ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย ปี 2024: ทิศทาง, สถิติ และโอกาสการเติบโต
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด แม้ว่าอัตราการเติบโตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) อาจจะยังไม่พุ่งแรงเท่ารถยนต์ไฮบริด (HEV) ในช่วงที่ผ่านมา แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ความสนใจและการยอมรับรถยนต์ EV ในหมู่ผู้บริโภคชาวไทยมีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ย้อนกลับไปเพียง 4-5 ปีที่แล้ว การพบเห็นรถ EV บนท้องถนนยังถือเป็นเรื่องแปลกตา แต่ในวันนี้ สัดส่วนรถยนต์ EV ใหม่ที่จดทะเบียนเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราก้าวเข้าสู่ปี 2024 นี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการประเมินผลงานและทิศทางของแบรนด์ต่างๆ ในตลาด
วิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนตลาด EV ในปี 2024: ความท้าทายและโอกาส
แม้ว่าภาพรวมจะดูสดใสขึ้น แต่ปี 2023 ต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2024 ตลาดรถยนต์ EV ในประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและปัจจัยด้านการเงินที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ยอดขายที่เคยพุ่งแรงในช่วงก่อนหน้านี้เริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาว ประกอบกับกลยุทธ์การขายปิดยอดของบางแบรนด์ในช่วงปลายปี 2023 ที่อาจสร้างความเข้าใจผิดว่าราคารถ EV จะแพงขึ้นในปี 2024 ยิ่งซ้ำเติมให้ตลาดดูเงียบเหงาลง
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่ว่ากระแสรถ EV จะมาแล้วหายไปนั้น ผมมองว่าไม่ถูกต้องนัก เหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภคที่หันมาใช้รถ EV ในปัจจุบันมีสองกลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มที่ต้องการสัมผัสเทคโนโลยีใหม่และประสบการณ์ขับขี่ที่แตกต่าง และกลุ่มที่มองหาความประหยัดในระยะยาว การประหยัดค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรเป็นปัจจัยที่ดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มหลังนี้ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น หากผู้บริโภคไม่ประสบปัญหาด้านคุณภาพของรถยนต์ การบริการหลังการขาย หรือการบริหารจัดการที่ไม่ดีจากผู้ผลิต พวกเขามีแนวโน้มสูงที่จะไม่กลับไปใช้รถยนต์น้ำมันอีก ดังนั้น โอกาสในการเติบโตของตลาด รถยนต์ไฟฟ้า EV ในประเทศไทยจึงยังมีอยู่แน่นอน เพียงแต่อาจเป็นการเติบโตในอัตราที่เหมาะสมและยั่งยืนมากขึ้น
ภาพรวมสถิติยอดจดทะเบียนรถยนต์ EV ปี 2024 (มกราคม – ตุลาคม)
เพื่อประเมินสถานการณ์จริง ผมได้รวบรวมข้อมูลยอดจดทะเบียนรถยนต์ EV ในประเทศไทยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงตุลาคม 2024 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนการยอมรับและส่วนแบ่งทางการตลาดของแต่ละแบรนด์และรุ่นรถ ข้อมูลนี้มาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือในวงการยานยนต์อย่าง AutolifeThailand.tv ซึ่งติดตามสถิติอย่างต่อเนื่อง
10 อันดับ รถยนต์ EV ยอดนิยมในประเทศไทย ปี 2024
อันดับ 10: MG EP (ยอดสะสม 1,643 คัน)
MG EP ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยยุคแรกๆ ก่อนที่แบรนด์จากจีนจะเข้ามาอย่างเต็มตัว ด้วยรูปทรงแบบ Station Wagon ที่ดูใหญ่และคุ้มค่า ประกอบกับราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ MG EP เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์รถ EV ในช่วงเริ่มต้น ปัจจุบันแม้ว่าจะมีตัวเลือกที่หลากหลายขึ้นในระดับราคาใกล้เคียงกัน แต่ MG EP ก็ยังคงรักษาฐานลูกค้าของตนเองไว้ได้ ด้วยการปรับลดราคาลงมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงดีลการส่งมอบรถจำนวนมากให้กับผู้ให้บริการ Grab EV ทำให้ยอดจดทะเบียนยังคงทรงตัว แม้จะเข้าสู่ช่วงปลายอายุผลิตภัณฑ์แล้วก็ตาม
อันดับ 9: ORA Good Cat (ยอดสะสม 1,835 คัน)
ORA Good Cat ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องจากดีไซน์แบบ Retro-futuristic ที่โดดเด่น ซึ่งดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสไตล์และความเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าในช่วงหลังๆ การแข่งขันด้านราคาจะรุนแรงขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของ GWM ประเทศไทย แต่ ORA Good Cat ก็ยังคงสร้างฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นได้จากการออกแบบที่แตกต่าง การผลิตในประเทศและการใช้แบตเตอรี่สเปกเดียวกันในทุกรุ่นย่อย แม้ราคาอาจไม่หวือหวาเท่าคู่แข่ง แต่ความเชื่อมั่นในแบรนด์และการที่ GWM เคยชูนโยบายไม่แข่งขันเรื่องราคามาก่อน ทำให้ลูกค้าบางส่วนรู้สึกอุ่นใจว่าอาจจะไม่เจอกับภาวะ “ติดดอย” อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูว่าการปรับกลยุทธ์เข้าสู่สงครามราคาของ GWM ในช่วงปลายปี 2023 และต้นปี 2024 จะส่งผลต่อยอดขายในระยะยาวอย่างไร
อันดับ 8: Tesla Model 3 (ยอดสะสม 2,718 คัน)
Tesla Model 3 ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในปี 2024 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ที่ Model Y มักจะมียอดขายที่สูงกว่า ความสำเร็จของ Model 3 ในปีนี้ส่วนหนึ่งมาจากรุ่น Minor Change ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความโดดเด่นชัดเจน ในขณะที่ Model Y เป็นการอัปเกรดส่วนประกอบภายใน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Model 3 ยังคงได้รับความนิยมคือการนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ชาญฉลาด และดีไซน์ที่งดงามราวกับ Concept Car ประกอบกับราคาเริ่มต้นที่สามารถแข่งขันกับรถยนต์น้ำมันในพิกัด D-Segment ได้ ทำให้ผู้บริโภคที่มองหาทั้งสมรรถนะและความทันสมัยเลือก Tesla Model 3 นอกจากนี้ พลังของแบรนด์ Tesla ที่สร้างความเชื่อมั่นในด้านนวัตกรรมและความปลอดภัย ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถรุ่นนี้ยังคงยืนหยัดในตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง
อันดับ 7: Aion Y Plus (ยอดสะสม 3,452 คัน)
Aion Y Plus ถือเป็นรถยนต์ EV ที่เปิดตัวอย่างค่อนข้างสร้างความสับสนในช่วงแรก ทั้งการปรับเปลี่ยนราคาถึง 4 รอบ และประเด็นด้านฟังก์ชันบางอย่าง อย่างไรก็ตาม ด้วยการปรับกลยุทธ์ด้านราคาที่เน้นความคุ้มค่า ประกอบกับตัวรถที่มีข้อดีในหลายด้าน เช่น สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเมื่อเทียบกับรถ EV จีนรุ่นอื่นๆ พื้นที่ภายในที่กว้างขวาง และเบาะนั่งที่สะดวกสบาย โดยเฉพาะรุ่น 410 Premium ที่เปิดตัวในช่วง Motor Show ในราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ Aion Y Plus สามารถสร้างยอดจองและยอดจดทะเบียนได้อย่างน่าพอใจ และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างแบรนด์ GAC AION ในประเทศไทย
อันดับ 6: ChangAn Deepal S07 (ยอดสะสม 4,153 คัน)
ChangAn Deepal S07 ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วด้วยการนำเสนอดีไซน์ SUV ที่เป็นที่ต้องการของตลาดไทย โดยมีราคาใกล้เคียงกับรถยนต์ SUV ขนาดกลางอย่าง CR-V ในรุ่นย่อยเริ่มต้น การเปิดตัวในงาน Motor Expo 2023 ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จุดที่ผู้บริโภคให้การยอมรับคือรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม หรูหรา ขนาดตัวถังใหญ่โต และออปชันที่ครบครัน แม้จะมีข้อสังเกตเล็กน้อยเกี่ยวกับระบบไฟ 400V และช่วงล่างที่อาจจะดูยวบยาบไปบ้าง แต่ด้วยราคาที่ตั้งไว้ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าคุ้มค่า อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มสังเกตถึงความแตกต่างของราคาที่ตั้งในจีนเทียบกับไทย ทำให้ยอดขายเริ่มชะลอตัวลงในช่วงใกล้สิ้นปี จึงมีการจัดแคมเปญพิเศษ “Big Surprise Deal” ที่ให้ส่วนลดค่อนข้างมาก เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปี ต้องรอดูว่าแคมเปญนี้จะส่งผลต่อยอดขายอย่างไร และจะกลับมามีอีกหรือไม่หลังข้ามปี
อันดับ 5: BYD Seal (ยอดสะสม 4,746 คัน)
BYD Seal เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มองหารถยนต์ EV ที่มีสมรรถนะสูง ดีไซน์สวยงาม และมีขนาดเทียบเท่ากับรถยนต์ซีดานระดับ D-Segment อย่าง Accord หรือ Camry แต่ให้พละกำลังที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน แม้ว่าการเซ็ตอัพช่วงล่างอาจจะต้องมีการปรับปรุงเพื่อความสบายในการขับขี่ในบางสภาวะ แต่เมื่อพิจารณาถึงรูปลักษณ์ พลัง และออปชันต่างๆ รวมถึงการที่ BYD ยังคงมีปุ่มควบคุมแบบ Physical สำหรับฟังก์ชันที่จำเป็น ซึ่งถูกใจผู้บริโภคที่ไม่ชอบการควบคุมผ่านหน้าจอสัมผัสเพียงอย่างเดียว ทำให้ BYD Seal กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ยอดขายที่บูมในช่วงปลายปีที่แล้วเกิดจากแรงกระตุ้นของการกลัวราคาขึ้นเมื่อเปลี่ยนปี แต่ก็ไม่ได้มีการปรับราคาขึ้นแต่อย่างใด ยอดขายที่เริ่มแผ่วลงในช่วงใกล้สิ้นปี 2024 ชี้ให้เห็นว่า Accord และ Camry ยังคงแข็งแกร่งในตลาด แต่ BYD Seal ก็ยังคงเป็นรถ EV ที่มีจุดเด่นมากมายและยังไม่มีปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ แม้ว่าความกังวลเรื่อง “ดอย” (การซื้อรถแล้วราคาลดลงอย่างรวดเร็ว) อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนลังเลที่จะซื้อรถ EV ราคาล้านกลางๆ ในค่ายนี้
อันดับ 4: MG 4 ELECTRIC (ยอดสะสม 4,828 คัน)
MG 4 ELECTRIC วางตำแหน่งทางการตลาดได้อย่างน่าสนใจ โดยเจาะกลุ่มลูกค้าที่มองหารถ EV ที่มีช่วงล่างดีเยี่ยม ขับสนุก โดยไม่ต้องปรับแต่งเพิ่มเติม ในขณะที่กลุ่มลูกค้าที่เน้นความคุ้มค่าแบบครบวงจรอาจจะเลือก BYD เป็นหลัก การเปิดตัวรุ่นประกอบในประเทศ (D, X, V Long Range) พร้อมการปรับปรุงหน้าจอสัมผัสและซอฟต์แวร์ระบบความปลอดภัยที่เคยเป็นจุดติ รวมถึงราคาที่ถูกลงอย่างมาก ทำให้ MG 4 ELECTRIC เป็นรถที่มียอดขายสม่ำเสมอและต่อเนื่อง การที่ MG อยู่ในตลาดไทยมานานกว่า 10 ปี และมีการลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถในประเทศ ทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในความมั่นคงของแบรนด์ในระยะยาว
อันดับ 3: NETA V / VII (ยอดสะสม 5,870 คัน)
NETA V ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์ EV ราคาประหยัด ที่สามารถนั่ง 4 คนได้อย่างสบาย ไม่แออัด ทำให้กลุ่มผู้ที่ต้องการรถ EV ในงบประมาณใกล้เคียงกับรถ Eco Car มีทางเลือกใหม่ๆ รวมถึงการเจาะฐานลูกค้าในต่างจังหวัดที่ขับรถในระยะทางไม่ไกลมาก การเปิดตัวรุ่น V II ที่ปรับปรุงดีไซน์ท้ายรถให้สวยงามขึ้นและเพิ่มออปชันต่างๆ สามารถดึงดูดลูกค้าไปได้มากในช่วงต้นปี ก่อนที่จะมีการประกาศลดราคาครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคม ทำให้ยอดจดทะเบียนรวม 10 เดือนอยู่ในระดับที่ดี อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานภาพทางการเงินของบริษัทแม่ อาจเป็นปัจจัยที่น่ากังวลสำหรับผู้บริโภคในระยะยาว
อันดับ 2: BYD ATTO 3 (ยอดสะสม 7,245 คัน)
BYD ATTO 3 ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดไทย ด้วยการเป็นรถยนต์ขนาดที่คนไทยคุ้นเคย ในรูปแบบ SUV ที่เหมาะกับสภาพถนนเมืองไทย ดีไซน์ภายนอกสวยงามน่าดึงดูด (แม้ว่าภายในอาจจะแล้วแต่รสนิยมส่วนบุคคล) พละกำลังที่เหลือเฟือ และออปชันที่ครบครัน ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับราคาที่คู่แข่งอย่าง Honda และ Toyota ทำได้เพียงฝันถึง การเปิดตัวรุ่นปี 2024 ประกอบกับการปรับลดราคาอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2023 และ 2024 โดยเฉพาะส่วนลดที่สูงถึง 340,000 บาท เมื่อเทียบกับวันเปิดตัว และการลดราคาถึงหลักแสนบาทสำหรับรุ่นปี 2024 ยิ่งทำให้ BYD ATTO 3 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง กลยุทธ์การลดราคาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งอาจสร้างความไม่พอใจให้กับลูกค้าเก่าบางส่วน และความกังวลเรื่อง “ดอย” ก็อาจทำให้ลูกค้าใหม่บางส่วนชะลอการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะตลาด EV BYD ATTO 3 ก็ยังคงเป็นรถที่ขายดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีคู่แข่งที่ท้าทายมากที่สุดคือตัว BYD เอง
อันดับ 1: BYD DOLPHIN (ยอดสะสม 11,323 คัน)
BYD Dolphin ครองตำแหน่งรถยนต์ EV ยอดนิยมอันดับ 1 ในประเทศไทย ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย แม้ว่าตัวรถจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบ SUV ที่คนไทยส่วนใหญ่นิยม แต่ขนาดของตัวรถไม่ได้เล็กจนเกินไป มีตัวเลือกกำลังมอเตอร์ที่หลากหลาย (95 แรงม้า และ 204 แรงม้า) และที่สำคัญคือ “ราคา” ที่ถูกแสนถูกเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ รวมถึงพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง สามารถนั่งผู้ใหญ่สูง 180 ซม. ได้สบายโดยที่ศีรษะไม่ติดเพดาน ดีไซน์ภายนอกที่ดูเรียบง่าย ไม่ฉีกแนวแบบ ORA Good Cat แต่เน้นความสบายตาและเข้าถึงง่าย ออปชันที่ครบครันกว่า MG ในระดับราคาเดียวกัน และประสบการณ์การใช้งานที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้ใช้เมื่อเทียบกับ EV จีนเจ้าอื่น ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้ BYD Dolphin เป็นรถ EV ที่ขายดีอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัว และเมื่อยอดขายเริ่มตกลงเล็กน้อย ก็มีการปรับลดราคาอย่างทันท่วงที ทั้งก่อนงาน Motor Show ในช่วงต้นปี และการลดราคาครั้งใหญ่ในช่วงกลางปี ซึ่งเป็นการระบายสต็อกก่อนเปิดตัวรุ่นประกอบไทยที่แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้นและรองรับ Fast Charge ได้เร็วขึ้น รูปแบบรถ ขนาด ราคา และการสร้างกระแสอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Dolphin กลายเป็นผู้นำตลาดอย่างแท้จริง โดยเป็นรถ EV เพียงรุ่นเดียวที่มียอดจดทะเบียนสะสมเกิน 10,000 คันในปี 2024
มองไปข้างหน้า: อนาคตตลาดรถยนต์ EV ในไทย
จากข้อมูลยอดจดทะเบียนข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของตลาดรถยนต์ EV ในประเทศไทย ปี 2024 ถือเป็นปีแห่งการปรับตัวและการแข่งขันที่เข้มข้น แม้จะมีปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่ความสนใจใน รถยนต์ไฟฟ้า EV ก็ยังคงมีสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภคที่มองหาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ความประหยัด และประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่าง
สำหรับ BYD ยังคงเป็นแบรนด์ที่น่าจับตามอง ด้วยความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์ราคาที่ดุดัน และการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคไทย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในอนาคตอาจมาจากการบริหารจัดการต้นทุน การรักษาความภักดีของลูกค้าเก่าที่อาจรู้สึกเสียเปรียบจากส่วนลดที่มากขึ้น และการสร้างความมั่นคงของแบรนด์ในระยะยาว
แบรนด์อื่นๆ อย่าง MG, NETA, GWM, Tesla และ GAC AION ต่างก็มีกลยุทธ์และจุดแข็งที่แตกต่างกันไป การแข่งขันในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า EV ราคาไม่เกิน 1 ล้าน และระดับที่สูงขึ้น จะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ได้แก่:
ราคาและการเข้าถึง: การนำเสนอ รถยนต์ไฟฟ้า EV ราคาคุ้มค่า ที่สอดคล้องกับกำลังซื้อของคนไทย
โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ: การขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมและสะดวกสบายยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีและนวัตกรรม: การนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง
การบริการหลังการขาย: ความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการดูแลลูกค้า
ความเชื่อมั่นในแบรนด์: การสร้างความไว้วางใจและความมั่นคงในระยะยาว
สำหรับใครที่กำลังพิจารณา รถยนต์ไฟฟ้า EV ในปี 2024 นี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง มีตัวเลือกที่หลากหลาย ครอบคลุมความต้องการและงบประมาณที่แตกต่างกัน หากคุณกำลังมองหารถ EV ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน การศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบรุ่นต่างๆ อย่างรอบคอบ จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือก รถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ดีที่สุด สำหรับคุณได้
หากคุณสนใจที่จะสำรวจตัวเลือก รถยนต์ไฟฟ้า EV ในประเทศไทย หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีและแนวโน้มตลาด อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้คุณไม่พลาดโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

