ฮุนได ไอ 10 ใหม่: เมื่อซิตี้คาร์เกาหลี สู่ก้าวใหญ่ที่น่าจับตาในตลาดโลก
ในยุคที่ตลาดรถยนต์ทั่วโลกกำลังหลงใหลไปกับกระแส SUV ในทุกขนาด ตั้งแต่ B-SUV ไปจนถึง Full-Size SUV ที่บรรดาค่ายรถยนต์ต่างดาหน้ากันเข้ามาแข่งขันอย่างดุเดือด แต่ท่ามกลางกระแสที่ดูจะกลบทุกอย่างไปนั้น กลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็ก หรือ B-Segment กลับยังคงเป็นขุมกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนยอดขายของตลาดรถยนต์ไปอย่างไม่เสื่อมคลาย และในกลุ่มนี้เองที่เราจะพบกับรถยนต์ที่น่าสนใจอย่าง Hyundai i10 รถซิตี้คาร์สายเลือดเกาหลี ที่แม้จะไม่ได้ทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนและความสนใจไปทั่วโลก ด้วยพัฒนาการที่ก้าวกระโดด และการปรับปรุงที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น
ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ในวงการยานยนต์มากว่า 10 ปี ผมได้เห็นวิวัฒนาการของ Hyundai มาโดยตลอด จากค่ายที่เคยมีภาพลักษณ์เป็นรถยนต์ที่เน้นความคุ้มค่า สู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีดีไซน์ล้ำสมัย สมรรถนะที่น่าประทับใจ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และ Hyundai i10 ใหม่นี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้อย่างแท้จริง
Hyundai i10: ก้าวแห่งการเติบโต สู่ซิตี้คาร์ที่ใหญ่ขึ้น ทันสมัยขึ้น
Hyundai i10 ในเวอร์ชันใหม่นี้ ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดของการเพิ่มขนาดและขยายขีดความสามารถให้ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่เป็นรถซิตี้คาร์ขนาดเล็กกะทัดรัด การปรับปรุงในครั้งนี้ทำให้ตัวรถมีความ “ใหญ่” ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในตลาดสำคัญอย่างอังกฤษ ซึ่งเป็นตลาดที่ Hyundai ให้ความสำคัญอย่างมาก
การปรับขนาดของ Hyundai i10 ใหม่ ในเวอร์ชันที่จะเริ่มวางจำหน่ายนั้น มีการเพิ่มความกว้างขึ้นถึง 65 มิลลิเมตร และความยาวเพิ่มขึ้นอีก 80 มิลลิเมตร ทำให้ตัวรถดูสง่างามและมีพื้นที่ภายในที่กว้างขวางขึ้น แต่ที่น่าสนใจคือ การปรับลดความสูงลง 50 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยเสริมให้ตัวรถดูสปอร์ตและมีการทรงตัวที่ดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มขนาด แต่เป็นการยกระดับของ Hyundai i10 ให้มีความน่าสนใจและสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในเซ็กเมนต์เดียวกันได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ในส่วนของอุปกรณ์มาตรฐาน Hyundai i10 เริ่มต้นด้วยล้อขนาด 14 นิ้ว ระบบเซ็นทรัลล็อค และกระจกไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวัน แม้จะเป็นรถซิตี้คาร์ แต่ Hyundai ก็ยังคงใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกได้ถึงความใส่ใจในการออกแบบ
ภายในที่กว้างขวางยิ่งขึ้น: พื้นที่สัมภาระที่เพิ่มขึ้น คือหัวใจสำคัญ
แม้ว่าตัวรถจะมีการปรับลดความสูงลง แต่สิ่งที่ Hyundai i10 ใหม่ทำได้ดีเยี่ยมคือการบริหารจัดการพื้นที่ภายในห้องโดยสาร โดยเฉพาะพื้นที่สัมภาระที่ได้รับการปรับปรุงให้ใหญ่ขึ้นถึง 10% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า จนมีปริมาตรสูงถึง 252 ลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถยนต์ในกลุ่มซิตี้คาร์ การเพิ่มพื้นที่เก็บของนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการเดินทางในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการขนสัมภาระส่วนตัว ของใช้เด็ก หรือแม้กระทั่งการจับจ่ายซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต
ขุมพลังที่หลากหลาย: ตอบโจทย์ทุกสไตล์การขับขี่
Hyundai i10 ใหม่ มาพร้อมทางเลือกเครื่องยนต์ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ที่แตกต่างกัน โดยเริ่มต้นด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 1.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 65 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 14.9 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองและเส้นทางที่ไม่ต้องการความเร็วสูงมากนัก
สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะที่สูงขึ้น Hyundai i10 ใหม่ ยังมีเครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร ให้เลือก ซึ่งให้กำลังสูงสุดถึง 86 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 12.3 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 171 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์รุ่นนี้จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัวและอัตราเร่งที่ทันใจมากขึ้น เหมาะสำหรับการเดินทางที่ต้องการความกระฉับกระเฉง
รุ่นย่อยที่หลากหลาย: ตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค
Hyundai i10 ใหม่ จะมีให้เลือกถึง 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น S ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น มาพร้อมอุปกรณ์พื้นฐานที่ครบครันสำหรับการใช้งานทั่วไป รุ่น SE จะได้รับการเพิ่มอุปกรณ์ เช่น กุญแจรีโมท และระบบละลายน้ำแข็งที่กระจกมองข้าง ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการใช้งาน
ส่วนรุ่นท็อปสุด Premium Edition จะมาพร้อมออปชันที่จัดเต็มยิ่งขึ้น เช่น การเชื่อมต่อ Bluetooth พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมระบบต่างๆ ได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน นอกจากนี้ ยังมีไฟ Daytime LED ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ และระบบให้สัญญาณเบรกฉุกเฉิน ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยที่สำคัญอย่างยิ่ง
การเปรียบเทียบกับคู่แข่งในเซ็กเมนต์: Honda City 2014 การกลับมาของตำนาน B-Segment
เมื่อพูดถึงรถยนต์ในกลุ่ม B-Segment หรือ Sub-Compact ในตลาดโลกแล้ว Honda City คือชื่อที่ต้องถูกกล่าวถึงอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเอเชีย ซึ่ง Honda City ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน สำหรับ Honda City 2014 โฉมใหม่ ที่เปิดตัวภายใต้คอนเซ็ปต์ “Be Your Best” ถือเป็นการกลับมาที่น่าจับตามองอีกครั้ง
แม้ว่าเทรนด์ตลาดจะหันไปทาง SUV มากขึ้น แต่ Honda City ก็ยังคงพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นรถที่สามารถกวาดส่วนแบ่งตลาดได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ที่ยอดขายของ Honda City ในปีที่ผ่านมาทำได้ดีเกินคาด จนอาจทำให้คู่แข่งอย่าง Toyota Vios โฉมใหม่ ต้องประหลาดใจไปบ้าง
Honda City 2014 รุ่นที่ 4 นี้ มาพร้อมการปรับปรุงที่เน้นความรู้สึกหรูหรา และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ดังเช่นที่ Honda มักนำเสนอผ่านโฆษณาที่ชวนฝัน ทำให้ผู้บริโภคหลายคนคล้อยตามและเกิดความรู้สึกอยากสัมผัสรถคันนี้ด้วยตนเอง
การออกแบบภายนอก: ความลงตัวที่ดูดีขึ้น
เมื่อมองผ่านๆ Honda City 2014 อาจดูไม่แตกต่างจากรุ่นเดิมมากนัก แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะพบกับการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ โดยเฉพาะบริเวณไฟท้ายด้านหลัง ที่ออกแบบให้รับกับแนวเส้นโป่งหลังที่ดูคมชัดและมีมิติมากขึ้น ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ลายใหม่ ให้ความรู้สึกสปอร์ตและหรูหราในเวลาเดียวกัน
มิติของตัวรถมีการปรับเพิ่มความยาวขึ้น 45 มิลลิเมตร และฐานล้อขยายยาวขึ้น 50 มิลลิเมตร ซึ่งส่งผลดีต่อพื้นที่โดยสารตอนหลัง และห้องเก็บสัมภาระที่เพิ่มขึ้นจนมีความจุถึง 536 ลิตร ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญสำหรับรถในกลุ่มนี้
ภายในห้องโดยสาร: เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และพื้นที่ที่กว้างขวาง
เมื่อเปิดประตูเข้ามาภายใน Honda City 2014 จะพบกับการเปลี่ยนแปลงที่เน้นเทคโนโลยีและความสะดวกสบาย หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว คือหัวใจหลักของห้องโดยสาร สามารถทำหน้าที่เป็น Wi-Fi Hotspot และเชื่อมต่อกับ Siri Eyes Free เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับกล้องมองหลังเมื่อเข้าเกียร์ R
ระบบเครื่องเสียงที่ถ่ายทอดเสียงผ่านลำโพง 8 จุด รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth เป็นมาตรฐาน พร้อมด้วยช่อง USB, AUX in และสาย HDMI แต่จะไม่มี CD Slot มาให้ ทาง Honda แนะนำให้ใช้ Honda Link Application แทน นอกจากนี้ ยังเอาใจผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนด้วยช่อง Power Outlet สำหรับผู้โดยสารด้านหลังถึง 2 ช่อง
แม้ว่าเบาะนั่งจะเป็นวัสดุผ้า แต่การปรับปรุงพื้นที่ภายใน ทำให้ห้องโดยสารตอนหลังนั่งสบายขึ้น ด้วยการขยายความกว้างของพื้นที่หัวไหล่เพิ่ม 40 มิลลิเมตร และพื้นที่วางขาเพิ่มอีก 60 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนพบว่าพนักพิงศีรษะและรูปทรงเบาะนั่งตอนหน้า อาจจะยังนั่งไม่สบายเท่าที่ควร จนต้องถอดพนักพิงศีรษะออก เนื่องจากมุมหนุนที่ไม่รับกับศีรษะ
ขุมพลัง: เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร i-VTEC ปรับจูนใหม่ รองรับ E85
Honda City 2014 ใช้เครื่องยนต์บล็อกเดิมจากรุ่นก่อนหน้า คือเครื่องยนต์ 4 สูบ SOHC i-VTEC ขนาด 1,497 ซีซี แต่มีการปรับจูนใหม่เพื่อให้รองรับเกียร์ CVT ลูกใหม่ และรองรับน้ำมัน E85 ให้กำลังสูงสุด 117 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 146 นิวตัน-เมตร ที่ 4,700 รอบต่อนาที แม้ว่าแรงม้าจะลดลงเล็กน้อย แต่กำลังเครื่องยนต์มาเร็วกว่าเดิม ทำให้การตอบสนองทำได้ดีขึ้น
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันตามสเปกอยู่ที่ 17.7 กิโลเมตรต่อลิตร (เบนซิน) และปล่อย CO2 ที่ 133 กรัมต่อกิโลเมตร ในโหมด ECON เครื่องยนต์จะปรับการตอบสนองให้ช้าลง เพื่อช่วยให้การขับขี่ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น
ในการทดสอบสมรรถนะ พบว่าเครื่องยนต์ยังคงให้กำลังที่ดี ไม่เป็นรองใครในพิกัดเดียวกัน แม้จะใช้เกียร์ CVT ที่ให้การตอบสนองที่นุ่มนวลกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้ทำให้สมรรถนะในการออกตัวหรือเร่งแซงด้อยลงแต่อย่างใด ตัวเลขสมรรถนะที่วัดได้ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในโหมด D อยู่ที่ 12.054 วินาที และในโหมด S อยู่ที่ 11.731 วินาที โดยมีความเร็วสูงสุดทำได้ราว 197 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ระบบส่งกำลัง: เกียร์ CVT EarthDream 7 สปีด
Honda City 2014 เปลี่ยนมาใช้เกียร์ CVT EarthDream ที่ปรับซอยเป็น 7 สปีดในโหมด S ซึ่งทำงานร่วมกับเครื่องยนต์บล็อกเดิมได้อย่างลงตัว การเปลี่ยนเกียร์สามารถทำได้จากแป้น Paddle Shift ที่พวงมาลัย โดยมีอัตราทดเท่ากับในโหมด S แต่เกียร์จะกลับสู่โหมด D เองอัตโนมัติเมื่อขับไปสักพัก เหมาะสำหรับการใช้ Engine Brake ในการลดความเร็วแบบกระทันหัน
สำหรับการเร่งแซง แนะนำให้กระแทกคันเร่งเต็มที่ แทนการไล่เกียร์เอง เพราะเกียร์ CVT ลูกนี้ จะตอบสนองได้ดีกว่าหากใช้โหมดอัตโนมัติ หรือหากต้องการความกระฉับกระเฉง เพียงโยกคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง S และกระแทกคันเร่ง ก็สามารถเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ
ระบบบังคับเลี้ยวและช่วงล่าง: การปรับปรุงที่ให้ฟีลลิ่งที่ดีขึ้น
พวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียน ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPS ให้สัมผัสที่เบาสบายในความเร็วต่ำ และไม่เบาหวิวคล่องตัวจนเกินไป ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกถึงการควบคุมที่ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม ในความเร็วสูง น้ำหนักพวงมาลัยยังคงรู้สึกเบาไปเล็กน้อย และไม่หนักแน่นเท่ารุ่นเดิมเมื่อเข้าโค้ง
ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม มีการปรับปรุงให้นุ่มนวลขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า การขับขี่ที่ความเร็วสูงทำได้ดีพอตัว แต่อาจมีอาการหวิวๆ บ้างในช่วงความเร็ว 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ในการขับขี่ที่ความเร็วเดินทางปกติระดับ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือว่าทำได้ดี
ในการขับขี่ในทางโค้ง หรือเลี้ยวกลับรถ เมื่อกดคันเร่งลงไปครึ่งหนึ่ง อาจมีอาการหน้ายาง Slip ให้เห็น ซึ่งแสดงว่าการยึดเกาะถนนอาจยังไม่ดีนัก หากเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเกินไป อาจมีเสียงยางกรีดร้องออกมาได้
ระบบเบรก: ความรู้สึกที่แม่นยำและนุ่มนวล
ระบบเบรกด้านหน้าเป็นแบบดิสก์ระบายความร้อน และด้านหลังเป็นแบบดรัม แม้จะเป็นสเปกมาตรฐาน แต่การเซ็ตเบรกทำได้ดีกว่ารุ่นเก่า ให้ความรู้สึกไม่ทื่อด้าน และไม่ต้องลงน้ำหนักแป้นเบรกมากจนเกินไป ทำให้การเบรกทำได้อย่างนุ่มนวลกว่าเดิม
ระบบความปลอดภัย: อัดแน่นมาตั้งแต่รุ่นล่างสุด
จุดขายสำคัญของ Honda City 2014 คือระบบความปลอดภัยที่ให้มาครบครันตั้งแต่รุ่นล่างสุด ประกอบด้วย ABS, EBD, BA, TCS, VSA, HSA, ESS และในรุ่น SV+ ยังมี Side Curtain Airbag เพิ่มเข้ามาอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในรถยนต์กลุ่มเดียวกันจากค่ายอื่น
สรุป: Honda City 2014 รถ Sub-Compact ที่คุ้มค่าด้วยเทคโนโลยีและความปลอดภัย
Honda City 2014 คือรถยนต์ Sub-Compact ที่มาพร้อมระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัยที่จัดเต็ม ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สมรรถนะที่ดีขึ้น และประหยัดน้ำมันมากขึ้น พร้อมด้วยออปชันและฟังก์ชันต่างๆ มากมาย แม้ว่าราคาของรุ่น Top อาจจะดูสูงกว่าคู่แข่ง แต่สิ่งที่ Honda มอบให้ก็ถือว่าคุ้มค่า ด้วยความสบาย รูปลักษณ์ที่ดูดี และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย
หากคุณกำลังมองหารถ Sub-Compact ที่มีสมรรถนะกลางๆ การโดยสารที่ค่อนข้างสบาย และชื่นชอบเทคโนโลยี รวมถึงออปชันความปลอดภัย Honda City 2014 โดยเฉพาะรุ่น SV+ คือตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าราคาอาจจะสูงไปสักนิดเมื่อเทียบกับรถยนต์ในระดับ C-Car ดังนั้น การตัดสินใจขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของคุณเอง
การเดินทางสู่ยุคใหม่ของรถยนต์: ฮุนได ไอ 10 และ ฮอนด้า ซิตี้ กับอนาคตที่น่าจับตา
จาก Hyundai i10 ที่กำลังสร้างความฮือฮาในตลาดโลก ด้วยการปรับปรุงที่เน้นขนาดและความทันสมัย และ Honda City ที่ยังคงครองใจผู้บริโภคด้วยเทคโนโลยีและสมรรถนะที่โดดเด่น ทั้งสองรุ่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ที่ยังคงมีความสำคัญและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับ Hyundai i10 การที่ค่ายรถยนต์เกาหลีรายนี้ มุ่งมั่นพัฒนา ซิตี้คาร์สายเลือดกิมจิ ให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ย่อมเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้บริโภคทั่วโลกที่มองหารถยนต์ที่คุ้มค่า ดีไซน์สวยงาม และเต็มไปด้วยเทคโนโลยี
ในขณะที่ Honda City ก็ยังคงยืนยันความเป็นผู้นำในตลาด B-Segment ด้วยการนำเสนอรถยนต์ที่ครบเครื่องในทุกมิติ ตั้งแต่สมรรถนะการขับขี่ การประหยัดน้ำมัน ไปจนถึงระบบความปลอดภัยที่จัดเต็ม
แม้ว่าในปัจจุบัน Hyundai i10 จะยังไม่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย แต่การเปลี่ยนแปลงของ Hyundai i10 ใหม่ ในตลาดต่างประเทศ ย่อมเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง เพราะหากมีโอกาสเข้ามาทำตลาดในอนาคต ก็จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ที่มองหารถยนต์ซิตี้คาร์ที่มีความคุ้มค่าและทันสมัย
สำหรับ Honda City 2014 นั้น การได้ลองสัมผัสด้วยตนเองที่โชว์รูม Honda คือวิธีที่ดีที่สุดในการตัดสินใจ ว่าคุณจะ “เคลิ้ม” ไปกับเพลงโฆษณา “Be Your Best” และหลงรักกับสิ่งที่ Honda นำเสนอได้มากน้อยเพียงใด
หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ซิตี้คาร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านความคุ้มค่า เทคโนโลยี และความปลอดภัย อย่าพลาดที่จะศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Hyundai i10 ใหม่ และ Honda City 2014 เพื่อประกอบการตัดสินใจ และหากมีโอกาส ก็ขอเชิญชวนให้ไปทดลองขับที่โชว์รูม เพื่อสัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณอาจจะพบว่ารถยนต์ในกลุ่มนี้ มีศักยภาพและความน่าสนใจมากกว่าที่คุณเคยคิดก็เป็นได้.

