• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N0801088 เจอก นคร งแรก งเข ามาจ บซ ะง part2

admin79 by admin79
January 6, 2026
in Uncategorized
0
N0801088 เจอก นคร งแรก งเข ามาจ บซ ะง part2

Ford Everest: ก้าวข้ามขีดจำกัดแห่ง SUV สไตล์ PPV ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ

ในยุคที่ตลาดรถยนต์ SUV สไตล์ PPV (Pickup Passenger Vehicle) กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคต่างมองหารถที่ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีล้ำสมัย Ford Everest ได้ปรากฏตัวขึ้นเพื่อท้าทายทุกความคาดหวัง ด้วยการผสมผสาน DNA ที่แข็งแกร่งของรถกระบะเข้ากับความหรูหราของ SUV ระดับพรีเมียม ประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการยานยนต์ทำให้ผมมองเห็นวิวัฒนาการของ Everest อย่างชัดเจน ตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกจนถึงโมเดลปัจจุบันที่ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อยืนยันสถานะ “King of PPV” ในใจใครหลายคน

เจาะลึกสมรรถนะ: พลังที่เหนือกว่าน้ำหนัก

หนึ่งในข้อถกเถียงที่มักเกิดขึ้นเสมอเมื่อพูดถึง Ford Everest คือตัวเลขสมรรถนะเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Mitsubishi Pajero Sport โดยเฉพาะรุ่น Everest 3.2 ลิตร 6AT 4×4 ที่มีปริมาตรกระบอกสูบใหญ่กว่า แต่กลับมีตัวเลขอัตราเร่งที่ดูเหมือนจะด้อยกว่า ทั้งที่จริงแล้ว เหตุผลนั้นเรียบง่ายและชัดเจน นั่นคือ “น้ำหนักตัว”

Ford Everest รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 มีน้ำหนักตัวถึง 2,480 กิโลกรัม ซึ่งเกือบ 2.5 ตัน การที่รถหนักขนาดนี้ ยังมาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ซึ่งแม้จะสวยงาม แต่ก็เพิ่มภาระน้ำหนักให้ระบบขับเคลื่อน นี่คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตัวเลขอัตราเร่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากมองที่บุคลิกการขับขี่โดยรวม ทั้งเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ใน Everest เวอร์ชันใหม่นี้ มีความคล้ายคลึงกันคือ ช่วงออกตัว 0-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เกียร์ 1) และต่อเนื่องถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เกียร์ 2) รถจะพุ่งทะยานออกไปอย่างน่าประทับใจ ให้ความรู้สึกที่กระฉับกระเฉง

แต่เมื่อความเร็วแตะระดับ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จังหวะอาจจะรู้สึกเหมือนลิ้นคันเร่งถูกผ่อนลงเล็กน้อย ทำให้เสียจังหวะต่อเนื่องไปบ้าง มิฉะนั้น ตัวเลข 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจจะดีกว่านี้ได้ ตัวเลขประมาณ 11.6-11.7 วินาที สำหรับรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 และประมาณ 12 วินาทีปลายๆ สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คาดหวังได้

การไต่ความเร็วสูงสุดของรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ทำได้ดีต่อเนื่องจนถึง 140-150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังจากนั้นจะค่อยๆ ช้าลงและมักจะไปค้างที่ประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 จะไต่ความเร็วขึ้นอย่างเนิบนาบแต่ต่อเนื่อง จนถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และหากต้องการไปถึง Top Speed ที่ 181-185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจต้องใช้ทางลงเนินช่วยส่ง

การขับขี่ใช้งานจริง: พลังที่ “แรงสมตัว” และความสบายที่เหนือกว่า

ในแง่ของการขับขี่ใช้งานจริง ขุมพลังของ Everest ทั้ง 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ให้สัมผัสที่ “แรงสมตัว” ไม่เกินความคาดหมาย รุ่น 3.2 ลิตร ที่มีแรงม้าถึง 200 แรงม้า เมื่อต้องแบกน้ำหนักกว่า 2 ตันครึ่ง ถือว่าทำผลงานได้ดี แม้จะไม่สามารถสู้กับคู่แข่งบางรุ่นในด้านตัวเลขพละกำลังดิบ แต่ความแรงที่ออกมาก็ถือว่า “เสมอตัว” เทียบกับน้ำหนักตัวที่มากกว่า

มีจังหวะที่น่าสังเกตคือ เมื่อเหยียบคันเร่งจนจมมิดเพื่อเร่งแซง แล้วถอนคันเร่งฉับพลันทันที อาการกระโจนไปข้างหน้าเล็กน้อยคล้ายรถเก๋ง CVT อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นผลมาจากลิ้นคันเร่งไฟฟ้าที่ใช้เวลาประมวลผลเล็กน้อย

สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 นั้น อัตราเร่งไม่ได้อืดอาดอย่างที่เห็นในตัวเลข การใช้งานในเมืองทำได้อย่างคล่องแคล่ว เพียงแต่ต้องเรียนรู้จังหวะการเร่งแซงให้ดี โดยเฉพาะเมื่อต้องเปลี่ยนเลน หรือแซงรถที่กำลังเลี้ยวเข้าซอย การเผื่อเวลาให้สมองกลประมวลผลและเทอร์โบบูสต์เต็มที่ราว 0.7-1 วินาที จะช่วยให้การขับขี่ราบรื่นยิ่งขึ้น

เทคนิคการขับขี่ที่ทำให้ Everest 2.2 ลิตร 4×2 ว่องไวขึ้น คือการเหยียบคันเร่งให้ลึกเกินครึ่ง สมองกลจะรับรู้ถึงความเร่งด่วน และสั่งจ่ายเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราเร่งที่ได้ต่อเนื่องและดีเกินคาด

นวัตกรรมเพื่อความเงียบ: ระบบ Active Noise Cancellation

หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ Ford Everest ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในกลุ่ม SUV/PPV คือการจัดการเสียงในห้องโดยสาร ซึ่งทำได้อย่างยอดเยี่ยม ในระดับที่ผู้ขับขี่แทบจะไม่ได้ยินเสียงลมภายนอกจนกว่าความเร็วจะเกิน 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หัวใจสำคัญคือการใช้วัสดุซับเสียงคุณภาพสูง ประกอบกับการนำเทคโนโลยี Active Noise Cancellation มาใช้ ระบบนี้ทำงานโดยใช้ไมโครโฟน 3 จุด (หน้า 2, หลัง 1) ตรวจจับเสียงรบกวนรอบตัวรถ แล้วส่งสัญญาณคลื่นความถี่ที่เหมาะสมไปยังลำโพง เพื่อหักล้างเสียงเหล่านั้น

แม้จะสร้างความเงียบสงบ แต่มีข้อสังเกตว่า เสียงพูดของผู้โดยสารบางครั้งอาจมีเสียงสะท้อน (Echo) แผ่วเบาได้ ซึ่งอาจเปรียบได้กับการพูดในห้องบันทึกเสียงที่ใช้วัสดุซับเสียงแบบเบื้องต้น นอกจากนี้ ผู้โดยสารบางส่วนอาจมีอาการหูอื้อเล็กน้อยคล้ายกับการขึ้นเครื่องบิน แต่ไม่รุนแรงนัก

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ การพาสมาชิกในครอบครัวไปทดลองนั่งและขับขี่จริง จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้จะไม่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ทุกคน

ระบบบังคับเลี้ยว EPAS: ความแม่นยำที่สัมผัสได้

Ford Everest เป็นผู้ผลิตรายแรกที่นำระบบพวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS) มาใช้ในรถยนต์ SUV/PPV ในไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการติดตั้งระบบช่วยจอด Parking Assist

ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยของรุ่น 3.2 ลิตร มีน้ำหนักกำลังดี ไม่เบาจนเกินไป มีแรงต้านมือให้สัมผัสได้ ซึ่งเทียบเคียงได้กับพวงมาลัยของ BMW X5 รุ่นล่าสุด

สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 พวงมาลัยนั้นเบากว่าอย่างชัดเจน อาจเบากว่ารุ่น 3.2 ลิตร ประมาณ 5-10% ซึ่งให้ความรู้สึกคล่องแคล่วมาก อาจถึงขั้นใช้นิ้วหมุนได้สบายๆ

เมื่อความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยของทั้งสองรุ่นจะหนืดขึ้นจริง แต่ค่อนข้างน้อยในรุ่น 3.2 ลิตร และยิ่งน้อยลงไปอีกในรุ่น 2.2 ลิตร อย่างไรก็ตาม วิศวกรของ Ford ได้ตั้งระยะฟรีและ On-centre feeling มาได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้การบังคับเลี้ยวมีความแม่นยำและต่อเนื่อง (Linear) ในระดับที่ SUV ทั่วไปพึงเป็น ทำให้ยังคงมั่นใจในการขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้

หากจะติชมเล็กน้อย พวงมาลัยของรุ่น 2.2 ลิตร อาจจะเบาเกินไปหน่อย การเพิ่มน้ำหนักให้หนืดขึ้นกว่านี้อีกเล็กน้อยในช่วงความเร็วต่ำและสูง น่าจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้อีก

รัศมีวงเลี้ยว 5.85 เมตร อาจกว้างไปนิดสำหรับการเลี้ยวกลับรถบนถนน 4 เลนในซอยแคบๆ อาจต้องเผื่อวงเลี้ยวเล็กน้อย

ช่วงล่าง: ความหนึบแน่นที่มอบความมั่นใจ

ระบบช่วงล่างของ Ford Everest ได้รับการยอมรับในเรื่องความหนึบแน่นและสมดุล

รุ่น 3.2 ลิตร ที่เซ็ตช่วงล่างมาในแนวหนักแน่น ในความเร็วต่ำ อาจมีแรงสะเทือนส่งขึ้นมาให้สัมผัสได้บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นสะเทือนจนเกินไป ประกอบกับน้ำหนักตัวรถที่มาก ทำให้แรงดีดเด้งน้อยลง

เมื่อใช้ความเร็วเดินทางหรือความเร็วสูง ช่วงล่างของรุ่น 3.2 ลิตร จะแสดงประสิทธิภาพสูงสุด ให้ความนิ่ง หนักแน่น มั่นคง ยึดเกาะถนนได้ดีเยี่ยมในกลุ่ม ถือเป็นหนึ่งใน SUV/PPV ที่ช่วงล่างดีที่สุดในประเทศไทย

รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 แม้จะแน่นหนึบ แต่ยังคงมีการสะเทือนจากสภาพพื้นผิวถนนให้สัมผัสได้อยู่บ้าง แต่ยังน้อยกว่าคู่แข่งหลายรุ่น และน้อยกว่ารุ่น 3.2 ลิตรอย่างชัดเจน

การเข้าโค้งต่างๆ ด้วยความเร็วสูง ทำได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นโค้งบนทางด่วน หรือโค้งเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ ตัวรถยังคงนิ่ง ยึดเกาะถนนได้ดีเยี่ยม แม้หน้ายางอาจมีอาการไถลออกบ้างในโค้งแคบๆ แต่ช่วงล่างยังคงเอาอยู่

เมื่อเทียบกับคู่แข่ง Mitsubishi Pajero Sport จะให้ความนุ่มนวลขณะขับขี่ในเมืองได้ดีกว่าเล็กน้อย Isuzu MU-X จะนุ่ม แต่ยังมีอาการเด้งด้านหลัง Chevrolet Trailblazer จะหนึบกว่า MU-X นิดหน่อย ส่วน Toyota Fortuner จะแข็งและสะเทือนที่สุดในกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม Ford Everest 3.2 ลิตร ยังคงเป็นที่ยอมรับว่าเซ็ตช่วงล่างได้ดีที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทย

สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร Titanium 4×2 ที่มีน้ำหนักเบากว่า อาจมีอาการโยนตัวเวลาลงคอสะพาน หรืออาการดีดเด้งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรุ่น 3.2 ลิตร

ระบบเบรก: มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์

ระบบห้ามล้อของ Ford Everest เป็นดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อมจานเบรกหน้าแบบมีครีบระบายความร้อน เสริมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ABS, EBD, Brake Assist, ESP, Traction Control

นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ล้ำสมัย เช่น Roll Over Mitigation, Hill Descent Control (เฉพาะ 3.2 ลิตร 4×4), Hill Launch Assist, Trailer Sway Control

แป้นเบรกมีระยะเหยียบยาวและลึก การตอบสนองนุ่มนวล คล้ายกับรถยนต์ Mercedes-Benz แต่ช่วงแรกของการเหยียบอาจต้องออกแรงกดเล็กน้อย กว่าจะรู้สึกถึงการหน่วงความเร็ว

ภาพรวมระบบเบรกสามารถเบรกได้อย่างนุ่มนวลในสภาพการจราจรติดขัด และมั่นใจได้ในการหน่วงความเร็วจากย่านความเร็วสูงโดยไม่ปรากฏอาการ Fade ถือเป็นระบบเบรกที่ดีอันดับต้นๆ ในกลุ่ม SUV/PPV

อย่างไรก็ตาม หากปรับปรุงการตอบสนองให้ Linear ขึ้นตั้งแต่แตะแป้นเบรก จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย: ล้ำสมัย ปลอดภัย ไร้กังวล

Ford Everest โดดเด่นด้วยอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety) ที่ติดตั้งมาอย่างเต็มพิกัดในรุ่น Titanium+ (ทั้ง 2.2 ลิตร และ 3.2 ลิตร):

Adaptive Cruise Control: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ที่สามารถรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าได้อัตโนมัติ
Collision Mitigation: ระบบเตือนการชน พร้อมช่วยชะลอความเร็ว (แต่ไม่เบรกเอง)
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน และช่วยรักษาเลน
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบเตือนมุมอับสายตาจาก Volvo ตรวจจับรถยนต์ในจุดบอด
Active Park Assist: ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ ที่ทำงานร่วมกับ EPAS
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนขณะถอยรถออกจากช่องจอด ตรวจจับรถที่วิ่งผ่านด้านหลัง

ส่วนระบบความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety) ติดตั้งเป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านนิรภัย (รวม 6 ใบ) รุ่น 3.2 Titanium+ เพิ่มถุงลมนิรภัยหัวเข่าคนขับอีก 1 ใบ (รวม 7 ใบ) เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 7 ที่นั่ง จุดยึด ISOFIX และ ESS

ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ Ford Everest ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ANCAP และได้คะแนนสูงสุดในการทดสอบความปลอดภัยผู้โดยสารผู้ใหญ่จาก ASEAN NCAP

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ตัวเลขที่สมเหตุสมผล

สำหรับรถยนต์ขนาดใหญ่และน้ำหนักมากอย่าง Everest การคาดหวังอัตราสิ้นเปลืองเท่ากับ Eco Car นั้นเป็นไปไม่ได้ แต่หากสามารถทำตัวเลขได้ในช่วง 10-14.5 กิโลเมตร/ลิตร ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

ในการทดสอบมาตรฐาน:

Everest 3.2 ลิตร 4×4: ทำได้ 11.16 กิโลเมตร/ลิตร (ระยะทาง 92.1 กม. ใช้น้ำมัน 8.25 ลิตร) ถือว่าน่าพอใจมากสำหรับเครื่องยนต์ใหญ่และน้ำหนักตัวขนาดนี้
Everest 2.2 ลิตร 4×2: ทำได้ 12.59 กิโลเมตร/ลิตร (ระยะทาง 92.8 กม. ใช้น้ำมัน 7.37 ลิตร) ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับ Ford Ranger 4 ประตู 4×2 รุ่นก่อนหน้า ซึ่งถือว่าน่าประทับใจ

เมื่อคำนวณระยะทางต่อการเติมน้ำมัน 1 ถัง:

2.2 ลิตร 4×2: ประมาณ 700 กิโลเมตร
3.2 ลิตร 4×4: ประมาณ 450-520 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับลักษณะการขับขี่)

ปัญหาประจำรุ่น: การพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง

เช่นเดียวกับรถยนต์ทุกรุ่น Ford Everest ก็มีประเด็นที่ต้องปรับปรุงอยู่บ้าง ซึ่ง Ford ได้พยายามแก้ไขและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง:

ปัญหาไฟไหม้ในออสเตรเลีย: เกิดจากข้อผิดพลาดในการประกอบขั้วแบตเตอรี่ ซึ่งได้รับการแก้ไขแล้ว
แป้นคันเร่งสะท้าน: สามารถแก้ไขได้ด้วยการอัปเกรด Firmware
ระบบไฟฟ้าแสดงสัญญาณเตือน: ส่วนใหญ่แก้ไขได้ด้วยการดับเครื่องยนต์และสตาร์ทใหม่ หรืออัปเดตซอฟต์แวร์
เสียงกระพือบริเวณหลังคา Panoramic Sunroof: พบในล็อตแรกๆ ได้รับการแก้ไขในล็อตหลัง
สติกเกอร์บริเวณเพลาขับหลัง: เกิดจากความผิดพลาดของโชว์รูมในการลอกออก สามารถแก้ไขได้ง่าย
EGR: อาจมีไฟเตือน ต้องทำความสะอาด
CKP Sensor: ปัญหาเครื่องยนต์สวิงหรือดับในรุ่นที่ผลิตก่อน เม.ย. 2016 ได้รับการเปลี่ยนอะไหล่แล้ว
ซีลเดือยหมู/เฟืองท้าย: อาจมีคราบเล็กน้อย ซึ่งส่วนใหญ่จะหายไปหลังจากใช้งานไประยะหนึ่ง
ช่องเสียบปลั๊กไฟ 220V: เคยพบปัญหาฟิวส์ขาด กลิ่นไหม้ ซึ่งต้องตรวจสอบอย่างละเอียด
หน้าจอมอนิเตอร์ค้าง: แก้ไขได้ด้วยการรีบูตระบบ

สรุป: “Poorman’s Range Rover” ที่กำหนดมาตรฐานใหม่

Ford Everest ไม่ใช่เพียงแค่ SUV/PPV แต่คือความพยายามของ Ford ที่จะสร้าง “Global Car” ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ในราคาที่จับต้องได้ โดยมี Toyota Land Cruiser Prado เป็น Benchmark ในการพัฒนานั่นส่งผลให้ Everest มีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งในหลายมิติ:

อุปกรณ์ความปลอดภัย Hi-Tech: ล้ำสมัยจนเจ้าตลาดต้องหันมอง
ช่วงล่างที่หนักแน่นและมั่นคง: ให้ความมั่นใจในทุกสภาวะ
การขับขี่ที่คล่องตัวในช่วงความเร็วต่ำ: คล่องกว่าที่คาด
การเดินทางที่หนักแน่นและมั่นคงในช่วงความเร็วสูง: ดีที่สุดในตลาด
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ยกชุดมาจาก Land Rover
ภายในห้องโดยสารหรูหรา: ให้ความรู้สึกใกล้เคียง Range Rover

ข้อที่ควรปรับปรุง:

น้ำหนักตัวที่มาก: ส่งผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองเล็กน้อย
น้ำหนักพวงมาลัย: ควรเพิ่มความหนืดขึ้นอีกเล็กน้อย โดยเฉพาะรุ่น 2.2 ลิตร
แป้นเบรก: การตอบสนองช่วงแรกควรไวขึ้น
มาตรวัดรอบเครื่องยนต์: ขนาดเล็กเกินไป อ่านยาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: ยากลำบากกว่ารุ่นก่อน
ระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อน: อาจเป็นข้อกังวลในระยะยาวด้านการบำรุงรักษา

ทางเลือกรุ่นที่คุ้มค่าที่สุด:

2.2 Titanium+ 4×2 6AT (ประมาณ 1,549,000 บาท): คุ้มค่าที่สุดในไลน์อัพปัจจุบัน ให้ “ออปชัน” มามากพอๆ กับรุ่นท็อป 3.2 ลิตร แต่ราคาเข้าถึงง่ายกว่า
3.2 Titanium+ 4×4 6AT (ประมาณ 1,749,000 บาท): สำหรับผู้ที่ต้องการระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และงบประมาณถึง รุ่นนี้ยังคงเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด

สิ่งที่ต้องพิจารณา: บริการหลังการขาย

แม้ว่า Ford Everest จะเป็นรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมในทุกมิติ แต่ปัญหาด้านบริการหลังการขายและ “Defect” จากตัวรถ ยังคงเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ Ford ได้พยายามปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีข้อจำกัดในเรื่องทัศนคติการทำงานของดีลเลอร์บางแห่ง และการสื่อสารการแก้ไขปัญหาที่ยังไม่รวดเร็วพอ

คำเชิญชวน:

Ford Everest ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า เป็น SUV/PPV ที่กำหนดมาตรฐานใหม่ในหลายๆ ด้าน หากคุณกำลังมองหารถที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ผสานเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย และความหรูหราที่สัมผัสได้ การได้สัมผัสและทดลองขับ Ford Everest คือก้าวแรกที่คุณไม่ควรพลาด มาสัมผัส “King of PPV” ที่จะพาคุณไปได้ทุกที่อย่างมั่นใจและมีสไตล์ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไม Everest จึงเป็นมากกว่าแค่รถยนต์ แต่คือการเดินทางครั้งสำคัญที่รอคุณอยู่

Previous Post

N0801104 อหน มไฮโซ โอ โหกลายเป นคนข บรถ part2

Next Post

N0801081 เข าใจว าม เพ อนด แท เพ อนเหล ยม part2

Next Post
N0801081 เข าใจว าม เพ อนด แท เพ อนเหล ยม part2

N0801081 เข าใจว าม เพ อนด แท เพ อนเหล ยม part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N1601032 เม ยหร อคนใช ใช อย างก บทาส part2
  • N1601049 บไม ได านแฟนเป นแบบน part2
  • N1601033 เม อก อนเป นถ งดาวมหาล ตอนน ได แฟนเป นคนงานก อสร าง part2
  • N1601031 เธอมาอย านฉ นได งไง นบ านล กสาวฉ นนะ part2
  • N1601035 เหรอ เขาเร ยก ตค หล งแต งงาน part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.