Mercedes-Benz GLA: การเดินทางสู่ความสมบูรณ์แบบของ Crossover Premium ในปี 2025
สวัสดีครับ ผมในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้พาคุณผู้อ่านทุกท่านดำดิ่งสู่โลกอันน่าหลงใหลของ Mercedes-Benz GLA ใหม่ ที่ได้รับการปรับปรุงและยกระดับให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ กลายเป็น Crossover Premium ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในปี 2025 นี้ การเดินทางอันยาวนานของ GLA จากจุดเริ่มต้นในฐานะรถ Hatchback ยกสูง สู่การเป็น Crossover SUV ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ คือบทพิสูจน์ของการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งของ Mercedes-Benz
ดีไซน์ที่เข้าถึงง่าย สมรรถนะที่น่าประทับใจ: ภาพรวมของ Mercedes-Benz GLA 2025
ผมมองว่า Mercedes-Benz GLA ใหม่ ได้ก้าวข้ามคำครหาในอดีตไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสมบุกสมบัน และใกล้เคียงกับความเป็น Crossover SUV มากขึ้นเท่านั้น แต่การเปลี่ยนแปลงภายในห้องโดยสารก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง การออกแบบแผงหน้าปัดที่ทันสมัย หรูหราตามสไตล์ Mercedes-Benz ยุคใหม่ ประกอบกับพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางกว่าเดิม ทำให้ GLA ไม่ใช่แค่รถที่สวยงาม แต่ยังเป็นรถที่ตอบสนองต่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว
การเดินทางจากซ้ายสู่ขวา: ความใส่ใจในรายละเอียดภายในห้องโดยสาร
เมื่อก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารของ GLA ใหม่ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความใส่ใจในรายละเอียดที่ Mercedes-Benz ใส่ใจในทุกอณู ตั้งแต่ช่องเก็บของบริเวณคอนโซลหน้าฝั่งผู้โดยสาร ที่มาพร้อมระบบหน่วงเปิด-ปิด และไฟส่องสว่าง เพื่อความสะดวกสบายในการหยิบจับสิ่งของชิ้นเล็ก ด้านในมีช่องเก็บของที่กว้างพอสมควร และถาดสำหรับจัดระเบียบสิ่งของชิ้นเล็ก ให้ง่ายต่อการมองเห็น
ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 1 โซน สามารถปรับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 16-28 องศาเซลเซียส หากต้องการความอบอุ่น สามารถเลื่อนสวิตช์ไปที่ตำแหน่ง HIGH เพื่อเปิดระบบ Heater ได้ทันที แม้ว่าในรถ Crossover/SUV ยุคใหม่ การไม่มีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลังอาจดูเป็นจุดที่น่าตำหนิ แต่ช่องแอร์กลาง 3 ช่องที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาด ก็สามารถกระจายความเย็นไปถึงผู้โดยสารด้านหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
MBUX: หัวใจหลักของระบบ Infotainment
หัวใจสำคัญของประสบการณ์การขับขี่ใน GLA ทุกรุ่น คือระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว แสดงผลแบบ 3 มิติ การสั่งงานด้วยเสียง LINGUATRONIC และความสามารถในการอัปเดตระบบแบบ Over-The-Air (OTA) ฟังก์ชันหลักๆ ครอบคลุมการใช้งานทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์ ระบบนำทาง วิทยุ ระบบความบันเทิง แสงไฟ Ambient Light การแสดงข้อมูลรถยนต์ Mercedes Me และแอปพลิเคชันต่างๆ รวมถึงการตั้งค่าตัวรถ
สำหรับรุ่น GLA 200 นั้น มาพร้อมชุดเครื่องเสียงมาตรฐานที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีพอสมควร รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth และ USB พร้อมรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบเสียบสาย และระบบนำทาง Navigation System 3 มิติ พร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง ซึ่งให้เสียงที่ดีกว่า A 200 Sedan เล็กน้อย จัดอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจสำหรับการฟังเพลงทั่วไป
แต่สำหรับ Mercedes-AMG GLA 35 นั้น อัปเกรดขึ้นไปใช้ระบบเสียง Burmester® Surround Sound System พร้อม Sub-Woofer ที่มอบประสบการณ์เสียงอันไพเราะ เก็บรายละเอียดได้ดีเยี่ยม และให้มิติเสียงที่เหนือกว่า GLA 200 อย่างเห็นได้ชัด ใกล้เคียงกับระบบเสียง Harman Kardon ใน Volvo XC40 T5 Recharged
หน้าจออัจฉริยะ: ข้อมูลที่คุณต้องการ ครบถ้วนทุกการใช้งาน
สิ่งที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษบนหน้าจอ 10.25 นิ้ว คือการแสดงข้อมูลตัวรถและเครื่องยนต์แบบ Real-time ที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นองศาการเลี้ยว เปอร์เซ็นต์การเหยียบคันเร่ง/เบรก อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ กราฟแรงม้า แรงบิด แรงดันไฟแบตเตอรี่ และแรงดันเทอร์โบ (Turbo Boost) ฟังก์ชันนี้มีให้ทั้งใน GLA 200 และ AMG GLA 35
สำหรับ AMG GLA 35 ยังเพิ่มหน้าจอ AMG Performance เข้ามาอีกระดับ ซึ่งนอกจากฟังก์ชันพื้นฐานแล้ว ยังมี G-Force Meter การถ่ายกำลังไปยังล้อทั้ง 4 การทำงานของช่วงล่าง และระบบวัดแรงดันลมยาง Tyre Pressure/Temperature Monitoring มาให้ด้วย การควบคุมหน้าจอทั้งสองฝั่งสามารถทำได้ผ่านสวิตช์บนพวงมาลัย หรือ Touch Pad บริเวณคอนโซลกลาง พร้อมระบบ MBUX และ LINGUATRONIC ที่เป็นมาตรฐาน
แสงสว่างสร้างบรรยากาศ: Ambient Light 64 สี
อีกหนึ่งลูกเล่นที่น่าจะทำให้หลายคนหลงรัก GLA คือระบบไฟ Ambient Light ที่สามารถเลือกได้ถึง 64 สี พร้อมปรับความสว่างได้ตามต้องการ ช่วยสร้างบรรยากาศการขับขี่ในยามค่ำคืนให้พิเศษยิ่งขึ้น ระบบนี้มีมาให้ตั้งแต่รุ่นย่อย GLA 200 Progressive ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่เพิ่มคุณค่าให้กับห้องโดยสารเป็นอย่างดี
คอนโซลกลาง: การออกแบบที่ลงตัว และฟังก์ชันการใช้งาน
คอนโซลกลางของ GLA ได้รับการออกแบบให้มีความต่อเนื่องจากแผงหน้าปัดส่วนล่าง วัสดุ Piano Black ถูกนำมาใช้เป็นส่วนใหญ่ บริเวณด้านหน้าสุดมีช่องเก็บของพร้อมช่อง USB Type-C สำหรับเชื่อมต่อกับระบบ Infotainment และช่อง Power Outlet รวมถึงที่วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง พร้อมระบบล็อกกันการหกเลอะ
ถัดมาคือ Touch Pad ที่ตอบสนองการสัมผัสได้ดี โดยแบ่งออกเป็นส่วนควบคุมฟังก์ชันต่างๆ เช่น Dynamic Select, ปุ่มกล้องและระบบช่วยจอด, ปุ่ม Shortcut, สวิตช์รายการโปรด (Favorite) และสวิตช์ปรับระดับเสียง/Mute, ระบบนำทาง, เครื่องเสียง และโทรศัพท์
สำหรับรุ่น AMG GLA 35 จะมีการเพิ่มสวิตช์ปรับโหมดเกียร์ (D/M) และ ESP ทางด้านซ้ายของแป้นวางมือ และสวิตช์ปรับความหนืดของโช้คอัพทางด้านขวา เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับแต่งการขับขี่ให้เข้ากับสไตล์ของผู้ขับขี่
พนักวางแขนที่บุนุ่มหุ้มหนังสีดำ เดินตะเข็บด้ายสีแดง เมื่อกดปุ่ม เปิดออกจะเผยให้เห็นช่องเก็บของบุผ้าสักหลาด พร้อมช่องชาร์จ USB Type-C เพิ่มเติม
ความปลอดภัยรอบด้าน: การมองเห็นที่ครอบคลุม
กระจกมองข้างแบบ Wide Vision ที่ติดตั้งบริเวณมุมกระจกหน้าต่างคู่หน้า ช่วยเพิ่มมุมมองด้านข้างให้กว้างขึ้น แต่ที่น่าสังเกตคือ การที่ยังไม่มีระบบ Blind Spot Monitoring ในทั้งสองรุ่น ถือเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ควรจะมีในรถยุคนี้
ทัศนวิสัยรอบคันจากตำแหน่งผู้ขับขี่ถือว่าโปร่งโล่ง กระจกบังลมหน้าขนาดใหญ่ และตำแหน่งเบาะนั่งที่ค่อนข้างสูง ช่วยให้การกะระยะด้านหน้าทำได้ง่าย แม้ว่าเสา A-Pillar จะไม่ใหญ่เทอะทะ แต่การวางตำแหน่งกระจกมองข้างที่ชิดมุมเสา A-Pillar มากเกินไป อาจก่อให้เกิดมุมอับสายตาได้เล็กน้อย โดยเฉพาะในการเข้าโค้งขวา
ส่วนเสา D-Pillar มีขนาดใหญ่ตามโครงสร้างที่เน้นความแข็งแรงและปลอดภัย แต่ทัศนวิสัยด้านหลังก็ยังถือว่าโปร่งใช้ได้เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
ขุมพลังที่หลากหลาย: กลไกเบื้องหลังความแรง
Mercedes-Benz GLA ในเวอร์ชันตลาดโลก มาพร้อมเครื่องยนต์หลากหลาย ทั้งเบนซิน ดีเซล และ Plug-in Hybrid เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่แตกต่างกันทั่วโลก
เครื่องยนต์เบนซิน: มีตั้งแต่รุ่น GLA 180 (1.3 ลิตร, 136 แรงม้า), GLA 200 (1.3 ลิตร, 163 แรงม้า), GLA 220 (2.0 ลิตร, 190 แรงม้า), GLA 250 (2.0 ลิตร, 224 แรงม้า) ไปจนถึงรุ่นสมรรถนะสูงอย่าง AMG GLA 35 (2.0 ลิตร, 306 แรงม้า) และ AMG GLA 45/45 S (2.0 ลิตร, 387-421 แรงม้า)
เครื่องยนต์ดีเซล: มีให้เลือกในรุ่น GLA 180d (2.0 ลิตร, 150 แรงม้า), GLA 200d (2.0 ลิตร, 150 แรงม้า) และ GLA 220d (2.0 ลิตร, 190 แรงม้า)
EQ Power Plug-in Hybrid: รุ่น GLA 250e (1.3 ลิตร เบนซิน + มอเตอร์ไฟฟ้า, รวม 218 แรงม้า)
สำหรับตลาดประเทศไทย:
GLA ใหม่ นำเสนอใน 2 รุ่นหลัก คือ GLA 200 AMG Dynamic และ Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC
GLA 200 AMG Dynamic: ใช้เครื่องยนต์รหัส M282 DE 14 LA บล็อกเบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1.3 ลิตร (1,332 ซีซี) พัฒนาร่วมกับ Renault-Nissan-Mitsubishi Alliance ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,620 – 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 จังหวะ (7G-DCT) ขับเคลื่อนล้อหน้า เครื่องยนต์บล็อกนี้มีเทคโนโลยี Cylinder Deactivation System (CDS) ช่วยลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และได้รับการปรับปรุงเพื่อลดแรงเสียดทาน
Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC: ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์รหัส M 260 เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 2.0 ลิตร (1,991 ซีซี) พร้อมระบบอัดอากาศ Twin-scroll Turbocharger ให้กำลังสูงสุด 306 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 3,000 – 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ AMG SPEEDSHIFT DCT 8G และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC ที่สามารถแปรผันการกระจายกำลังได้
ระบบส่งกำลัง: ประสิทธิภาพที่ได้รับการยกระดับ
GLA 200 มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 จังหวะ (7G-DCT) ใหม่ ที่เน้นความนุ่มนวล ประหยัดน้ำมัน และตอบสนองได้ดี มีอัตราทดเกียร์ที่ช่วยให้การออกตัวและการเร่งแซงทำได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วน AMG GLA 35 ใช้เกียร์ AMG SPEEDSHIFT DCT 8G 8 จังหวะ ที่ทำงานผสานกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC เพื่อส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ถึง 5 โปรแกรม ได้แก่ Slippery, Comfort, Sport, Sport+ และ Individual
สมรรถนะการขับขี่: ความคล่องตัวที่เหนือกว่า
GLA 200 AMG Dynamic: ด้วยเครื่องยนต์ 1.3 ลิตร เทอร์โบ ให้สมรรถนะที่น่าประทับใจในการใช้งานทั่วไป การออกตัว 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาประมาณ 9.85 วินาที (โหมด Sport) และ 80-120 กม./ชม. ที่ 6.95 วินาที ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และดีพอที่จะแข่งขันกับคู่แข่งในกลุ่ม Premium Compact Crossover
Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC: นี่คืออีกระดับของสมรรถนะ การออกตัวด้วย RACE START สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 6.02 วินาที ซึ่งน่าตื่นเต้นเร้าใจ แรงดึงที่สัมผัสได้นั้นใกล้เคียงกับรถสปอร์ตสมรรถนะสูง การเร่งแซง 80-120 กม./ชม. ทำได้ในเวลาที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะเมื่อใช้ Paddle Shift ช่วยควบคุมการเปลี่ยนเกียร์
Top Speed: ความเร็วสูงสุดที่น่าทึ่ง
GLA 200: สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 213 กม./ชม. ซึ่งถือว่าดีสำหรับเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร
AMG GLA 35: สร้างความประหลาดใจด้วย Top Speed ที่ 251 กม./ชม. ซึ่งสามารถทำความเร็วสูงสุดได้อย่างรวดเร็ว และสอดคล้องกับสมรรถนะของเครื่องยนต์ AMG
NVH: ความเงียบที่ต้องพัฒนา
ในด้านการเก็บเสียงรบกวน (Noise Vibration and Harshness) ทั้ง GLA 200 และ AMG GLA 35 ทำได้ดีในการเก็บเสียงลมปะทะกระจก โดยเฉพาะที่ความเร็วต่ำกว่า 140 กม./ชม. แต่ยังคงมีเสียงรบกวนจากพื้นถนนและซุ้มล้อเข้ามาภายในห้องโดยสารค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดที่ Mercedes-Benz ควรปรับปรุงให้ดีขึ้นตามมาตรฐานของรถ Premium
ระบบบังคับเลี้ยว: ความแม่นยำที่สัมผัสได้
GLA 200: พวงมาลัยแบบ Rack & Pinion EPS มีน้ำหนักที่ปรับเปลี่ยนตามโหมด DYNAMIC Select ทำให้การควบคุมรถทำได้อย่างแม่นยำและคมในทุกช่วงการเลี้ยว รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.92 เมตร ทำให้การกลับรถทำได้อย่างคล่องตัว
AMG GLA 35: พวงมาลัยมีอัตราทดเฟืองที่ 14.4 : 1 ให้ความรู้สึกที่หนักแน่นและมั่นคงกว่าเมื่อใช้ความเร็วสูง
ระบบกันสะเทือน: สัมผัสที่แตกต่าง
GLA 200: ช่วงล่างแบบ Lowered Comfort Suspension ให้ความรู้สึกนุ่มกระชับ ซับแรงสะเทือนได้ดี เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อเจอสภาพถนนที่เป็นลอนคลื่น อาจมีอาการกระด้างบ้าง อย่างไรก็ตาม การเกาะถนนทำได้ดี แต่ยางติดรถอาจต้องพิจารณาเปลี่ยนหากเน้นการขับขี่แบบสปอร์ต
AMG GLA 35: ระบบ AMG Ride Control พร้อมช็อกอัพที่ปรับความหนืดได้ 3 ระดับ ให้ความรู้สึกที่แน่นหนึบ การเกาะถนนทำได้อย่างยอดเยี่ยม เหมาะกับการขับขี่แบบท้าทาย แต่ในโหมด Comfort ยังคงให้ความนุ่มสบายพอสมควร
ระบบห้ามล้อ: ความมั่นใจที่สัมผัสได้
ระบบเบรกของ GLA 200 เป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบช่วยเหลือพื้นฐาน ABS, EBD, Brake Assist ซึ่งให้ประสิทธิภาพการหยุดรถที่ดี สำหรับ AMG GLA 35 ได้อัปเกรดเป็นจานเบรกหน้าขนาด 350 มม. และหลัง 330 มม. พร้อมคาลิเปอร์ AMG ให้ประสิทธิภาพการเบรกที่ยอดเยี่ยม มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์
อุปกรณ์ความปลอดภัย: มั่นใจทุกการเดินทาง
GLA ทั้งสองรุ่นมาพร้อมระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน Active Safety และเชิงปกป้อง Passive Safety อย่างครบครัน อาทิ ระบบ ABS, ESP, Active Brake Assist, ถุงลมนิรภัยรอบคัน, ระบบ Cruise Control, PARKTRONIC, Active Parking Assist, Blind Spot Assist, Active Lane Keeping Assist และ Adaptive Highbeam Assist
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ความประหยัดที่สมเหตุสมผล
GLA 200 AMG Dynamic: ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 15.74 กม./ลิตร ในการทดสอบมาตรฐาน ซึ่งถือว่าสมเหตุสมผลสำหรับรถ Crossover Premium ขนาดนี้
AMG GLA 35 4MATIC: ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 13.70 กม./ลิตร ซึ่งเป็นไปตามคาดสำหรับรถสมรรถนะสูง
บทสรุป: ความสมบูรณ์แบบของ Crossover Premium
Mercedes-Benz GLA ใหม่ ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือการเดินทางสู่ความสมบูรณ์แบบของ Crossover Premium ที่ผสมผสานการออกแบบที่สวยงาม สมรรถนะที่เร้าใจ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยได้อย่างลงตัว ทั้ง GLA 200 และ AMG GLA 35 ต่างมีจุดเด่นที่น่าสนใจ และตอบสนองต่อกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน
GLA 200: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถ Premium Crossover ที่ใช้งานได้หลากหลาย เน้นความสบายในการขับขี่ และคุ้มค่ากับราคา
AMG GLA 35: สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเร้าใจในการขับขี่ และต้องการสมรรถนะระดับ AMG ในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น
การตัดสินใจเป็นของคุณ…
ไม่ว่าคุณจะเลือกรุ่นย่อยใด ทั้ง GLA 200 และ AMG GLA 35 ล้วนมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าประทับใจ และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz ในการนำเสนอรถยนต์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า หากคุณกำลังมองหา Crossover Premium ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และยกระดับทุกการเดินทาง ลองพิจารณา Mercedes-Benz GLA ใหม่ แล้วคุณจะพบว่าความสมบูรณ์แบบนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ขอเชิญชวนทุกท่านสัมผัสประสบการณ์จริงกับ Mercedes-Benz GLA ใหม่ ได้ที่โชว์รูม Mercedes-Benz ใกล้บ้านคุณ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจเลือกพาหนะคู่ใจที่ใช่ที่สุด อาจขึ้นอยู่กับคำแนะนำของคนในครอบครัวที่สำคัญที่สุดของคุณ… ลองพูดคุยกับคนที่คุณรัก แล้วคุณจะพบคำตอบที่ใช่ที่สุดสำหรับทุกการเดินทางของคุณ.

