นิสสัน ซิลฟี โฉมใหม่: หมัดเด็ดโค่นตลาด EV จีน ด้วยราคา 8 แสนบาท
ในสมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังดุเดือดในประเทศจีน นอกจากการแข่งขันของผู้ผลิตท้องถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐแล้ว ยังมีผู้ผลิตรายใหญ่จากต่างประเทศที่พยายามงัดกลยุทธ์มาต่อสู้ หนึ่งในนั้นคือ นิสสัน (Nissan) ที่ประกาศเปิดตัว นิสสัน ซิลฟี ซีโร่ อิเล็กทริก (Nissan Sylphy Zero Emission) รถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับราคาอันน่าดึงดูดใจเพียง 1.66 แสนหยวน หรือราว 8 แสนบาท โดยมีเป้าหมายหลักคือการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด EV จีนที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
เบื้องหลังการแข่งขัน EV จีน: รัฐสนับสนุน ผลักดันผู้ผลิตท้องถิ่น
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีนมีความพิเศษอย่างยิ่งอันเป็นผลมาจากการสนับสนุนอย่างแข็งขันของรัฐบาลจีน ที่ต้องการผลักดันประเทศให้เป็นผู้นำด้านยานยนต์พลังงานสะอาด สร้างเมืองที่ปราศจากมลพิษ และก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิต EV ที่สำคัญของโลก มาตรการสนับสนุนเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การอุดหนุนโดยตรง การลดหย่อนภาษี และการอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน ไม่ว่าจะเป็น BYD, NIO, Wuling, Geely หรือแบรนด์หน้าใหม่ต่างสามารถสร้างสรรค์รถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงในราคาที่แข่งขันได้
สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์จากต่างประเทศที่ไม่ได้อยู่ในข่ายได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลจีน ต้องเผชิญกับความท้าทายในการเข้าสู่ตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การไม่เข้ามาทำตลาดก็เท่ากับการพลาดโอกาสทอง แต่การเข้ามาโดยไม่มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนก็อาจนำไปสู่การแข่งขันที่เสียเปรียบ ด้วยเหตุนี้ นิสสันจึงเลือกใช้แนวทางที่ชาญฉลาด ผ่านการจัดตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Venture) กับพันธมิตรท้องถิ่น คือ Dongfeng Nissan Passenger Vehicle เพื่อเป็นกลไกในการบุกตลาด EV จีน
นิสสัน ซิลฟี ซีโร่ อิเล็กทริก: นวัตกรรม EV จาก DNA Leaf
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นิสสันครั้งนี้ คือการนำรุ่นรถยนต์ยอดนิยมอย่าง นิสสัน ซิลฟี (Nissan Sylphy) มาปรับปรุงให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยใช้ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าจาก นิสสัน ลีฟ (Nissan Leaf) ซึ่งเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดทั่วโลก การนำชื่อรุ่นที่คุ้นเคยมาต่อยอดผนวกกับเทคโนโลยี EV ที่พิสูจน์แล้ว ทำให้ นิสสัน ซิลฟี ซีโร่ อิเล็กทริก มีความน่าสนใจตั้งแต่แรกเห็น
การพัฒนารถยนต์รุ่นนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนเครื่องยนต์จากสันดาปเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า แต่เป็นการปรับปรุงโครงสร้างและสมรรถนะครั้งใหญ่ เนื่องจาก ซิลฟี เดิมเป็นรถยนต์ที่ออกแบบมาสำหรับเครื่องยนต์สันดาป ผู้พัฒนาจึงต้องคำนึงถึงการกระจายน้ำหนักใหม่ เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสมดุลที่ยอดเยี่ยม การเลือกใช้แพลตฟอร์มขนาด Full-Size และการปรับปรุงระบบช่วงล่างและแชสซีส์ ทำให้ ซิลฟี ซีโร่ อิเล็กทริก สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ใกล้เคียงกับ นิสสัน ลีฟ ในแง่ของความนุ่มนวลและการควบคุม รวมถึงระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จหนึ่งครั้งที่ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 338 กิโลเมตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ราคา 8 แสนบาท: ปัจจัยพลิกเกมในตลาด EV จีน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ นิสสัน ซิลฟี ซีโร่ อิเล็กทริก โดดเด่นเหนือคู่แข่ง คือราคาขายเริ่มต้นที่ 1.66 แสนหยวน (ประมาณ 8 แสนบาท) การตั้งราคาในระดับนี้ถือเป็นการประกาศสงครามราคาอย่างชัดเจนในตลาด EV จีน ซึ่งนอกจากจะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตท้องถิ่นรายอื่นๆ ได้อย่างสูสีแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความน่าสนใจและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้บริโภคชาวจีนที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่จับต้องได้
นอกจากราคาที่ยั่วใจแล้ว ตลาดจีนยังมีปัจจัยส่งเสริมอื่นๆ ที่เอื้อต่อการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งความพร้อมของผู้บริโภคที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ และนโยบายสนับสนุนของรัฐบาล ทำให้ นิสสัน ซิลฟี ซีโร่ อิเล็กทริก มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จและมีส่วนช่วยผลักดันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของนิสสันให้เติบโตยิ่งขึ้น
อนาคตของตลาด EV และบทบาทของนิสสัน
การรุกตลาดอย่างเต็มตัวของนิสสันด้วย นิสสัน ซิลฟี ซีโร่ อิเล็กทริก นี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าแบรนด์รถยนต์ระดับโลกกำลังให้ความสำคัญกับตลาด EV จีนอย่างจริงจัง กลยุทธ์การตั้งราคาที่เข้าถึงง่าย ผนวกกับเทคโนโลยี EV ที่ได้รับการยอมรับ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาดได้อย่างแน่นอน
สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน นี่คือสัญญาณเตือนที่ต้องเตรียมรับมือ และอาจจะต้องงัดกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อรักษาฐานลูกค้าและส่วนแบ่งทางการตลาดต่อไป การแข่งขันที่เข้มข้นนี้จะยิ่งผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ และทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพและราคาเหมาะสม
แนวโน้มยางรถยนต์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและ SUV ในประเทศไทย
นอกเหนือจากความเคลื่อนไหวในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว ข้อมูลจาก YellowTire.com แพลตฟอร์มออนไลน์ด้านยางรถยนต์ ได้เปิดเผยแนวโน้มที่น่าสนใจเกี่ยวกับขนาดของยางรถยนต์ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย โดยเฉพาะ “ยางขอบ 20 นิ้ว” ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในปี 2568 ในกลุ่มรถยนต์ SUV, รถกระบะสมรรถนะสูง และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นกลุ่มยานยนต์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดไทย
10 อันดับขนาด “ยางขอบ 20 นิ้ว” ที่ได้รับความนิยมสูงสุด (ปี 2568)
265/50R20
275/55R20
255/45R20
265/55R20
245/45R20
245/35R20
255/55R20
245/40R20
33X12.5R20
255/40R20
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาความสมดุลระหว่างดีไซน์ที่สวยงามกับสมรรถนะการขับขี่ที่ดี โดยเฉพาะในรถ SUV และ EV ที่ต้องการการยึดเกาะถนนที่มั่นคงและความเงียบขณะขับขี่
ตัวอย่างรถยนต์ที่นิยมใช้ยางขอบ 20 นิ้ว
265/50R20: Ford Everest, Toyota Fortuner, Isuzu MU-X, GWM Tank 500
275/55R20: Ford Ranger, Toyota Hilux Revo, Isuzu D-Max, Mitsubishi Triton
255/45R20: Mercedes-Benz GLC, Kia EV5, BMW i7, Deepal SO7 (รุ่น EV)
245/45R20: Volvo V90 Cross Country, BYD Sealion 7 (รุ่น EV), Zeekr X (รุ่น EV)
33X12.5R20: Mazda BT-50, Toyota Revo, Isuzu D-Max (สำหรับรถยกสูง/Off-road)
แนวโน้มตลาด “ยางขอบ 20 นิ้ว” ในปี 2568
ตลาด ยางขอบ 20 นิ้ว คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ SUV ขนาดกลางถึงใหญ่ ซึ่งมักติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 19-21 นิ้วมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่งผลให้ความต้องการยางขนาดใหญ่ประเภท Performance Tire และ Comfort Tire เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การเลือกใช้ยางขอบใหญ่ยังตอบโจทย์ด้านความสวยงามและเพิ่มความมั่นคงในการทรงตัว ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญสำหรับผู้บริโภคในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมและรถยนต์พลังงานทางเลือก
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านยางรถยนต์
“ขนาด ยาง 265/50R20 และ 275/55R20 ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มรถ SUV และรถกระบะพรีเมียม เนื่องจากให้ความสมดุลระหว่างความนุ่มนวลและการยึดเกาะถนนได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ยางที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งมีแรงบิดสูงขึ้น” ผู้เชี่ยวชาญด้านยางรถยนต์ให้ทัศนะ
มองภาพรวมตลาด EV ทั่วโลก
ตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ในประเทศจีนยังคงร้อนแรง โดยในเดือนพฤษภาคม 2568 มีการจำหน่ายสูงถึง 1.021 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 28.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 12.1% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
BEV (รถยนต์ไฟฟ้าล้วน): 607,000 คัน
PHEV (ปลั๊กอินไฮบริด): 298,000 คัน
EREV (รถ EV ที่มีเครื่องยนต์ปั่นไฟ): 116,000 คัน
Geely Geome Xingyuan กลายเป็นรถ NEV ที่ขายดีที่สุดในเดือนพฤษภาคม ด้วยยอดขาย 38,715 คัน และยังครองแชมป์ยอดขายสะสมสูงสุดตั้งแต่ต้นปี 2568 ที่ 164,049 คัน
BYD ยังคงเป็นผู้นำตลาด โดยมีถึง 9 รุ่นติดอันดับ Top 20 โดย BYD Seagull อยู่ในอันดับ 2 ด้วยยอดขาย 31,105 คัน และ Qin Plus ในอันดับ 3 ด้วยยอดขาย 29,328 คัน
Wuling Hongguang Mini EV ยังคงรักษาตำแหน่งที่ 4 ด้วยยอดขาย 29,017 คัน
Xiaomi SU7 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากแบรนด์เทคโนโลยี ก็สร้างความฮือฮาด้วยยอดขาย 28,013 คัน รั้งอันดับ 5
Tesla ยังคงมีส่วนแบ่งตลาด โดย Model Y ขายได้ 24,770 คัน และ Model 3 ขายได้ 13,818 คัน
แนวโน้มนี้บ่งชี้ว่าแบรนด์จีนจะยิ่งขยายอิทธิพลในตลาด EV ทั้งในและนอกประเทศมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2568
ตลาดรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา
ตลาดรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นปี 2568 ได้ดี โดยเติบโตประมาณ 4% ในไตรมาสแรก ยอดขายส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่ม SUV และรถกระบะ แม้จะมีความกังวลเรื่องการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ กลุ่มที่เติบโตโดดเด่นคือรถยนต์ Hybrid
25 อันดับรุ่นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในสหรัฐฯ ประจำไตรมาสแรกปี 2568 (เรียงจากน้อยไปมาก)
อันดับ 25: Ford Maverick (38,015 คัน)
อันดับ 24: Subaru Outback (39,934 คัน)
อันดับ 23: Honda HR-V (40,944 คัน)
อันดับ 22: Tesla Model 3 (ประมาณ 41,000 คัน)
อันดับ 21: Kia Sportage (41,301 คัน)
อันดับ 20: Subaru Crosstrek (43,612 คัน)
อันดับ 19: Ford Explorer (47,314 คัน)
อันดับ 18: Jeep Grand Cherokee (48,465 คัน)
อันดับ 17: Subaru Forester (49,865 คัน)
อันดับ 16: Nissan Sentra (54,536 คัน)
อันดับ 15: Hyundai Tucson (54,973 คัน)
อันดับ 14: Toyota Corolla (55,456 คัน)
อันดับ 13: Honda Civic (58,976 คัน)
อันดับ 12: Chevrolet Trax (59,021 คัน)
อันดับ 11: Toyota Tacoma (59,825 คัน)
อันดับ 10: Nissan Rogue (62,102 คัน)
อันดับ 9: Toyota Camry (70,308 คัน)
อันดับ 8: Tesla Model Y (ประมาณ 71,000 คัน)
อันดับ 7: Chevrolet Equinox (71,002 คัน)
อันดับ 6: GMC Sierra (77,292 คัน)
อันดับ 5: RAM Pickup (78,848 คัน)
อันดับ 4: Honda CR-V (103,325 คัน)
อันดับ 3: Toyota RAV4 (115,402 คัน)
อันดับ 2: Chevrolet Silverado (125,298 คัน)
อันดับ 1: Ford F-series (183,202 คัน)
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในประเทศไทย (มกราคม 2568)
ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ในเดือนมกราคม 2568 อยู่ที่ 12,376 คัน ซึ่งลดลง 9.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 (13,653 คัน)
Top 20 อันดับยอดจดทะเบียนสูงสุด (มกราคม 2568)
BYD Sealion 7 (1,757 คัน)
BYD Dolphin (1,446 คัน)
Deepal S07 (1,221 คัน)
MG4 Electric (1,114 คัน)
DENZA D9 (769 คัน)
NETA V (576 คัน)
ORA Good Cat (485 คัน)
BYD M6 (459 คัน)
ChangAn Lumin (410 คัน)
NETA X (409 คัน)
Aion HYPTEC HT (406 คัน)
BYD Seal (376 คัน)
Aion Y Plus (360 คัน)
BYD Atto 3 (324 คัน)
Aion V (268 คัน)
Jaecoo 6 EV (250 คัน)
Omoda C5 EV (157 คัน)
Deepal L07 (145 คัน)
ZEEKR 009 (124 คัน)
XPENG G6 (123 คัน)
Tesla กำลังซุ่มพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ “E41” โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการผลิตลง 20% เทียบกับ Model Y และวางแผนผลิตที่ Gigafactory เซี่ยงไฮ้ในปี 2569 เพื่อเจาะตลาดจีนโดยเฉพาะ
ตลาดรถยนต์ไทย (กันยายน 2568)
ยอดขายรถยนต์รวมในเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 48,350 คัน เพิ่มขึ้น 23.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยตลาดรถยนต์นั่งเติบโต 25.5% และตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์เติบโต 24.4%
ตลาดรถยนต์รวม: 48,350 คัน (เพิ่มขึ้น 23.8%)
อันดับ 1: Toyota (18,472 คัน)
อันดับ 2: Honda (5,092 คัน)
อันดับ 3: Isuzu (4,931 คัน)
ตลาดรถยนต์นั่ง: 19,671 คัน (เพิ่มขึ้น 25.5%)
อันดับ 1: Toyota (6,848 คัน)
อันดับ 2: Honda (3,036 คัน)
อันดับ 3: MG (1,650 คัน)
ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์: 28,679 คัน (เพิ่มขึ้น 24.4%)
อันดับ 1: Toyota (11,624 คัน)
อันดับ 2: Isuzu (4,931 คัน)
อันดับ 3: Honda (2,056 คัน)
กลุ่มรถยนต์ HEV (Hybrid Electric Vehicle) มียอดขาย 12,756 คัน เพิ่มขึ้น 73.45% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมียอดขายสะสม 9 เดือนแรกถึง 102,372 คัน คิดเป็นส่วนแบ่ง 51% ของตลาด xEV ทั้งหมด
ประเภทรถยนต์ Hatchback: ทางเลือกที่คุ้มค่าและหลากหลาย
รถยนต์ Hatchback ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่มองหารถยนต์ที่มีความคล่องตัว ประหยัดน้ำมัน และมีพื้นที่ใช้สอยเพียงพอต่อการใช้งาน
รถ Hatchback ที่น่าสนใจในปี 2568:
Honda City Hatchback: โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ต ระบบ e:HEV ที่ประหยัดน้ำมัน และฟังก์ชันความปลอดภัยครบครัน
Toyota Yaris Hatchback: ความน่าเชื่อถือ ทนทาน ศูนย์บริการครอบคลุม และราคาที่คุ้มค่า
Mazda 2 Hatchback: ดีไซน์ล้ำสมัย ขับสนุก ช่วงล่างดี และวัสดุภายในคุณภาพสูง
Mazda 3 Fastback: ความพรีเมียม หรูหรา ดีไซน์สะกดทุกสายตา และเทคโนโลยี i-Activsense
Suzuki Swift: รถคันเล็ก ประหยัดน้ำมัน ช่วงล่างดีเยี่ยม และราคาเข้าถึงง่าย
Mitsubishi Mirage: ขนาดกะทัดรัด ขับง่าย ประหยัดน้ำมัน เหมาะสำหรับมือใหม่
Honda Civic Hatchback (มือสอง): สมรรถนะเร้าใจ เครื่องยนต์ 1.5 Turbo และดีไซน์ที่ยังคงความทันสมัย
Nissan March (มือสอง): ผู้บุกเบิก Eco Car ประหยัดน้ำมัน คล่องตัว และอะไหล่ราคาไม่แพง
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการที่หลากหลายในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงยานยนต์นี้ การพิจารณารถยนต์ไฟฟ้าอย่าง นิสสัน ซิลฟี ซีโร่ อิเล็กทริก หรือสำรวจตัวเลือก ยางรถยนต์ขนาด 20 นิ้ว ที่รองรับรถยนต์สมัยใหม่ หรือมองหารถยนต์ Hatchback ที่คุ้มค่า อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการก้าวเข้าสู่อนาคตของการเดินทาง
ก้าวต่อไปของคุณคือการตัดสินใจที่ชาญฉลาด ไม่ว่าคุณจะสนใจเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังมาแรง การเลือกยางรถยนต์ที่เหมาะสมกับรถยนต์ของคุณ หรือการมองหารถยนต์ Hatchback ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ตลาดรถยนต์ในปี 2568 นี้ มีตัวเลือกที่หลากหลายและน่าตื่นเต้นรอคุณอยู่ หากต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม หรือต้องการทดลองขับรถยนต์รุ่นที่สนใจ โปรดติดต่อผู้จำหน่าย หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์ที่เชื่อถือได้ เพื่อให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุด.

