• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N1501060 ความใส ใจ อให แกร งแค ไหนก งต องการ part2

admin79 by admin79
January 13, 2026
in Uncategorized
0
N1501060 ความใส ใจ อให แกร งแค ไหนก งต องการ part2

Subaru และ Toyota: พันธมิตรข้ามสายพันธุ์ สู่ยุค SUV ไฟฟ้า 3 รุ่น ปี 2026

ในโลกยานยนต์ที่หมุนไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการมาถึงของยุคแห่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) การร่วมมือกันเพื่อลดความเสี่ยงและเร่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั้งหลาย และการผนึกกำลังระหว่าง Subaru แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องสมรรถนะช่วงล่างอันเป็นเอกลักษณ์ กับ Toyota ยักษ์ใหญ่แห่งวงการยานยนต์ญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่กลับเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงทิศทางอันชัดเจนในอนาคตอันใกล้

ด้วยเป้าหมายที่ทะเยอทะยานของ Subaru ภายใต้การนำของ CEO คนใหม่ Atsushi Osaki ที่ตั้งธงไว้ว่า รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะต้องคิดเป็น 50% ของยอดขายทั้งหมด หรือราว 600,000 คัน ภายในปี 2030 แผนงานนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยพันธมิตรที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนารถยนต์ประเภทครอสโอเวอร์ไฟฟ้า หรือ SUV ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการอย่างมากในปัจจุบัน

การร่วมมือเชิงกลยุทธ์: ลดความเสี่ยง สร้างความแข็งแกร่ง

การตัดสินใจพัฒนารถ SUV ไฟฟ้าถึง 3 รุ่นใหม่ภายใต้ความร่วมมือกับ Toyota ซึ่งปัจจุบันถือหุ้น 20% ใน Subaru สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลของผู้บริหาร ทั้งสองค่าย ต่างตระหนักดีว่า การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) ต้องอาศัยการลงทุนมหาศาล ทั้งในด้านเทคโนโลยี แบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐาน และการผลิต ซึ่งหากทำเพียงลำพัง ย่อมมีความเสี่ยงสูง การร่วมมือนี้จึงเป็นการแบ่งเบาภาระ ลดต้นทุน และเร่งกรอบเวลาในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Subaru Solterra ถือเป็นบทพิสูจน์แรกของความร่วมมือนี้ โดยเป็น SUV ไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกของ Subaru ที่เปิดตัวในปี 2021 และได้รับการผลิตที่โรงงานของ Toyota ในญี่ปุ่น ซึ่งในปี 2023 ที่ผ่านมา Solterra สามารถทำยอดขายได้ถึง 8,872 คันในตลาดสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีในระดับหนึ่ง

อนาคตของ SUV ไฟฟ้า: 3 รุ่นใหม่ พร้อมขยายไลน์อัพ

แผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าล้วน 4 รุ่นภายในปี 2026 รวมถึง Solterra ที่มีอยู่แล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่ Subaru ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น โดยมีแผนที่จะพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าใหม่อีก 4 รุ่น ภายในสิ้นปี 2028 รวมเป็น 8 รุ่น ซึ่งการพัฒนา 3 รุ่นใหม่ที่จะตามมานั้น จะยังคงดำเนินการร่วมกับ Toyota เช่นเดิม

“การเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์นั้นรวดเร็วมาก ในฐานะผู้นำ เราต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการศึกษาและประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ” Atsushi Osaki กล่าวเสริมถึงความสำคัญของการปรับตัวและการร่วมมือ

โอกาสทอง: เครดิตภาษีในสหรัฐอเมริกา

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มยอดขายและกระตุ้นความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าของ Subaru ในตลาดสหรัฐอเมริกา คือ การเข้าร่วมโครงการเครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลกลาง หาก Subaru สามารถตัดสินใจผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ ซึ่งแผนการผลิตของ Subaru มีการระบุถึงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 1 รุ่นที่โรงงาน Yajima ในญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2025 ด้วยกำลังการผลิต 200,000 คันต่อปี และจะเพิ่มอีก 200,000 คันภายในปี 2027

ในขณะเดียวกัน Toyota ก็มีแผนที่จะผลิตรถ SUV ไฟฟ้าอีก 1 รุ่นในสหรัฐอเมริกา ที่โรงงานในรัฐเคนตักกี้ โดยรถรุ่นนี้จะเป็น SUV ไฟฟ้า 3 แถวที่นั่งคันแรกของ Subaru ซึ่งจะเติมเต็มช่องว่างในตลาดรถยนต์ครอบครัวขนาดใหญ่

ไม่ทิ้งไฮบริด: กลยุทธ์ควบคู่ เพื่อความมั่นคง

แม้จะทุ่มเทกับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วน แต่ Subaru ยังคงมองว่า รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ยังคงมีความสำคัญและเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ การพึ่งพารถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความยั่งยืนทางธุรกิจ และไม่ถือเป็นความเสี่ยงเท่ากับการเดิมพันทั้งหมดกับรถยนต์ไฟฟ้าล้วนเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ รถยนต์รุ่น Forester ซึ่งเป็นรุ่นที่ขายดีในอเมริกาเหนือ เตรียมที่จะได้รับการเพิ่มทางเลือกขุมพลังแบบ Hybrid โดยได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการผลิตจาก Toyota ควบคู่ไปกับการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา

ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย: สัญญาณบวกจากภาคการผลิต

เมื่อมองภาพรวมในประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์การผลิตรถยนต์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 (มกราคม-มีนาคม) โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 507,787 คัน เพิ่มขึ้น 5.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้มั่นใจว่ายอดผลิตรวมทั้งปี 2566 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 1,950,000 คัน

สำหรับเดือนมีนาคม 2566 การผลิตอยู่ที่ 179,848 คัน เพิ่มขึ้น 4.16% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 8.6% จากเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีปัจจัยบวกจากการได้รับชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 31.59%

ตลาดในประเทศ: เติบโตเชิงปริมาณ ชะลอเชิงมูลค่า

ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนมีนาคม 2566 อยู่ที่ 79,943 คัน เพิ่มขึ้น 11.73% จากเดือนกุมภาพันธ์ แต่ลดลง 8.37% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการเข้มงวดของสถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อสำหรับรถยนต์กระบะ ขณะที่รถจักรยานยนต์มียอดขาย 184,462 คัน ลดลง 19.84% จากเดือนมีนาคม 2565

สรุปยอดขายรวมไตรมาสแรกปี 2566 พบว่า รถยนต์มียอดขาย 217,073 คัน ลดลง 6.11% จากปีก่อน ในขณะที่รถจักรยานยนต์มียอดขาย 506,566 คัน เพิ่มขึ้น 13.04%

การส่งออก: เครื่องจักรสำคัญขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

ปัจจัยบวกที่มากขึ้นในช่วงไตรมาสแรก ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ด้วยอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากทั่วทั้งเอเชีย ยุโรป และออสเตรเลีย ประกอบกับสถานการณ์การขนส่งในเรือ Ro-Ro ที่เริ่มดีขึ้น ทำให้มั่นใจว่ายอดส่งออกรถยนต์ทั้งปีจะบรรลุเป้าหมาย 1,050,000 คัน หากไม่เผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเงินที่รุนแรงกว่านี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า

ในเดือนมีนาคม 2566 การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปอยู่ที่ 98,381 คัน เพิ่มขึ้น 4.84% จากปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 60,648.57 ล้านบาท ขยายตัว 8.59% โดยมูลค่าส่งออกรวมทั้งเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ มีมากถึง 84,054.06 ล้านบาท

10 อันดับรถยนต์ขายดีในไทย (ไตรมาสแรก ปี 2023)

อันดับ 1: Isuzu D-Max (37,328 คัน)
อันดับ 2: Toyota Hilux Revo (32,554 คัน)
อันดับ 3: Toyota Yaris ATIV (18,241 คัน)
อันดับ 4: Ford Ranger (7,453 คัน)
อันดับ 5: Honda HR-V (7,446 คัน)
อันดับ 6: Toyota Fortuner (6,733 คัน)
อันดับ 7: Honda City Hatchback (6,571 คัน)
อันดับ 8: Isuzu MU-X (6,194 คัน)
อันดับ 9: Honda City Sedan (6,067 คัน)
อันดับ 10: Toyota Corolla Cross (5,288 คัน)

ความเคลื่อนไหวตลาดรถยนต์: การแข่งขันที่เข้มข้น

ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยยังคงมีการแข่งขันที่น่าจับตา โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะ (Pick-up), รถยนต์อเนกประสงค์พื้นฐานกระบะ (PPV), รถยนต์ Sub-compact Crossover SUV และรถเก๋งขนาดเล็ก B-Segment / EcoCar

ในปี 2566 การเปิดตัว All NEW Mitsubishi Triton อย่างเป็นทางการในประเทศไทย และการเปิดตัวรุ่นพิเศษของ Isuzu D-Max ก่อนการปรับโฉม Minorchange ในปี 2024 จะเป็นการกระตุ้นตลาดรถกระบะครั้งใหญ่

นอกจากนี้ ประเด็นปัญหาการทดสอบการชนของ Toyota Yaris ATIV ที่ส่งผลให้ต้องหยุดจำหน่ายและส่งมอบชั่วคราว อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายของ Yaris ATIV ที่เคยทำสถิติได้อย่างต่อเนื่อง

ตลาดรถยนต์จีน: BYD ผงาดครองแชมป์ NEV

ในประเทศจีน ตลาดรถยนต์ยังคงเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ในเดือนกรกฎาคม 2566 มียอดขายรถยนต์ใหม่ประมาณ 1.775 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 2% โดย NEV มียอดขาย 421,000 คัน (EV) และ 220,000 คัน (PHEV) คิดเป็น 36% ของยอดขายทั้งหมด

BYD กลายเป็นแบรนด์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในจีน ด้วยยอดขาย 219,730 คัน (ส่วนแบ่งการตลาด 12.38%) ตามมาด้วย Volkswagen (178,745 คัน) และ Toyota (134,316 คัน)

ในกลุ่มแบรนด์ EV BYD ยังคงนำเป็นอันดับ 1 ด้วยยอดขาย 113,825 คัน (ส่วนแบ่งการตลาด 27.04%) ตามมาด้วย AION และ Tesla

สำหรับรุ่นรถที่ขายดีที่สุด 3 อันดับแรก เป็นของ BYD ได้แก่ Qin Plus, Song Plus และ Volkswagen Lavida

ตลาดรถยนต์สหรัฐอเมริกา: การฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง

หลังผ่านพ้นไตรมาสแรกของปี 2024 ตลาดรถยนต์สหรัฐอเมริกาแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง ปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนคลี่คลายลง ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ส่วนใหญ่เติบโตสูงขึ้น บางรุ่นเติบโตเกินเท่าตัว

25 อันดับรถยนต์ขายดีในสหรัฐฯ (ไตรมาสแรก ปี 2024)

(เรียงจากน้อยไปมาก)

  1. Chevrolet Trax (37,588 คัน)
  2. Honda HR-V (38,062 คัน)
  3. Jeep Wrangler (38,308 คัน)
  4. Subaru Crosstrek (38,405 คัน)
  5. Ford Maverick (39,061 คัน)
  6. Ford Transit (39,890 คัน)
  7. Nissan Sentra (40,081 คัน)
  8. Honda Accord (41,927 คัน)
  9. Tesla Model 3 (ประมาณ 42,000 คัน)
  10. Hyundai Tucson (45,509 คัน)
  11. Subaru Forester (48,546 คัน)
  12. Chevrolet Equinox (54,185 คัน)
  13. Jeep Grand Cherokee (54,455 คัน)
  14. Ford Explorer (58,465 คัน)
  15. Toyota Corolla (60,071 คัน)
  16. Honda Civic (61,929 คัน)
  17. GMC Sierra (68,597 คัน)
  18. Toyota Camry (78,337 คัน)
  19. RAM Pickup (89,417 คัน)
  20. Nissan Rogue (90,804 คัน)
  21. Honda CR-V (95,038 คัน)
  22. Tesla Model Y (ประมาณ 109,000 คัน)
  23. Toyota RAV4 (124,822 คัน)
  24. Chevrolet Silverado (127,563 คัน)
  25. Ford F-Series (152,943 คัน)

Tesla Model Y: รถยนต์ที่ขายดีที่สุดในโลก ปี 2023

ปี 2023 เป็นปีที่ Tesla Model Y ก้าวขึ้นมาเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ ด้วยยอดขายทั่วโลก 1.23 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 64% จากปีก่อน โดยทำผลงานโดดเด่นในตลาด EV ที่ใหญ่ที่สุดอย่างจีน (ส่งมอบกว่า 456,000 คัน) และยุโรป (จดทะเบียนกว่า 255,000 คัน)

ความสำเร็จของ Model Y สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งเป็นการท้าทายเจ้าตลาดเดิมอย่าง Toyota RAV4 และ Toyota Corolla ที่เคยครองอันดับสูงสุดมายาวนาน

Toyota: กลยุทธ์ไฮบริดและไฮโดรเจน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

แม้จะถูกท้าทายด้วยรถยนต์ไฟฟ้าจาก Tesla และแบรนด์รถยนต์จีนอย่าง BYD แต่ Toyota ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์ระยะยาว โดยเน้นที่ระบบส่งกำลังแบบไฮบริด (Hybrid) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) พร้อมกับมองว่ารถยนต์ไฮโดรเจน (Hydrogen) จะเป็นอีกหนึ่งทางออกที่สำคัญสำหรับอนาคต

ปัจจุบัน Toyota มีรถยนต์ไฟฟ้าล้วนเพียงรุ่นเดียวคือ bZ4X ซึ่งแม้จะเป็นรถที่ขับขี่ได้ดี แต่ยังคงมีระยะทางวิ่งน้อยกว่า Tesla Model Y แม้ว่ารถยนต์ไฮบริดของ Toyota จะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แต่ Toyota ยังคงขาดปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญในตลาดใหญ่อย่างจีนและยุโรป

ราคา Tesla Model Y ในประเทศไทย

Model Y Rear-Wheel Drive: 1,749,000 บาท
Model Y Long Range AWD: 2,049,000 บาท
Model Y Performance AWD: 2,329,000 บาท

Audi: ฉลองครบรอบ 40 ปี Audi Sport ด้วยรุ่นพิเศษ

Audi ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 40 ปี ของ Audi Sport ด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษ 3 รุ่น ได้แก่ TT RS Heritage Thailand Exclusive Edition (25 คันทั่วโลก), RS 4 Avant Competition และ RS 5 Coupé Competition

Audi TT RS Heritage Thailand Limited Edition นำเสนอเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยสีพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากรุ่น Ur-Quattro พร้อมชุดแต่ง Black Edition และล้อดีไซน์พิเศษ

RS 4 Avant Competition และ RS 5 Coupé Competition มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 biturbo พละกำลัง 450 แรงม้า และสมรรถนะที่เหนือชั้น สะท้อน DNA ของ Audi Sport ได้เป็นอย่างดี

รถยนต์มือสองยอดนิยมปี 2025: ทางเลือกคุ้มค่าสำหรับผู้บริโภค

สำหรับปี 2565 การเลือกซื้อรถยนต์มือสองยังคงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ราคาประหยัด สภาพดี และมีค่าบำรุงรักษาไม่สูง

10 อันดับรถยนต์มือสองน่าซื้อในปี 2025:

Toyota Corolla Altis (ปี 2017-2022): ทนทาน ประหยัดน้ำมัน อะไหล่หาง่าย
Honda Civic (ปี 2016-2021): ดีไซน์สปอร์ต ขับสนุก สมรรถนะดี
Mazda 2 (ปี 2017-2022): ดีไซน์โฉบเฉี่ยว ประหยัดน้ำมัน เทคโนโลยี SkyActiv
Nissan Almera (ปี 2018-2023): ประหยัดน้ำมัน ห้องโดยสารกว้าง ราคาไม่แพง
Toyota Vios (ปี 2016-2021): ทนทาน ซ่อมง่าย ค่าดูแลต่ำ
Honda Jazz (ปี 2017-2021): ขนาดกระทัดรัด ขับขี่คล่องตัว ห้องโดยสารกว้าง
Suzuki Swift (ปี 2018-2023): ดีไซน์น่ารัก กระทัดรัด ขับสนุก ประหยัดน้ำมัน
Ford Ranger (ปี 2016-2022): แข็งแกร่ง สมรรถนะดี เหมาะสำหรับบรรทุก
Isuzu D-Max (ปี 2017-2022): ทนทาน ประหยัดน้ำมัน เหมาะสำหรับบรรทุก
Honda CR-V (ปี 2017-2022): ความสะดวกสบาย พื้นที่ภายในกว้างขวาง สมรรถนะดี

หากคุณกำลังมองหารถยนต์คู่ใจที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่ป้ายแดง หรือรถยนต์มือสอง คุณภาพดี การศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบตัวเลือกที่มีอยู่อย่างรอบคอบ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและได้รับประโยชน์สูงสุดในการเป็นเจ้าของรถยนต์ที่คุณต้องการ

เริ่มต้นการเดินทางสู่โลกยานยนต์แห่งอนาคตไปกับเรา!

ไม่ว่าคุณจะกำลังพิจารณารถยนต์ไฟฟ้า SUV รุ่นใหม่ล่าสุด หรือมองหารถยนต์ที่คุ้มค่าในตลาดรถมือสอง การตัดสินใจที่ชาญฉลาดคือสิ่งสำคัญที่สุด หากคุณต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม หรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การเลือกซื้อรถยนต์ของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและตรงใจที่สุด อย่าลังเลที่จะติดต่อเราวันนี้ เราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการพาคุณไปสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุด!

Previous Post

N1501063 เหล ยมท กทางแล วย งจะให โลกเห นใจ part2

Next Post

N1501067 งท ภรรยาเก บกดมาส บป part2

Next Post
N1501067 งท ภรรยาเก บกดมาส บป part2

N1501067 งท ภรรยาเก บกดมาส บป part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N1501076 เจ บใจท กพ เจ บจ งท กเธอ part2
  • N1501079 เป นต วป วนบร ทแต กล บพบร กก บท านประธาน part2
  • N1501073 ยล กสร างได วยพ อแม part2
  • N1501071 รำคาญเม ยหล งแต งงาน part2
  • N1501069 นฐานของเด กท มาจากมาสอนท part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.