นิสสัน ซิลฟี ซีโร่ อิดิชั่น: หมัดเด็ดทะลวงตลาด EV จีน ด้วยราคาดุดัน สู่ยุคใหม่แห่งยานยนต์พลังงานสะอาด
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวขึ้นมาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ซึ่งกำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไปอย่างสิ้นเชิง หนึ่งในสมรภูมิที่ดุเดือดและน่าจับตามองที่สุดคือตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีน ตลาดที่รัฐบาลผลักดันอย่างจริงจังจนเกิดการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างผู้ผลิตท้องถิ่นที่ดาหน้าส่งรถยนต์ EV ออกมาอย่างไม่ขาดสาย นี่คือสมรภูมิที่ Nissan ต้องงัดกลยุทธ์เด็ดออกมาสู้ นั่นคือ “นิสสัน ซิลฟี ซีโร่ อิดิชั่น” (Nissan Sylphy Zero Emission) หรือในชื่อที่คุ้นเคยสำหรับตลาดจีนว่า “Dongfeng Nissan Sylphy EV” ที่มาพร้อมกับราคาที่ต้องบอกว่า “ช็อกวงการ”
แรงหนุนจากรัฐบาลจีน: ตัวเร่งปฏิกิริยาตลาด EV
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านโยบายสนับสนุนยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles: NEVs) ของรัฐบาลจีน เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ทำให้ตลาด EV เติบโตอย่างก้าวกระโดด เป้าหมายในการผลักดันให้จีนกลายเป็นประเทศปลอดมลพิษและเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ EV ของโลก ได้สร้างแรงจูงใจมหาศาลให้กับผู้ผลิตทั้งในและนอกประเทศ การสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุน การลดหย่อนภาษี หรือการอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้เปิดโอกาสให้แบรนด์จีนอย่าง BYD, NIO, Geely, Wuling, และอีกมากมาย เติบโตอย่างก้าวกระโดด และสามารถนำเสนอรถยนต์ EV ที่มีราคาเข้าถึงได้ง่าย
แต่สำหรับค่ายรถยนต์จากต่างชาติ การเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่มีการจัดตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Venture) กับบริษัทจีน จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนเต็มที่ ทำให้หลายค่ายต้องเลือกระหว่างการเข้าสู่ตลาดด้วยข้อจำกัด หรือการปล่อยโอกาสทองนี้ไป Nissan เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เลือกจะเดินหน้า โดยได้ก่อตั้ง Dongfeng Nissan Passenger Vehicle ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าที่แข็งแกร่ง เพื่อรุกตลาด EV จีนอย่างเต็มตัว
Nissan Sylphy Zero Emission: การพลิกโฉมสู่ EVs ด้วยราคาที่เข้าถึงได้
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ครั้งนี้ของ Nissan คือการนำเอารุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงอย่าง Sylphy มาพัฒนาร่วมกับระบบขับเคลื่อนของ Nissan Leaf รถยนต์ EV ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก และตั้งชื่อใหม่ว่า “Sylphy Zero Emission” นี่คือการผสมผสานความคุ้นเคยของตลาดกับเทคโนโลยี EV ที่พิสูจน์แล้ว
การปรับเปลี่ยน Sylphy จากรถยนต์สันดาปมาสู่รถยนต์ไฟฟ้า 100% ไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมวิศวกรต้องทำงานหนักเพื่อปรับสมดุลของตัวรถหลังการติดตั้งระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า การออกแบบฐานล้อให้รองรับน้ำหนักของแบตเตอรี่ และที่สำคัญคือการปรับปรุงสมรรถนะการขับขี่ให้ใกล้เคียงกับ Nissan Leaf ซึ่งสามารถวิ่งได้ระยะทางกว่า 338 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ราคาคืออาวุธชิ้นสำคัญของ Nissan Sylphy Zero Emission สำหรับตลาดจีน โดยมีราคาเริ่มต้นเพียง 1.66 แสนหยวน หรือประมาณ 8 แสนบาท ซึ่งเป็นราคาที่สามารถแข่งขันได้อย่างสูสีกับผู้ผลิตท้องถิ่นรายอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือของแบรนด์ Nissan และเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามาอย่างยาวนาน การตั้งราคาเชิงรุกนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของ Nissan ในจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Nissan พร้อมที่จะเป็นผู้เล่นตัวหลักในตลาด EV จีน
แนวโน้มตลาด EV จีน 2025: การแข่งขันที่ร้อนแรงและโอกาสที่ซ่อนอยู่
รายงานข้อมูลล่าสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ในจีน ซึ่งประกอบไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน (BEVs), รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Extended-Range Electric Vehicle (EREVs) ในเดือนพฤษภาคม 2025 ยอดขายรถกลุ่มนี้สูงถึง 1.021 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 28.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
โดยประเภทรถยนต์ที่ครองตลาดมีดังนี้:
BEV: 607,000 คัน
PHEV: 298,000 คัน
EREV: 116,000 คัน
Geely Geome Xingyuan ขึ้นแท่นเป็นรถยนต์ NEV ที่ขายดีที่สุดในเดือนพฤษภาคม ด้วยยอดขาย 38,715 คัน และยังคงเป็นผู้นำยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปี ด้วยสถิติ 164,049 คัน แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จอย่างรวดเร็วของรถรุ่นใหม่ที่เปิดตัวเพียงไม่กี่เดือน
อย่างไรก็ตาม BYD ยังคงเป็นยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดอย่างแท้จริง โดยมีรถยนต์ติดอันดับ Top 20 มากถึง 9 รุ่น ในเดือนพฤษภาคม BYD มียอดขายรวมจาก 9 รุ่นนี้ประมาณ 181,000 คัน โดย BYD Seagull และ Qin Plus ต่างติดอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ
แบรนด์อื่นๆ ที่น่าจับตามอง ได้แก่ Wuling Hongguang Mini EV ซึ่งยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กได้อย่างเหนียวแน่น ตามมาด้วย Xiaomi SU7 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากแบรนด์ Gadget ชื่อดัง ที่สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดขายที่น่าประทับใจ และ Tesla แม้จะเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง แต่ Model Y และ Model 3 ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยม
เทรนด์ยางรถยนต์ 2025: ขอบ 20 นิ้ว ความนิยมที่พุ่งสูง
นอกเหนือจากความเคลื่อนไหวในตลาดรถยนต์ การเติบโตของรถยนต์ SUV, รถกระบะสมรรถนะสูง และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังส่งผลโดยตรงต่อตลาดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ยางรถยนต์” ข้อมูลจาก YellowTire.com แพลตฟอร์มออนไลน์ด้านยางรถยนต์ชั้นนำในประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า “ยางขอบ 20 นิ้ว” กลายเป็นหนึ่งในขนาดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2025
ความนิยมนี้สะท้อนถึงเทรนด์การออกแบบรถยนต์ที่เน้นความสวยงาม สมรรถนะ และความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ SUV และ EV ที่ต้องการการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม ความเงียบขณะขับขี่ และความสามารถในการรองรับแรงบิดสูง ขนาดยางยอดนิยม 10 อันดับแรก ได้แก่:
265/50R20
275/55R20
255/45R20
265/55R20
245/45R20
245/35R20
255/55R20
245/40R20
33X12.5R20
255/40R20
ตัวอย่างรถยนต์ที่ใช้ยางขอบ 20 นิ้ว เช่น Ford Everest, Toyota Fortuner, Isuzu MU-X, GWM Tank 500, Ford Ranger, Toyota Hilux Revo, Kia EV5, BMW i7, Deepal SO7, Volvo V90 Cross Country, BYD Sealion 7, Zeekr X เป็นต้น
สำหรับขนาด 265/50R20 ซึ่งเป็นที่นิยมสูงสุด พบว่ามีรุ่นยางยอดนิยมจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Continental, Michelin, Nitto, Bridgestone, Yokohama, Dunlop, Deestone, Maxxis, และ Westlake โดยมีราคาตั้งแต่ประมาณ 2,500 บาท ไปจนถึงกว่า 8,000 บาทต่อเส้น ขึ้นอยู่กับแบรนด์และรุ่น
ผู้เชี่ยวชาญด้านยางรถยนต์ให้มุมมองว่า ขนาดยาง 265/50R20 และ 275/55R20 ให้ความสมดุลที่ยอดเยี่ยมระหว่างความนุ่มนวลและการยึดเกาะถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเลือกใช้ยางที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีแรงบิดสูงขึ้น
ตลาดรถยนต์สหรัฐอเมริกา 2025: การเติบโตของ Hybrid และ Pickup
ในฝั่งตลาดรถยนต์สหรัฐอเมริกา ไตรมาสแรกของปี 2025 แสดงสัญญาณการเติบโตที่ดี โดยตลาดโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้จะมีประเด็นเรื่องการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ก็ตาม
ประเภทรถยนต์ที่มีอัตราการเติบโตสูง ได้แก่ รถยนต์กลุ่ม Hybrid และรถกระบะ ในขณะที่รถยนต์ SUV และรถกระบะยังคงครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ไว้ได้
25 อันดับ รุ่นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในสหรัฐฯ ประจำไตรมาสแรกปี 2025 (เรียงจากน้อยไปมาก):
Ford F-series (183,202 คัน, +26%)
Chevrolet Silverado (125,298 คัน, -8%)
Toyota RAV4 (115,402 คัน, -8%)
Honda CR-V (103,325 คัน, +9%)
RAM Pickup (78,848 คัน, -11%)
GMC Sierra (77,292 คัน, เล็กน้อย)
Chevrolet Equinox (71,002 คัน, -31%)
Tesla Model Y (ประมาณ 71,000 คัน, เล็กน้อย)
Toyota Camry (70,308 คัน, -10%)
Nissan Rogue (62,102 คัน, -32%)
Toyota Tacoma (59,825 คัน, +177%)
Chevrolet Trax (59,021 คัน, +57%)
Honda Civic (58,976 คัน, -5%)
Toyota Corolla (55,456 คัน, -8%)
Hyundai Tucson (54,973 คัน, +21%)
Nissan Sentra (54,536 คัน, +36%)
Subaru Forester (49,865 คัน, +3%)
Jeep Grand Cherokee (48,465 คัน, -11%)
Ford Explorer (47,314 คัน, -19%)
Subaru Crosstrek (43,612 คัน, +14%)
Kia Sportage (41,301 คัน, +11%)
Tesla Model 3 (ประมาณ 41,000 คัน)
Honda HR-V (40,944 คัน, +8%)
Subaru Outback (39,934 คัน, +13%)
Ford Maverick (38,015 คัน, -3%)
ตลาดรถยนต์ไทย 2025: การปรับตัวและความท้าทาย
ในประเทศไทย ตลาดรถยนต์ในช่วงต้นปี 2025 แสดงสัญญาณที่น่าสนใจ ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ในเดือนมกราคม 2025 รวม 12,376 คัน คิดเป็น 22.1% ของยอดจดทะเบียนรถยนต์รวม อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ลดลง 9.4% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมปีที่แล้ว
BYD Sealion 7 ครองแชมป์ยอดจดทะเบียนสูงสุดในเดือนมกราคม ตามด้วย BYD Dolphin, Deepal S07, MG4 Electric, และ DENZA D9
ในเดือนกันยายน 2568 ตลาดรถยนต์รวมมียอดขาย 48,350 คัน เพิ่มขึ้น 23.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยกลุ่มรถยนต์นั่งมียอดขาย 19,671 คัน เพิ่มขึ้น 25.5% และตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ปรับตัวดีขึ้นด้วยยอดขาย 28,679 คัน เพิ่มขึ้น 24.4%
สิ่งที่น่าจับตาคือกลุ่มรถยนต์ Hybrid (HEV) ที่มียอดขาย 12,756 คัน เพิ่มขึ้นถึง 73.45% จากปีก่อนหน้า และมียอดขายสะสม 9 เดือนแรกถึง 102,372 คัน คิดเป็นส่วนแบ่ง 51% ของตลาด xEV ทั้งหมด
แม้ว่าตลาดรถยนต์ไทยโดยรวมจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้น แต่ความผันผวนของราคาน้ำมัน และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
กลยุทธ์ของ Tesla: “E41” รถ EV รุ่นใหม่เพื่อตลาดจีน
Tesla กำลังเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาด EV ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างจีน จึงได้พัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ภายหัส “E41” โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดต้นทุนการผลิตลงอย่างน้อย 20% เมื่อเทียบกับ Model Y ซึ่งจะส่งผลให้สามารถตั้งราคาขายที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
Tesla วางแผนที่จะใช้สายการผลิตที่มีอยู่แล้วที่โรงงาน Gigafactory Shanghai ในประเทศจีน ซึ่งเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท แนวคิด “Depop” คือการลดความซับซ้อนของกระบวนการผลิต แต่ยังคงรักษาคุณสมบัติหลักของรถไว้ เพื่อให้สามารถเปิดตัวผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
E41 คาดว่าจะมีขนาดเล็กกว่า Model Y รุ่นปัจจุบัน และอาจมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือขนาดแบตเตอรี่เพื่อลดต้นทุน การวางจำหน่ายในประเทศจีนเป็นหลัก เพื่อรักษาและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด ท่ามกลางคู่แข่งที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น Xiaomi SU7 และ Aito (ภายใต้ Huawei)
ราคาเริ่มต้นของ E41 คาดว่าจะอยู่ในช่วงประมาณ 210,800 – 242,800 หยวน (ประมาณ 1.05 – 1.21 ล้านบาท) หรืออาจจะต่ำกว่านั้น การเปิดตัว E41 ถือเป็น “หมากรุก” สำคัญของ Tesla ในการตอบโต้การแข่งขันที่รุนแรงนี้และรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก
การวิเคราะห์รถยนต์ Hatchback: ตัวเลือกที่ตอบโจทย์หลากหลาย
รถยนต์ Hatchback เป็นประเภทรถยนต์ที่มีความยืดหยุ่นสูง ด้วยดีไซน์ 3 หรือ 5 ประตู ที่มีประตูท้ายเปิดขึ้นได้ทั้งบาน ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยที่มากกว่ารถซีดานทั่วไป สามารถพับเบาะหลังเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระได้
ข้อดีของรถ Hatchback:
พื้นที่ใช้สอย: กว้างขวางกว่ารถเก๋ง นั่งด้านหลังได้สบาย
ความอเนกประสงค์: เบาะหลังพับได้ เพิ่มพื้นที่จัดเก็บ
ความคล่องตัว: ขนาดกะทัดรัด ขับขี่ง่ายในเมืองและนอกเมือง
ความประหยัด: ส่วนใหญ่เป็น Eco Car ประหยัดน้ำมัน
หาที่จอดง่าย: ด้วยขนาดที่มักไม่ใหญ่เกินไป
ทัศนวิสัยดี: กระจกบานใหญ่ ช่วยให้มองเห็นได้กว้าง
ข้อเสียของรถ Hatchback:
อาจกินน้ำมันมากกว่า: รูปทรงลู่ลมน้อยกว่าซีดาน
น้ำหนัก: อาจมีน้ำหนักมากกว่าซีดานเล็กน้อย
ราคา: บางรุ่นที่มีเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงอาจมีราคาสูงกว่า
รุ่น Hatchback ที่น่าสนใจในปี 2025:
Honda City Hatchback: มีรุ่นย่อยหลากหลาย ทั้งรุ่นเบนซินและไฮบริด e:HEV ราคาเริ่มต้น 599,000 บาท
Toyota Yaris Hatchback: ยอดนิยมตลอดกาล ด้วยความน่าเชื่อถือและความทนทาน ราคาเริ่มต้น 559,000 บาท
Mazda 2 Hatchback: ดีไซน์สปอร์ต รางวัลการันตีความยอดเยี่ยม ราคาเริ่มต้น 529,000 บาท
Mazda 3 Fastback: ตัวเลือกพรีเมียม หรูหรา พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ราคาเริ่มต้น 979,000 บาท
Suzuki Swift: รถ Eco Car ขนาดเล็ก ประหยัดน้ำมัน ช่วงล่างดีเยี่ยม ราคาเริ่มต้น 567,000 บาท
Mitsubishi Mirage: รถคันเล็ก ขับง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่ ประหยัดน้ำมัน ราคาเริ่มต้น 509,000 บาท
Honda Civic Hatchback (มือสอง): รุ่น FK ยังคงได้รับความนิยม ด้วยสมรรถนะที่ดีเยี่ยม
Nissan March (มือสอง): ผู้บุกเบิก Eco Car คันเล็ก ขับง่าย ประหยัดน้ำมัน
บทสรุป
ตลาดรถยนต์ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหัวหอกสำคัญ ประเทศจีนยังคงเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการแข่งขันที่ดุเดือด ในขณะที่ตลาดอื่นๆ ทั่วโลกกำลังปรับตัวตามเทรนด์นี้ Nissan Sylphy Zero Emission ที่มาพร้อมราคาที่น่าดึงดูด คือหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแข่งขันในตลาด EV ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
สำหรับผู้บริโภค นี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการเลือกซื้อรถยนต์ ด้วยนวัตกรรมที่ก้าวหน้า ราคาที่แข่งขันได้ และตัวเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ไปจนถึงรถยนต์ Hatchback อเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
คุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์แห่งอนาคต? สำรวจตัวเลือกที่ใช่สำหรับคุณ และสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครวันนี้!

