Great Wall Motor (GWM) ประเทศไทย สร้างประวัติศาสตร์ยอดขายสูงสุดใหม่ในเดือนพฤษภาคม 2568 ตอกย้ำกลยุทธ์ “Multi-powertrains” และความสำเร็จของ NEW GWM TANK 300 DIESEL
กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย – 12 มิถุนายน 2568 – Great Wall Motor (Thailand) หรือ GWM (Thailand) ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการสร้างสถิติยอดขายรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ด้วยยอดขายรวมกว่า 1,731 คัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่บริษัทเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากกลยุทธ์การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดตัว NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม
นายเวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) เปิดเผยว่า “เดือนพฤษภาคม 2568 เป็นเดือนที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับ GWM ประเทศไทย เราสามารถทำยอดขายได้ถึง 1,731 คัน ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 225% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว” นายโจว กล่าวเสริมว่า “ความสำเร็จนี้มีปัจจัยหลักมาจาก NEW GWM TANK 300 DIESEL ซึ่งมียอดขายสูงถึง 877 คัน หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของยอดขายรวมทั้งหมด ในขณะที่อีกประมาณ 50% มาจากกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางตลาดรถยนต์ไทยที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ความสมดุลระหว่างรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์พลังงานใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเรา”
นับตั้งแต่ปี 2567 GWM ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่มั่นคง โดยมียอดขายเฉลี่ยในหลักร้อยคันต่อเดือน ก่อนจะขยับขึ้นมาสู่ระดับมากกว่า 1,000 คันต่อเดือนในช่วงต้นปี 2568 และมาถึงจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคม “การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจสู่การนำเสนอเครื่องยนต์ที่หลากหลาย หรือ Multi-powertrains เป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จและการเติบโตของ GWM ในประเทศไทยอย่างแท้จริง” นายโจว กล่าวเน้นย้ำ
สำหรับภาพรวมยอดขายในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – พฤษภาคม) GWM ประเทศไทย มียอดขายสะสมรวม 5,439 คัน เติบโตขึ้น 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการสวนกระแสตลาดรถยนต์โดยรวมที่กำลังเผชิญกับอัตราการเติบโตที่ลดลง
NEW GWM TANK 300 DIESEL: ผลิตภัณฑ์เรือธงที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การผจญภัย
การเปิดตัว NEW GWM TANK 300 รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลในประเทศไทย ถือเป็นการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ Multi-powertrains ที่เห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม รถยนต์รุ่นนี้ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงหลัก (Flagship Model) ของ GWM ที่ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยและต้องการรถยนต์อเนกประสงค์ที่ทรงพลัง ทนทาน และมีสมรรถนะที่เหนือกว่า
“NEW GWM TANK 300 DIESEL ไม่เพียงแต่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดที่เหนือชั้น แต่ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลที่ทรงพลังและประหยัดน้ำมัน ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพถนน” นายโจว กล่าว “เราคาดการณ์ว่า NEW GWM TANK 300 DIESEL จะสามารถก้าวขึ้นสู่ Top 3 ในกลุ่ม PPV ของตลาดเมืองไทยได้ในเร็วๆ นี้”
เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง GWM ได้มีการปรับเพิ่มกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับยอดสั่งจองที่หลั่งไหลเข้ามา พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบที่เข้มงวดในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะได้รับรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงที่สุด
GWM ORA Good Cat: ตอกย้ำความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง GWM ยังคงยึดมั่นในปรัชญาการแข่งขันด้านคุณภาพและคุณค่าในระยะยาว GWM ORA Good Cat ยังคงรักษาฐานยอดขายที่แข็งแกร่งได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยที่ไม่เพียงมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูก แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ความปลอดภัย ความคุ้มค่า และความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์
GWM ไม่ได้สนับสนุนการแข่งขันในรูปแบบ “สงครามราคา” แต่เน้นการสร้างความได้เปรียบจากการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ การสร้างและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายที่แข็งแกร่ง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการดูแลลูกค้า และการพัฒนาบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดี สร้างคุณค่า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในระยะยาว
“เราเชื่อมั่นว่าคุณภาพ ประสบการณ์การขับขี่ และคุณค่าที่ GWM มอบให้ คือสิ่งที่สร้างความแตกต่างและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าของเรา” นายโจว กล่าว
OMODA & JAECOO: การเติบโตแบบก้าวกระโดดและการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในประเทศไทย
ในอีกด้านหนึ่ง แบรนด์ OMODA & JAECOO ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ภายใต้ Chery Group ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตที่น่าจับตามอง ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 54% ทั่วโลกในปี 2567 และการขยายตลาดไปยัง 33 ประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในฐานะ “The Fastest International Growth Car Brand”
ปี 2567 ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ยั่งยืนของ OMODA & JAECOO ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อรถยนต์และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้แบรนด์ก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
แผนการลงทุนครบวงจรในประเทศไทย ปี 2568: ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าสู่ระดับพรีเมียม
นายฉี เจี๋ย ประธาน บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) เปิดเผยแผนการรุกตลาดประเทศไทยอย่างเต็มกำลังในปี 2568 ซึ่งรวมถึงการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่หลากหลาย การตั้งฐานการผลิตในไทย การขยายศูนย์บริการให้ครอบคลุม และการยกระดับบริการแบบครบวงจร
“เราตื่นเต้นที่จะได้นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวไทย” นายฉี กล่าว “ในปีนี้ เราจะเน้นการนำเสนอเทคโนโลยี SHS (Super Hybrid System) ที่พัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 3 ของ Chery Automobile ซึ่งผสานประสิทธิภาพสูง การประหยัดพลังงาน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว”
OMODA & JAECOO เตรียมนำเสนอทางเลือกยานยนต์พลังงานใหม่ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้ง BEV, PHEV และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมจัดเต็มทัพผลิตภัณฑ์ทุกโมเดลในงานมหกรรมยานยนต์ที่กำลังจะมาถึง และที่สำคัญคือการเตรียมเปิดฐานการผลิตในประเทศไทย ณ โรงงานในจังหวัดระยอง ซึ่งคาดว่าจะพร้อมเริ่มเดินสายการผลิตได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี
การขยายเครือข่ายโชว์รูมและยกระดับบริการหลังการขาย
เป้าหมายสำคัญของ OMODA & JAECOO ในปีนี้คือการขยายเครือข่ายโชว์รูมจากเดิม 23 แห่ง ให้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการยกระดับบริการหลังการขายอย่างเต็มรูปแบบ
“เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเรา” นายฉี กล่าว “เราได้ร่วมมือกับ DHL Express ในการจัดส่งอะไหล่ระหว่างประเทศภายใน 3 วัน และขยายคลังอะไหล่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ลดระยะเวลาการสั่งซื้ออะไหล่เร่งด่วนจาก 30 วัน เหลือเพียง 15 วัน”
นอกจากนี้ OMODA & JAECOO ยังมีแผนเพิ่มบริการดูแลตัวถังและสีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานให้ครบทุกโชว์รูม พร้อมเปิดศูนย์ฝึกอบรมแห่งใหม่ เพื่อให้ทุกการบริการเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุด
ยกระดับ CRM: สร้างความสะดวกสบายและความมั่นใจให้กับลูกค้า
เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า OMODA & JAECOO ได้พัฒนาระบบ CRM ใหม่ โดยเฉพาะระบบการจองออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการได้รับความรวดเร็ว และเพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้กับลูกค้าที่นำรถเข้ารับบริการ ทางแบรนด์ได้เตรียม บริการรถยนต์ทดแทน ในกรณีที่รถของลูกค้าต้องใช้ระยะเวลาในการซ่อมเกิน 3 วัน
“เราเข้าใจดีว่าการไม่มีรถยนต์ใช้เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของลูกค้า” นายฉี กล่าว “ด้วยเหตุนี้ เราจึงมอบบริการรถยนต์ทดแทน เพื่อให้ลูกค้าสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง”
นอกจากนี้ ลูกค้าจะได้รับ บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศไทย เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ OMODA & JAECOO ในการดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุด
อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์: เทคโนโลยีแบตเตอรี่และทิศทางการแข่งขัน
การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles – NEVs) ข่าวสารล่าสุดจากแหล่งต่างๆ บ่งชี้ถึงความพยายามของบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ เช่น CATL และ BYD ในการลดต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อราคาของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
CATL และ BYD: ก้าวสำคัญในการลดราคาแบตเตอรี่ EV
มีรายงานว่า CATL และ BYD กำลังเร่งพัฒนากระบวนการผลิตและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อให้สามารถลดราคาเซลล์แบตเตอรี่ประเภท Lithium Iron Phosphate (LFP) ลงได้มากถึง 50% ภายในปี 2568 ซึ่งหากสำเร็จ จะทำให้ต้นทุนของชุดแบตเตอรี่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ราคาจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
CNeePost รายงานว่า CATL กำลังผลักดันการลดต้นทุนเซลล์แบตเตอรี่ VDA spec LFP ให้มีราคาเฉลี่ยที่ 0.4 หยวนต่อ Wh ซึ่งหมายความว่าแบตเตอรี่ขนาด 60kWh อาจมีราคาลดลงจากประมาณ 6,776 ดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือเพียง 3,388 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้มากกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคัน
การลดราคาแบตเตอรี่นี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ Tony Seba ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ที่เคยทำนายไว้เมื่อสิบปีก่อนว่าราคาแบตเตอรี่จะลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์
เซลล์แบตเตอรี่ VDA: มาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม
เซลล์แบตเตอรี่แบบ VDA (Verband der Automobilindustrie) เป็นมาตรฐานสากลสำหรับเซลล์แบตเตอรี่ปริซึมสี่เหลี่ยม ที่มีขนาดและความยืดหยุ่นในการนำไปใช้งานที่หลากหลาย การที่ CATL สามารถผลิตเซลล์ LFP ขนาด 173 Ah VDA-spec พร้อมการชาร์จเร็ว 2.2C ในราคาเฉลี่ย 0.4 หยวนต่อ Wh ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่เข้าถึงได้ (ระหว่าง 100,000 – 200,000 หยวน) สามารถมีระยะทางวิ่งที่ยาวนานและชาร์จได้อย่างรวดเร็ว
BYD เดินหน้าตามรอย CATL: FinDreams เร่งลดต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่
FinDreams แผนกผลิตแบตเตอรี่ของ BYD ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อันดับสองของโลก ก็ได้ออกประกาศภายในเพื่อกระตุ้นให้ทีมงานเร่งลดต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 FinDreams จะยังคงมุ่งเน้นการจัดการวัสดุที่ไม่จำเป็น และการลดต้นทุนในทุกกระบวนการ
แม้ว่าการลดราคาแบตเตอรี่จนถึงจุดที่อาจส่งผลกระทบต่อกำไรของผู้ผลิตบางราย แต่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้ การลดราคาเพื่อรักษาและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดถือเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็น
ผลกระทบต่อการปฏิวัติวงการ EV
การลดลงของราคาแบตเตอรี่ และการพัฒนาเทคโนโลยีการชาร์จที่รวดเร็วขึ้น มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก แม้ว่าผู้ผลิตบางราย เช่น GM, Ford และ Mercedes-Benz จะเริ่มปรับกลยุทธ์จากการมุ่งเน้น EV 100% ไปสู่การรักษาไลน์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดให้มีอยู่ต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่หลากหลาย แต่การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ให้มีราคาถูกลงและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถแข่งขันด้านราคาและดึงดูดผู้บริโภคได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดอย่างสหรัฐอเมริกา ที่มีข้อจำกัดทางการค้าและนโยบายที่อาจส่งผลต่อการนำเข้าแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีน ทำให้การผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาไม่แพงสู่ผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง
Changan Automobile: การลงทุนครั้งใหญ่ในประเทศไทยเพื่ออนาคต EV
Changan Automobile ผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของประเทศจีน ได้ประกาศการลงทุนครั้งสำคัญในประเทศไทย ด้วยการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามูลค่า 9,800 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ EV ในภูมิภาคอาเซียน
Changan Automobile มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 161 ปี และเป็นหนึ่งในแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำของจีนที่มียอดขายสูงที่สุด บริษัทมีเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาทั่วโลก และมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีล้ำสมัย
แผน “Shangri-La Plan”: สู่ยุครถยนต์พลังงานใหม่เต็มรูปแบบ
ภายใต้แผนกลยุทธ์ “Shangri-La Plan” Changan Automobile มุ่งมั่นที่จะยุติการจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบเดิม และเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายในปี 2568 การลงทุนในประเทศไทยเพื่อเป็นฐานการผลิตรถยนต์ EV, PHEV, REEV พวงมาลัยขวาในอาเซียน ด้วยเป้าหมายการผลิต 100,000 คันต่อปี เพื่อรองรับตลาดภายในประเทศและส่งออกไปยังออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, สหราชอาณาจักร และแอฟริกาใต้
ผลิตภัณฑ์เด่นจาก Changan Automobile
Changan Automobile นำเสนอรถยนต์หลากหลายประเภท รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าสนใจ เช่น:
Changan Lumin: รถยนต์ไฟฟ้าแฮทช์แบ็คขนาดเล็ก ดีไซน์น่ารัก เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง
Changan Deepal SL03: รถยนต์ไฟฟ้าซีดานขนาดกลาง ประสิทธิภาพสูง
Changan Qiyuan A07: รถยนต์ไฟฟ้าดีไซน์ Coupé ที่ผสานความสปอร์ตและความสง่างาม
Changan S7: รถยนต์ไฟฟ้า SUV ขนาดกลาง ที่มอบความอเนกประสงค์และความสะดวกสบาย
Avatr 11: รถยนต์ไฟฟ้า SUV Coupé สมรรถนะสูง พร้อมเทคโนโลยีการชาร์จที่รวดเร็ว
การลงทุนของ Changan Automobile ในประเทศไทย ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค แต่ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาค
Mercedes-Benz GLC EV: ก้าวสำคัญสู่ตลาด SUV ไฟฟ้าพรีเมียม
Mercedes-Benz เตรียมเปิดตัว GLC EV รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่จะเข้ามาเสริมทัพในตลาด SUV ไฟฟ้าขนาดกลาง ซึ่งเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง Mercedes-Benz GLC EV สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มไฟฟ้า 800V ใหม่ทั้งหมด ให้ระยะทางวิ่งที่ไกลกว่า 650 กิโลเมตร (WLTP) ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 94.5 kWh และรองรับการชาร์จ DC Fast Charging สูงสุด 320 kW
การพัฒนา GLC EV ถือเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของ Mercedes-Benz เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม SUV ที่เป็นที่นิยมอย่างสูง แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับเทคโนโลยีภายในห้องโดยสาร ราคา และรูปลักษณ์ที่แท้จริงจะยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่การที่ Mercedes-Benz นำเสนอเทคโนโลยีช่วงล่างถุงลม ระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง และการชาร์จที่รวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้เหนือกว่าคู่แข่ง
อนาคตคือการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความหลากหลาย
จากความสำเร็จของ GWM ประเทศไทย การเติบโตของ OMODA & JAECOO และการลงทุนของ Changan Automobile สะท้อนให้เห็นถึงความคึกคักของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง คือกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน
สำหรับผู้บริโภค นี่คือยุคทองของการมีทางเลือกที่หลากหลายและมีคุณภาพ การตัดสินใจเลือกรถยนต์ที่ใช่ ควรพิจารณาจากความต้องการในการใช้งาน คุณสมบัติของรถ เทคโนโลยีที่นำเสนอ รวมถึงบริการหลังการขายที่น่าเชื่อถือ
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ทรงพลังสำหรับการผจญภัย, รถยนต์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, หรือรถยนต์ที่ผสมผสานสมรรถนะและดีไซน์ที่หรูหรา ถึงเวลาแล้วที่คุณจะสำรวจตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ และค้นพบประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตได้แล้ววันนี้

