มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ไมเนอร์เชนจ์: การปฏิวัติเล็กๆ ที่อาจพลิกโฉมตลาดรถยนต์ 7 ที่นั่งในไทย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของตลาดรถยนต์ Sub-Compact MPV
7 ที่นั่งมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคที่ Toyota Avanza / Daihatsu Xenia ครองตลาดอย่างไม่มีใครเทียบ จนกระทั่งการมาถึงของ Mitsubishi Xpander ที่สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการเมื่อครั้งเปิดตัวในอินโดนีเซียปี 2560 และต่อมาในไทยปี 2561 ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น เหนือกว่ารถในระดับเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด Xpander ได้กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของครอบครัวไทยอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ตลาดรถยนต์ไม่มีคำว่าหยุดนิ่ง คู่แข่งต่างงัดกลยุทธ์ใหม่ๆ ออกมาแข่งขันอย่างดุเดือด การเปิดตัว Honda BR-V ใหม่, Toyota Avanza / Veloz โฉมใหม่ และ Hyundai Stargazer ที่อินโดนีเซีย สะท้อนให้เห็นถึงความร้อนแรงของสมรภูมินี้ ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมลามมาถึงตลาดไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การมาของ Toyota Veloz พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง และการปรับปรุง Suzuki XL7 แสดงให้เห็นว่า ผู้เล่นรายอื่นๆ ก็พร้อมจะชิงส่วนแบ่งตลาด Xpander ที่เคยเป็นเบอร์หนึ่ง
ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นนี้ Mitsubishi Motors ประเทศไทย ได้ตัดสินใจเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนชั้นนำได้สัมผัส Mitsubishi Xpander Minorchange ก่อนใคร เพื่อให้เห็นถึงการปรับปรุงที่ Mitsubishi ได้ใส่เข้ามา เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในกลุ่ม Sub-Compact MPV 7 ที่นั่ง และพิสูจน์ว่า ราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับหรือไม่ บทความนี้ จะพาคุณเจาะลึกทุกแง่มุมของ Xpander Minorchange ที่น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในตลาดรถครอบครัว 7 ที่นั่งของไทย
การออกแบบภายนอก: ความสดใหม่ที่มาพร้อมความคุ้นเคย
Mitsubishi Xpander Minorchange ยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้านดีไซน์ภายนอกที่แข็งแกร่งไว้ได้อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้รถดูทันสมัยและน่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น
มิติตัวถัง: ความยาวเพิ่มขึ้น 120 มม. เป็น 4,595 มม. แม้ความกว้างจะเท่าเดิมที่ 1,750 มม. แต่ความสูงเพิ่มขึ้น 30-50 มม. เป็น 1,730-1,750 มม. ระยะฐานล้อยังคงเดิมที่ 2,775 มม. จุดเด่นที่สำคัญคือ Ground Clearance ที่เพิ่มขึ้น 15 มม. เป็น 220 มม. ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขับขี่บนสภาพถนนที่ไม่สมบูรณ์ของไทย
ด้านหน้า: การปรับเปลี่ยนที่ชัดเจนที่สุดคือ กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ลวดลายที่ดูสปอร์ตขึ้น พร้อมแถบโครเมียมที่ลากยาวรับกับ DRL (Daytime Running Light) แบบใหม่ ชุดไฟหน้าแบบ Multi-Reflector ยังคงดีไซน์ที่คล้าย “ค้อน Thor” ที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ได้รับการปรับปรุงให้รับกับดีไซน์โดยรวมของกันชนหน้าใหม่ทั้งหมด
ด้านท้าย: ชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ที่ยังคงความเป็น “ค้อน Thor” แต่ดูร่วมสมัยมากขึ้น กันชนหลังได้รับการออกแบบใหม่ พร้อมการย้ายตำแหน่ง แผงทับทิมสะท้อนแสง มาเป็นแนวตั้ง เพื่อเพิ่มมิติให้รถดูกว้างขึ้น
ล้อและยาง: รุ่น GLS Ltd. มาพร้อม ล้ออัลลอย 16 นิ้ว สวมยาง 195/65R16 ส่วนรุ่น GT โดดเด่นด้วย ล้ออัลลอย Two-tone ปัดเงาสลับดำ ขนาด 17 นิ้ว สวมยาง 205/55R17 ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ดูสปอร์ตพรีเมียมยิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหราและฟังก์ชันที่ตอบโจทย์
การปรับปรุงภายในห้องโดยสารคือหัวใจสำคัญของ Xpander Minorchange ที่ทำให้รถคันนี้มีความน่าสนใจและเหนือกว่าคู่แข่งหลายๆ ด้าน
ดีไซน์แผงหน้าปัด: การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือ แผงหน้าปัดครึ่งท่อนบนที่ออกแบบใหม่ โดยเปลี่ยนจากเส้นสายโค้งมน เป็นเส้นตรงแนวนอน เพิ่มความรู้สึกหรูหราด้วยการใช้ โทนสีน้ำตาลตัดกับสีดำและสีเงิน พร้อมการใช้วัสดุบุนุ่มหุ้มหนัง และการเย็บตะเข็บที่ดูประณีต ทำให้แผงหน้าปัดของ Xpander Minorchange มีความสวยงามและหรูหราที่สุดในกลุ่ม
เบาะนั่ง: เบาะนั่งทั้งแถวหน้า แถวสอง และแถวสาม ยังคงรักษา ความสบายในการนั่ง ไว้ได้ดี โดยเฉพาะเบาะแถวสองที่ยังคงให้ความสบายเหนือกว่าคู่แข่งบางรุ่น แต่ในภาพรวม Suzuki Ertiga และ XL7 ยังคงครองตำแหน่งเบาะที่นั่งสบายที่สุด ในกลุ่ม ด้วยฟองน้ำที่หนาและนิ่มกว่า
ฟังก์ชันการใช้งาน:
ระบบ Keyless Entry และ Push Start: รุ่น GT มาพร้อม KOS (Keyless Operation System) ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น
พวงมาลัย: พวงมาลัยดีไซน์ใหม่ 3 ก้าน หุ้มหนัง (รุ่น GT) จับกระชับมือ ปรับระดับได้ 4 ทิศทาง มาพร้อม Cruise Control (รุ่น GT) เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทางไกล
หน้าจอเครื่องเสียง: รุ่น GT มาพร้อม หน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งอย่าง Veloz มีให้เช่นกัน แต่คุณภาพเสียงยังคงเป็นจุดที่ต้องได้รับการปรับปรุง
ระบบปรับอากาศ: แผงควบคุมแอร์แบบดิจิทัล ที่ใช้งานง่ายขึ้น พร้อม Max Cool ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำความเย็น
ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB: การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการ เปลี่ยนจากเบรกมือแบบธรรมดา เป็นเบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อม Auto Brake Hold & Release ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการจอดรถ
คอนโซลกลาง: กล่องคอนโซลกลางแบบใหม่ ที่บุนุ่มหุ้มหนัง พร้อมช่องเก็บทิชชู่ และ ช่องเสียบ USB Type C และ Type A อย่างละ 1 ตำแหน่ง
ความปลอดภัย: ยังคงมี ถุงลมนิรภัย SRS 2 ใบ, เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด ทุกตำแหน่ง (แต่แถวหน้าปรับสูง-ต่ำไม่ได้), ISOFIX แต่ยังขาด ระบบ ADAS (Advanced Driver-Assistance Systems) ที่คู่แข่งอย่าง Veloz มีให้ ซึ่งเป็นจุดที่ Mitsubishi ควรพิจารณาปรับปรุงในอนาคต
ขุมพลังและสมรรถนะ: การเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้
หัวใจสำคัญของการปรับปรุงในครั้งนี้ คือการ เปลี่ยนจากเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ เป็นเกียร์อัตโนมัติ CVT
เครื่องยนต์: ยังคงใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 4A91 MIVEC ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 141 นิวตัน-เมตร แต่มีการปรับจูน ECU ใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับน้ำหนักรถที่เพิ่มขึ้น
เกียร์ CVT: การเปลี่ยนมาใช้เกียร์ CVT ทำให้ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เร็วขึ้น 0.6-0.7 วินาที และ อัตราเร่งแซง 80-120 กม./ชม. เร็วขึ้นถึง 1.1 วินาที นอกจากนี้ ยังช่วย เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน และลดการปล่อย CO2 ให้ดียิ่งขึ้น
ช่วงล่าง: มีการ ปรับปรุงช็อกอัพคู่หลังให้ใหญ่ขึ้น (32 มม. เท่า Pajero Sport) และ Ground Clearance ที่สูงขึ้น 15 มม. ทำให้การขับขี่ที่ความเร็วต่ำมีความตึงขึ้นเล็กน้อย แต่ให้ความนิ่งและความมั่นใจที่ความเร็วสูงได้ดีกว่าเดิม
ระบบบังคับเลี้ยว: พวงมาลัย EPS ถูกปรับจูน Software ใหม่ ให้มีความเป็นธรรมชาติ คมขึ้น และลดอาการแข็งทื่อ ทำให้การขับขี่มั่นใจยิ่งขึ้น
การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง:
ในการทดสอบ Mitsubishi Xpander Minorchange ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ถึง 15.48 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าน่าประทับใจและติดอันดับต้นๆ ของรถในกลุ่มนี้ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเกียร์ CVT ที่ช่วยประหยัดน้ำมันได้อย่างแท้จริง
สรุป: การปรับปรุงที่ใช่ เพื่อรักษาบัลลังก์ผู้นำ
Mitsubishi Xpander Minorchange ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของ Mitsubishi Motors ในการตอบสนองความต้องการของตลาด และแก้ไขข้อด้อยของรุ่นเดิม การปรับปรุงดีไซน์ภายนอกให้ทันสมัย การยกระดับความหรูหราและฟังก์ชันภายในห้องโดยสาร การเปลี่ยนมาใช้เกียร์ CVT ที่ให้ทั้งสมรรถนะที่ดีขึ้นและประหยัดน้ำมันมากขึ้น รวมถึงการปรับปรุงช่วงล่างและพวงมาลัย ล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
แม้จะมีบางจุดที่ยังสามารถพัฒนาต่อไปได้ เช่น การเพิ่มระบบความปลอดภัย ADAS, การปรับปรุงคุณภาพเสียงเครื่องเสียง, และการพัฒนากำลังเครื่องยนต์ให้จัดจ้านขึ้น แต่โดยรวมแล้ว Mitsubishi Xpander Minorchange คือรถ Sub-Compact MPV 7 ที่นั่ง ที่มีความครบครัน น่าใช้งาน และตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างดี
ทางเลือกที่คุ้มค่า:
GLS Ltd.: สำหรับผู้ที่มองหารถครอบครัวที่คุ้มค่า Xpander 1.5 CVT GLS Ltd. (799,000 บาท) ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยอุปกรณ์มาตรฐานที่เพียงพอต่อการใช้งาน เบาะผ้าที่นั่งสบาย และล้ออัลลอย 16 นิ้ว
GT: หากต้องการออปชันที่ครบครันยิ่งขึ้น Xpander 1.5 CVT GT (895,000 บาท) มอบความพรีเมียมด้วยล้อ 17 นิ้ว, เบาะหนัง, ระบบ Push Start, หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่, ระบบเบรกมือไฟฟ้า และอื่นๆ ซึ่งเพิ่มเงินอีก 105,000 บาท แต่หากไม่ติดเรื่องงบประมาณ การเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยเพื่อรุ่น GT ก็ถือว่าคุ้มค่า
คู่แข่งในตลาด:
Toyota Veloz: เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด ด้วยเทคโนโลยี ADAS ที่ครบครัน และความคุ้มค่าโดยรวม
Honda BR-V: หากรอได้ การมาของ BR-V โฉมใหม่ น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
Suzuki Ertiga / XL7: ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในเรื่องความสบาย และความคุ้มค่าในการบำรุงรักษา
บทสรุปสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถครอบครัว 7 ที่นั่ง:
Mitsubishi Xpander Minorchange คือการพัฒนาที่ก้าวกระโดด ไม่ใช่แค่การ Minorchange ธรรมดา แต่เป็นการยกระดับรถทั้งคันให้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น ด้วยการผสมผสานดีไซน์ที่โดดเด่น ความหรูหราของภายใน สมรรถนะที่ขับขี่สนุก และความประหยัดน้ำมัน หากคุณกำลังมองหารถยนต์ 7 ที่นั่งที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัว Mitsubishi Xpander Minorchange คือตัวเลือกที่คุณไม่ควรมองข้าม
อย่ารอช้า! เข้าไปสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ Mitsubishi Xpander Minorchange ที่โชว์รูมมิตซูบิชิใกล้บ้านคุณวันนี้ และให้การตัดสินใจของคุณเป็นไปอย่างมีข้อมูล เพื่อเลือกรถครอบครัวที่ใช่สำหรับคุณและคนที่คุณรัก.