Great Wall Motor ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลาง EV เอเชีย: สู่ยุคทองของยานยนต์ไฟฟ้าและความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ GWM (Great Wall Motor) ในประเทศไทย ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงทิศทางอนาคตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและพัฒนายานยนต์แห่งอนาคต การลงทุนมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดตั้งโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในประเทศไทย ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของ GWM ที่มีต่อศักยภาพของไทย แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการก้าวเข้าสู่สมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว
การลงทุนเชิงกลยุทธ์: วางรากฐานสู่อนาคต EV
การตัดสินใจของ GWM ในการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการวิเคราะห์อย่างรอบคอบถึงปัจจัยสนับสนุนที่ประเทศไทยมี ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายส่งเสริมจากภาครัฐ และศักยภาพของแรงงาน การลงทุนนี้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ประเทศไทยตั้งไว้ในการก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของภูมิภาค โดยมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนสัดส่วนการผลิตรถยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ของยอดผลิตรวม 2.5 ล้านคันต่อปี ภายในปี 2573
“คุณณรงค์ สีตลายน” กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย (GWM) ได้กล่าวถึงแผนงานที่กำลังพิจารณา โดยสำนักงานใหญ่ในมณฑลเหอเป่ย กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาแบตเตอรี่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่หลากหลาย รวมถึงการพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถกระบะ ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่ได้รับความนิยมสูงในประเทศไทย
Ora Good Cat: กุญแจสู่ความสำเร็จและการต่อยอดในตลาดไทย
ความสำเร็จของ GWM ในประเทศไทยนั้นเริ่มต้นอย่างน่าประทับใจ ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า Ora Good Cat ในช่วงปลายปี 2565 ซึ่งสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในรถยนต์ EV ที่ขายดีที่สุดในตลาดไทยได้อย่างรวดเร็ว รุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นประมาณ 828,500 บาท ก่อนหักส่วนลดเงินอุดหนุนจากภาครัฐที่ประมาณ 230,500 บาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีและดีไซน์ที่โดนใจผู้บริโภค
คุณณรงค์ ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า GWM มีแผนที่จะเริ่มการผลิต Ora Good Cat ในประเทศไทยในปีหน้า (2567) โดยจะให้ความสำคัญกับการจัดหาแหล่งชิ้นส่วนและส่วนประกอบจากภายในประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้ GWM สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในการรับเงินอุดหนุนจากภาครัฐได้อย่างครบถ้วน และยังเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในภาพรวม
ศักยภาพของโรงงานแบตเตอรี่: มากกว่าแค่การประกอบ
โรงงานประกอบแบตเตอรี่แห่งใหม่นี้ คาดการณ์ว่าจะมีการลงทุนประมาณ 500-1,000 ล้านบาท ซึ่งขนาดที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับแผนการดำเนินงานที่จะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือนข้างหน้า สิ่งที่น่าจับตาคือ แผนการอัปเกรดโรงงานเพื่อรองรับการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ในอนาคต ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและความพร้อมในการสนับสนุนจากภาครัฐไทย
“เราอาจก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายสำคัญที่สามารถทำสัญญากับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของโรงงานแบตเตอรี่แห่งนี้ให้สูงยิ่งขึ้น” คุณณรงค์ กล่าวเสริม นี่คือวิสัยทัศน์ที่ GWM ไม่ได้มองแค่การผลิตเพื่อตนเอง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งในประเทศไทย
ความท้าทายจากคู่แข่งเดิม: การแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น
แม้ว่า GWM และ BYD จากจีน จะแสดงความมุ่งมั่นในการลงทุนอย่างมหาศาลในประเทศไทย แต่ตลาดรถยนต์ไทยยังคงถูกครอบงำโดยผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Toyota และ Isuzu ซึ่งยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาดรถกระบะที่คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด การมาถึงของผู้เล่นรายใหม่จึงเป็นการเพิ่มความท้าทายและกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในทุกเซกเมนต์ของตลาด
Audi TT RS Heritage Thailand Exclusive Edition: ยกระดับประสบการณ์ยนตรกรรมสมรรถนะสูง
ในอีกมุมหนึ่งของตลาด เมื่อมองไปยังกลุ่มยนตรกรรมสมรรถนะสูง (High-Performance Cars) Audi ประเทศไทย ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัว Audi TT RS Heritage Thailand Exclusive Edition ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษที่มีจำนวนจำกัดเพียง 25 คันทั่วโลก ตอกย้ำความสำเร็จและความนิยมของ Audi TT Family ในประเทศไทย ที่มียอดขายติดอันดับโลกอย่างต่อเนื่อง
“คุณกฤษณะกร เศวตนันทน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ Audi ประเทศไทย กล่าวถึงความพิเศษของรุ่นนี้ว่า “กระแสตอบรับจาก Audi Fan ในประเทศไทย ส่งผลให้ยอดขาย Audi TT Family ปี 2022 ของ Audi ประเทศไทย ขึ้นเป็นอันดับ 6 ของโลก (อันดับ 2 ในเอเชีย รองจากประเทศญี่ปุ่น) และในครึ่งปีแรกของปี 2023 ด้วย Motorsport DNA ที่ถูกถ่ายทอดมายัง Audi TT Coupé Final Icon Black ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปี ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ทำให้ยอดขายของกลุ่ม Audi TT ของ Audi ประเทศไทย ขึ้นเป็นอันดับ 5 ของโลก (อันดับ 2 ในเอเชีย รองจากประเทศญี่ปุ่น) เพื่อตอกย้ำความชื่นชอบของ Audi Fan ในประเทศไทยที่มีต่อ Audi TT AUDI AG และ Audi ประเทศไทย ใช้เวลาเกือบ 2 ปี ในการทำโปรเจ็คสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับ Icon Model ระดับตำนาน จึงเป็นที่มาของ “TT RS Heritage Thailand Exclusive Edition” เป็นรถ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่มีเพียง 25 คัน ทั่วโลกเท่านั้น”
การเฉลิมฉลอง 40 ปี Audi Sport: DNA แห่งสมรรถนะและความภาคภูมิใจ
การเปิดตัวรุ่นพิเศษนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปี ของ Audi Sport Sub-brand ซึ่งเป็นแบรนด์ย่อยที่ขึ้นชื่อในการพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูง ทลายทุกขีดจำกัดทั้งในด้านสมรรถนะและการออกแบบสไตล์สปอร์ต นับตั้งแต่ปี 1983 จนเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าทั่วโลก Audi TT RS ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นสำคัญภายใต้การพัฒนาของ Audi Sport ได้ก้าวสู่ปีที่ 25 นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1998 โดยได้รับการยอมรับในฐานะรถสปอร์ตไอคอนที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกเร้าใจ
Audi TT RS Heritage Thailand Limited Edition: รายละเอียดที่เหนือระดับ
รุ่น TT RS Heritage Thailand Limited Edition มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 5,899,000 บาท โดย Audi ประเทศไทย เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชียที่ได้รับสิทธิ์ในการเปิดตัวรถรุ่นพิเศษนี้ใกล้เคียงกับการเปิดตัวทั่วโลก รถยนต์ในกลุ่ม RS ที่มีรากฐานมาจาก Audi Sport หรือกลุ่ม High Performance นั้น กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดย Audi ประเทศไทย มีการเปิดตัวรถในกลุ่ม High Performance แล้วถึง 11 รุ่นย่อย 9 body types และมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกเซกเมนต์ รวมทั้งสิ้น 41 รุ่นย่อย 20 body types
ความพิเศษของ TT RS Heritage Thailand Limited Edition ครั้งแรกในประเทศไทยคือสีภายนอกแบบ Exclusive Colors ที่จับคู่กับสีภายใน โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากสีที่เคยใช้ในรุ่น Ur-Quattro ซึ่งเป็น Iconic model ในช่วงปี 1980s และเคยได้รับรางวัล Rally Champion ได้แก่ สี Alpine White, Helios Blue, Stone Grey, Tizian Red และ Malachite Green เสริมความดุดันด้วยชุดแต่ง Black Edition รอบคัน RS spoiler แบบ Winglets เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแอโรไดนามิก และล้อลายพิเศษขนาด 20 นิ้ว ลาย 5 ก้าน สี Anthracite Black diamond-turned
สมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ย่อส่วน: เครื่องยนต์ 5 สูบอันเลื่องชื่อ
หัวใจของ TT RS Heritage คือเครื่องยนต์ 5 สูบ 20 วาล์ว ที่ให้กำลัง 400 แรงม้า ซึ่งได้รับรางวัล International Engine of the Year Awards ถึง 9 สมัยติดต่อกัน สะท้อนถึง DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi ได้อย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับช่วงล่างแบบ Audi Magnetic ride ที่สามารถปรับความแข็งอ่อนของโช้คอัพได้อย่างอิสระ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน และการควบคุมรถที่มั่นใจในทุกสถานการณ์
Audi TT Coupé: ตำนานแห่งดีไซน์และสมรรถนะ
Audi TT ได้รับการเผยโฉมครั้งแรกในปี 1995 และได้กลายเป็นไอคอนของรถสปอร์ต ที่มีดีไซน์เหนือกาลเวลา เส้นสายที่โดดเด่น โฉบเฉี่ยว แตกต่างจากรถสปอร์ตอื่นๆ ในยุคนั้น ทำให้ Audi TT กลายเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก
เจเนอเรชั่นที่ 2 (ปี 2006): ผสมผสานการประกอบอลูมิเนียมอย่างลงตัว มอบความ Dynamic ในการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ และเทคโนโลยีช่วงล่าง Audi Magnetic Ride
Audi TT RS (ปี 2009): มาพร้อมเครื่องยนต์ 5 สูบแถวเรียง 340 แรงม้า สร้างมาตรฐานใหม่ด้านสมรรถนะ
เจเนอเรชั่นที่ 3 (ปี 2014): รูปลักษณ์สปอร์ตปราดเปรียว มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น Audi Virtual Cockpit และยังคงเอกลักษณ์ฝาถังน้ำมันทรงกลม
Audi TT ครบรอบ 25 ปีของการเปิดตัวในปี 1998 ยังคงเป็นรถสปอร์ตไอคอนที่เป็นขวัญใจแฟน Audi ทั่วโลก ด้วยการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์และสมรรถนะที่ขับสนุกเร้าใจ ถูกพัฒนามาจนถึงเจเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปที่ดีที่สุด
Audi RS 4 Avant Competition และ RS 5 Coupé Competition: ยกระดับสาย High Performance
นอกจาก Audi TT RS Heritage แล้ว Audi ประเทศไทย ยังได้เปิดตัวรุ่นพิเศษ RS 4 Avant Competition และ RS 5 Coupé Competition ซึ่งมาพร้อมกับการอัพเกรดลุคใหม่ในสไตล์ Competition Edition ที่เป็นการยกระดับมาตรฐานของรถยนต์สาย Performance
RS 4 Avant competition: สุนทรียภาพแห่งสเตชั่นแวกอนสมรรถนะสูง
RS 4 Avant competition คือบทพิสูจน์ความสมบูรณ์แบบของยนตรกรรมสมรรถนะสูง ที่ผสมผสานระหว่างรถสปอร์ตสมรรถนะสูงกับสไตล์สเตชั่นแวกอนอันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi ได้อย่างน่าทึ่ง มอบทั้งพลังและความประณีต ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro แบบไดนามิก ทำให้ RS 4 Avant competition มอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าจดจำ เปรียบเสมือนอยู่บนสนามแข่ง
ดีไซน์ภายนอก: ล้อขนาด 20 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ Audi Sport สี Phantom black และสีทูโทน พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงแบบ RS ชุดแต่งภายนอก Glossy Black RS รวมถึง Audi Ring และชื่อรุ่นในสี Glossy Black ท่อไอเสีย RS Sports plus สี Matt Black
สมรรถนะ: เครื่องยนต์เบนซิน V6 biturbo 450 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม.
ภายใน: เบาะนั่งคู่หน้า RS Sports ตกแต่งแบบ honeycomb ด้ายสีแดง เบาะหลังหุ้มหนัง Fine Nappa ตกแต่งลาย Matte Carbon Twill พร้อม Ambient light 30 สี พวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัดหุ้ม Alcantara พร้อมสัญลักษณ์ RS และ Paddle shift จอ Virtual cockpit 12.3 นิ้ว และ MMI Navigation plus 10.1 นิ้ว ระบบเสียง Bang & Olufsen
RS 4 Avant competition ราคาจำหน่าย 6,499,000 บาท มาพร้อมสีมาตรฐาน 6 สี และมีตัวเลือกสีพิเศษสั่งทำเพิ่มเติม
RS 5 Coupé competition: ความงดงามแห่งดีไซน์และสมรรถนะ
RS 5 Coupé competition สะท้อน DNA แห่งสนามแข่งของ Audi Sport ด้วยการออกแบบที่แม่นยำ ผสมผสานความสปอร์ตในสไตล์ Coupé เข้ากับความหรูหราได้อย่างลงตัว
ดีไซน์ภายนอก: ล้อขนาด 20 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ Audi sport สี Phantom black และสีทูโทน พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงแบบ RS ชุดแต่งภายนอก Glossy Black RS รวมถึง Audi Ring และชื่อรุ่นในสี Glossy Black
สมรรถนะ: เครื่องยนต์เบนซิน V6 biturbo 450 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม. ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro
ภายใน: เบาะนั่งคู่หน้า RS Sports ตกแต่งแบบ honeycomb ด้ายสีแดง คันเกียร์และคอนโซลกลางหุ้ม Alcantara สีดำ เบาะหุ้มหนัง Fine Nappa ตกแต่งลาย Matte Carbon Twill พร้อม Ambient light 30 สี พวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัดหุ้ม Alcantara พร้อมสัญลักษณ์ RS Paddle shift จอ Virtual cockpit 12.3 นิ้ว และ MMI Navigation plus 10.1 นิ้ว ระบบเสียง Bang & Olufsen
RS 5 Coupé competition ราคาจำหน่าย 6,599,000 บาท มาพร้อมสีมาตรฐาน 6 สี และมีตัวเลือกสีพิเศษสั่งทำเพิ่มเติม
Ora Grand Cat: อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าจับตามองในตลาด EV
เมื่อพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าจับตามอง Ora Grand Cat คืออีกหนึ่งรุ่นที่มาพร้อมกับสเปคที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะทางการวิ่งที่ไกลถึง 705 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเทคโนโลยีรวมถึงระบบความปลอดภัยที่ครบครัน
สเปค Ora Grand Cat:
ขนาดตัวถัง: ยาว 4871 มม., กว้าง 1862 มม., สูง 1500 มม., ฐานล้อ 2870 มม.
รุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว: กำลัง 201 แรงม้า, แรงบิด 340 นิวตัน-เมตร, แบตเตอรี่ Lithium Iron Phosphate วิ่งได้ 705 กม./ชาร์จ (CLTC), ขับเคลื่อน 2 ล้อ, ชาร์จ DC 30-80% ใน 30 นาที
รุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าคู่: กำลัง 402 แรงม้า, แรงบิด 680 นิวตัน-เมตร, อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที, แบตเตอรี่ Ternary lithium วิ่งได้ 600 กม./ชาร์จ (CLTC), ขับเคลื่อน 4 ล้อ, ชาร์จ DC 30-80% ใน 30 นาที
Ora Grand Cat ยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก เช่น มือจับประตูแบบซ่อนอัจฉริยะ, ไฟหน้าอัตโนมัติ, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้าพร้อมระบบไล่ฝ้าและพับอัตโนมัติ, ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ, ประตูแบบไร้กรอบ และค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.22Cd ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน
ORA-PILOT 3.0: ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ
ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ORA-PILOT 3.0 มาพร้อมเซ็นเซอร์อัจฉริยะ 28 ตัว รวมถึงกล้อง ADAS 1 ตัว, เรดาร์คลื่น 5 มม., เรดาร์อัลตราโซนิก 12 ตัว, กล้องมองภาพรอบทิศทาง 4 ตัว, กล้องจดจำใบหน้า 3 มิติ, แผนที่ความแม่นยำสูงผ่านดาวเทียม 5G รองรับระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะบนทางหลวง
ความปลอดภัยระดับสูง: การทดสอบที่เหนือกว่ามาตรฐาน
Ora Grand Cat ผ่านการทดสอบความปลอดภัยที่เข้มข้นเกินกว่ามาตรฐานแห่งชาติ ด้วยการทดสอบการตกจากความสูง 6 เมตร การหมุนเกลียวกลางอากาศ และการตกสู่พื้น ซึ่งผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าแบตเตอรี่ถูกตัดการทำงานทันทีโดยไม่มีการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์ โครงสร้างตัวถังไม่บุบสลาย ห้องโดยสารยังคงสมบูรณ์ ถุงลมนิรภัยทำงานตามปกติ และระบบ E-CALL สามารถใช้งานได้ สะท้อนถึงมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงของรถยนต์รุ่นนี้
Hyundai i30 N: DNA แห่งสนามแข่งสู่รถยนต์บนถนน
ในส่วนของรถยนต์สมรรถนะสูงที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่ง สัมผัสประสบการณ์การขับขี่อันน่าตื่นเต้นกับ Hyundai i30 N แฮตช์แบ็กสายพันธุ์ดุ ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากสนามแข่ง โดย Hyundai Motor ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 3 ของโลก มีความแข็งแกร่งในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป ด้วยรถยนต์รุ่นขายดีอย่าง Tucson, Kona และกลุ่มแฮตช์แบ็กอย่าง i20, i30
Hyundai Driving Experience 2023: ยกระดับทักษะการขับขี่
กิจกรรม Hyundai Driving Experience 2023 ที่สนาม Ricardo Tormo เมือง Valencia ประเทศสเปน เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนจากอาเซียนได้สัมผัสสมรรถนะของรถยนต์ตระกูล N อย่างใกล้ชิด โดยใช้รถยนต์ Hyundai i30 N ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ 280 แรงม้า และมีตัวเลือกเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์ดูอัลคลัตช์ 8 สปีด
กิจกรรมนี้ครอบคลุมสถานีฝึกอบรมการขับขี่ขั้นสูงต่างๆ เช่น การเบรกทางตรง, การเบรกในโค้ง, เลนเชนจ์, จิมคาน่า และ เจ-เทิร์น เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เรียนรู้ขีดจำกัดของรถ และพัฒนาทักษะการควบคุมในสถานการณ์ต่างๆ
อนาคตของ Hyundai ในประเทศไทย: รถยนต์ N Brand และ EV
แม้ว่า Hyundai Mobility ประเทศไทย จะยังไม่มีแผนการทำตลาด Hyundai i30 N อย่างเป็นทางการในขณะนี้ แต่ศักยภาพของ Hyundai ในระดับโลก ทั้งรถยนต์อเนกประสงค์, รถยนต์ตระกูล N สมรรถนะสูง ไปจนถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (EV) สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะรถยนต์ตระกูล N ที่มีโอกาสทำตลาดในเมืองไทย ซึ่งอาจมีการเปิดตัวในช่วงปลายปี
บทสรุป: การขับเคลื่อนสู่อนาคตยานยนต์ที่ไร้ขีดจำกัด
การลงทุนของ GWM ในประเทศไทย บ่งชี้ถึงศักยภาพอันมหาศาลของภูมิภาคในการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต ขณะที่ Audi ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงด้วยรุ่นพิเศษที่น่าจับตามอง และ Hyundai ก็กำลังเตรียมพร้อมนำเสนอเทคโนโลยีและสมรรถนะที่น่าทึ่งสู่ตลาดไทย การแข่งขันที่เข้มข้นนี้ย่อมเป็นผลดีต่อผู้บริโภค ที่จะได้สัมผัสกับยนตรกรรมที่หลากหลาย ล้ำสมัย และเปี่ยมด้วยสมรรถนะ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการ ผมมองว่าปี 2567 และปีต่อๆ ไป จะเป็นยุคทองของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างแท้จริง ด้วยการหลั่งไหลเข้ามาของเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากทั่วโลก ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืน หรือหลงใหลในสมรรถนะอันเร้าใจของรถยนต์สปอร์ต ตลาดรถยนต์ไทยในปัจจุบันและอนาคต มีทุกสิ่งที่คุณต้องการ
พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ไร้ขีดจำกัดแล้วหรือยัง?

