ประเทศไทย ก้าวสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า: GWM วางรากฐานการผลิตแบตเตอรี่ เปิดศักราชใหม่แห่งอุตสาหกรรม EV
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้ประจักษ์ถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะการผงาดขึ้นของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งกำลังปฏิวัติการเดินทางของเรา การลงทุนครั้งสำคัญของ Great Wall Motor (GWM) ในประเทศไทย ด้วยเม็ดเงินกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อก่อตั้งโรงงานประกอบแบตเตอรี่ EV และเริ่มสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นกะทัดรัดในปีหน้า ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของภูมิภาค
GWM: พันธมิตรรายใหม่ ขับเคลื่อนอนาคต EV ไทย
การประกาศแผนลงทุนครั้งนี้ของ GWM ไม่ใช่เพียงแค่ข่าวสารด้านธุรกิจ แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทจีนยักษ์ใหญ่รายนี้ในการเข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาด EV ไทย คุณณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ GWM ประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของบริษัท ที่ไม่เพียงแต่จะตั้งโรงงานประกอบแบตเตอรี่เท่านั้น แต่ยังพิจารณาถึงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทยอีกด้วย การลงทุนด้าน R&D นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะจะช่วยให้ GWM สามารถพัฒนาแบตเตอรี่ที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรถกระบะ ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างสูงในประเทศไทย
การลงทุนนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลไทยในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค แผนยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ที่มีเป้าหมายในการเปลี่ยนสัดส่วนการผลิตรถยนต์ 30% จาก 2.5 ล้านคันต่อปี ให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2573 นั้น กำลังได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษี หรือการให้เงินอุดหนุน ซึ่ง GWM จะได้รับประโยชน์จากมาตรการเหล่านี้อย่างแน่นอน
Ora Good Cat: ความสำเร็จที่จุดประกาย ความหวังสำหรับอนาคต
ความสำเร็จของ GWM ในตลาดไทยนั้นเริ่มต้นจากการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า Ora Good Cat ในช่วงปลายปี 2565 รถรุ่นนี้ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม จนกลายเป็นหนึ่งในรถยนต์ EV ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย ราคาจำหน่ายรุ่นเริ่มต้นที่ 828,500 บาท หลังจากได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐถึง 230,500 บาท ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น
คุณณรงค์ ได้ยืนยันว่า GWM มีแผนที่จะเริ่มผลิต Ora Good Cat ในประเทศไทยในปีหน้า ควบคู่ไปกับการเฟ้นหาแหล่งผลิตชิ้นส่วนในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบตเตอรี่ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้ GWM สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไทยได้อย่างสมบูรณ์ และยังเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ภายในประเทศอีกด้วย
โรงงานแบตเตอรี่: หัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม EV
โรงงานประกอบแบตเตอรี่ EV ของ GWM คาดการณ์ว่าจะมีการลงทุนมูลค่าระหว่าง 500 ถึง 1,000 ล้านบาท การตัดสินใจในรายละเอียดของขนาดโรงงานนั้นจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการอัปเกรดโรงงานเพื่อรองรับการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ในอนาคต ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ
“เราอาจกลายเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ที่ได้ทำสัญญากับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ อีกเช่นกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของโรงงานแบตเตอรี่” คุณณรงค์ กล่าวเสริม สิ่งนี้บ่งชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของ GWM ที่จะก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายสำคัญในภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุปทาน EV ทั้งหมดในประเทศไทย
ภูมิทัศน์การแข่งขัน: บทบาทของ GWM ท่ามกลางผู้เล่นเดิม
แม้ว่า GWM และ BYD จากประเทศจีนจะทุ่มงบประมาณมหาศาลในการลงทุนในประเทศไทย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Toyota Motor และ Isuzu Motor ยังคงเป็นผู้นำตลาดในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถกระบะ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดเมื่อปีที่ผ่านมา การเข้ามาของ GWM จึงเป็นการเพิ่มมิติใหม่ให้กับตลาด EV ไทย และเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ เร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง
Audi: ฉลอง 40 ปี Audi Sport ด้วยรุ่นพิเศษ เสริมแกร่งสาย High Performance
ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด อุตสาหกรรมรถยนต์สมรรถนะสูง (High Performance) ก็ยังคงมีกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่เหนียวแน่น Audi ประเทศไทย ภายใต้การนำของ คุณกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ได้เปิดตัวรุ่นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวาระสำคัญ
Audi TT RS Heritage Thailand Limited Edition: ตำนานบทใหม่บนถนนไทย
กระแสตอบรับอันดีเยี่ยมจากกลุ่ม Audi Fan ในประเทศไทย ส่งผลให้ยอดขายของ Audi TT Family ในปี 2565 สามารถขึ้นเป็นอันดับ 6 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากญี่ปุ่น ตอกย้ำความสำเร็จดังกล่าว ควบคู่ไปกับการเปิดตัว Audi TT Coupé Final Icon Black ต้นปี 2566 ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ส่งผลให้ยอดขาย Audi TT Family ของ Audi ประเทศไทย ขึ้นเป็นอันดับ 5 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชีย
เพื่อเป็นการตอบสนองความชื่นชมของ Audi Fan ทั่วโลก AUDI AG และ Audi ประเทศไทย จึงได้ทุ่มเทเวลากว่า 2 ปี ในการสร้างสรรค์โปรเจกต์สุดพิเศษสำหรับ Icon Model ระดับตำนาน นั่นคือ “TT RS Heritage Thailand Exclusive Edition” ซึ่งเป็นรถลิมิเต็ด อิดิชั่น ผลิตทั่วโลกเพียง 25 คันเท่านั้น
40 ปี Audi Sport: มรดกแห่งสมรรถนะ
ปี 2566 เป็นวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี ของ Audi Sport Sub-brand ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้พัฒนารถยนต์กลุ่ม High-Performance ที่ไร้ขีดจำกัดทั้งด้านสมรรถนะและการออกแบบที่สปอร์ต โดดเด่น ตั้งแต่ปี 1983 เป็นต้นมา Audi Sport ได้สร้างประวัติศาสตร์อันยาวนานทั้งบนท้องถนนและในสนามแข่ง TT RS ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่มีความสำคัญภายใต้การพัฒนาของ Audi Sport
Audi TT ก้าวสู่ปีที่ 25 นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1998 ได้กลายเป็นสปอร์ตไอคอนที่ครองใจแฟน Audi ทั่วโลก ด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ และสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ ปัจจุบัน TT ได้พัฒนามาถึงเจเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ยอดเยี่ยมที่สุด
TT RS Heritage Thailand Limited Edition: ความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร
รถยนต์รุ่นพิเศษนี้มาพร้อมราคา 5,899,000 บาท Audi ประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชียที่ได้รับสิทธิ์ในการเปิดตัวรถรุ่นนี้ใกล้เคียงกับการเปิดตัวทั่วโลก รถยนต์ตระกูล RS ที่มีรากฐานอันแข็งแกร่งจาก Audi Sport กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศไทย โดยปัจจุบันมีรุ่นย่อย 11 รุ่น จาก 9 รูปแบบตัวถังในกลุ่ม High Performance และมีผลิตภัณฑ์รวมทั้งสิ้น 41 รุ่นย่อย จาก 20 รูปแบบตัวถัง
TT RS Heritage Thailand Limited Edition นำเสนอความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร ด้วยสีภายนอก Exclusive Colors ที่จับคู่กับสีภายในถึง 5 แบบ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสีที่เคยใช้ในรุ่น Ur-Quattro อันเป็น Iconic Model ในช่วงทศวรรษ 1980s ที่เคยได้รับรางวัล Rally Champion ได้แก่ Alpine White, Helios Blue, Stone Grey, Tizian Red และ Malachite Green
มาพร้อมชุดแต่ง Black Edition รอบคัน เพื่อลุคที่ดุดัน เสริมด้วย RS spoiler แบบ Winglets ที่เพิ่มประสิทธิภาพแอโรไดนามิกส์ และล้อลายพิเศษแบบ 5 ก้าน Anthracite Black diamond-turned ขนาด 20 นิ้ว
สมรรถนะการขับขี่: DNA แห่งรถแข่ง
ขุมพลังของ TT RS Heritage Thailand Limited Edition คือเครื่องยนต์ 5 สูบ 20 วาล์ว พละกำลัง 400 แรงม้า ซึ่งได้รับรางวัล International Engine of the Year Awards ถึง 9 สมัยติดต่อกัน สะท้อน DNA ของ Audi ได้อย่างชัดเจน ช่วงล่าง Audi Magnetic ride สามารถปรับความแข็งอ่อนของโช๊คอัพได้อย่างอิสระ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน และการควบคุมที่มั่นใจได้
Audi TT Coupé Story: วิวัฒนาการแห่งไอคอน
Audi TT เปิดตัวครั้งแรกในปี 1995 ที่งาน Frankfurt Motor Show และกลายเป็นไอคอนสปอร์ตไอคอน ด้วยดีไซน์ที่ร่วมสมัยเหนือกาลเวลา เส้นสายที่โดดเด่น ทำให้ TT เป็นที่รักของนักเลงรถทั่วโลก
เจเนอเรชั่นที่ 2 เปิดตัวในปี 2006 นำเสนอการผสมผสานงานประกอบอลูมิเนียม ความ Dynamic ในการขับขี่ เทคโนโลยีเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ และช่วงล่าง Audi Magnetic Ride ได้ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น ในปี 2009 Audi TT RS เปิดตัวพร้อมเครื่องยนต์ 5 สูบแถวเรียง 340 แรงม้า สร้างมาตรฐานใหม่ด้านสมรรถนะ
เจเนอเรชั่นที่ 3 ในปี 2014 มาพร้อมรูปลักษณ์ที่สปอร์ต ปราดเปรียว และเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น Audi Virtual Cockpit ฝาถังน้ำมันทรงกลมที่เป็นเอกลักษณ์ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน
RS 4 Avant Competition & RS 5 Coupé Competition: สุดยอดยนตรกรรม High Performance
Audi ประเทศไทย ยังได้เปิดตัวรุ่น RS 4 Avant Competition และ RS 5 Coupé Competition พร้อมกับสี Exclusive Color ในกลุ่ม RS Series ยกระดับมาตรฐานรถยนต์ Performance ให้สูงขึ้นไปอีกขั้น
RS 4 Avant Competition: สเตชั่นแวกอนอัจฉริยะ
RS 4 Avant Competition คือสเตชั่นแวกอน Avant อันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi ที่ผสมผสานความสปอร์ตสมรรถนะสูง พลัง และความประณีต ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro แบบไดนามิก มอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าจดจำ เสมือนอยู่ในสนามแข่ง
มาพร้อมดีไซน์ที่ร้อนแรงยิ่งขึ้น ล้อขนาด 20 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ Audi Sport สีดำ Phantom black และสีทูโทน พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงแบบ RS ชุดแต่งภายนอก Glossy Black RS พร้อมตกแต่ง Audi Ring และชื่อรุ่นด้วยสี Glossy Black ระบบท่อไอเสีย RS Sports plus สี Matt Black ส่งเสียงคำรามเร้าใจ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V6 biturbo 450 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม.
ภายในตกแต่งอย่างพิถีพิถัน เบาะนั่งคู่หน้า RS Sports แบบ honeycomb ด้ายสีแดง เบาะหลังหุ้มหนัง Fine Nappa ห้องโดยสารลาย Matte Carbon Twill ไฟ Ambient light 30 เฉดสี พวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัดหุ้ม Alcantara พร้อมสัญลักษณ์ RS จอ Virtual cockpit 12.3 นิ้ว และระบบ MMI Navigation plus 10.1 นิ้ว ระบบเสียง Bang & Olufsen
ราคาจำหน่าย RS 4 Avant competition อยู่ที่ 6,499,000 บาท สำหรับสีมาตรฐาน และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 300,000 บาทสำหรับสีสั่งพิเศษ
RS 5 Coupé Competition: นิยามแห่งความสปอร์ต
RS 5 Coupé Competition นำเสนอพลังที่พร้อมจุดประกายได้ทุกเมื่อ การออกแบบที่แม่นยำของ Audi Sport สะท้อนทั้งประสิทธิภาพและความสวยงาม รูปลักษณ์ภายนอกผสมผสานความสปอร์ตในสไตล์ Coupé เข้ากับความหรูหราได้อย่างแนบเนียน
เครื่องยนต์เบนซิน V6 biturbo 450 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro อัจฉริยะ
ห้องโดยสารลุคสปอร์ตเต็มขั้น เบาะนั่งคู่หน้า RS Sports เบาะหลังหุ้มหนัง Fine Nappa คอนโซลกลางหุ้ม Alcantara สีดำ ไฟ Projector LED แบบ RS Competition ที่ประตูหน้า-หลัง ห้องโดยสารลาย Matte Carbon Twill ไฟ Ambient light 30 เฉดสี พวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัดหุ้ม Alcantara จอ Virtual cockpit 12.3 นิ้ว และระบบ MMI Navigation plus 10.1 นิ้ว ระบบเสียง Bang & Olufsen
ราคาจำหน่าย RS 5 Coupé competition อยู่ที่ 6,599,000 บาท สำหรับสีมาตรฐาน และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 300,000 บาทสำหรับสีสั่งพิเศษ
Ora Grand Cat: รถยนต์ไฟฟ้าที่น่าจับตามอง
นอกเหนือจากรถยนต์สมรรถนะสูง Ora Grand Cat คืออีกหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าจับตามอง ด้วยสเปคที่สามารถวิ่งได้ไกลถึง 705 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เทคโนโลยี และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน Ora Grand Cat เตรียมเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยสเปคที่เปิดตัวล่าสุดใน Auto Shanghai 2023 มีรายละเอียดดังนี้
สเปค Ora Grand Cat:
ขนาดตัวถัง: ยาว 4871 มม., กว้าง 1862 มม., สูง 1500 มม., ฐานล้อ 2870 มม.
รุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว: กำลัง 201 แรงม้า, แรงบิด 340 นิวตัน-เมตร, แบตเตอรี่ Lithium Iron Phosphate วิ่งได้ 705 กม./ชาร์จ (CLTC), ขับเคลื่อน 2 ล้อ, ชาร์จ DC 30-80% ใน 30 นาที
รุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าคู่: กำลัง 402 แรงม้า, แรงบิด 680 นิวตัน-เมตร, อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที, แบตเตอรี่ Ternary Lithium วิ่งได้ 600 กม./ชาร์จ (CLTC), ขับเคลื่อน 4 ล้อ, ชาร์จ DC 30-80% ใน 30 นาที
เทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย Ora Grand Cat:
Ora Grand Cat มาพร้อมเทคโนโลยีที่น่าสนใจ อาทิ มือจับประตูแบบซ่อนอัจฉริยะ, ไฟหน้าอัตโนมัติ, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้าพร้อมระบบไล่ฝ้าและพับอัตโนมัติ, ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ, ประตูแบบไร้กรอบ, ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านลม 0.22Cd เพื่อประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน
ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ORA-PILOT 3.0 พร้อมเซ็นเซอร์อัจฉริยะ 28 ตัว, กล้อง ADAS, เรดาร์คลื่น 5 มม., เรดาร์อัลตราโซนิก 12 ตัว, กล้องมองภาพรอบทิศทาง 4 ตัว, กล้องจดจำใบหน้า 3 มิติ, แผนที่ความแม่นยำสูงผ่านดาวเทียม 5G
ความปลอดภัยระดับเยี่ยม:
Ora Grand Cat ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยที่เหนือกว่ามาตรฐาน ด้วยการทดสอบการตกจากที่สูง 6 เมตร การหมุนกลางอากาศ และการกระแทกพื้นอย่างรุนแรง ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าแบตเตอรี่ถูกปิดการทำงานด้วยไฟฟ้าแรงสูงทันทีโดยไม่มีการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์ โครงสร้างตัวถังไม่บุบสลาย ห้องโดยสารยังคงสภาพเดิม ถุงลมนิรภัยทำงานตามปกติ และระบบ E-CALL ยังคงใช้งานได้ ซึ่งยืนยันถึงความปลอดภัยระดับสูงของ Ora Grand Cat
Hyundai i30 N: สัมผัส DNA รถแข่งบนถนนจริง
ผมมีโอกาสได้สัมผัสประสบการณ์ Driving Experience 2023 ของ Hyundai Motor ที่สนาม Ricardo Tormo เมือง Valencia ประเทศสเปน และได้ทดลองขับ Hyundai i30 N แฮตช์แบ็กสายพันธุ์ดุ ที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาสู่รถยนต์ใช้งานทั่วไป
Hyundai i30 N: ประสิทธิภาพจากสนามสู่ท้องถนน
Hyundai Motor ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 3 ของโลก มีธุรกิจที่แข็งแกร่งในยุโรป โดยเฉพาะรุ่น SUV อย่าง Tucson และ Kona รวมถึงกลุ่มแฮตช์แบ็กอย่าง i20 และ i30 กิจกรรม Driving Experience ที่จัดขึ้นเป็นประจำทั่วโลก เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและการรับรู้แบรนด์
ผมและผู้สื่อข่าวจากภูมิภาคอาเซียน ได้มีโอกาสทดลองขับ Hyundai i30 N ตัวถังแฮตช์แบ็ก แม้ Hyundai Mobility ประเทศไทย ยังไม่มีแผนทำตลาดรุ่นนี้ แต่การได้สัมผัสรถสมรรถนะสูงตระกูล N Brand ถือเป็นโอกาสอันดี
สมรรถนะเครื่องยนต์และการขับขี่:
Hyundai i30 N เป็นรถ Hot Hatch ที่ได้รับการปรับแต่งสมรรถนะอย่างเข้มข้น ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร Direct Injection Turbo 280 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์ดูอัลคลัตช์ 8 สปีด มาพร้อมชุดแอโรพาร์ตรอบคัน ช่วงล่างที่ปรับปรุงใหม่ และล้ออัลลอยด์ Forged ขนาด 19 นิ้ว
ตลอดการทดสอบที่สนาม Ricardo Tormo เราได้ฝึกฝนทักษะการขับขี่ผ่านสถานีต่างๆ อาทิ การเบรกทางตรงและทางโค้ง, Lane Change, Gymkhana และ J-Turn การฝึกฝนเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจขีดจำกัดของรถ และเรียนรู้วิธีการควบคุมในสถานการณ์ฉุกเฉิน
บทสรุป:
การลงทุนของ GWM ในประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเป็นส่วนสำคัญของอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค ขณะที่ Audi ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์สมรรถนะสูง ด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษเพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าเฉพาะ การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังทวีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะนำมาซึ่งทางเลือกที่หลากหลายและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค
สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า หรือกำลังมองหารถยนต์สมรรถนะสูงที่มอบประสบการณ์การขับขี่อันน่าตื่นเต้นถึงขีดสุด การติดตามความเคลื่อนไหวของแบรนด์เหล่านี้ และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีล่าสุด จะเป็นก้าวสำคัญในการตัดสินใจเลือกยนตรกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้อย่างแท้จริง การเดินทางสู่อนาคตแห่งการขับขี่ที่ยั่งยืนและเปี่ยมด้วยสมรรถนะ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในประเทศไทย.

