Ford Everest: การประเมินเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์
ในยุคที่ตลาดรถยนต์ SUV/PPV เติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคต่างมองหารถยนต์ที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย และความคุ้มค่า Ford Everest เป็นหนึ่งในชื่อที่โดดเด่นในกลุ่มนี้ แต่การตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์สักคัน จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ครอบคลุมและตรงไปตรงมา ในฐานะผู้ที่คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ Ford Everest เพื่อให้คุณผู้อ่านได้รับทราบถึงศักยภาพที่แท้จริงของรถคันนี้
วิเคราะห์สมรรถนะและอัตราเร่ง: ความแตกต่างที่สัมผัสได้
เมื่อพิจารณาถึงตัวเลขสมรรถนะบนกระดาษ บางครั้งอาจเกิดความสับสน โดยเฉพาะเมื่อ Ford Everest รุ่น 3.2 ลิตร 6AT 4×4 กลับมีตัวเลขอัตราเร่งที่ดูเหมือนจะด้อยกว่าคู่แข่งอย่าง Mitsubishi Pajero Sport ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กกว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องที่อธิบายไม่ได้
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตัวเลขเหล่านี้คือ น้ำหนักตัวรถ Ford Everest รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 มีน้ำหนักรวมถึง 2,480 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเมื่อรวมกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่แม้จะดูสวยงาม แต่ก็มีส่วนเพิ่มภาระน้ำหนักให้กับตัวรถอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 นั้น ผลลัพธ์เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ หากพิจารณาเฉพาะตัวเลข อาจดูเหมือนว่ารถยนต์มีอาการอืดอาด แต่ในความเป็นจริง ทั้งเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ในตระกูล Puma เวอร์ชันใหม่นี้ มีบุคลิกการตอบสนองที่น่าสนใจ
ในช่วงออกตัว 0-30 กม./ชม. (เกียร์ 1) และต่อเนื่องไปถึง 60 กม./ชม. (เกียร์ 2) รถยนต์จะพุ่งทะยานออกไปได้อย่างน่าประทับใจ ให้สัมผัสที่กระฉับกระเฉง ทว่า เมื่อความเร็วแตะระดับ 70 กม./ชม. เป็นต้นไป มีความรู้สึกราวกับว่าระบบควบคุมเครื่องยนต์มีการลดทอนกำลังลงเล็กน้อย ทำให้จังหวะการส่งกำลังต่อเนื่องขาดตอนไป หากไม่มีการชะลอตัวนี้ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. จะดีขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ตัวเลขควรจะอยู่ที่ราว 11.6-11.7 วินาที ส่วนรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ควรจะทำได้ราว 12 วินาทีปลายๆ ใกล้เคียงกับ Ford Ranger 2.2 ลิตร รุ่นก่อน
ความเร็วสูงสุด: การไต่ระดับที่น่าสนใจ
การไต่ระดับความเร็วสูงสุดของ Ford Everest 3.2 ลิตร 4×4 เป็นไปอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วง 140-150 กม./ชม. หลังจากนั้น การเร่งความเร็วจะช้าลง และมักจะหยุดนิ่งที่ประมาณ 160 กม./ชม. การจะทำความเร็วให้สูงกว่านี้ อาจต้องอาศัยทางลงเนินเพื่อช่วยส่ง ส่งผลให้เข็มความเร็วสูงสุดไปหยุดนิ่งที่ 185 กม./ชม.
ขณะที่รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ทำความเร็วได้ตามคาด เข็มความเร็วจะไต่ระดับขึ้นอย่างเนิบนาบแต่ต่อเนื่อง จนถึง 160 กม./ชม. หากต้องการความเร็วสูงกว่านี้ อาจต้องใช้ระยะเวลาในการแช่คันเร่งเป็นเวลานานหลายกิโลเมตร กว่าจะไต่ขึ้นไปถึง Top Speed ที่ 181 กม./ชม. ได้อย่างทุลักทุเล
ข้อควรจำ: เราไม่สนับสนุนให้ผู้อ่านทดลองทำความเร็วสูงสุดด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายจราจร การทดสอบนี้ดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น และดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด
การขับขี่ในสถานการณ์จริง: พละกำลังที่ “แรงสมตัว”
ทั้งเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ของ Everest ให้สัมผัสการขับขี่ที่ “แรงสมตัว” แม้ว่ารุ่น 3.2 ลิตร จะมีตัวเลขแรงม้าถึง 200 แรงม้า แต่เมื่อต้องแบกน้ำหนักตัวรถกว่า 2.5 ตัน ทำให้พละกำลังอาจไม่หวือหวาเท่าคู่แข่งอย่าง Chevrolet Trailblazer หรือ Mitsubishi Pajero Sport รุ่นใหม่ แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ คิดเสียว่าแรงม้าที่เพิ่มขึ้นมาถูกนำไปชดเชยกับน้ำหนักที่มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในบางจังหวะ เมื่อเหยียบคันเร่งจนสุดเพื่อเร่งแซง โดยเฉพาะในสภาพการขับขี่ที่ความเร็วต่ำในเมือง หรือบนทางด่วน หากมีการถอนคันเร่งกะทันหัน ระบบลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้าอาจมีการหน่วงการทำงานเล็กน้อย ทำให้ตัวรถมีอาการกระโจนไปข้างหน้าเล็กน้อย คล้ายคลึงกับรถยนต์เกียร์ CVT
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 อัตราเร่งในการใช้งานจริงในเขตเมืองไม่ได้อืดอาดอย่างที่ตัวเลขบนสเปกอาจบ่งชี้ แม้แต่รถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กบางคันก็ยังต้องบิดคันเร่งมากกว่าปกติเพื่อที่จะเร่งแซงขึ้นมาขนาบข้างได้
เพื่อการขับขี่ที่ฉับไวขึ้นสำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องเร่งแซงอย่างเร่งด่วน การเหยียบคันเร่งให้ลึกเกินครึ่งระยะ อาจกระตุ้นให้ระบบคำนวณและจ่ายเชื้อเพลิงได้เร็วขึ้น ทำให้อัตราเร่งต่อเนื่องดีเกินคาด
การเก็บเสียงในห้องโดยสาร: มาตรฐานใหม่ของ SUV/PPV
Ford Everest ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในด้านการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร ถือเป็นหนึ่งในจุดเด่นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV การได้ยินเสียงลมที่ไหลผ่านยางขอบประตูจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วถึง 140 กม./ชม. ขึ้นไป
ความเงียบสงบนี้ นอกจากจะมาจากการใช้วัสดุซับเสียงคุณภาพสูงแล้ว Ford ยังนำเทคโนโลยี Active Noise Cancellation มาติดตั้งใน Everest ทุกรุ่น
หลักการทำงานของระบบนี้คือ ไมโครโฟน 3 จุด (ด้านหน้า 2 จุด, ด้านหลัง 1 จุด) จะทำการรับฟังเสียงรบกวนภายนอก แล้วส่งข้อมูลไปยังหน่วยประมวลผล เพื่อสร้างคลื่นเสียงที่มีความถี่ตรงกันข้ามมาหักล้างกับเสียงรบกวนเหล่านั้นผ่านลำโพงของชุดเครื่องเสียง
แม้ว่าห้องโดยสารจะเงียบสงบลงอย่างชัดเจน แต่มีข้อสังเกตเล็กน้อยเกี่ยวกับเสียงพูดของผู้โดยสารที่อาจมีเสียงสะท้อน (Echo) เล็กน้อย ซึ่งคล้ายกับการพูดในห้องที่เก็บเสียงได้ดีมาก แต่ยังมีการสะท้อนอยู่บ้าง นอกจากนี้ ผู้โดยสารบางท่านอาจรู้สึกหูอื้อเล็กน้อย คล้ายอาการหูอื้อเมื่อเครื่องบินขึ้น ซึ่งไม่รุนแรงนัก
คำแนะนำ: ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรนำสมาชิกในครอบครัวไปทดลองนั่งและขับขี่ เพื่อประเมินว่าอาการดังกล่าวจะก่อให้เกิดความรำคาญหรือไม่
ระบบบังคับเลี้ยว: การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
Ford เป็นผู้ผลิตรายแรกที่นำระบบบังคับเลี้ยวแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS) มาใช้ในรถยนต์ SUV/PPV ในประเทศไทยและทั่วโลก เหตุผลหลักคือเพื่อรองรับระบบช่วยจอด Parking Assist ซึ่งต้องการการควบคุมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยให้ความรู้สึกเบา แต่ยังคงมีแรงต้านมืออยู่บ้างในระดับที่เทียบเคียงได้กับ BMW X5 รุ่นใหม่
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: พวงมาลัยมีน้ำหนักเบาอย่างมาก จนสามารถหมุนได้ด้วยนิ้วชี้ ซึ่งอาจต้องใช้การเกร็งนิ้วเล็กน้อย เบากว่ารุ่น 3.2 ลิตร ประมาณ 5-10%
เมื่อใช้ความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยของทั้งสองรุ่นจะหนืดขึ้น แต่ค่อนข้างน้อยในรุ่น 3.2 ลิตร และน้อยมากในรุ่น 2.2 ลิตร จุดเด่นคือการเซ็ตระยะฟรีและความรู้สึกตรงกลาง (On-centre feeling) ทำได้ดี แม่นยำ และมีความต่อเนื่องในการหมุน (Linear) ในระดับที่ SUV ทั่วไปพึงมี
ข้อสังเกต: พวงมาลัยของรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ถูกเซ็ตมาให้เบาเกินไปเล็กน้อย การเพิ่มน้ำหนักให้หนืดขึ้นอีกเล็กน้อย ทั้งในช่วงความเร็วต่ำและสูง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น
รัศมีวงเลี้ยว: 5.85 เมตร ถือว่ากว้างไปเล็กน้อยสำหรับการเลี้ยวกลับรถบนถนน 4 เลน อาจต้องเผื่อวงเลี้ยว หรือกินเลนฝั่งซ้ายเพิ่มเล็กน้อยเพื่อความปลอดภัย
ระบบช่วงล่าง: ความหนักแน่นและความมั่นคง
ด้านหน้า: ระบบกันสะเทือนแบบอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone) พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง
ด้านหลัง: ระบบกันสะเทือนแบบคอยล์สปริง พร้อมวัตต์ลิงค์ (Watt’s Linkage) และเหล็กกันโคลง
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ในช่วงความเร็วต่ำ ช่วงล่างที่เซ็ตมาในแนวหนักแน่นจะส่งแรงสะเทือนจากพื้นผิวถนนขึ้นมาให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน แต่ไม่ถึงกับสะเทือนรุนแรงนัก แม้จะใช้ล้อขนาด 20 นิ้ว เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากน้ำหนักตัวรถที่มาก ช่วยกดอาการดีดเด้งไว้ได้
เมื่อใช้ความเร็วเดินทางหรือความเร็วสูง รุ่น 3.2 ลิตร ให้ความมั่นใจสูงมาก ช่วงล่างยังคงความนิ่ง หนักแน่น มั่นคง ยึดเกาะถนนได้ดีที่สุดในกลุ่ม อาการช่วงล่างด้านหลังดีดเด้งน้อยมาก
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ช่วงล่างมีความแน่นหนึบ แต่ยังคงมีการสะเทือนจากฝาท่อ รอยต่อถนน หรือพื้นผิวขรุขระ ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรับรู้ได้อยู่บ้าง ไม่ได้ซับแรงสะเทือนได้เนียนเท่า Pajero Sport แต่ก็ดีกว่าในรุ่น 3.2 ลิตร
การเข้าโค้ง: Everest สามารถเข้าโค้งต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ โดยตัวเลขความเร็วที่ทำได้ในโค้งต่างๆ บนทางด่วน สะท้อนถึงศักยภาพของช่วงล่างได้เป็นอย่างดี
การเปรียบเทียบกับคู่แข่ง:
Pajero Sport: นุ่มนวลกว่าในเมือง หรือเมื่อขับผ่านพื้นผิวขรุขระ
MU-X: เซ็ตมาให้นุ่ม แต่ช่วงล่างด้านหลังยังแอบมีอาการดีดเด้ง
Trailblazer: ช่วงล่างหนึบกว่า MU-X เล็กน้อย
Fortuner: ช่วงล่างแข็งและสะเทือนที่สุดในกลุ่ม
สรุป: ช่วงล่างของ Everest 3.2 ลิตร ถือว่าเซ็ตมาได้ดีที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทย
ข้อสังเกต: รุ่น 2.2 ลิตร Titanium 4×2 (ล้อ 18 นิ้ว) เนื่องจากน้ำหนักตัวรถที่เบากว่า อาจมีอาการโยนตัวเมื่อลงคอสะพาน หรืออาการดีดเด้งเพิ่มขึ้นจากรุ่น 3.2 ลิตร เล็กน้อย
ระบบเบรก: ประสิทธิภาพที่วางใจได้
ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ คู่หน้าพร้อมครีบระบายความร้อน เสริมด้วยระบบ ABS, EBD, BA, ESP, Traction Control และระบบช่วยเหลืออื่นๆ เช่น Roll Over Mitigation, Hill Descent Control (เฉพาะรุ่น 3.2 ลิตร 4×4), Hill Launch Assist, Trailer Sway Control
แป้นเบรก: มีระยะเหยียบยาวและลึก การตอบสนองนุ่มนวล ให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับรถยนต์ Mercedes-Benz ยุคก่อน การเบรกในสภาพการจราจรติดขัดทำได้อย่างนุ่มนวล และให้ความมั่นใจในการชะลอความเร็วจากย่านความเร็วสูง โดยไม่มีอาการ Fade
ข้อเสนอแนะ: การปรับปรุงการตอบสนองของแป้นเบรกให้ Linear ขึ้นตั้งแต่เริ่มแตะ อาจช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น
ความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety): เทคโนโลยีล้ำสมัย
Ford Everest รุ่น Titanium+ (ทั้ง 2.2 ลิตร 4×2 และ 3.2 ลิตร 4×4) อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญ:
Adaptive Cruise Control: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันตามคันหน้า พร้อมระบบเตือนและลดความเร็วอัตโนมัติเมื่อตรวจจับรถคันหน้า
Collision Mitigation: ระบบเตือนเมื่อเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป แต่ไม่ช่วยเบรก
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกจากเลน และระบบช่วยประคองพวงมาลัยให้รถกลับเข้าเลน
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบตรวจจับรถในจุดอับสายตาจาก Volvo
Active Park Assist: ระบบช่วยจอดรถแบบอัตโนมัติ (Parallel Parking)
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง
ความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety): การปกป้องขั้นสูงสุด
มาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (รุ่น 3.2 Titanium+ เพิ่มถุงลมนิรภัยหัวเข่าคนขับ รวมเป็น 7 ตำแหน่ง) เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 7 ที่นั่ง จุดยึดเบาะ ISOFIX ระบบ Emergency Stop Signal (ESS)
Everest ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ANCAP และคะแนนสูงสุดด้านความปลอดภัยผู้โดยสารผู้ใหญ่จาก ASEAN NCAP
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ยอมรับในข้อจำกัด
เป็นที่เข้าใจได้ว่า รถยนต์ SUV/PPV ที่มีน้ำหนักตัวมาก ย่อมไม่สามารถประหยัดน้ำมันได้เทียบเท่ารถยนต์ Eco Car การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน:
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: 11.16 กม./ลิตร (ระยะทาง 92.1 กม. ใช้น้ำมัน 8.25 ลิตร)
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: 12.59 กม./ลิตร (ระยะทาง 92.8 กม. ใช้น้ำมัน 7.37 ลิตร)
ตัวเลขนี้ถือว่ายอมรับได้สำหรับรถยนต์ในพิกัดนี้
ระยะทางต่อการเติมน้ำมัน 1 ถัง:
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ประมาณ 700 กม.
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ประมาณ 450 กม. (ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่)
ปัญหาประจำรุ่น (Defect) และการแก้ไข:
ตลอดระยะเวลาที่ Ford Everest ออกสู่ตลาด มีรายงานปัญหา Defect เข้ามาบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ รวมถึง:
ไฟไหม้ที่ออสเตรเลีย: เกิดจากการประกอบขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่นหนา ปัจจุบัน Ford ได้กำชับให้ใส่ใจในกระบวนการผลิตมากขึ้น
แป้นคันเร่งสะเทือน: สามารถแก้ไขได้โดยการอัปเกรด Firmware ของกล่องควบคุมเครื่องยนต์และเกียร์
ปัญหาระบบไฟฟ้า: อาจแสดงสัญญาณเตือนต่างๆ หากเกิดปัญหา ควรดับเครื่องยนต์และสตาร์ทใหม่ หากไม่หายให้นำเข้าศูนย์บริการ
เสียงกระพือบริเวณหลังคา Panoramic Sunroof: ปัญหาที่พบในล็อตแรกๆ ปัจจุบันได้รับการแก้ไขในรถยนต์รุ่นใหม่
สติกเกอร์บริเวณเพลาขับหลัง: ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากพนักงานลืมดึงออกก่อนส่งมอบรถ สามารถแก้ไขได้ง่ายโดยการลอกออก
EGR: อาจมีไฟเตือนรูปประแจขึ้น ต้องนำเข้าศูนย์บริการเพื่อทำความสะอาด
CKP Sensor: ปัญหาที่ทำให้เครื่องยนต์สวิงหรือดับในรุ่นที่ผลิตก่อนเดือนเมษายน 2016 Ford ได้เปลี่ยนอะไหล่ชิ้นนี้แล้ว
ซีลเดือยหมู/เฟืองท้าย: หากพบคราบ ควรให้ช่างเช็ดทำความสะอาดและสังเกตการณ์อีกครั้ง
ช่องเสียบปลั๊กไฟ 220V: มีรายงานฟิวส์ขาดและกลิ่นไหม้
หน้าจอ MMonitor: อาจมีอาการค้าง สามารถแก้ไขได้ด้วยการรีบูตระบบ
สรุป: “Poorman’s Range Rover” ที่สมบูรณ์แบบในหลายมิติ
Ford Everest ถือเป็น SUV/PPV ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้นโยบาย Global Car ของ Ford โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างรถยนต์ที่สามารถขายได้ทั่วโลก และอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย
จุดเด่นที่เหนือกว่าคู่แข่ง:
อุปกรณ์ความปลอดภัย Hi-Tech: ล้ำหน้ากว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
ช่วงล่างที่หนักแน่นและมั่นคง: โดยเฉพาะรุ่น 3.2 ลิตร
การขับขี่ในช่วงความเร็วสูง: หนักแน่น มั่นคง และให้ความมั่นใจสูงสุด
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ถ่ายทอดเทคโนโลยีมาจาก Land Rover
ภายในห้องโดยสาร: หรูหรา สะดวกสบาย เทียบเคียง Range Rover
ข้อควรปรับปรุง:
น้ำหนักตัวรถ: ส่งผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
น้ำหนักพวงมาลัย: ควรหนืดขึ้นเล็กน้อยในรุ่น 2.2 ลิตร
แป้นเบรก: ควรตอบสนองเร็วขึ้นในช่วงแรก
มาตรวัดรอบเครื่องยนต์: ขนาดเล็กเกินไป อ่านยาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: ยากลำบากกว่ารุ่นเดิม
ระบบไฟฟ้า: ความซับซ้อนอาจส่งผลต่อการซ่อมบำรุงในระยะยาว
รุ่นย่อยที่คุ้มค่าที่สุด:
2.2 Titanium+ 4×2 6AT: ให้ความคุ้มค่าสูงสุดในราคาที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นพื้นฐานประมาณ 200,000 บาท แต่ได้ออปชันที่ใกล้เคียงรุ่นท็อป
3.2 Titanium+ 4×4 6AT: เป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลสำหรับผู้ที่ต้องการระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และมีงบประมาณเพียงพอ
ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม: บริการหลังการขาย
แม้ว่า Ford Everest จะมีศักยภาพที่โดดเด่น แต่ปัญหาบริการหลังการขายของ Ford ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แม้จะมีความพยายามในการปรับปรุง แต่ยังคงมีเสียงบ่นจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยหลายประการ ตั้งแต่ Defect ของตัวรถ การบริหารจัดการของดีลเลอร์ ไปจนถึงการตอบสนองของสำนักงานใหญ่
คำแนะนำสุดท้าย:
Ford Everest เป็นรถยนต์ที่มีศักยภาพสูงมาก และสามารถกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด SUV/PPV ได้ หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และความสบายในการเดินทาง การตัดสินใจเลือก Ford Everest คือก้าวสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบรุ่นย่อย และพิจารณาถึงปัจจัยด้านบริการหลังการขายอย่างรอบคอบ เพื่อให้การเป็นเจ้าของ Ford Everest เป็นประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจอย่างแท้จริง
หากคุณพร้อมแล้วที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ และต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกซื้อ Ford Everest ในแบบที่คุณต้องการ เชิญติดต่อตัวแทนจำหน่าย Ford ใกล้บ้านคุณ หรือเข้ามาพูดคุยกับเราเพื่อรับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สูงสุด

