Honda Civic 1.5 VTEC TURBO vs. Ford Focus ECOBOOST: การขับเคลื่อนยุคใหม่ในกลุ่ม C-Segment
ในวงการยานยนต์ไทยยุคปัจจุบัน มีเทรนด์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือ การที่เครื่องยนต์ขนาดเล็ก เพิ่มสมรรถนะด้วยระบบอัดอากาศเทอร์โบ (Turbocharged) กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แม้แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และเคยพบเห็นได้ในรถยนต์ระดับหรูอย่าง BMW หรือ Mercedes-Benz มาก่อน แต่ตอนนี้เรากำลังเห็นการนำเทคโนโลยีนี้มาสู่รถยนต์ที่มีราคาเข้าถึงง่ายมากขึ้น หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นคือ Honda Civic รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร VTEC TURBO สามารถรีดกำลังได้สูงถึง 173 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 22.4 กก.-ม. ที่รอบเครื่องยนต์ต่ำ 1,700-5,500 รอบต่อนาที ซึ่งถือเป็นสมรรถนะที่หาได้ยากในรถยนต์ C-Segment รุ่นก่อนๆ ของ Honda ข้อได้เปรียบอีกประการของเครื่องยนต์ขนาดเล็ก คือ การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงความเร็วต่ำ เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า
อย่างไรก็ตาม Honda Civic ไม่ใช่รถยนต์ C-Segment เพียงรุ่นเดียวที่ใช้ขุมพลังรูปแบบนี้ เพราะอีกไม่นาน Ford จะเปิดตัว Focus รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ ECOBOOST ขนาด 1.5 ลิตร และมีข่าวเผยสเปกบางส่วนออกมาแล้ว เพื่อให้เห็นภาพรวม เรามาเปรียบเทียบกันดู
Ford Focus รุ่นปัจจุบันที่ทำตลาดในประเทศไทย ได้รับการปรับโฉมแบบไมเนอร์เชนจ์ โดยในรุ่น 5 ประตู แฮทช์แบ็ก มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส ECOBOOST ที่เป็นเบนซิน เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ พร้อมระบบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง (Direct Injection) ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 24.5 กก.-ม. ที่ 1,600-5,000 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ซึ่งแตกต่างจาก Honda Civic ที่ใช้ระบบเกียร์ CVT
เมื่อพิจารณาสเปกเครื่องยนต์แล้ว ทั้งสองรุ่นมีความคล้ายคลึงกันในหลายด้าน ทั้งการฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง การเพิ่มกำลังด้วยเทอร์โบ และขนาดความจุ 1.5 ลิตร Ford เคลมว่าอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยของ Focus ECOBOOST อยู่ที่ 13.9 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งอาจดูสิ้นเปลืองไปบ้างสำหรับรถยนต์ยุคปัจจุบัน แต่หากพิจารณาถึงสมรรถนะที่ตอบสนองทันใจ ก็อาจเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยอมรับได้ (ซึ่งต้องรอการพิสูจน์ในการทดสอบขับขี่จริงต่อไป)
นอกจากสมรรถนะของเครื่องยนต์แล้ว ระบบความปลอดภัยก็เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกรถยนต์ ในรุ่นท็อปของ Honda Civic 1.5 VTEC TURBO RS มาพร้อมระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน, กล้องมองหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ, ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist)
ในส่วนของ Ford Focus ที่ไม่เคยน้อยหน้าใครในเรื่องระบบความปลอดภัย รุ่น ECOBOOST ได้เปิดเผยระบบช่วยเหลือการขับขี่และความปลอดภัยที่น่าสนใจหลายรายการ อาทิ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESP), ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน (HLA), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCS), ระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง, ระบบช่วยจอดอัจฉริยะทั้งแบบเทียบข้างและถอยเข้าซอง, ระบบช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ และกล้องมองหลังขณะถอยจอด ซึ่งถือเป็นการจัดเต็มตามสไตล์รถยนต์อเมริกัน อุปกรณ์ที่น่าสนใจและติดตั้งเป็นครั้งแรกใน Focus คือระบบช่วยจอดแบบเข้าซอง (จากเดิมที่มีเฉพาะระบบเทียบข้าง) และระบบช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ ซึ่งเริ่มพบเห็นได้ในรถยนต์หลายรุ่นหลายยี่ห้อในปัจจุบัน (น่าเสียดายที่ Honda Civic ใหม่ยังไม่มีระบบนี้)
ในด้านราคา Honda Civic 1.5 VTEC TURBO มีราคาจำหน่ายระหว่าง 1,099,000 – 1,199,000 บาท ซึ่งอยู่ในระดับราคามาตรฐานของรถยนต์ C-Segment รุ่นท็อปที่มักแตะระดับ 1 ล้านบาท บวก/ลบ ส่วนราคาของ Ford Focus ECOBOOST ยังไม่ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน
จากสเปกเบื้องต้น ยังมีคำถามอีกมากมายเกี่ยวกับสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และประสบการณ์การขับขี่ของรถทั้งสองรุ่นนี้ ซึ่งเราจะนำเสนอรายละเอียดเชิงลึกเพิ่มเติมหลังจากได้ทดลองขับและทดสอบอย่างเต็มที่
ทางเลือกเพิ่มเติม: Nissan Sylphy 1.6 DIG TURBO – ขุมพลังที่น่าจับตา
นอกจาก Honda Civic และ Ford Focus แล้ว ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในกลุ่มเครื่องยนต์เล็กเทอร์โบ นั่นคือ Nissan Sylphy 1.6 DIG TURBO ซึ่งให้กำลังสูงสุดถึง 190 แรงม้า ทำให้เป็นรุ่นที่มีตัวเลขแรงม้าสูงสุดในกลุ่มนี้ โดยใช้เครื่องยนต์แบบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง และมาพร้อมดีไซน์ที่เรียบหรู ราคาเริ่มต้นที่ 999,000 บาท
เบื้องลึกเบื้องหลังการออกแบบ: Holden Design Centre ณ เมลเบิร์น
นอกเหนือจากสมรรนะและเทคโนโลยีของรถยนต์แล้ว การเดินทางสู่เบื้องหลังการออกแบบถือเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ถึงปลายเดือนมีนาคมของทุกปี ประเทศไทยจะคึกคักไปด้วยงานแสดงรถยนต์สำคัญระดับชาติ หนึ่งในนั้นคืองาน Bangkok International Motor Show ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่ายต่างเร่งชิงพื้นที่สื่อเพื่อนำเสนอข่าวสารต่างๆ
ในช่วงเวลานี้ สื่อมวลชนสายยานยนต์จะพบกับตารางงานที่อัดแน่น ทั้งงานเปิดตัวรถยนต์ใหม่ ทริปทดสอบรถในต่างจังหวัด และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ ผมได้รับเทียบเชิญพิเศษจาก General Motors (Thailand) ให้เดินทางไปยังประเทศออสเตรเลีย เพื่อเข้าเยี่ยมชมศูนย์ออกแบบรถยนต์ของ Holden ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
ทำไมต้องไปไกลถึงเมลเบิร์น? และ Holden เกี่ยวอะไรกับตลาดไทย?
คำตอบคือ GM Thailand ได้รับการเทียบเชิญเป็นกรณีพิเศษจาก GM-Holden Design Center Australia ให้เข้าชมเวอร์ชันต้นแบบของรถกระบะ Colorado Minorchange และ Trailblazer Minorchange ทีม PR ของ Holden ตั้งใจเชิญสื่อมวลชนจากออสเตรเลียราว 10 ท่านมาร่วมชม แต่ก็เกิดความคิดว่า น่าจะให้สื่อมวลชนจากประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ ได้รับชมเวอร์ชันต้นแบบไปพร้อมกัน
การเตรียมการเดินทางค่อนข้างกระทันหัน ทำให้ GM Thailand และทีม PR ต้องรีบดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆ อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการขอวีซ่าเข้าประเทศออสเตรเลีย ซึ่งปกติแล้วต้องใช้เวลาทำการถึง 15 วัน แต่ในที่สุด ด้วยวิธีการใดก็ตาม พวกเราก็ได้รับวีซ่าทันเวลา
การเดินทางมาถึงสนามบินเมลเบิร์นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2016 ในช่วงค่ำ ได้เข้าพักที่โรงแรม Crowne Plaza Melbourne ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Yarra ท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืนของเมือง
เช้าวันรุ่งขึ้น (18 กุมภาพันธ์ 2016) ทีม PR ของ GM-Holden ได้มารับคณะของเรา เพื่อเดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ของ GM-Holden ณ เลขที่ 191 Port Melbourne อาคารขนาดใหญ่ 4 ชั้นแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของร้านขายของที่ระลึก พื้นที่จัดแสดงรถยนต์ต้นแบบ และที่สำคัญคือศูนย์ออกแบบ
ก่อนเข้าสู่อาคาร ทุกท่านต้องติดสติกเกอร์ทับเลนส์กล้องโทรศัพท์มือถือ เพื่อรักษาความลับขององค์กร จากนั้น เราถูกเชิญขึ้นไปยังห้องประชุมชั้น 2 เพื่อพบปะกับทีมนักออกแบบของ GM Holden และสื่อมวลชนจากออสเตรเลีย ทาง Holden ได้จัดล่ามภาษาไทยไว้ให้ ซึ่งเป็นชาวออสเตรเลียที่เคยพำนักในประเทศไทยมานาน
Mr. Richard Ferlazzo ผู้อำนวยการ GM Australia Design ได้กล่าวต้อนรับ และนำเราเดินไปยังศูนย์ออกแบบ ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาและพัฒนาผลงานการออกแบบรถยนต์มากมาย
GM Australia Design: หัวใจสำคัญของนวัตกรรมยานยนต์
Holden Design Centre หรือ GM Australia Design ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ถือเป็น 1 ใน 10 Design Studio ที่ GM เป็นเจ้าของทั่วโลก และมีบทบาทสำคัญในการออกแบบรถยนต์ให้กับ GM ทั่วโลก รถยนต์อย่าง Chevrolet Camaro โฉม Bumble Bee (2003) และ Chevrolet Cruze Hatchback 5 ประตู (ที่ไม่จำหน่ายในไทย) ล้วนเป็นผลงานจากทีมงานที่นี่
ตั้งแต่ปี 1964 ซึ่งเป็นปีที่ก่อตั้งศูนย์ออกแบบแห่งนี้ รถยนต์ Holden ทุกรุ่นที่วิจัยและพัฒนาโดยออสเตรเลีย ล้วนมาจากฝีมือของศูนย์แห่งนี้ รวมถึงรุ่นยอดนิยมอย่าง Holden Commodore และตระกูลใกล้เคียง ศูนย์แห่งนี้เคยมีนักออกแบบถึง 250 คนในช่วงยุคทอง แต่หลังจากการปรับโครงสร้างองค์กรของ GM ก็เหลือพนักงานประมาณ 140 คน
แม้ GM จะประกาศยุติการผลิตรถยนต์ในออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2017 แต่ Holden Design Centre ก็ยังคงอยู่เพื่อสนับสนุนงานออกแบบให้กับ GM ในภูมิภาคอื่นๆ เหตุผลสำคัญคือทีมออกแบบที่นี่มีศักยภาพสูง มีความคิดสร้างสรรค์ ปรับตัวเก่ง และเข้าใจแนวทางการออกแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ GM มีสตูดิโอออกแบบเพียง 2 แห่งทั่วโลกที่สามารถดำเนินการออกแบบตั้งแต่กระดาษจนถึงรถต้นแบบคันจริงได้ นั่นคือ GM Design ที่ Detroit และ GM Australia Design ที่ออสเตรเลีย
ผลงานประวัติศาสตร์จาก Holden Design Centre:
Holden Hurricane (1969): รถต้นแบบที่ล้ำยุคด้วยดีไซน์เตี้ยแบน เครื่องยนต์ V8 และระบบเปิด-ปิดหลังคาแบบไฮดรอลิก
Holden Torana GTR-X Concept (1970): รถสปอร์ตดีไซน์ Wedge-shape ที่มีเส้นสายคล้ายรถสปอร์ตญี่ปุ่นและอิตาลีในยุคนั้น
Holden Coupe Concept (1998) / Monaro (1968 – 2008): รถสปอร์ตคูเป้พันธุ์ออสซี่ ที่ต่อยอดมาสู่ Holden Monaro
Chevrolet YGM1 (1999): รถ SUV ขนาดเล็กที่ออกแบบโดยออสเตรเลีย แต่มีพื้นฐานวิศวกรรมจาก Suzuki
Holden Utester (2001): รถ Ute ดัดแปลงพิเศษ พร้อมหลังคาและกระจกหลังที่ถอดออกได้
Holden SSX (2002): รถต้นแบบ Hatchback 5 ประตู เครื่องยนต์ V8 ขับเคลื่อน 4 ล้อ
Holden SST Stepside Custom Pickup (2004): รถกระบะดัดแปลงที่เน้นความอเนกประสงค์และสไตล์ Custom Pick-ups
Holden Torana TT36 Hatch Concept (2004): รถ Hatchback 5 ประตู ขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์ V8 ที่พัฒนามาจากแนวคิดของ Commodore VE
Holden Efijy (2005): รถต้นแบบย้อนยุคแรงบันดาลใจจาก Holden FJ ปี 1953 แต่ใช้พื้นฐานและเครื่องยนต์ V8 Supercharge ของ Chevrolet Corvette
Holden Coupe 60 (2008): รถคูเป้ฉลองครบรอบ 60 ปี Holden บนพื้นฐาน Commodore VE
Chevrolet Colorado (2011): รถกระบะ Colorado ที่จำหน่ายในไทย เป็นผลงานการออกแบบของ GM Australia Design ร่วมกับ GM do Brazil
Chevrolet Bolt EV (2015): รถยนต์ครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้า ที่ทีมออสเตรเลียมีส่วนร่วมในการสร้างรถต้นแบบ
Buick Avenir (2015): รถต้นแบบที่แสดงทิศทางการออกแบบอนาคตของ Buick
กระบวนการทำงานภายในศูนย์ออกแบบ:
หน่วยออกแบบภายนอกและภายใน: รังสรรค์แนวคิดบนกระดาษและในคอมพิวเตอร์
ฝ่าย Digital Sculpting: แปลงแบบร่างเป็นรูปทรงดิจิทัล
หน่วย Visualization: สร้างภาพเสมือนจริงเพื่อนำเสนอและวิจัย
ทีม Advance Design: คิดค้นรถยนต์แห่งอนาคตที่หลุดกรอบ
Clay Modelling: ปั้นโมเดลรถด้วยดินเหนียวในสัดส่วนต่างๆ
ฝ่ายการจัดการวัสดุและการตกแต่ง: เลือกใช้วัสดุและโทนสี
กองผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพ: ตรวจสอบข้อบกพร่องและหาแนวทางแก้ไข
ทีมสร้างรถต้นแบบ: สร้างรถต้นแบบคันจริงเพื่อจัดแสดง
สัมผัสเบื้องหลังการสร้างสรรค์:
การได้เข้าชม Studio หมายเลข 6 ทำให้ได้สัมผัสกับวัสดุ เครื่องมือ และชิ้นส่วนต่างๆ ที่ใช้ในการออกแบบจริง อาทิ ตู้อุ่นดินเหนียว, โครงสร้างโฟมสำหรับขึ้นรูปตัวถัง, ไฟหน้า-ไฟท้ายต้นแบบที่ปรับยืดหดได้, และแบบจำลองรถต้นแบบขนาด 1:4 ที่สามารถเปลี่ยนลายล้อได้ง่าย
ไฮไลท์สำคัญ: Colorado Xtreme และ Trailblazer Premier
จุดสูงสุดของการเยี่ยมชมคือการได้เห็นรถต้นแบบ Chevrolet Colorado Xtreme และ Chevrolet Trailblazer Premier ซึ่งเป็นตัวอย่างของการออกแบบรุ่น Minorchange ที่จะเข้าสู่ตลาด
Chevrolet Colorado Xtreme: โดดเด่นด้วยสีส้มด้าน “Furness” ดุดัน เน้นการตกแต่งสไตล์ Off-road เช่น Safari Bar, ไฟ LED, วินช์, กันชนท้ายแบบ Step, คิ้วซุ้มล้อขนาดใหญ่, ยาง Off-road, Hood Scoop, ท่อสน็อกเกิล, Sport Bar, แร็คหลังคา และชุดตกแต่งกราฟิก ภายในห้องโดยสารได้รับการปรับปรุงแผงหน้าปัดให้ทันสมัยขึ้น พร้อมหน้าจอสัมผัส 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto
Chevrolet Trailblazer Premier: เน้นความหรูหราและร่วมสมัย ด้วยสีฟ้าเฉดเงิน “Velocity” ผสมสีฟ้าเขม่า มาพร้อมล้อและยางขนาด 22 นิ้ว การตกแต่งภายในใช้วัสดุระดับพรีเมียม เช่น ไม้ Australia, โครเมียมสีสว่าง, เบาะหนังสีน้ำตาลกาแฟตัดสลับผ้าสีสว่าง พร้อมการตัดเย็บด้วยมือ แผงแดชบอร์ดสองโทนสี และการตกแต่งด้วยวัสดุไม้ซ้อนกับโลหะ
รถต้นแบบทั้งสองรุ่นนี้ จะเปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรกในโลกที่งาน Bangkok International Motor Show 2016 โดยคาดว่า Chevrolet Colorado Minorchange จะเปิดตัวในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2016 และ Trailblazer Minorchange จะตามมาในอีก 1-2 เดือนต่อมา
การเดินทางไปเยือน Holden Design Centre ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เปิดโลกทัศน์ด้านการออกแบบรถยนต์ แต่ยังทำให้เข้าใจถึงความมุ่งมั่นของ GM ในการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดทั่วโลก
สัมผัสอนาคตแห่งยนตรกรรม พร้อมก้าวสู่ประสบการณ์ใหม่
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ผสานสมรรถนะอันยอดเยี่ยม เทคโนโลยีล้ำสมัย และการออกแบบที่น่าประทับใจ อย่าพลาดที่จะติดตามการเปิดตัวของ Honda Civic 1.5 VTEC TURBO, Ford Focus ECOBOOST, Nissan Sylphy 1.6 DIG TURBO รวมถึง Chevrolet Colorado และ Trailblazer Minorchange ที่กำลังจะมาถึง หรือหากคุณสนใจในเบื้องลึกของการสร้างสรรค์ยานยนต์อันเป็นที่รัก และต้องการสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร การศึกษาเรื่องราวจากศูนย์ออกแบบระดับโลกอย่าง Holden Design Centre ก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ไม่ควรมองข้าม
วันนี้คือโอกาสของคุณที่จะได้สำรวจตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ พร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจในทุกการเดินทาง

