรรมเครื่องยนต์ที่ลึกซึ้งซึ่งมีต้นกำเนิดจากการผลิตเครื่องยนต์อากาศยาน
ณ ปี 2568 BMW นำเสนอรถยนต์ที่หลากหลาย ตั้งแต่รถสปอร์ตสมรรถนะสูงไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัว รุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูงได้แก่ BMW 3 Series และ 4 Series ที่ผสมผสานความสปอร์ตและความหรูหราได้อย่างลงตัว รวมถึงตระกูล X อย่าง BMW X3 และ X4 ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการ “รถยนต์อเนกประสงค์หรู” พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ “รถไฟฟ้าหรู” อย่าง BMW i4 และ iX ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ทรงพลังและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับตลาด “BMW มือสอง” ก็คึกคักไม่แพ้กัน โดยมีรุ่นที่น่าสนใจ อาทิ BMW 2 Series 220i (F44) ราคาเริ่มต้นประมาณ 850,000 – 1,800,000 บาท, 3 Series 320d (G20) ราคาเริ่มต้น 959,000 – 2,450,000 บาท, 4 Series 430i (G22) ราคาเริ่มต้น 1,490,000 – 3,390,000 บาท, และซีรีส์ M อย่าง M2 (F87) ราคาเริ่มต้น 2,690,000 – 6,290,000 บาท ที่ยังคงเป็นที่ต้องการของนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบสมรรถนะขั้นสูง
Porsche: ซูเปอร์คาร์แห่งความแม่นยำและเร้าใจ
Porsche คือแบรนด์ “รถสปอร์ตหรู” จากเยอรมนีที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความสมดุลระหว่างเทคโนโลยี วิศวกรรม และอารมณ์ในการขับขี่ขั้นสูง ก่อตั้งโดย Ferdinand Porsche ที่มีวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่ไม่เพียงแต่เร็ว แต่ยังให้ประสบการณ์การควบคุมที่เหนือชั้น “Porsche ในไทย” ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และสมรรถนะที่ไม่เป็นรองใคร
รุ่นที่สร้างชื่อเสียงและกลายเป็นตำนานของโลกยานยนต์คือ Porsche 911 ที่ยังคงถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านกี่ทศวรรษ Porsche 911 ทุกคันยังคงมีจิตวิญญาณเดียวกัน คือความสมดุลระหว่างสมรรถนะ ความแม่นยำ และอารมณ์ในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะเสียงคำรามของเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ Porsche Cayenne รถ SUV ระดับพรีเมียมก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในไทย ด้วยการผสมผสานความอเนกประสงค์เข้ากับสมรรถนะแบบรถสปอร์ตได้อย่างลงตัว และ Porsche Taycan “รถไฟฟ้าหรู” 100% ก็เข้ามาเขย่าตลาดด้วยเทคโนโลยีการขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ล้ำหน้าและสมรรถนะระดับ “ซูเปอร์คาร์”
สำหรับผู้ที่สนใจ “Porsche มือสอง” ในไทยมีตัวเลือกมากมายเช่นกัน อาทิ Porsche 911 (991) ราคาเริ่มต้น 5,490,000 – 7,390,000 บาท, 718 Cayman / Boxster ราคาเริ่มต้น 2,175,000 – 4,750,000 บาท, Cayenne ราคาเริ่มต้น 818,000 – 11,590,000 บาท, Macan ราคาเริ่มต้น 1,480,000 – 5,980,000 บาท, และ Taycan ราคาเริ่มต้น 3,590,000 – 15,900,000 บาท
Lamborghini: สุดยอดซูเปอร์คาร์แห่งความบ้าคลั่ง
เมื่อพูดถึง “ซูเปอร์คาร์” สุดหรู สุดแรง คงหนีไม่พ้น Lamborghini แบรนด์รถสปอร์ตในตำนานจากอิตาลี ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1963 โดย Ferruccio Lamborghini ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ว่าเขาสามารถสร้างรถสปอร์ตที่ดีกว่าแบรนด์อื่น ๆ ได้ โลโก้ “กระทิงดุ” ที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึงพละกำลังและความเป็นนักสู้ที่อยู่ในดีเอ็นเอของแบรนด์
Lamborghini มีชื่อเสียงในด้านขุมพลังแห่งความบ้าคลั่ง โดยเฉพาะเครื่องยนต์ V12 ที่เป็นหัวใจสำคัญของรุ่นเรือธงมาโดยตลอด ตั้งแต่ Miura, Countach, Diablo, Murciélago ไปจนถึง Aventador และล่าสุดคือ Revuelto (V12 ไฮบริด) ที่เข้ามาสานต่อตำนานนี้ ทำให้เครื่องยนต์ V12 กลายเป็นสัญลักษณ์ของพลังและความเป็น “ซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริงของ Lamborghini นอกจากนี้ Lamborghini Urus รถ Super SUV ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยการผสมผสานสมรรถนะของรถสปอร์ตเข้ากับความอเนกประสงค์ของรถ SUV ได้อย่างลงตัว โดยรุ่นล่าสุดอย่าง Urus Performante ที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2023 มีค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 25,490,000 บาท และยังคงเป็นที่นิยมในปี 2568
สำหรับ “Lamborghini มือสอง” ในตลาดไทยนั้นหาได้ยาก แต่ก็มีตัวเลือกสำหรับนักสะสม อาทิ Huracan ราคาเริ่มต้น 11,900,000 – 32,900,000 บาท, Urus ราคาเริ่มต้น 19,500,000 – 20,900,000 บาท และ Gallardo ราคาเริ่มต้น 6,990,000 – 8,900,000 บาท
Rolls-Royce: อัครยานยนต์ระดับมหาเศรษฐี
Rolls-Royce ไม่ใช่แค่ “ยี่ห้อรถหรู” แต่เป็น “ยนตรกรรมหรู” แห่งความหรูหราเหนือระดับที่คนทั้งโลกอยากครอบครอง ปรัชญาที่เป็นหัวใจของบริษัทคือ “Take the best that exists and make it better.” Rolls-Royce ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1904 จากการรวมกันของสองบุรุษชาวอังกฤษคือ Charles Rolls และ Henry Royce
สิ่งที่ทำให้ Rolls-Royce ดูหรูหราคือ โลโก้ “The Spirit of Ecstasy” เทพีนำโชคที่กำลังโบยบินอยู่บนฝากระโปรงรถ และกระจังหน้าขนาดใหญ่ทรงวิหารกรีกที่ดูสง่างาม ลูกค้าสามารถปรับแต่งรถได้เกือบทุกส่วนตามรสนิยม ทำให้รถแต่ละคันเป็นงานศิลปะชิ้นเดียวในโลก ส่วนใหญ่แล้วผู้ครอบครอง Rolls-Royce มักจะใช้งานด้านหลังมากกว่าที่จะขับเอง เพราะห้องโดยสารถูกออกแบบอย่างประณีต นั่งสบายพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
รุ่นที่โดดเด่นคือ Phantom อัครซีดานเรือธงที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก” และในยุค “รถไฟฟ้าหรู” แบรนด์ก็ไม่พลาดที่จะนำเสนอ Rolls-Royce SPECTRE ซูเปอร์คูเป้ไฟฟ้า (EV) 100% คันแรกของแบรนด์ที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2024 โดยมีราคาเริ่มต้นประมาณ 31,800,000 บาท ซึ่งการขับขี่ยังคงนุ่มนวลและเงียบที่สุด แม้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าก็ตาม
ในตลาด “Rolls-Royce มือสอง” มีราคาเริ่มต้นของรุ่น Ghost ประมาณ 11,200,000 – 29,900,000 บาท, Wraith ราคาเริ่มต้น 9,900,000 – 14,900,000 บาท และ Cullinan ราคาเริ่มต้น 27,900,000 บาท ซึ่งสะท้อนถึงการลงทุนในสุดยอด “ยนตรกรรมหรู” อย่างแท้จริง
Bentley: อัครยานยนต์สไตล์ผู้ดีอังกฤษผสมผสานความสปอร์ต
Bentley คืออีกหนึ่ง “อัครยานยนต์” สัญชาติอังกฤษที่ยืนหยัดอย่างสง่างามในกลุ่มรถยนต์ Ultra-Luxury ซึ่งเป็นคู่แข่งที่ตีคู่มากับ Rolls-Royce แต่มีรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน Bentley ผสมผสานความหรูหราแบบผู้ดีเข้ากับจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ต และสมรรถนะของรถ Grand Tourer (GT) ได้อย่างลงตัว ทำให้เกิดเป็น “ยนตรกรรมหรู” ที่มีบุคลิกเฉพาะตัว
ในช่วงยุคแรกของแบรนด์ Bentley สร้างชื่อเสียงโด่งดังจากสนามแข่งรถ โดยเฉพาะรายการสุดโหดอย่าง 24 Hours of Le Mans ซึ่ง Bentley คว้าชัยชนะได้ต่อเนื่องหลายสมัย กลุ่มนักขับในตำนานที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นคือ “The Bentley Boys” ทำให้แบรนด์นี้จึงถูกใจเหล่าผู้ดีอังกฤษที่หลงใหลในความเร็วและความหรูหรา กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งยุค และเป็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอม DNA ของ Bentley ให้โดดเด่นในด้านสมรรถนะอันทรงพลังและบุคลิกสปอร์ตระดับผู้ดีอังกฤษ
ณ ปี 2568 Bentley ยังคงนำเสนอ “รถยนต์หรู” ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Flying Spur ซีดานหรูที่สง่างาม, Continental GT คูเป้ Grand Tourer ที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะ, และ Bentayga รถ SUV สุดหรูที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของ “เศรษฐี” ในยุคปัจจุบัน
ในตลาด “Bentley มือสอง” มีราคาเริ่มต้นของรุ่น Continental GT ประมาณ 2,390,000 – 14,800,000 บาท, Bentayga ราคาเริ่มต้น 7,490,000 – 16,590,000 บาท และ Flying Spur ราคาเริ่มต้น 4,190,000 – 29,990,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของ “อัครยานยนต์” ในฝัน
Maserati: ซูเปอร์คาร์หรูหราสไตล์อิตาเลียนกับเสียงคำรามที่เป็นเอกลักษณ์
Maserati หนึ่งในความภาคภูมิใจของอุตสาหกรรมยานยนต์อิตาลี ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองโบโลญญาในปี 1914 โดยพี่น้องตระกูลมาเซราติ ด้วยโลโก้ “ตรีศูล” ที่ใครเห็นก็ต้องจำได้ เป็นสัญลักษณ์ของพละกำลังและความแข็งแกร่งที่สะท้อนตัวตนของ “รถ Maserati” ได้เป็นอย่างดี
ปรัชญาการออกแบบของ Maserati ถ่ายทอดผ่านแนวคิดที่เรียกว่า “Masters of Italian Audacity” หรือ “ความกล้าที่จะแตกต่างในแบบฉบับอิตาเลียน” ดีไซน์ตัวรุ่นแต่ละรุ่นเต็มไปด้วยเส้นโค้งที่มีชีวิตและความต่อเนื่องราวกับผลงานศิลปะ เน้นความหรูหราเหนือกาลเวลา และหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ Maserati แตกต่างที่สุด คือ “เสียงคำรามของเครื่องยนต์” ที่ผ่านการปรับจูนอย่างประณีตโดยทีมวิศวกรเสียงที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เป็น “ประสบการณ์ขับขี่ระดับพรีเมียม” ที่หาจากแบรนด์อื่นได้ยาก
รุ่นที่ได้รับความนิยมของ Maserati ส่วนใหญ่จะเป็น “ซูเปอร์สปอร์ตคาร์” อย่าง MC20 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ Nettuno V6 ซึ่งพัฒนาเองและนำเทคโนโลยีจาก Formula 1 มาใช้ หรือถ้าชื่นชอบซีดานก็มี Quattroporte และสำหรับ “รถไฟฟ้าหรู” ก็มีรุ่น GranTurismo Folgore ที่เป็นไฟฟ้า 100% ด้วย นอกจากนี้ Grecale ก็เป็น “Luxury SUV” ที่สวยงามและกำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในปี 2568
สำหรับ “Maserati มือสอง” ในตลาดไทย มีราคาเริ่มต้นของรุ่น MC20 ประมาณ 19,900,000 บาท, Ghibli ราคาเริ่มต้น 3,290,000 – 3,990,000 บาท, Levante ราคาเริ่มต้น 3,190,000 – 5,890,000 บาท และ Quattroporte ราคาเริ่มต้น 3,990,000 – 6,990,000 บาท
McLaren: ซูเปอร์สปอร์ตคาร์สเปกสูงจากสนามแข่ง F1
McLaren คือ “ซูเปอร์สปอร์ตคาร์” สัญชาติอังกฤษที่มีรากฐานมาจากสนามแข่ง Formula 1 (F1) อย่างแท้จริง ก่อตั้งโดย Bruce McLaren นักแข่งรถและวิศวกรชาวนิวซีแลนด์ โดยมีเป้าหมายในการสร้างรถแข่งที่ดีที่สุด ทำให้รถยนต์ของแบรนด์นี้เต็มไปด้วยวิศวกรรมขั้นสูง และ “เทคโนโลยีรถยนต์” จาก F1 ที่ถูกนำมาปรับใช้ ทำให้สมรรถนะของรถแต่ละคันไม่เป็นสองรองใคร
ด้วยความเชี่ยวชาญด้านอากาศพลศาสตร์, วัสดุน้ำหนักเบา, และเครื่องยนต์สมรรถนะสูง ถูกนำมาเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์รถยนต์บนท้องถนน ตามปรัชญาการออกแบบของ McLaren คือ “รูปแบบตามด้วยฟังก์ชัน” นั่นหมายความว่าทุกเส้นสายและรูปทรงของรถยนต์ถูกกำหนดมาอย่างดี ไม่ใช่แค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่ “ซูเปอร์คาร์”
รถ McLaren ส่วนใหญ่ใช้เครื่องยนต์ V8 ซึ่งเป็นขุมพลังที่ให้แรงม้าและแรงบิดมหาศาล อย่างตำนาน Hypercar McLaren F1 (1992) อดีต “รถยนต์โปรดักชั่น” ที่เร็วที่สุดในโลก ปัจจุบันมีหลายรุ่นที่คนต้องการครอบครอง ไม่ว่าจะเป็น Artura “ซูเปอร์คาร์ Plug-in Hybrid” รุ่นใหม่ หรือจะเป็น 750S “รถซูเปอร์คาร์” ที่เป็นหัวใจหลักของแบรนด์และเป็นที่สุดของสมรรถนะที่คนต้องการ ณ ปี 2568
ในตลาด “McLaren มือสอง” มีราคาเริ่มต้นของรุ่น 720S ประมาณ 18,900,000 – 27,000,000 บาท, Artura ราคาเริ่มต้น 14,900,000 – 21,900,000 บาท, 765LT ราคาเริ่มต้น 39,900,000 – 48,900,000 บาท และ GT ราคาเริ่มต้น 18,000,000 – 23,900,000 บาท
Aston Martin: งานศิลปะที่เคลื่อนที่ได้
หลายคนคงรู้จักกับ Aston Martin จากรถคู่กายสายลับ 007 (James Bond 007) ที่ใช้รถรุ่น DB5 และได้กลายเป็น “รถคลาสสิก” ที่โด่งดังที่สุดในโลกในตอนนี้ แบรนด์นี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1913 จากอังกฤษ Aston Martin ได้นิยามตัวเองว่าเป็น “งานศิลปะที่เคลื่อนที่ได้” ผสานความหรูหราแบบผู้ดีอังกฤษและความสปอร์ตให้อยู่ด้วยกันอย่างลงตัว
ปรัชญาการออกแบบของ “ยี่ห้อรถหรู” Aston Martin ที่เรียกว่า “Power, Beauty, Soul” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์อย่างชัดเจน รถยนต์ของ Aston Martin ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อความเร็วเท่านั้น แต่เพื่อมอบ “ประสบการณ์การขับขี่” ที่สมบูรณ์แบบให้กับผู้ขับในทุกมิติ และมอบสุนทรียภาพที่งดงามอยู่เหนือกาลเวลาไม่ว่าจะผ่านไปกี่สมัย
รถยนต์ของ Aston Martin ที่โดดเด่นด้วยพละกำลังอันทรงพลังจากเครื่องยนต์ V8 และ V12 เทอร์โบคู่ อย่าง DB12 นิยามใหม่ของ Super Tourer ที่มาแทนที่ DB11 หรือจะเป็น Vanquish ที่มีเครื่องยนต์ V12 ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นคู่แข่งของ Porsche 911 โดยตรง นอกจากนี้ DBX “Luxury SUV” รุ่นแรกของ Aston Martin ก็เป็นที่จับตามองอย่างมาก โดยรุ่นล่าสุด Aston Martin DB12 Volante เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อต้นปี 2024 ในราคา 24.9 ล้านบาท และยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด “รถหรู” ในปี 2568
ในตลาด “Aston Martin มือสอง” มีราคาเริ่มต้นของรุ่น Vantage ประมาณ 4,190,000 – 14,900,000 บาท, DB11 ราคาเริ่มต้น 12,500,000 บาท, Vanquish ราคาเริ่มต้น 14,490,000 บาท และ DBX ราคาเริ่มต้น 29,900,000 บาท
Audi: ยานยนต์พรีเมียม ดีไซน์ทันสมัยและเทคโนโลยีนำหน้า
Audi หนึ่งในสามยักษ์ใหญ่ของ “รถยนต์พรีเมียม” จากเยอรมนี ยี่ห้อยานยนต์ที่เน้นความก้าวหน้าและ “เทคโนโลยีที่ทันสมัย” ภายใต้สโลแกน “Vorsprung durch Technik” (ความก้าวหน้าผ่านเทคโนโลยี) สัญลักษณ์สี่ห่วงมาจากการรวมตัวกันของบริษัทรถยนต์สี่แห่งในปี 1932 ภายใต้ชื่อ Auto Union
สิ่งที่ทำให้แบรนด์โดดเด่นและได้รับความนิยมไปทั่วโลก คือการนำเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาปรับใช้ในรถยนต์ถนน โดยเฉพาะระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ “Quattro” เอกสิทธิ์ของ Audi ที่ช่วยยึดเกาะถนนที่เหนือกว่าในทุกสภาพพื้นผิว จนทำให้ Audi คว้าชัยชนะมากมายในสนามแข่งแรลลี่ (WRC) ในยุค 80s ทำให้ Audi เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการ “รถหรูระดับพรีเมียม” ที่เน้นเทคโนโลยีนำสมัย ระบบขับเคลื่อนที่มั่นใจ (Quattro) และ “ดีไซน์รถยนต์” ที่ดูเรียบง่ายแต่สะท้อนความก้าวหน้าอย่างชัดเจน
ณ ปี 2568 Audi นำเสนอ “รถยนต์หรู” ที่หลากหลาย ตั้งแต่ซีดานหรูอย่าง A4, A6, A8 ไปจนถึงกลุ่ม “รถอเนกประสงค์” ที่ขายดีอย่าง Q5, Q7, Q8 โดยเฉพาะ Q8 ที่เป็น SUV สไตล์คูเป้ที่ได้รับความนิยมมาก ๆ และในกลุ่ม “รถไฟฟ้าหรู” ก็มี Audi e-tron GT ที่ผสมผสานดีไซน์อันโฉบเฉี่ยวเข้ากับสมรรถนะการขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ยอดเยี่ยม
สำหรับ “Audi มือสอง” ในตลาดไทย มีราคาเริ่มต้นของรุ่น A5 ประมาณ 1,059,000 – 2,099,000 บาท, A6 ราคาเริ่มต้น 1,190,000 – 2,190,000 บาท, A7 ราคาเริ่มต้น 1,890,000 – 2,459,000 บาท, e-tron GT ราคาเริ่มต้น 3,990,000 – 4,090,000 บาท และ Q3 ราคาเริ่มต้น 1,180,000 – 2,199,000 บาท
บทสรุป: ตลาดรถหรูปี 2025 และอนาคตที่น่าจับตา
“ตลาดรถหรู” ในประเทศไทย ณ ปี 2568 กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยทางเลือกและนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้น แบรนด์ระดับโลกต่างแข่งขันกันนำเสนอ “ยนตรกรรมหรู” ที่ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการด้านสมรรถนะและดีไซน์ แต่ยังรวมถึงความยั่งยืนด้วยการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยยกระดับ “ประสบการณ์การขับขี่” ให้เหนือกว่าที่เคย
ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบความสง่างามแบบคลาสสิกของ Mercedes-Benz ความสปอร์ตเร้าใจของ BMW และ Porsche ความบ้าคลั่งของ “ซูเปอร์คาร์” อย่าง Lamborghini และ McLaren หรือความหรูหราเหนือระดับของ Rolls-Royce และ Bentley ไปจนถึงงานศิลปะบนท้องถนนจาก Aston Martin และเทคโนโลยีนำสมัยของ Audi ยนตรกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและรสนิยมที่ไม่ธรรมดา
การเลือก “รถหรู” ในปี 2568 จึงไม่ใช่แค่การซื้อรถ แต่เป็นการลงทุนในไลฟ์สไตล์และประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร เป็นการเปิดประตูสู่โลกที่เต็มไปด้วยความพิเศษและความเหนือระดับ ที่พร้อมจะพาคุณไปสัมผัสกับความสุขในการเดินทางที่แท้จริงในทุกเส้นทาง

