การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในตลาดรถยนต์โลก: จีนรุกคืบ BYD ก้าวสู่ผู้นำ EV
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งที่กำลังปรากฏขึ้นในตลาดรถย
นต์ทั่วโลก ณ เวลานี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผงาดขึ้นของแบรนด์จีนที่กำลังท้าทายบัลลังก์ของยักษ์ใหญ่ดั้งเดิมอย่างไม่เกรงกลัว บทวิเคราะห์นี้จะพาเจาะลึกถึงภาพรวมตลาดรถยนต์ในหลายภูมิภาค โดยเน้นย้ำถึงการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และบทบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของแบรนด์สัญชาติจีน ซึ่งกำลังกำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์
ออสเตรเลีย: ยอดขายเติบโต แต่จีนกำลังท้าทาย
เริ่มต้นที่ตลาดออสเตรเลีย ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2566 ตลาดรถยนต์ยังคงมีสัญญาณการเติบโตที่ดี โดยมียอดขายรถยนต์ใหม่รวมทั้งสิ้น 96,859 คัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเคลียร์ยอดจองที่ค้างอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือการรุกคืบของแบรนด์จีนที่สามารถกวาดส่วนแบ่งตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ในเดือนดังกล่าว แบรนด์จีนรวมกันทำยอดขายได้ถึง 15,853 คัน คิดเป็นสัดส่วน 16.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่บ่งชี้ถึงการยอมรับที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวออสเตรเลีย
หากพิจารณา 10 อันดับรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดในออสเตรเลีย แบ่งตามรุ่น จะเห็นว่า Ford Ranger ยังคงครองอันดับ 1 ตามมาด้วย Toyota HiLux ในอันดับ 2 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในรถกระบะอเนกประสงค์ แต่ที่น่าสังเกตคือ MG ZS รถยนต์จากแบรนด์จีนที่ก้าวขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ด้วยยอดขาย 3,852 คัน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรถยนต์จีนในกลุ่ม SUV ขนาดเล็ก
ส่วนในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model Y ก็ยังคงทำผลงานได้ดี ติดอันดับ 4 โดยมียอดขาย 3,330 คัน ในขณะที่ Toyota RAV4 และ Toyota Corolla ยังคงเป็นที่นิยมในอันดับต้นๆ แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ญี่ปุ่นยังคงรักษาฐานลูกค้าได้อย่างเหนียวแน่น
เมื่อมองในภาพรวมของแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุดในออสเตรเลีย Toyota ยังคงเป็นผู้นำอย่างไม่ต้องสงสัยด้วยยอดขาย 19,191 คัน ตามมาด้วย Mazda, Ford, Hyundai และ Kia แต่ที่น่าจับตาคือ MG ซึ่งเป็นแบรนด์จีนเพียงแบรนด์เดียวที่สามารถเข้ามาติด Top 10 ในอันดับที่ 6 ด้วยยอดขาย 5,347 คัน บ่งบอกว่าแบรนด์จีนกำลังสร้างฐานลูกค้าของตนเองในตลาดออสเตรเลียได้อย่างน่าสนใจ
ยุโรป: EV คืออนาคต Tesla Model Y ครองแชมป์
ในฝั่งยุโรป ข้อมูลจาก Jato Dynamics ในไตรมาสแรกของปี 2566 เผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า โดยมียอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่กว่า 3.22 ล้านคัน และในจำนวนนี้กว่า 219,000 คัน เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 43%
Tesla Model Y กลายเป็นรถยนต์นั่งที่ขายดีที่สุดในยุโรป ด้วยยอดขาย 71,683 คัน และที่น่าประทับใจคือยอดขายเติบโตขึ้นถึง 173% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน นี่คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงของผู้บริโภคชาวยุโรป
Dacia Sandero, Volkswagen T-Roc, Peugeot 208, Opel/Vauxhall Corsa, Toyota Yaris Cross, Fiat 500, Dacia Duster, Renault Clio และ Volkswagen Golf ติดอันดับ Top 10 ตามมา โดยส่วนใหญ่ยังคงเป็นรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป แต่ก็มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจสำหรับรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันและมีราคาเข้าถึงได้
ที่น่าสนใจคือ Tesla Model 3 ซึ่งเคยเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดี กลับมียอดขายลดลงถึง 42% จนหลุดโผ Top 10 สะท้อนให้เห็นว่าตลาด EV กำลังมีความหลากหลายและมีการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
Bentley: รถหรูกับการปรับตัวสู่ความต้องการเฉพาะบุคคลและขุมพลังทางเลือก
ข้ามมาดูตลาดรถยนต์หรูอย่าง Bentley Motors ซึ่งได้เผยสถิติยอดการออกแบบรถยนต์เฉพาะตัว (Personalisation) ที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2566 โดยลูกค้า 3 ใน 4 เลือกที่จะรังสรรค์รถยนต์ในแบบฉบับของตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับรถยนต์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และ Bentley Mulliner ก็ตอบสนองความต้องการนี้ได้อย่างดีเยี่ยม
แม้ว่ายอดขายทั่วโลกของ Bentley จะอยู่ที่ 13,560 คัน ลดลง 11% จากปีก่อน แต่การที่ลูกค้าให้ความสนใจในรุ่นที่มีสมรรถนะสูงขึ้นอย่าง Azure, S และ Speed เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (70% เทียบกับ 30% ในปีก่อน) แสดงให้เห็นถึงกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะและความหรูหรา
Bentayga ยังคงเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด ครองสัดส่วน 44% ของยอดขายทั้งหมด ตอกย้ำตำแหน่ง SUV หรูระดับแนวหน้าของโลก ตามมาด้วย Continental GT และ Continental GT Convertible ที่มีสัดส่วน 31% และ Flying Spur ที่ 25%
ที่น่าสนใจคือ Bentley Flying Spur และ Bentayga รุ่นไฮบริด ได้รับความนิยมอย่างสูงในสหราชอาณาจักร โดยลูกค้า 1 ใน 4 เลือกใช้ขุมพลังนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์การใช้รถยนต์พลังงานทางเลือกในกลุ่มลูกค้าระดับบน
ในด้านภูมิภาค ตลาดอเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดหลักของ Bentley แต่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกลับมีอัตราการเติบโตในเชิงบวกสูงที่สุดที่ 5% สวนทางกับตลาดหลักอย่างจีนและสหราชอาณาจักรที่หดตัวลง 18% ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย
Porsche: ยอดขายเติบโตต่อเนื่อง SUV ยังคงแข็งแกร่ง
Porsche AG รายงานยอดส่งมอบรถยนต์ทั่วโลกในไตรมาสแรกของปี 2566 ที่ 80,767 คัน เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน ถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ของบริษัท สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความต้องการในกลุ่มรถสปอร์ตและ SUV
กลุ่ม SUV ยังคงเป็นกำลังสำคัญ โดย Macan มียอดขายสูงสุด 23,880 คัน ตามมาด้วย Cayenne 23,387 คัน ส่วนรุ่น Icon อย่าง 911 ก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
Taycan รถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตของ Porsche แม้จะมียอดขายลดลง 3% เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วน แต่ก็ยังคงเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเติบโตของแบรนด์
ในด้านภูมิภาค จีนยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ Porsche ตามมาด้วยอเมริกาเหนือและยุโรป ส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้การดูแลของ Porsche Asia Pacific สร้างสถิติยอดจำหน่ายสูงสุดใหม่ด้วยอัตราการเติบโต 31%
BYD: ผู้ท้าชิงบัลลังก์ EV ระดับโลก
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในตลาดรถยนต์ทั่วโลกในปัจจุบันคือการผงาดขึ้นของ BYD โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ข้อมูลจากช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 เผยให้เห็นว่า BYD กลายเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายอันดับ 1 ของโลก ด้วยส่วนแบ่งการตลาดถึง 21.1% เอาชนะ Tesla ที่มีส่วนแบ่ง 16.01%
BYD ATTO 3 กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย และติดอันดับ 4 ของโลก ด้วยการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้คนส่วนใหญ่ ทั้งในด้านพื้นที่ใช้สอย สมรรถนะ และที่สำคัญคือราคาที่เข้าถึงได้เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Tesla Model Y
Tesla Model Y แม้จะยังคงเป็นรถยนต์ EV ที่ขายดีที่สุดในโลก และได้รับความนิยมอย่างสูงในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย แต่ BYD ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการครองตลาดด้วยการนำเสนอรถยนต์ EV ที่หลากหลายรุ่น ตั้งแต่รุ่นเล็กราคาประหยัด ไปจนถึงรุ่นสมรรถนะสูง ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุกระดับ
แนวโน้มตลาด EV ทั่วโลก: การเติบโตที่ไร้ขีดจำกัด
นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของยานยนต์พลังงานสะอาด ทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ตลาดจีนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของตลาด EV ทั่วโลก โดยคิดเป็น 56% ของยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ทั่วโลก และมียอดขายเติบโตขึ้นถึง 29% ในไตรมาสแรกของปี 2566 สหรัฐอเมริกาเองก็มีการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 77% แซงหน้าเยอรมนีไปเรียบร้อย
เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว การขยายตัวของสถานีชาร์จ และการสนับสนุนจากภาครัฐในหลากหลายประเทศ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
ประเทศไทย: ตลาด EV เติบโตอย่างก้าวกระโดด BYD ครองแชมป์
สำหรับประเทศไทย ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เติบโตขึ้นอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 ข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในเดือนพฤษภาคม 2566 พบว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) คิดเป็น 12.3% ของตลาด เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน
BYD กลายเป็นแบรนด์ที่ครองแชมป์ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างต่อเนื่องถึง 6 เดือน โดยมียอดขายในเดือนพฤษภาคม 2,027 คัน BYD ATTO 3 เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดในไทย ด้วยยอดขาย 2,025 คัน ตามมาด้วย Tesla Model Y ที่ 840 คัน และ Neta V ที่ 686 คัน
การเติบโตของตลาด EV ในไทยสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มองหารถยนต์ที่ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมาพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย แม้ว่าตัวเลือกในตลาดไทยจะยังไม่หลากหลายเท่าในตลาดต่างประเทศ แต่ศักยภาพการเติบโตก็มีสูงมาก
อินเดีย: กำแพงภาษีดันการผลิตในประเทศ
ในอีกมุมหนึ่งของเอเชีย ตลาดอินเดียกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งสำคัญ เมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จาก 60% เป็น 70% สำหรับยานพาหนะที่มีราคาก่อนภาษีต่ำกว่า 40,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ภายในประเทศภายใต้สโลแกน “Make in India”
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อแบรนด์รถยนต์หรูที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น Lexus และ Mercedes-Benz ซึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับราคาจำหน่ายที่อาจต้องปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตบางส่วนก็มองว่าเป็นโอกาสในการเร่งการเติบโตของ EV ในอินเดีย หากภาครัฐพิจารณาลดกำแพงภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
บทสรุป: สู่ยุคใหม่ของยานยนต์
ภาพรวมตลาดรถยนต์โลกในปี 2566 และแนวโน้มสู่ปี 2567 ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจอย่างชัดเจน แบรนด์จีนกำลังรุกคืบในทุกตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ BYD กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างเต็มตัว
ความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ใช่เพียงกระแส แต่คือทิศทางที่ชัดเจนของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก การให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ประสิทธิภาพ และเทคโนโลยี คือปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสำเร็จในอนาคต
ในฐานะผู้บริโภค การศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจแนวโน้มเหล่านี้ จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกยานยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการ ทั้งในด้านสมรรถนะ ราคา และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างชาญฉลาด
หากคุณกำลังมองหารถยนต์คันใหม่ หรือต้องการอัปเกรดรถยนต์ของคุณให้ทันสมัย พร้อมรับมือกับอนาคตแห่งยานยนต์ ลองพิจารณาถึงตัวเลือกที่หลากหลายในตลาดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและราคาที่น่าสนใจ หรือหากคุณกำลังมองหาทางเลือกในการซื้อขายรถยนต์มือสองที่ไว้ใจได้ CARSOME พร้อมมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า ด้วยการตรวจสภาพรถยนต์ 175 จุด รับประกันสูงสุด 2 ปีเต็ม และการคืนเงินเต็มจำนวนภายใน 30 วัน เพื่อให้คุณมั่นใจในทุกการตัดสินใจ