ฟอร์ด เอเวอเรสต์: การวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ – เจาะลึกสมรรถนะ, เทคโนโลยี และคู่แข่งในตลาด SUV/PPV ปี 2025
ในฐานะผู้ที่คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้มีโอกาสสัมผัสและวิเคราะห์ยานยนต์หลากหลายเซกเมนต์มานับไม่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม SUV/PPV ที่มีการแข่งขันสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในรุ่นที่ได้รับความสนใจและสร้างบทสนทนาอย่างกว้างขวางคือ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ (Ford Everest) วันนี้ผมจะพาทุกท่านดำดิ่งสู่การวิเคราะห์เจาะลึก Ford Everest ในทุกมิติ พร้อมอัปเดตข้อมูลและแนวโน้มสำหรับปี 2025 เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดที่สุด
ประเด็นร้อน: ทำไม Everest 3.2 ลิตร ถึง “แพ้” Pajero Sport ในบางมิติ?
หลายท่านอาจสงสัยว่า เหตุใด Ford Everest รุ่นเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4×4) จึงมีตัวเลขสมรรถนะบางส่วนที่ดูเหมือนจะด้อยกว่า Mitsubishi Pajero Sport ที่ใช้ขุมพลังขนาดเล็กกว่า? คำตอบไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดครับ ปัจจัยสำคัญประการแรกคือ “น้ำหนักตัว” ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ Ford Everest รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 มีน้ำหนักตัวสูงถึง 2,480 กิโลกรัม หรือเกือบ 2.5 ตัน บวกกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่หลายคนชื่นชอบในความสวยงาม แต่ก็เพิ่มน้ำหนักถ่วงให้กับตัวรถเข้าไปอีก
ในทางกลับกัน Ford Everest รุ่น 2.2 ลิตร ขับเคลื่อนสองล้อ (4×2) ทำผลงานได้ตามความคาดหวัง หากพิจารณาจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว บางท่านอาจมองว่า “อืด” ซึ่งจากมุมมองของ Headlightmag.com ที่เน้นความแม่นยำ Everest 2.2 ลิตร จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใกล้เคียงคำว่า “อืด” สำหรับผู้ที่ต้องการอัตราเร่งที่จัดจ้าน
บุคลิกของขุมพลัง Puma: การตอบสนองที่น่าสนใจ
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร หรือ 2.2 ลิตร เวอร์ชั่นใหม่ของขุมพลังตระกูล Puma ใน Ford Everest รุ่นล่าสุด ล้วนมีบุคลิกที่คล้ายคลึงกันในเรื่องของการออกตัว ช่วง 0-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เกียร์ 1) และต่อเนื่องไปถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เกียร์ 2) ตัวรถจะทะยานออกไปได้อย่างน่าประทับใจ ให้สัมผัสของความกระปรี้กระเปร่าอย่างชัดเจน
ทว่า เมื่อความเร็วแตะระดับ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราวกับว่าลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้าถูกสั่งให้หรี่ลงเล็กน้อย ทำให้จังหวะการส่งกำลังขาดความต่อเนื่องไปนิด หากไม่เป็นเช่นนั้น ตัวเลข 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น่าจะดีกว่านี้อย่างแน่นอน โดยสำหรับรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ควรทำได้ที่ 11.6-11.7 วินาที และรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ควรอยู่ที่ประมาณ 12 วินาทีปลายๆ เทียบเคียงได้กับ Ford Ranger 2.2 ลิตร รุ่นก่อน
การไต่ระดับความเร็วสูงสุด: ความต่อเนื่องที่น่าพอใจ
สำหรับ Ford Everest 3.2 ลิตร 4×4 การไต่ระดับความเร็วสูงสุดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเข็มความเร็วเริ่มแตะระดับ 140-150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากนั้นอัตราเร่งจะเริ่มช้าลง และมักจะไปค้างอยู่ที่ประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากต้องการไปให้เร็วกว่านั้น อาจต้องอาศัยทางลาดลงเนินเล็กน้อย เพื่อช่วยส่งรถขึ้นไปอีกระดับ ก่อนที่ตัวเลขจะไปหยุดนิ่งที่ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ในขณะที่ Ford Everest 2.2 ลิตร 4×2 เป็นไปตามความคาดหมาย เข็มความเร็วจะไต่ขึ้นอย่างเนิบนาบ แต่ต่อเนื่อง จนถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากต้องการมากกว่านั้น อาจต้องใช้เวลาแช่คันเร่งยาวนานหลายกิโลเมตรกว่าจะไต่ไปถึง Top Speed ที่ 181 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ การทดสอบนี้ทำเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเท่านั้น โปรดอย่าลอกเลียนแบบการขับขี่ด้วยความเร็วสูง ซึ่งอาจเป็นอันตรายและผิดกฎหมายจราจร
การขับขี่ใช้งานจริง: แรงสมตัว ตอบสนองตามน้ำหนัก
ในสถานการณ์การขับขี่ใช้งานจริง พละกำลังของ Ford Everest ทั้ง 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ให้สัมผัสที่ “แรงสมตัว” ไม่ได้คาดหวังจนเกินไป แม้ว่ารุ่น 3.2 ลิตร จะมีตัวเลขแรงม้าถึง 200 แรงม้า แต่เมื่อต้องแบกน้ำหนักกว่า 2 ตันครึ่ง การเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง Chevrolet Trailblazer และ Mitsubishi Pajero Sport ใหม่ อาจดูเหมือนด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ต้องเข้าใจว่า แรงที่เพิ่มขึ้น 20 แรงม้า ถูกนำไปชดเชยกับน้ำหนักตัวที่มากกว่า
อย่างไรก็ตาม ในบางจังหวะของการเร่งแซง หากถอนคันเร่งอย่างฉับพลันทันที ลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้าอาจมีอาการหน่วงเล็กน้อย ส่งผลให้ Everest 3.2 ลิตร มีอาการ “กระโจน” ไปข้างหน้าเล็กน้อย คล้ายกับรถยนต์ที่ใช้เกียร์ CVT
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 อัตราเร่งไม่ได้อืดอาดอย่างที่ตัวเลขแสดงออก มอเตอร์ไซค์คันเล็กๆ บางคันยังต้องเร่งเครื่องมากกว่าปกติเพื่อจะมาขนาบข้างได้ การใช้งานในเขตเมืองจึงไม่ได้มีอาการอืดอาดอย่างที่ประเมินไว้
เทคนิคการขับขี่ Everest 2.2 ลิตร ให้ตอบสนองฉับไว:
หากคุณต้องการขับ Ford Everest 2.2 ลิตร 4×2 ให้คล่องตัวยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์เร่งด่วน การมุดซ้าย ป่ายขวา ลองใช้เทคนิคเดียวกับรถยนต์ Eco Car ทั่วไป นั่นคือ “เหยียบคันเร่งให้ลึกเกินครึ่ง” สมองกลจะประมวลผลว่าคุณกำลังรีบ และจะสั่งจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่เครื่องยนต์อย่างรวดเร็ว ทำให้อัตราเร่งที่ได้ต่อเนื่องและดีเกินคาด
เทคโนโลยี Active Noise Cancellation: ความเงียบสงบที่น่าทึ่ง
การเก็บเสียงในห้องโดยสารของ Ford Everest ถือว่าทำได้ดีเยี่ยม เป็นหนึ่งในผู้นำกลุ่ม SUV/PPV คุณจะเริ่มได้ยินเสียงลมไหลผ่านยางขอบประตูในระดับแผ่วเบา ก็ต่อเมื่อความเร็วเกิน 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สาเหตุหลักนอกจากการใช้วัสดุซับเสียงที่หนาแน่นแล้ว Ford ยังได้นำเทคโนโลยี Active Noise Cancellation มาติดตั้งใน Everest ใหม่ทุกรุ่น
หลักการทำงานคือ ไมโครโฟน 3 จุด (หน้า 2, หลัง 1) จะรับเสียงรบกวนรอบตัวรถ ส่งข้อมูลไปยังกล่องควบคุม จากนั้นระบบจะปล่อยคลื่นเสียงที่มีความถี่ตรงข้ามออกลำโพง เพื่อหักล้างเสียงรบกวน ทำให้ห้องโดยสารเงียบสงบยิ่งขึ้น
ข้อสังเกตเกี่ยวกับ Active Noise Cancellation:
แม้ว่าห้องโดยสารจะเงียบขึ้นอย่างน่าพอใจ แต่หากสังเกตดีๆ เสียงพูดของคุณอาจมีอาการ “Echo” หรือเสียงก้องเล็กน้อย คล้ายกับการยืนพูดในห้องบันทึกเสียงขนาดใหญ่ที่มีวัสดุซับเสียงเพียงบางเบา นอกจากนี้ ระบบนี้อาจทำให้ผู้โดยสารบางท่านมีอาการ “หูอื้อ” เล็กน้อย คล้ายกับอาการขณะเครื่องบินขึ้น แต่ไม่รุนแรง
คำแนะนำ: ก่อนตัดสินใจซื้อ Ford Everest ควรพาครอบครัวทดลองนั่งและขับขี่ เพื่อประเมินว่าอาการเหล่านี้จะก่อความรำคาญหรือไม่ หากไม่มีปัญหา ก็เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม แต่หากมีอาการ ควรพิจารณาตัวเลือกอื่น
ระบบบังคับเลี้ยว EPAS: การปฏิวัติวงการ SUV/PPV
Ford เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่นำพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPAS (Electronics Power Assist Steering Wheel) มาใช้กับรถยนต์ SUV/PPV ในประเทศไทยและทั่วโลก เหตุผลหลักคือ เพื่อรองรับการติดตั้งระบบช่วยจอด Parking Assist ที่จำเป็นต้องทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า
น้ำหนักพวงมาลัย: ความแตกต่างที่สัมผัสได้
รุ่น 3.2 ลิตร: ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยมีน้ำหนักเบากว่าที่คาด แต่ยังคงมีแรงต้านมืออยู่เล็กน้อย เบาในระดับใกล้เคียงกับ BMW X5 รุ่นล่าสุด (2016)
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: พวงมาลัยเบามาก! เบาเสียจนใช้นิ้วชี้หมุนได้ (อาจต้องเกร็งนิ้วเล็กน้อย) เบากว่ารุ่น 3.2 ลิตร ประมาณ 5-10%
เมื่อความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยของทั้งสองรุ่นจะหนืดขึ้นจริง แต่ค่อนข้างน้อยในรุ่น 3.2 ลิตร และน้อยมากในรุ่น 2.2 ลิตร ข้อดีคือ วิศวกรของ Ford เซ็ตระยะฟรีของพวงมาลัย และ On-centre feeling มาได้ดีมาก ทำให้บังคับเลี้ยวได้แม่นยำ มีความต่อเนื่องในการหมุน (Linear) ที่ดี เหมาะสมกับบุคลิกของ SUV ทั่วไป
ข้อเสนอแนะ: พวงมาลัยไฟฟ้าของรุ่น 3.2 ลิตร นั้นเซ็ตมาได้เหมาะสมดีแล้ว ในขณะที่รุ่น 2.2 ลิตร อาจเซ็ตมาเบาเกินไปเล็กน้อย การปรับเพิ่มความหนืดในช่วงความเร็วต่ำและสูง น่าจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้มากขึ้น
รัศมีวงเลี้ยว: 5.85 เมตร ถือว่ากว้างเล็กน้อยสำหรับการเลี้ยวกลับรถในถนน 4 เลน อาจต้องเผื่อวงเลี้ยว หรือกินเลนฝั่งซ้ายไปอีกครึ่งเลน เพื่อให้เลี้ยวได้อย่างปลอดภัยในครั้งเดียว
ระบบช่วงล่าง: ความหนึบแน่นที่แตกต่าง
ช่วงล่างหน้า: อิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone) พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง
ช่วงล่างหลัง: คอยล์สปริง พร้อมวัตต์ลิงค์ (Watt’s Link) และเหล็กกันโคลง
ความรู้สึกในการขับขี่:
รุ่น 3.2 ลิตร: ในช่วงความเร็วต่ำ ช่วงล่างเซ็ตมาในแนวหนักแน่น ส่งแรงสะเทือนจากพื้นผิวถนนขึ้นมาให้สัมผัสชัดเจน แต่ก็ไม่สะเทือนจนเกินไป แม้จะสวมล้อ 20 นิ้วก็ตาม ส่วนหนึ่งมาจากน้ำหนักตัวที่มาก ทำให้การดีดเด้งน้อยลง
เมื่อใช้ความเร็วเดินทาง หรือความเร็วสูง Everest 3.2 ลิตร ให้ความรู้สึกที่นิ่ง หนักแน่น มั่นคง ยึดเกาะถนนได้ดีที่สุดในกลุ่ม อาการช่วงล่างด้านหลัง เด้ง หรือดีดดิ้นมีน้อยมาก
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ช่วงล่างจัดว่า แน่น หนึบ แต่ยังคงมีอาการสะเทือนจากฝาท่อ รอยต่อถนน และพื้นผิวขรุขระ ให้รับรู้ได้บ้าง ไม่ได้ซับแรงสะเทือนได้เนียนเท่า Pajero Sport แต่ก็น้อยกว่ารุ่น 3.2 ลิตร
การเข้าโค้ง: Everest สามารถเข้าโค้งต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ ด้วยความเร็วที่น่าประทับใจ เช่น โค้งขวารูปเคียวบนทางด่วนช่วงมักกะสัน ทำได้ 95 กม./ชม. หรือโค้งซ้ายเชื่อมทางด่วนขั้นที่ 1 ตรงข้ามโรงแรม Eastin ทำได้ 90 กม./ชม.
การเปรียบเทียบกับคู่แข่ง:
Pajero Sport: นุ่มนวลกว่าเล็กน้อยในการขับขี่ในเมือง หรือรูดผ่านพื้นผิวขรุขระ
MU-X: เซ็ตมาให้นุ่ม แต่ช่วงล่างหลังแอบมีอาการดีดเด้ง
Trailblazer: หนึบกว่า MU-X เล็กน้อย
Fortuner: ช่วงล่างแข็งสะเทือนที่สุดในกลุ่ม
สรุป: Ford Everest 3.2 ลิตร มีช่วงล่างที่เซ็ตมาดีที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทยอย่างแท้จริง
ข้อสังเกตสำหรับรุ่น 2.2 ลิตร Titanium 4×2 (ล้อ 18 นิ้ว): น้ำหนักตัวที่เบาลง อาจทำให้มีอาการโยนเมื่อกระโดดลงคอสะพาน หรืออาการดีดเด้งเพิ่มขึ้นจากรุ่น 3.2 ลิตร เล็กน้อย
ระบบห้ามล้อ: ความปลอดภัยที่ไว้ใจได้
ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้ามีครีบระบายความร้อน พร้อมระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัยมาตรฐาน ABS, EBD, Brake Assist, ESP, Traction Control และระบบช่วยเหลือขั้นสูงอื่นๆ เช่น Roll Over Mitigation, Hill Descent Control (เฉพาะ 3.2 ลิตร 4×4), Hill Launch Assist, Trailer Sway Control
สัมผัสแป้นเบรก: ระยะเหยียบยาวและลึก การตอบสนองนุ่มนวล ให้ความรู้สึกเหมือนรถยนต์เยอรมันค่ายตราดาว (Mercedes-Benz) ผู้ที่ชอบแป้นเบรกนุ่มๆ จะชื่นชอบ Everest แน่นอน
จุดสังเกต: ในช่วงแรกของการเหยียบแป้นเบรก (ประมาณ 25-30% ของระยะเหยียบทั้งหมด) จะยังไม่ค่อยรู้สึกถึงแรงหน่วงมากนัก ต้องเหยียบลึกขึ้นไปอีก
ภาพรวม: เบรกได้นุ่มนวลในสภาพจราจรติดขัด และมั่นใจได้ในการหน่วงความเร็วจากย่านความเร็วสูง โดยไม่ปรากฏอาการ Fade ถือเป็นระบบเบรกที่ดีติดอันดับต้นๆ ในกลุ่ม SUV/PPV
ข้อเสนอแนะ: การปรับปรุงการตอบสนองของแป้นเบรกให้ Linear มากขึ้นตั้งแต่เริ่มแตะ น่าจะเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ได้อีก
ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety): เทคโนโลยีล้ำสมัย
Ford Everest รุ่น Titanium+ (ทั้ง 2.2 ลิตร และ 3.2 ลิตร) อัดแน่นด้วยอุปกรณ์ Hi-Tech ที่เป็นจุดขายสำคัญ:
Adaptive Cruise Control: ควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะห่างจากรถคันหน้า หากเข้าใกล้เกินไป ระบบจะลดความเร็ว หรือเตือนให้เหยียบเบรก
Collision Mitigation: ระบบเตือนเมื่อเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป (ไม่ช่วยเบรก)
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: เตือนเมื่อรถเบนออกนอกเลน และพยายามบังคับพวงมาลัยให้กลับเข้าเลนอัตโนมัติ พร้อมระบบเตือนเมื่อคนขับเหนื่อยล้า
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (จาก Volvo)
Active Parking Assist: ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (ทั้งขนานและเข้าซอง)
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยออกจากช่องจอด
ระบบความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety): การปกป้องขั้นสูงสุด
ติดตั้งเป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย: ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านลม 6 ใบ (รุ่น 3.2 Titanium+ เพิ่มถุงลมหัวเข่าคนขับ รวมเป็น 7 ใบ) เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 7 ที่นั่ง, ISOFIX, ESS, และอื่นๆ Ford Everest ผ่านการทดสอบความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ANCAP และได้คะแนนสูงสุดในด้านการปกป้องผู้โดยสารผู้ใหญ่ (AOP) จาก ASEAN NCAP
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ความประหยัดที่มาพร้อมน้ำหนัก
ต้องทำความเข้าใจว่า รถที่มีน้ำหนักเกือบ 2 ตัน การประหยัดน้ำมันระดับ 20 กม./ลิตร นั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ Ford Everest ทำตัวเลขได้น่าพอใจ:
3.2 ลิตร 4×4: 11.16 กม./ลิตร (ระยะทาง 92.1 กม. เติมน้ำมัน 8.25 ลิตร)
2.2 ลิตร 4×2: 12.59 กม./ลิตร (ระยะทาง 92.8 กม. เติมน้ำมัน 7.37 ลิตร)
ตัวเลขของรุ่น 2.2 ลิตร ใกล้เคียงกับ Ford Ranger 4 ประตู 4×2 ที่เคยทดสอบเมื่อหลายปีก่อน
ระยะทางต่อการเติมน้ำมัน 1 ถัง:
2.2 ลิตร 4×2: ประมาณ 700 กม.
3.2 ลิตร 4×4: ประมาณ 450 กม. (ขึ้นอยู่กับการขับขี่)
ปัญหาประจำรุ่น (Defect): บทเรียนจากผู้ใช้งาน
ตลอดระยะเวลาที่ Ford Everest วางจำหน่าย มีรายงานปัญหา Defect จากผู้ใช้งาน ซึ่ง Ford ได้ดำเนินการแก้ไขแล้วในล็อตการผลิตหลังๆ:
ปัญหาไฟไหม้ที่ออสเตรเลีย: เกิดจากการประกอบขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่นหนา
แป้นคันเร่งสั่น: อัปเกรด Firmware กล่องควบคุมเครื่องยนต์/เกียร์
ระบบไฟฟ้าขัดข้อง: ดับเครื่องยนต์แล้วสตาร์ทใหม่ มักหายเอง
เสียงกระพือบริเวณหลังคา Panoramic Sunroof: แก้ไขในล็อตการผลิตหลัง
สติกเกอร์บริเวณเพลาขับหลัง: ลืมดึงออกก่อนส่งมอบ
EGR: ทำความสะอาด
CKP Sensor: เปลี่ยนอะไหล่ในรุ่นที่ผลิตก่อนเดือน เม.ย. 2016
ซีลเดือยหมู/เฟืองท้าย: ตรวจสอบและทำความสะอาด
ช่องเสียบปลั๊กไฟ 220V: พบปัญหาฟิวส์ขาด กลิ่นไหม้ (ต้องตรวจสอบ)
หน้าจอ Monitor ค้าง: รอระบบ Re-boot ประมาณ 5 นาที
สรุป: “Poorman’s Range Rover” – SUV/PPV ขับดีที่สุดในตลาด (ถ้าไม่ติดเรื่องศูนย์บริการ)
Ford Everest ได้รับการพัฒนาภายใต้นโยบาย Global Car ของ Ford โดยมี Toyota Land Cruiser Prado เป็น Benchmark ทำให้ Everest มีจุดเด่นที่เหนือกว่าคู่แข่งหลายด้าน:
เทคโนโลยีความปลอดภัย Hi-Tech: ล้ำสมัยเหนือคู่แข่ง
ช่วงล่างแน่นหนึบ: ให้ความมั่นใจในการขับขี่
การขับขี่คล่องตัว: โดยเฉพาะช่วงความเร็วต่ำ
ความมั่นคงสูง: ในช่วงความเร็วสูง
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ยกชุดมาจาก Land Rover
ภายในหรูหรา: ใกล้เคียง Range Rover
ข้อด้อยที่ควรปรับปรุง:
น้ำหนักตัวมาก: ส่งผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลือง
น้ำหนักพวงมาลัย: ควรหนืดขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะรุ่น 2.2 ลิตร
แป้นเบรก: ควรตอบสนองไวขึ้นตั้งแต่เริ่มแตะ
มาตรวัดรอบเครื่องยนต์: ขนาดเล็ก อ่านยาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: ลำบากกว่ารุ่นก่อน
ระบบไฟฟ้า: ความซับซ้อนในระยะยาว อาจมีผลต่อการซ่อมบำรุง
คู่แข่งในตลาด:
Chevrolet Trailblazer: แรงสุดในกลุ่ม (2.8 ลิตร)
Isuzu MU-X: ประหยัดน้ำมันสุด, ศูนย์บริการดีสุด
Mitsubishi Pajero Sport: ดีไซน์ล้ำสมัย, ควบคุมง่าย
Nissan Navara SUV/PPV (Coming Soon): รอดูข้อมูล
Toyota Fortuner: เจ้าตลาด, ศูนย์บริการเยอะสุด
รุ่นย่อยที่คุ้มค่าที่สุด:
2.2 Titanium+ 4×2 6AT (ราคาประมาณ 1,549,000 บาท): ให้ความคุ้มค่าสูงสุด ด้วยออปชันที่ครบครันในราคาที่สมเหตุสมผล
3.2 Titanium+ 4×4 6AT (ราคาประมาณ 1,749,000 บาท): สำหรับผู้ที่ต้องการระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และสมรรถนะสูงสุด
ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา: บริการหลังการขาย
ปัญหาด้านบริการหลังการขายของ Ford ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความพยายามในการปรับปรุง แต่ยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของศูนย์บริการ และการจัดการปัญหา Defect จากตัวรถ
บทสรุปส่งท้าย:
Ford Everest เป็นยานยนต์ SUV/PPV ที่โดดเด่นอย่างแท้จริง ด้วยการผสมผสานสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม เทคโนโลยีล้ำสมัย และความสบายในการขับขี่ แต่การตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคันนั้น ควรพิจารณาปัจจัยรอบด้าน รวมถึงความพร้อมของระบบบริการหลังการขายในพื้นที่ของคุณ หากคุณมองหายานยนต์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น และพร้อมที่จะเผชิญความท้าทายเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจเกิดขึ้น Ford Everest คือคำตอบที่คุณไม่ควรมองข้าม
หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่าง และต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Ford Everest หรือต้องการเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาด เพื่อให้การตัดสินใจของคุณสมบูรณ์แบบที่สุด อย่ารอช้า! ติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ หรือเข้าไปทดลองขับได้ที่โชว์รูม Ford ทั่วประเทศวันนี้ แล้วคุณจะพบว่า “ความสมบูรณ์แบบ” นั้น อยู่ใกล้แค่เอื้อม

