มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่: การปฏิวัติวงการรถยนต์ 7 ที่นั่ง ที่ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์และความคุ้มค่า
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์อยู่ตลอด
เวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซกเมนต์รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่งขนาดเล็ก หรือ Sub-Compact MPV ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีการแข่งขันที่ดุเดือดเสมอมา หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 การเปิดตัวของ Mitsubishi Xpander ในประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดอย่างแท้จริง ด้วยการออกแบบที่ล้ำสมัย การใช้งานที่ตอบโจทย์ครอบครัว และราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ Xpander สามารถโค่นบัลลังก์เจ้าตลาดเดิมอย่าง Toyota Avanza และ Daihatsu Xenia ลงได้อย่างราบคาบ
ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่อินโดนีเซีย เมื่อ Mitsubishi Xpander ได้ก้าวเข้ามาสู่ตลาดประเทศไทยในปี 2018 แม้ราคาเริ่มต้นจะสูงกว่าคู่แข่งอยู่บ้าง แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ห้องโดยสารที่กว้างขวาง และความสบายในการเดินทาง ทำให้ Xpander กลายเป็นหนึ่งในผู้นำตลาด Sub-Compact MPV ในไทยได้อย่างรวดเร็ว
วิวัฒนาการที่มาพร้อมความท้าทาย
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2022 ตลาดรถยนต์ 7 ที่นั่งนี้ก็กลับมาเดือดระอุอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ จากคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น Honda BR-V, Toyota Avanza/Veloz โฉมใหม่ และ Hyundai Stargazer ที่เข้ามาเสริมทัพ ทำให้ Mitsubishi Motors ต้องเร่งปรับปรุง Xpander เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำของตนเอง
Mitsubishi Xpander Minorchange ที่เปิดตัวในประเทศไทยช่วงต้นปี 2022 นี้ ถือเป็นการอัปเกรดครั้งสำคัญ ที่ไม่ใช่แค่การปรับหน้าตาเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นการยกระดับหลายๆ ส่วนให้ดีขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่นับวันจะยิ่งเข้มข้นขึ้น
รูปลักษณ์ภายนอก: ความสปอร์ตที่ยังคงเอกลักษณ์
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ การปรับปรุงดีไซน์ด้านหน้าและด้านท้ายให้มีความทันสมัยและดุดันยิ่งขึ้น กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟ DRL ที่ออกแบบใหม่รับกับเส้นสายโครเมียมรูปตัว C ที่เชื่อมต่อไปยังชุดไฟหน้าแบบ Multi-Reflector ทำให้ด้านหน้าดูแข็งแกร่งราวกับค้อนของ Thor ด้านท้ายก็ได้รับการปรับปรุงเช่นกัน ด้วยชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่ และกันชนหลังที่ช่วยเสริมมิติให้รถดูกว้างขึ้น
ขนาดตัวถังมีการเพิ่มความยาวขึ้น 120 มิลลิเมตร เป็น 4,595 มิลลิเมตร แต่ยังคงความกว้างเท่าเดิมที่ 1,750 มิลลิเมตร ความสูงเพิ่มขึ้น 30-50 มิลลิเมตร ส่วนระยะฐานล้อยังคงเท่าเดิมที่ 2,775 มิลลิเมตร สิ่งที่น่าสนใจคือ ความสูงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) ที่เพิ่มขึ้นอีก 15 มิลลิเมตร เป็น 220 มิลลิเมตร ซึ่งจะช่วยให้การขับขี่บนถนนที่ขรุขระ หรือการขึ้น-ลงทางลาดมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
ในส่วนของล้อและยาง สำหรับรุ่น GLS Ltd. จะมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ส่วนรุ่น GT จะได้ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ Two-tone ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยาง Bridgestone ECOPIA EP150 ขนาด 205/55R17 ซึ่งช่วยเพิ่มความสปอร์ตและความมั่นใจในการขับขี่
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหราที่เพิ่มขึ้น และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องโดยสารของ Xpander Minorchange สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ การปรับปรุงครั้งใหญ่ที่ทำให้บรรยากาศภายในดูหรูหราและน่าใช้งานยิ่งขึ้น แผงคอนโซลหน้าได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยเน้นเส้นสายแนวนอนที่ดูเรียบหรู ตัดกับโทนสีน้ำตาลและสีดำ การใช้วัสดุบุนุ่มหุ้มหนังพร้อมตะเข็บจริง ช่วยยกระดับความพรีเมียมได้อย่างชัดเจน หน้าจอระบบอินโฟเทนเมนต์แบบ Floating ขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความบันเทิงตลอดการเดินทาง
พวงมาลัยดีไซน์ใหม่หุ้มหนัง ให้สัมผัสที่กระชับมือยิ่งขึ้น และสามารถปรับระดับสูง-ต่ำ และระยะใกล้-ไกลได้ ช่วยให้ผู้ขับขี่ทุกสรีระสามารถหาตำแหน่งที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น ชุดมาตรวัดแบบใหม่ให้ภาพกราฟิกที่ดูทันสมัยและหรูหราขึ้น
สิ่งที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงบริเวณคอนโซลกลางที่ครั้งนี้ได้เปลี่ยนจากเบรกมือแบบคันโยก มาเป็นระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB) พร้อมระบบ Auto Brake Hold ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องติดเครื่องยนต์รอสัญญาณไฟแดง นอกจากนี้ยังมีการปรับดีไซน์ช่องวางแก้ว และเพิ่มกล่องคอนโซลกลางแบบใหม่ที่บุนุ่ม พร้อมช่องเสียบ USB Type-C และ Type-A เพื่อความสะดวกในการชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
แม้จะมีการปรับปรุงหลายอย่าง แต่ก็ยังมีบางจุดที่ยังเป็นข้อสังเกต เช่น เข็มขัดนิรภัยคู่หน้ายังไม่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ และคุณภาพเสียงของเครื่องเสียงที่แม้จะมีหน้าจอที่ดีขึ้น แต่คุณภาพเสียงโดยรวมยังคงต้องได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
สมรรถนะและวิศวกรรม: การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อประสบการณ์ขับขี่
หัวใจหลักของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือ การเปลี่ยนมาใช้เกียร์อัตโนมัติ CVT (Continuously Variable Transmission) แทนที่เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะลูกเดิม แม้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร รหัส 4A91 ยังคงเดิม แต่การจับคู่กับเกียร์ CVT ใหม่นี้ ส่งผลให้การตอบสนองของอัตราเร่งดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงออกตัว 0-100 กม./ชม. ที่ทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ อัตราเร่งแซง 80-120 กม./ชม. ที่ไวขึ้นถึง 1.1 วินาที ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการขับขี่ในสถานการณ์จริง
การเปลี่ยนมาใช้เกียร์ CVT ยังส่งผลดีต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง โดยผลการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 15.48 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งถือว่าทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม และเป็นรองเพียง Toyota Sienta เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ระบบกันสะเทือนได้รับการปรับปรุงเช่นกัน โดยเฉพาะช็อกอัพหลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และความสูงใต้ท้องรถที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การขับขี่มีความนุ่มนวลขึ้นในความเร็วต่ำ และมีความมั่นคงมากขึ้นในความเร็วสูง แม้การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงอาจจะยังไม่คมกริบเท่าคู่แข่งบางรุ่น แต่โดยรวมแล้ว Xpander Minorchange ยังคงให้ความมั่นใจในการขับขี่ได้ดี
ระบบความปลอดภัย: ยังมีช่องว่างที่ต้องเติมเต็ม
แม้ Xpander Minorchange จะมาพร้อมระบบความปลอดภัยพื้นฐานที่ครบครัน เช่น ถุงลมนิรภัย SRS 2 ตำแหน่ง, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบควบคุมเสถียรภาพ ASC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCL และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA แต่เมื่อมองไปที่คู่แข่งอย่าง Toyota Veloz ที่มาพร้อมระบบ Toyota Safety Sense หรือแม้แต่รถรุ่นเล็กอย่าง Mirage/Attrage ที่เริ่มมีระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS ในบางรายการ การที่ Xpander ยังไม่มีระบบเหล่านี้ติดมาด้วย ถือเป็นจุดที่น่าเสียดายและเป็นช่องว่างสำคัญที่ Mitsubishi Motors ควรจะพิจารณาปรับปรุงในอนาคตรถรุ่นต่อไป
คู่แข่งในตลาด: การเลือกที่คุ้มค่าที่สุด
ในตลาด Sub-Compact MPV 7 ที่นั่งนี้ ตัวเลือกที่น่าสนใจประกอบด้วย Honda Mobilio/BR-V, Suzuki Ertiga/XL-7 และ Toyota Veloz
Honda Mobilio/BR-V: มีจุดเด่นที่อัตราเร่งที่ดี แต่โดยรวมแล้วอาจจะดูเก่าไปบ้างสำหรับ BR-V โฉมใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว
Suzuki Ertiga/XL-7: มีความโดดเด่นที่ความสบายของเบาะนั่ง และการขับขี่ที่ลงตัว แต่ยังขาดระบบ ADAS
Toyota Veloz: เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของ Xpander มาพร้อมออปชันที่จัดเต็ม ระบบ ADAS และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ Toyota แต่การขับขี่อาจจะยังไม่นุ่มนวลเท่า Xpander ในภาพรวม
รุ่นย่อยไหนคุ้มค่าที่สุด?
Mitsubishi Xpander Minorchange มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย:
Xpander 1.5 CVT GLS Ltd. (799,000 บาท): เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถ 7 ที่นั่งที่ใช้งานได้ดีในราคาที่เข้าถึงง่าย ออปชันมาตรฐานเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป
Xpander 1.5 CVT GT (895,000 บาท): สำหรับผู้ที่ต้องการออปชันที่ครบครันยิ่งขึ้น เช่น ล้ออัลลอย 17 นิ้ว, ระบบเครื่องเสียงที่รองรับ Apple CarPlay/Android Auto, เบรกมือไฟฟ้า และการตกแต่งภายในที่หรูหราขึ้น
สรุป
Mitsubishi Xpander Minorchange คือการยกระดับที่น่าประทับใจของรถยนต์ 7 ที่นั่งที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ตัวรถดูดีขึ้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงสมรรถนะ ประหยัดน้ำมัน และความสะดวกสบายในการใช้งาน หากคุณกำลังมองหารถยนต์ 7 ที่นั่งที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานของครอบครัว มีดีไซน์ที่โดดเด่น และยังคงไว้ซึ่งความคุ้มค่า Mitsubishi Xpander Minorchange คือหนึ่งในตัวเลือกที่คุณไม่ควรมองข้าม
ก้าวต่อไปของคุณ
อย่ารอช้า! สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ Mitsubishi Xpander Minorchange ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูม Mitsubishi Motors ทั่วประเทศ หรือติดต่อเพื่อทดลองขับและรับข้อเสนอพิเศษที่ตรงใจคุณที่สุด เพื่อให้การเดินทางของครอบครัวคุณสะดวกสบายและน่าประทับใจยิ่งกว่าที่เคย

