ฟอร์ด เอเวอเรสต์: การวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของตลาดรถยนต์ SUV/PPV อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Ford Everest ที่เข้ามาสร้างปรากฏการณ์และเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมาก บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึงสมรรถนะ, เทคโนโลยี, และประสบการณ์การขับขี่ที่แท้จริงของ Ford Everest ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบด้าน
การเปรียบเทียบขุมพลัง: อะไรที่อยู่เบื้องหลังตัวเลข?
หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใด Ford Everest รุ่นเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ถึงมีตัวเลขสมรรถนะที่ดูเหมือนจะด้อยกว่าคู่แข่งอย่าง Mitsubishi Pajero Sport ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กกว่า คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในรายละเอียดที่มากกว่าแค่ตัวเลขบนกระดาษ
ปัจจัยสำคัญคือ น้ำหนักตัวรถ ของ Ford Everest รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ที่สูงถึง 2,480 กิโลกรัม หรือเกือบ 2.5 ตัน ซึ่งหนักอึ้งกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่หลายคนชื่นชอบในความสวยงาม ก็ยิ่งเป็นส่วนเสริมที่เพิ่มน้ำหนักให้แก่ตัวรถเข้าไปอีก
สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ ผลลัพธ์ออกมาเป็นไปตามที่คาดการณ์ หากพิจารณาจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว หลายคนอาจมองว่า “อืด” ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงตามมาตรฐานการทดสอบของ Headlightmag.com สำหรับ Everest 2.2 ลิตร นั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างช้า
อย่างไรก็ตาม ทั้งเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ในตระกูล Puma เวอร์ชันใหม่ของ Everest มีบุคลิกที่คล้ายกันคือ ในช่วงออกตัว 0-30 กม./ชม. (เกียร์ 1) และต่อเนื่องไปถึง 60 กม./ชม. (เกียร์ 2) รถจะพุ่งทะยานออกไปได้อย่างน่าพอใจ ให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉง แต่เมื่อความเร็วไต่ไปถึงประมาณ 70 กม./ชม. ราวกับว่าระบบควบคุมเครื่องยนต์มีการหรี่ลิ้นคันเร่งลงเล็กน้อย ทำให้จังหวะการเร่งต่อเนื่องขาดตอนไปนิด หากไม่มีจุดนี้ ตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. น่าจะดีกว่านี้อย่างแน่นอน สำหรับรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ควรทำได้ที่ 11.6-11.7 วินาที และรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ควรอยู่ที่ประมาณ 12 วินาที ปลายๆ ใกล้เคียงกับ Ford Ranger 2.2 ลิตร รุ่นเดิม
การไต่ความเร็วสูงสุด: ความอดทนคือหัวใจสำคัญ
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 สามารถไต่ระดับความเร็วได้ต่อเนื่องจนถึงประมาณ 140-150 กม./ชม. จากนั้นอัตราเร่งจะเริ่มช้าลงและมักจะไปค้างอยู่ที่ประมาณ 160 กม./ชม. หากต้องการเร่งแซงให้เร็วกว่านี้ อาจต้องอาศัยทางลงเนินช่วยส่ง รถจะทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 185 กม./ชม.
ส่วนรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 เป็นไปตามที่คาดการณ์ เข็มความเร็วจะค่อยๆ ไต่ขึ้นอย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง จนถึง 160 กม./ชม. หากต้องการไปให้เกินกว่านี้ อาจต้องใช้เวลาเหยียบคันเร่งจมมิดเป็นเวลานานหลายกิโลเมตร กว่าจะไต่ไปถึง Top Speed ที่ 181 กม./ชม. ได้อย่างยากลำบาก
(ข้อควรจำ: การทดสอบความเร็วสูงสุดนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการให้ข้อมูลทางวิชาการเท่านั้น ไม่สนับสนุนให้ผู้ใดลอกเลียนแบบ เนื่องจากเป็นอันตรายและผิดกฎหมายจราจร)
ประสบการณ์การขับขี่จริง: ความแรงที่ “สมตัว” และการปรับตัว
ในภาพรวม การขับขี่ใช้งานจริง ขุมพลังของ Everest ทั้ง 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ให้สัมผัสที่ “แรงสมตัว” ไม่ได้ผิดความคาดหมาย แม้ว่ารุ่น 3.2 ลิตร จะมีแรงม้าถึง 200 แรงม้า แต่เมื่อต้องแบกน้ำหนักตัวรถกว่า 2 ตันครึ่ง การจะไปสู้กับ Chevrolet Trailblazer หรือ Mitsubishi Pajero Sport รุ่นใหม่แบบขาดลอยนั้น เป็นเรื่องยาก แต่ความแรงที่ออกมาถือว่าทำได้ “เสมอตัว” ราวกับว่าแรงม้าที่เพิ่มขึ้นมา 20 แรงม้า ถูกนำไปชดเชยน้ำหนักตัวที่มากกว่าชาวบ้าน
อย่างไรก็ตาม ในบางจังหวะ เมื่อผมเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อเร่งแซง ไม่ว่าจะเป็นช่วงความเร็วต่ำในเมือง หรือบนทางด่วน หากถอนคันเร่งฉับพลันทันที ระบบลิ้นคันเร่งไฟฟ้ายังคงหน่วงการทำงานอยู่เล็กน้อย ส่งผลให้ Everest 3.2 ลิตร มีอาการ “กระโจน” ไปข้างหน้าเล็กน้อย คล้ายกับรถยนต์เก๋งที่ใช้เกียร์ CVT
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 แม้อัตราเร่งจะดูไม่จัดจ้านตามตัวเลข แต่ในการใช้งานจริงสำหรับการขับขี่ในเมือง ไม่ได้รู้สึกอืดอาดอย่างที่ประเมินไว้ มอเตอร์ไซค์คันเล็กๆ บางคันยังต้องบิดคันเร่งมากกว่าปกติเพื่อจะเร่งแซงขึ้นมาขนาบข้างได้
แต่หากต้องการขับ Everest 2.2 ลิตร 4×2 ให้ว่องไวขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องมุดซ้ายป่ายขวา ผมมีเทคนิคแนะนำคือ ให้เหยียบคันเร่งให้ “ลึก” เกินครึ่งหนึ่ง ระบบจะรับรู้ถึงความเร่งด่วนของคุณ และจะสั่งจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่เครื่องยนต์เร็วขึ้น ส่งผลให้อัตราเร่งที่ได้มีความต่อเนื่องและดีเกินคาด
การเก็บเสียง: ความเงียบที่เหนือระดับ
ความโดดเด่นของ Ford Everest คือ การเก็บเสียงในห้องโดยสาร ที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV คุณจะเริ่มได้ยินเสียงลมไหลผ่านยางขอบประตูในระดับแผ่วๆ ก็ต่อเมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วเกิน 140 กม./ชม. ซึ่งถือว่าน่าประทับใจมาก
เทคโนโลยี Active Noise Cancellation ที่ Ford นำมาติดตั้งใน Everest ทุกรุ่น คือหัวใจสำคัญ ระบบนี้ใช้ไมโครโฟน 3 จุด (ด้านหน้า 2, ด้านหลัง 1) เพื่อรับฟังเสียงรบกวนรอบตัวรถ และส่งข้อมูลไปยังกล่องควบคุม จากนั้นจะปล่อยคลื่นความถี่ตรงกันข้ามออกทางลำโพงเครื่องเสียงเพื่อหักล้างเสียงรบกวน
ข้อสังเกตเล็กน้อยคือ ในบางครั้ง เสียงพูดของคุณอาจมีอาการ “ก้อง” หรือ Echo แผ่วๆ ซึ่งคล้ายกับการพูดในห้องบันทึกเสียงขนาดใหญ่ที่ใช้วัสดุซับเสียงแบบพื้นฐาน นอกจากนี้ ระบบนี้อาจทำให้ผู้โดยสารบางรายรู้สึก “หูอื้อ” เล็กน้อย คล้ายอาการหูอื้อตอนเครื่องบินขึ้น แต่ไม่หนักหนาจนเกินไป
(คำแนะนำ: ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรพาครอบครัวไปทดลองนั่งและขับ เพื่อทดสอบว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่ หากมี อาจต้องพิจารณาตัวเลือกอื่น)
ระบบบังคับเลี้ยว: ความแม่นยำที่พัฒนาไปอีกขั้น
Ford เป็นผู้ผลิตรายแรกที่นำ พวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พิเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPAS (Electronic Power Assist Steering Wheel) มาใช้ในรถ SUV/PPV ที่จำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการติดตั้งระบบช่วยจอด Parking Assist
ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยของรุ่น 3.2 ลิตร มีน้ำหนักค่อนข้างเบา แต่ยังมีความรู้สึก “หนืด” อยู่บ้าง อยู่ในระดับเดียวกับ BMW X5 รุ่นปี 2016
แต่สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 นั้น พวงมาลัยเบามาก เบาจนเกือบใช้นิ้วชี้หมุนได้ เบากว่ารุ่น 3.2 ลิตร ประมาณ 5-10% ถึงขั้นทำให้ผมอุทานถามตัวเองว่า “นี่มันพวงมาลัย Toyota Corolla Altis หรือเปล่า?”
เมื่อความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยของทั้งสองรุ่นจะหนืดขึ้นจริง แต่ค่อนข้างน้อยในรุ่น 3.2 ลิตร และน้อยมากในรุ่น 2.2 ลิตร ที่น่าชมเชยคือ วิศวกร Ford ได้เซ็ตระยะฟรีของพวงมาลัย และ On-centre feeling มาได้ดีเยี่ยม การบังคับเลี้ยวแม่นยำ และมีความต่อเนื่องในการหมุน (Linear) ค่อนข้างดี เหมาะสมกับรถ SUV ทั่วไป
(ข้อเสนอแนะ: สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร หากปรับเพิ่มความหนืดขึ้นอีกเล็กน้อย ทั้งในช่วงความเร็วต่ำและสูง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น)
รัศมีวงเลี้ยว 5.85 เมตร ถือว่ากว้างไปเล็กน้อยสำหรับการเลี้ยวกลับรถในถนน 4 เลน หากต้องการเลี้ยวครั้งเดียวผ่าน อาจต้องเผื่อวงเลี้ยว หรือกินเลนฝั่งซ้ายไปอีกครึ่งเลน
ระบบช่วงล่าง: ความมั่นคงเหนือชั้น
ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ Double Wishbone ส่วนด้านหลังเป็นแบบคอยล์สปริงพร้อม Watt’s Linkage
ในช่วงความเร็วต่ำ รุ่น 3.2 ลิตร ที่เซ็ตมาแนว “หนักแน่น” จะส่งแรงสะเทือนจากพื้นถนนขึ้นมาให้สัมผัสได้ชัดเจน แต่ไม่ถึงกับกระด้างจนเกินไป แม้จะสวมล้อ 20 นิ้ว ด้วยน้ำหนักตัวรถที่มาก ก็ช่วยซับแรงสะเทือนได้ดี
เมื่อใช้ความเร็วเดินทาง หรือความเร็วสูง รุ่น 3.2 ลิตร นั้นหายห่วง ช่วงล่างยังคงนิ่ง หนักแน่น มั่นคง เกาะถนนดีที่สุดในกลุ่ม อาการช่วงล่างด้านหลังเด้งหรือดีดดิ้นมีน้อยมาก
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ช่วงล่างจัดว่า “แน่น หนึบ” แต่ยังคงมีการสะเทือนจากรอยต่อถนน หรือพื้นผิวขรุขระ ให้รับรู้ได้บ้าง ยังไม่เนียนเท่า Pajero Sport แต่ก็ดีกว่ารุ่น 3.2 ลิตร แน่นอน
ผมสามารถเข้าโค้งต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ เช่น โค้งรูปเคียวบนทางด่วนช่วงมักกะสัน ทำได้ 95 กม./ชม. หรือโค้งเชื่อมต่อทางด่วนขั้นที่ 1 ทำได้ 90 กม./ชม.
หากเปรียบเทียบกับคู่แข่ง Pajero Sport ให้ความนุ่มนวลในเมืองได้ดีกว่าเล็กน้อย MU-X เซ็ตมานุ่ม แต่ช่วงล่างหลังแอบเด้ง Trailblazer หนึบขึ้นมาอีกนิด Fortuner แข็งและสะเทือนที่สุดในกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม ช่วงล่างของ Everest 3.2 ลิตร ถือว่าเซ็ตมาดีที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทย อย่างไม่ต้องสงสัย
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร Titanium 4×2 กับล้อ 18 นิ้ว น้ำหนักตัวที่เบากว่า อาจส่งผลให้มีอาการโยนตัวเมื่อลงคอสะพาน หรืออาการดีดเด้งเพิ่มขึ้นจากรุ่น 3.2 ลิตร อยู่บ้าง
ระบบเบรก: ความมั่นใจที่สัมผัสได้
ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ คู่หน้ามีครีบระบายความร้อน เสริมด้วยระบบ ABS, EBD, Brake Assist, ESP, Traction Control
นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัยที่ทันสมัย เช่น Roll Over Mitigation, Hill Descent Control (เฉพาะ 3.2 ลิตร 4×4), Hill Launch Assist, Trailer Sway Control
แป้นเบรกมีระยะเหยียบที่ยาวและลึก การตอบสนองนุ่มนวล ให้ความรู้สึกเหมือนมีลมจากหม้อลมผ่อนแรงมาเตรียมพร้อมรับอยู่ใต้ฝ่าเท้าในระดับเดียวกับ Mercedes-Benz
ช่วงแรกของการเหยียบ อาจไม่รู้สึกถึงการหน่วงความเร็วทันที ต้องเหยียบลึกไปประมาณ 25-30% จึงจะเริ่มรู้สึกถึงแรงหน่วง
โดยรวมแล้ว ระบบเบรกสามารถเบรกได้อย่างนุ่มนวลในสภาพการจราจรติดขัด และมั่นใจได้ในการชะลอความเร็วจากย่านความเร็วสูงในระยะเบรกที่สั้น โดยไม่ปรากฏอาการ Fade ซึ่งถือเป็นระบบเบรกที่ดีอันดับต้นๆ ในกลุ่ม SUV/PPV
(ข้อเสนอแนะ: หากปรับปรุงการตอบสนองของแป้นเบรกให้ Linear มากขึ้นตั้งแต่เริ่มแตะ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น)
ความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety): เทคโนโลยีจัดเต็ม
ทีมวิศวกร Ford อัดแน่นด้วยอุปกรณ์ Hi-Tech สำหรับระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันในรุ่น Titanium+ ทั้ง 2.2 ลิตร และ 3.2 ลิตร ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญ:
Adaptive Cruise Control: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ที่สามารถรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า พร้อมระบบเตือนและลดความเร็วอัตโนมัติหากรถคันหน้าเบรก
Collision Mitigation: ระบบเตือนเมื่อเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป แต่ไม่ช่วยเบรก
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: ระบบเตือนและช่วยประคองพวงมาลัยเมื่อรถเบนออกนอกเลนโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว พร้อมระบบเตือนเมื่อผู้ขับขี่มีอาการเหนื่อยล้า
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบเตือนจุดอับสายตาจาก Volvo ตรวจจับยานพาหนะด้านข้างตัวรถ และแสดงไฟเตือนที่กระจกมองข้าง
Active Parking Assist: ระบบช่วยจอดอัตโนมัติทั้งแบบขนาน (Parallel Parking) และเข้าซอง (Perpendicular Parking) โดยควบคุมพวงมาลัยเกือบทั้งหมด
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนเมื่อมีรถแล่นตัดผ่านด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด
ความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety): มาตรฐานสูงสุด
หากระบบ Active Safety เอาไม่อยู่ อุปกรณ์ Passive Safety จะเข้ามามีบทบาท:
ถุงลมนิรภัย 6-7 ใบ (รุ่น 3.2 Titanium+ เพิ่มถุงลมเข่าคนขับ)
เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 7 ที่นั่ง
จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX
ระบบไฟฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
Ford Everest ผ่านมาตรฐานการทดสอบความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ANCAP (Australia) และ 4 ดาว จาก ASEAN NCAP
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ความจริงที่ต้องเข้าใจ
เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจว่า รถ SUV/PPV ที่มีน้ำหนักเกือบ 2 ตัน จะไม่สามารถประหยัดน้ำมันเทียบเท่ารถ Eco Car ได้ ตัวเลขการใช้งานจริงอยู่ที่ประมาณ 10-14.5 กม./ลิตร ถือว่าน่าพอใจแล้ว
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: 11.16 กม./ลิตร (จากการทดสอบ 92.1 กม. ใช้น้ำมัน 8.25 ลิตร)
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: 12.59 กม./ลิตร (จากการทดสอบ 92.8 กม. ใช้น้ำมัน 7.37 ลิตร)
ตัวเลขรุ่น 2.2 ลิตร ใกล้เคียงกับ Ford Ranger 4 ประตู 4×2 รุ่นก่อนๆ
ระยะทางต่อการเติมน้ำมัน 1 ถัง:
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ประมาณ 700 กม.
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ประมาณ 450 กม. (ขึ้นอยู่กับลักษณะการขับขี่)
ปัญหาประจำรุ่น: การรับมือและความคาดหวัง
ตลอดระยะเวลาที่ Everest ออกสู่ตลาด มีรายงาน Defect บางประการ ซึ่ง Ford ได้ทยอยแก้ไข:
ปัญหาไฟไหม้ในออสเตรเลีย: เกิดจากการประกอบขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่น (ได้รับการแก้ไขแล้ว)
แป้นคันเร่งสะท้าน: อัปเกรด Firmware กล่อง ECU และเกียร์
ระบบไฟฟ้าแสดงสัญญาณเตือน: ดับเครื่องยนต์แล้วสตาร์ทใหม่ หรือเข้าศูนย์บริการ
เสียงกระพือบริเวณหลังคา Panoramic Sunroof: แก้ไขแล้วในรุ่นผลิตล็อตหลังๆ
สติกเกอร์บริเวณเพลาขับหลัง: เกิดจากความผิดพลาดของศูนย์บริการที่ลืมดึงออก (แก้ไขได้ง่าย)
EGR: อาจต้องทำความสะอาดใหม่
CKP Sensor: เป็นสาเหตุเครื่องยนต์ดับ สตาร์ทไม่ติดในรุ่นก่อน เม.ย. 2016 (เปลี่ยนอะไหล่ฟรี)
ซีลเดือยหมู/เฟืองท้าย: ตรวจสอบคราบน้ำมันเบื้องต้น หากมี อาจหายไปเองหลังใช้งาน
ช่องเสียบปลั๊กไฟ 220V: มีรายงานฟิวส์ตัด กลิ่นไหม้ (ยังไม่พบสาเหตุชัดเจน)
หน้าจอ Monitor ค้าง: รอระบบ Re-boot ประมาณ 5 นาที
สรุป: “Poorman’s Range Rover” ที่กำหนดมาตรฐานใหม่
Ford Everest ใหม่ ถูกสร้างขึ้นบน DNA ของ Ford ที่เน้นเทคโนโลยีล้ำสมัย ช่วงล่างที่ยอดเยี่ยม และสมรรถนะที่น่าประทับใจ การใช้ Toyota Land Cruiser Prado เป็น Benchmark ในการพัฒนา U375 Project ส่งผลให้ Everest มีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งในหลายด้าน:
อุปกรณ์ความปลอดภัย Hi-Tech
ความหนักแน่นของช่วงล่าง
การบังคับขับขี่ที่คล่องตัว
ความมั่นคงในการเดินทางด้วยความเร็วสูง
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ยกชุดมาจาก Land Rover
ภายในห้องโดยสารหรูหราใกล้เคียง Range Rover
Everest ได้กำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับกลุ่ม SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทยอย่างแท้จริง
ข้อด้อยที่ควรปรับปรุง:
น้ำหนักตัวรถที่มากเกินไป: ส่งผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลือง
น้ำหนักพวงมาลัย: ควรหนืดขึ้นอีกเล็กน้อย โดยเฉพาะในรุ่น 2.2 ลิตร
แป้นเบรก: ควรตอบสนองไวขึ้นตั้งแต่เริ่มแตะ
มาตรวัดรอบเครื่องยนต์: ขนาดเล็ก อ่านยาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: ยากกว่ารุ่นก่อน
ระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อน: อาจมีข้อกังวลในระยะยาว
คู่แข่งในตลาด:
Chevrolet Trailblazer
Isuzu MU-X
Mitsubishi Pajero Sport
Nissan “Navara SUV/PPV” (กำลังจะเปิดตัว)
Toyota Fortuner
รุ่นที่คุ้มค่าที่สุด:
2.2 Titanium+ 4×2: ให้ความคุ้มค่าสูงสุดเมื่อพิจารณาจากอุปกรณ์และราคา
3.2 Titanium+ 4×4: สำหรับผู้ที่ต้องการระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และงบประมาณเพียงพอ
บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ:
Ford Everest เป็นรถยนต์ SUV/PPV ที่มีศักยภาพสูง สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ช่วงล่างที่ยอดเยี่ยม และการออกแบบที่หรูหรา อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านบริการหลังการขายและ Defect ของตัวรถที่ยังมีรายงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คือจุดที่ Ford ยังต้องเร่งปรับปรุงอย่างจริงจัง หาก Ford สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน Everest จะไม่ใช่แค่ “Poorman’s Range Rover” แต่จะเป็นผู้นำตลาดอย่างแท้จริง
หากคุณกำลังมองหารถ SUV/PPV ที่ครบเครื่องด้วยเทคโนโลยี ความปลอดภัย และสมรรถนะที่เหนือกว่าคู่แข่งในหลายมิติ Ford Everest คือตัวเลือกที่คุณไม่ควรมองข้าม ลองสัมผัสประสบการณ์จริง และพิจารณาถึงปัจจัยด้านบริการหลังการขายประกอบการตัดสินใจของคุณ เพื่อให้การลงทุนของคุณคุ้มค่าที่สุด
หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ครบครัน และต้องการรับคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกซื้อ Ford Everest ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุด อย่าลังเลที่จะติดต่อตัวแทนจำหน่าย Ford ใกล้บ้านคุณ หรือเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเราได้เสมอ

