• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N1201111 อจ าอย าร องไห part2

admin79 by admin79
January 9, 2026
in Uncategorized
0
N1201111 อจ าอย าร องไห part2

Ford Everest: การเดินทางสู่มาตรฐานใหม่ของ SUV/PPV ในประเทศไทย

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของตลาดรถยนต์ SUV/PPV ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในรถที่สร้างความน่าสนใจและท้าทายบรรดาเจ้าตลาดมาโดยตลอดก็คือ Ford Everest การเปิดตัว Everest รุ่นใหม่ ถือเป็นการก้าวไปข้างหน้าของ Ford ที่พยายามยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ประเภทนี้ในตลาดบ้านเราอย่างชัดเจน

พละกำลังและสมรรถนะ: แรงเกินคาด แต่มีข้อจำกัดที่ต้องทำความเข้าใจ

เมื่อพิจารณาตัวเลขสมรรถนะ หลายคนอาจเกิดคำถามว่าทำไม Ford Everest รุ่น 3.2 ลิตร 6AT 4×4 ที่มีพละกำลังสูงกว่า ถึงทำตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แพ้ให้กับคู่แข่งอย่าง Mitsubishi Pajero Sport ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กกว่าได้อย่างไร? คำตอบนั้นอธิบายได้ไม่ยากครับ ส่วนหนึ่งมาจากน้ำหนักตัวของ Everest รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ที่สูงถึง 2,480 กิโลกรัม เกือบ 2.5 ตัน บวกกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่แม้จะสวยงาม แต่ก็เพิ่มน้ำหนักให้กับตัวรถไม่น้อย

ในส่วนของรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ตัวเลขอาจดูไม่หวือหวาตามมาตรฐานทั่วไป หากมองเพียงตัวเลขตามเอกสาร แต่ในความเป็นจริง เครื่องยนต์ตระกูล Puma เวอร์ชันใหม่ทั้งสองรุ่น มีบุคลิกการตอบสนองที่น่าประหลาดใจในช่วงออกตัว 0-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถจะพุ่งทะยานออกไปให้สัมผัสของความกระปรี้กระเปร่าพอสมควร แต่เมื่อความเร็วแตะระดับ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราวกับว่าลิ้นปีกผีเสื้อจะมีการหรี่ลงเล็กน้อย ทำให้เสียจังหวะต่อเนื่องไปบ้าง หากไม่มีการลดทอนในช่วงนี้ ตัวเลข 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น่าจะดีกว่านี้อย่างน้อยรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ควรจะทำได้ในราว 11.6-11.7 วินาที และรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ควรจะอยู่ในช่วง 12 วินาที ปลายๆ

เมื่อพิจารณาถึงความเร็วสูงสุด รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 สามารถไต่ระดับความเร็วได้อย่างต่อเนื่องจนถึง 140-150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากนั้นจะเริ่มช้าลงและมักจะไปค้างอยู่ที่ประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การจะทำความเร็วให้เกินกว่านี้ อาจต้องอาศัยเนินส่งลงช่วย ก่อนจะไปหยุดนิ่งที่ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขณะที่รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 จะไต่ความเร็วขึ้นไปอย่างเนิบนาบแต่ต่อเนื่อง จนถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การจะทำความเร็วให้สูงกว่านี้ อาจต้องใช้เวลาแช่คันเร่งจนมิดนานหลายกิโลเมตร กว่าจะไปถึง Top Speed ที่ 181 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งต้องยอมรับว่า การทดสอบในลักษณะนี้เพื่อหาตัวเลขความเร็วสูงสุดนั้น เป็นการทำเพื่อการให้ข้อมูล ไม่ได้สนับสนุนให้ผู้อ่านนำไปปฏิบัติตาม เพราะเป็นอันตรายและผิดกฎหมายจราจร

การขับขี่ใช้งานจริง: “แรงสมตัว” พร้อมเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก

ในการใช้งานจริง พละกำลังของ Everest ทั้ง 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ให้สัมผัสที่ “แรงสมตัว” ไม่ได้เกินความคาดหมายนัก แม้รุ่น 3.2 ลิตร จะมีตัวเลขถึง 200 แรงม้า แต่เมื่อต้องแบกน้ำหนักรถกว่า 2.5 ตัน ก็ถือว่าทำได้เสมอตัว เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Chevrolet Trailblazer และ Mitsubishi Pajero Sport ใหม่

จุดที่น่าสังเกตคือในบางจังหวะ หลังจากการเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อเร่งแซง แล้วถอนคันเร่งฉับพลัน อาจมีอาการกระโจนไปข้างหน้าเล็กน้อย คล้ายกับรถยนต์เกียร์ CVT ซึ่งเกิดจากการหน่วงเวลาการปิดลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้าเล็กน้อย

สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 อัตราเร่งไม่ได้อืดอาดอย่างที่เห็นในตัวเลข หากทำความคุ้นเคยกับจังหวะการเร่งแซง และการเผื่อเวลาในการตอบสนองของสมองกลเล็กน้อย (ประมาณ 0.3-0.5 วินาที ก่อน Turbo Boost จะทำงานเต็มที่) ก็สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากต้องการความว่องไวเป็นพิเศษ การเหยียบคันเร่งให้ลึกเกินครึ่ง จะช่วยกระตุ้นให้ระบบจ่ายน้ำมันได้เร็วขึ้น ทำให้อัตราเร่งต่อเนื่องดีเกินคาด

เทคโนโลยี Active Noise Cancellation: สุนทรียภาพแห่งความเงียบ

หนึ่งในจุดเด่นที่น่าประทับใจที่สุดของ Ford Everest คือการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร ซึ่งทำได้ดีเยี่ยม จนเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่ม SUV/PPV คุณจะเริ่มได้ยินเสียงลมภายนอกเพียงแผ่วเบาเมื่อความเร็วเกิน 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากการใช้วัสดุซับเสียงคุณภาพสูงแล้ว Ford ยังได้นำเทคโนโลยี Active Noise Cancellation มาใช้ โดยใช้ไมโครโฟน 3 จุดในการจับเสียงรบกวน แล้วปล่อยคลื่นความถี่ตรงข้ามออกมาผ่านลำโพง เพื่อหักล้างเสียงเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้อาจทำให้เกิดเสียงสะท้อน (Echo) ในห้องโดยสารเล็กน้อย คล้ายกับอยู่ในห้องบันทึกเสียงขนาดใหญ่ และอาจทำให้ผู้โดยสารบางส่วนรู้สึกหูอื้อเล็กน้อย คล้ายอาการหูอื้อขณะเครื่องบินขึ้น แต่ไม่รุนแรงมากนัก การทดลองนั่งและขับขี่โดยสมาชิกในครอบครัวก่อนตัดสินใจซื้อ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ระบบบังคับเลี้ยว EPAS: แม่นยำ นุ่มนวล แต่มีจุดที่ต้องปรับปรุง

Ford Everest เป็นรถ SUV/PPV รายแรกในไทยที่ใช้พวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียนพร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPAS (Electronics Power Assist Steering Wheel) ซึ่งมีข้อดีคือการรองรับระบบช่วยจอด Parking Assist ที่ซับซ้อน

ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยรุ่น 3.2 ลิตร จะมีความเบาแต่ยังมีแรงต้านมืออยู่บ้าง ในระดับใกล้เคียงกับ BMW X5 รุ่นใหม่ ขณะที่รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 จะเบาจนน่าประหลาดใจ อาจต้องใช้ปลายนิ้วบังคับได้เลย ซึ่งหากมีการปรับให้หนืดขึ้นเล็กน้อยในช่วงความเร็วต่ำและสูง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น

แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยของทั้งสองรุ่นจะหนืดขึ้นจริง แต่ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะรุ่น 2.2 ลิตร การเซ็ตระยะฟรีและ On-centre feeling ทำได้ดีมาก การบังคับเลี้ยวมีความแม่นยำและต่อเนื่อง (Linear) ในระดับที่ SUV ทั่วไปควรจะเป็น ไม่ไวแบบรถสปอร์ต แต่ก็ไม่เนือยจนไร้ชีวิตชีวา

รัศมีวงเลี้ยว 5.85 เมตร อาจจะกว้างไปนิดสำหรับการเลี้ยวกลับรถในบางสถานการณ์ แต่โดยรวมแล้ว ระบบบังคับเลี้ยวถือเป็นจุดแข็งของ Everest

ช่วงล่าง: หนึบ แน่น มั่นคง เกาะถนนดีเยี่ยม

ระบบกันสะเทือนของ Everest ให้ความรู้สึกหนักแน่นและมั่นคง ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ Double Wishbone ส่วนด้านหลังเป็นแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์

ในช่วงความเร็วต่ำ รุ่น 3.2 ลิตร ที่เซ็ตมาแนวหนักแน่น อาจส่งแรงสะเทือนจากพื้นถนนขึ้นมาให้สัมผัสได้ชัดเจน แต่ไม่ถึงกับสะเทือนรุนแรงนัก ส่วนหนึ่งมาจากน้ำหนักตัวรถที่มากช่วยกดอาการดีดเด้งไว้

เมื่อใช้ความเร็วเดินทางหรือความเร็วสูง Everest 3.2 ลิตร ให้ความมั่นใจอย่างสูง ช่วงล่างยังคงนิ่ง หนักแน่น มั่นคง ยึดเกาะถนนได้ดีเยี่ยม อาการช่วงล่างด้านหลังดีดเด้งมีน้อยมาก

ขณะที่รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ให้ความรู้สึกที่แน่น หนึบ แต่ยังแอบมีการสะเทือนจากพื้นผิวขรุขระให้รับรู้บ้าง ไม่ได้เนียนเท่า Pajero Sport แต่ก็ถือว่าน้อยกว่ารุ่น 3.2 ลิตร

โดยรวมแล้ว ช่วงล่างของ Everest 3.2 ลิตร ถือว่าเซ็ตได้ดีที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทย สามารถพาเข้าโค้งต่างๆ ด้วยความเร็วสูงได้อย่างมั่นใจ

ระบบเบรก: นุ่มนวล มั่นใจ พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน

ระบบเบรกของ Everest ใช้ดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อมจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อน เสริมด้วยระบบ ABS, EBD, Brake Assist, ESP และ Traction Control

นอกจากนี้ ยังมีระบบช่วยเหลือขั้นสูง เช่น Roll Over Mitigation, Hill Descent Control (เฉพาะรุ่น 3.2 ลิตร 4×4), Hill Launch Assist (HLA) และ Trailer Sway Control (TSC)

แป้นเบรกมีระยะเหยียบที่ค่อนข้างยาวและลึก การตอบสนองนุ่มนวล ให้สัมผัสคล้ายรถยนต์ Mercedes-Benz คือมีลมจากหม้อลมส่งมารองรับ ทำให้การเบรกนุ่มนวลในการจราจรติดขัด และมั่นใจได้ในการหน่วงความเร็วจากย่านความเร็วสูง โดยไม่ปรากฏอาการ Fade

อย่างไรก็ตาม หากปรับปรุงการตอบสนองของแป้นเบรกให้ Linear มากขึ้น ตั้งแต่เริ่มแตะ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้อีก

ความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety): อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต

Ford Everest ในรุ่น Titanium+ (ทั้ง 2.2 ลิตร และ 3.2 ลิตร) ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety) มาอย่างเต็มพิกัด จนกลายเป็นจุดขายสำคัญ

Adaptive Cruise Control: ควบคุมความเร็วคงที่ และปรับลดความเร็วอัตโนมัติตามรถคันหน้า พร้อมระบบเตือนเมื่อเข้าใกล้มากเกินไป
Collision Mitigation: ระบบเตือนเมื่อเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป (แต่ไม่ช่วยเบรก)
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: เตือนเมื่อรถเบี่ยงออกจากเลน และช่วยประคองพวงมาลัยให้รถกลับเข้าเลน
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (ยกชุดมาจาก Volvo)
Active Parking Assist: ระบบช่วยจอดแบบอัตโนมัติ ทั้งแบบขนาน (Parallel Parking) และเข้าซอง (Perpendicular Parking)
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนเมื่อมีรถแล่นตัดผ่านด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด

ความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety): มาตรฐานระดับสากล

ในด้านความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety) Everest มาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ใบ (รุ่น 3.2 Titanium+ เพิ่มถุงลมนิรภัยหัวเข่าคนขับเป็น 7 ใบ) เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 7 ที่นั่ง จุดยึดเบาะ ISOFIX และระบบ ESS

ด้วยอุปกรณ์เหล่านี้ Everest จึงผ่านมาตรฐานการทดสอบความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก ANCAP และได้คะแนนสูงสุดในการทดสอบความปลอดภัยผู้โดยสารผู้ใหญ่ (AOP) จาก ASEAN NCAP

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: สมเหตุสมผลกับขนาดและน้ำหนัก

การคาดหวังอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเทียบเท่า Eco Car จากรถ SUV/PPV ที่มีน้ำหนักเกือบ 2 ตัน นั้นเป็นไปไม่ได้ Everest รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ทำตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 11.16 กิโลเมตร/ลิตร ส่วนรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ทำได้ 12.59 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งถือว่าน่าประหลาดใจที่ใกล้เคียงกับรถกระบะ Ranger 4 ประตู 4×2 รุ่นเดิม

ระยะทางต่อการเติมน้ำมัน 1 ถัง สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 อยู่ที่ประมาณ 700 กิโลเมตร ส่วนรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 อาจทำได้ราว 450-520 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับลักษณะการขับขี่

ปัญหาประจำรุ่น (Defect): จุดที่ต้องใส่ใจ

ตลอดระยะเวลาที่ Everest ออกสู่ตลาด มีรายงานปัญหา Defect เข้ามาอยู่บ้าง เช่น ปัญหาไฟไหม้ในออสเตรเลีย (แก้ไขโดยการตรวจสอบการประกอบขั้วแบตเตอรี่), อาการแป้นคันเร่งสั่น (แก้ไขโดยการอัปเกรด Firmware), ปัญหาระบบไฟฟ้า (แก้ไขโดยการรีสตาร์ทเครื่องยนต์ หรือนำเข้าศูนย์บริการ), เสียงกระพือที่หลังคา Panoramic Sunroof (แก้ไขในล็อตการผลิตหลังๆ), สติกเกอร์ที่เพลาขับหลัง (แก้ไขโดยการลอกออก), ปัญหา EGR (ต้องทำความสะอาด), ปัญหา CKP Sensor (แก้ไขโดยการเปลี่ยนอะไหล่สำหรับรถที่ผลิตก่อนเดือนเมษายน 2016), ซีลเดือยหมู/เฟืองท้าย (อาจมีคราบเล็กน้อยที่สามารถเช็ดทำความสะอาดได้) ปลั๊กไฟ 220V (เคยมีฟิวส์ตัดขาดและกลิ่นไหม้) และจอ Monitor ค้าง (ให้ระบบ Re-Boot เอง)

สรุป: “Poorman’s Range Rover” ที่ตั้งมาตรฐานใหม่

Ford Everest ใหม่ ถือเป็นการตอกย้ำนโยบาย Global Car ของ Ford ที่พยายามสร้างรถยนต์ที่สามารถขายได้ทั่วโลก พร้อมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย

การที่ทีมวิศวกรเลือกใช้ Toyota Land Cruiser Prado เป็น Benchmark ในการพัฒนา U375 Project ส่งผลให้ Everest มีข้อดีที่เหนือกว่าคู่แข่งในหลายด้าน:

ความปลอดภัย Hi-Tech: อุปกรณ์ความปลอดภัยเชิงป้องกันที่อัดแน่นจนคู่แข่งต้องมองค้อน
ช่วงล่างแน่นและมั่นคง: การยึดเกาะถนนดีเยี่ยมในทุกช่วงความเร็ว
การขับขี่คล่องตัว: คล่องตัวกว่าที่คิดในช่วงความเร็วต่ำ
ความหนักแน่นที่ความเร็วสูง: มั่นคงและมั่นใจที่สุดในตลาด
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ยกชุดมาจาก Land Rover
ภายในหรูหรา: ใกล้เคียง Range Rover จนแทบไม่เหลือภาพลักษณ์ PPV แบบดั้งเดิม

Everest สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบในแง่ของตัวรถ

ข้อที่ควรปรับปรุง:

น้ำหนักตัว: ส่งผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
พวงมาลัย: ควรหนืดขึ้นเล็กน้อยในช่วงความเร็วสูง โดยเฉพาะรุ่น 2.2 ลิตร
แป้นเบรก: ควรตอบสนองไวขึ้นในช่วงแรกที่เริ่มแตะ
มาตรวัดรอบ: มีขนาดเล็ก อ่านยาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: ยากลำบากกว่ารุ่นก่อน
ระบบไฟฟ้า: ความซับซ้อนอาจเป็นข้อกังวลในระยะยาว

คู่แข่งในตลาด:

Chevrolet Trailblazer: แรง แต่ศูนย์บริการยังต้องพิสูจน์
Isuzu MU-X: ประหยัดน้ำมัน ศูนย์บริการดี แต่ช่วงล่างแอบเด้ง
Mitsubishi Pajero Sport: ดีไซน์ล้ำ สมรรถนะดี แต่ช่วงล่างนุ่มไปนิด
Nissan “Navara SUV/PPV”: รอการเปิดตัว
Toyota Fortuner: เจ้าตลาด ช่วงล่างแข็งกระด้าง แต่ศูนย์บริการเยอะ

รุ่นที่คุ้มค่าที่สุด:

2.2 Titanium+ 4×2 6AT: คุ้มค่าที่สุดในไลน์อัพ ให้ Option ใกล้เคียงรุ่น Top ในราคาที่เข้าถึงง่าย
3.2 Titanium+ 4×4 6AT: หากจำเป็นต้องใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และมีงบประมาณ รุ่น Top เป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผล

ข้อควรพิจารณาด้านบริการหลังการขาย:

Ford Everest เป็นรถที่มีจุดขายแข็งแกร่ง แต่ปัญหาด้านบริการหลังการขาย และ Defect ของตัวรถ ยังคงเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แม้ Ford จะมีความพยายามในการปรับปรุง แต่ก็ยังไม่สามารถทิ้งห่างคู่แข่งได้ชัดเจน การแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ และการสื่อสารกับลูกค้าอย่างจริงใจ คือสิ่งที่ Ford ควรให้ความสำคัญ

Ford Everest ได้ยกระดับมาตรฐานของ SUV/PPV ในประเทศไทยไปอีกขั้น ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยี สมรรถนะ และความปลอดภัย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ให้ความรู้สึกพรีเมียม ทันสมัย และพร้อมลุยได้ทุกสถานการณ์ Ford Everest คือหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม

หากคุณพร้อมแล้ว ที่จะสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของ SUV/PPV ที่เหนือกว่าใคร ลองเข้ามาทดลองขับ Ford Everest เพื่อค้นหาคำตอบด้วยตัวคุณเองได้ที่โชว์รูม Ford ใกล้บ้านคุณวันนี้

Previous Post

N1201110 อย าย ดโลกของเราไปให ใคร part2

Next Post

N1201109 เจ าสาวหน าเง น! part2

Next Post
N1201109 เจ าสาวหน าเง น! part2

N1201109 เจ าสาวหน าเง น! part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N1401060 เช ญคนแปลกหน าเข าบ าน จนเก ดเหต ไม คาดค part2
  • N1401072 อยากเป นห วแถว แต เก อบก นแห วเพราะแฟนเก part2
  • N1401070 รอคอยเธอมา 10ป เจอก นอ กท องได เป นแฟน part2
  • N1401078 การร บม อก บคำโกหก นไม ใช เร องง าย (1) part2
  • N1401061 เช อฟ งภรรยาได กคน part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.