มิตซูบิชิ Xpander Minorchange: การกลับมาอย่างเหนือชั้นของ MPV ยอดนิยม
ในวงการยานยนต์ไทย กลุ่มรถยนต์ MPV ขนาด Sub-Compact 7 ที่นั่ง เป็นตลาดที่มีความเคลื่อนไหวและน่าจับตามองอยู่เสมอ โดยเฉพาะตั้งแต่
การเปิดตัว Mitsubishi Xpander ครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2018 ที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ความนิยมได้อย่างล้นหลาม โค่นล้มเจ้าตลาดเดิมอย่าง Toyota Avanza และ Daihatsu Xenia ได้อย่างราบคาบ แม้ว่าราคาเปิดตัวจะสูงกว่าคู่แข่งก็ตาม แต่ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น ห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย และความคุ้มค่าที่ลูกค้าชาวไทยสัมผัสได้ ทำให้ Xpander ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดได้อย่างรวดเร็ว
เข้าสู่ปี 2022 การแข่งขันในตลาด MPV 7 ที่นั่ง ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ และการปรับโฉมของรุ่นเดิมอย่างมิตซูบิชิ Xpander Minorchange ซึ่งเป็นเวอร์ชันปรับปรุงล่าสุดที่ได้รับการอัปเกรดหลายส่วน เพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึงรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของ Mitsubishi Xpander Minorchange ในมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์มายาวนานกว่า 10 ปี
การออกแบบภายนอก: ความลงตัวที่ทันสมัยยิ่งขึ้น
Mitsubishi Xpander Minorchange ยังคงเอกลักษณ์การออกแบบ Dynamic Shield ที่แข็งแกร่งและโฉบเฉี่ยว แต่มีการปรับปรุงรายละเอียดให้มีความทันสมัยและพรีเมียมยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงหลักอยู่ที่ด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้ามาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ที่เพิ่มความหรูหราด้วยเส้นสายสีดำเงาและลายตาข่ายที่ดูสปอร์ตขึ้น ไฟ DRL (Daytime Running Light) ถูกออกแบบใหม่ให้รับกับเส้นสายของตัวรถได้อย่างลงตัว ขณะที่ชุดไฟหน้าแบบ Multi-Reflector ได้รับการปรับดีไซน์ให้มีรูปทรงคล้าย “ค้อน Thor” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์มิตซูบิชิรุ่นใหม่ๆ เสริมด้วยแถบโครเมียมที่ลากยาวจากใต้ไฟ DRL จรดชุดไฟหน้า สร้างมิติและความโดดเด่นให้กับด้านหน้าของรถ
ส่วนท้ายรถก็ได้รับการปรับปรุงดีไซน์เช่นกัน โดยชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่ยังคงใช้ธีม “ค้อน Thor” เพื่อความสอดคล้องกับด้านหน้า กันชนหลังได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูสปอร์ตและกว้างขึ้น พร้อมการย้ายตำแหน่งของแผงทับทิมสะท้อนแสงมาอยู่ในแนวตั้ง เพิ่มความล้ำสมัยให้กับบั้นท้าย
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเพิ่มขนาดของล้อและยาง รุ่น GLS Ltd. มาพร้อมล้ออัลลอยสีธรรมดาขนาด 16 นิ้ว ส่วนรุ่น GT ได้รับการอัปเกรดเป็นล้ออัลลอย Two-tone ขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ดูสปอร์ตและบึกบึนยิ่งขึ้น ขนาดตัวถังโดยรวมมีความยาวเพิ่มขึ้น 120 มิลลิเมตร ทำให้ห้องโดยสารภายในมีความโปร่งสบายมากขึ้น และที่สำคัญคือ ระยะ Ground Clearance เพิ่มขึ้น 15 มิลลิเมตร เป็น 220 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญที่ช่วยให้ Xpander Minorchange สามารถขับขี่ผ่านสภาพถนนที่หลากหลายได้อย่างมั่นใจ
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหราและฟังก์ชันที่ตอบโจทย์
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสาร การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือการออกแบบแผงหน้าปัดใหม่ ที่เน้นเส้นสายแนวนอน เพิ่มความรู้สึกโปร่งโล่ง และความหรูหราด้วยการใช้วัสดุโทนสีน้ำตาลตัดกับสีดำและสีเงิน การใช้วัสดุบุนุ่มหุ้มหนังบริเวณแผงหน้าปัดพร้อมด้ายตะเข็บจริง ช่วยยกระดับบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้พรีเมียมเทียบชั้นรถยนต์ระดับสูงกว่า
พวงมาลัยดีไซน์ใหม่ จับกระชับมือยิ่งขึ้น โดยรุ่น GT จะหุ้มด้วยหนัง มาพร้อมฟังก์ชันการปรับระดับสูง-ต่ำ และระยะใกล้-ไกล (Telescopic) เพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ระยะไกล แผงควบคุมบนพวงมาลัยรองรับการควบคุมระบบเครื่องเสียงและโทรศัพท์แบบไร้สาย ขณะที่รุ่น GT ยังมีระบบ Cruise Control มาให้ด้วย
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการ ยกเลิกเบรกมือแบบคันโยก และเปลี่ยนมาใช้ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electric Auto Parking Brake) พร้อมระบบ Auto Brake Hold & Release ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการใช้งานอย่างมาก ขณะเดียวกัน กล่องคอนโซลกลางได้รับการออกแบบใหม่ให้มีดีไซน์ที่ทันสมัยขึ้น พร้อมพนักวางแขนที่บุนุ่มสบาย และช่องเก็บของที่จัดสรรพื้นที่ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มช่องเสียบ USB Type-C และ Type-A บริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลได้อย่างครอบคลุม
ระบบเครื่องเสียงได้รับการอัปเกรดหน้าจอสัมผัสแบบ Floating ขนาด 9 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ในรุ่น GT ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกและความบันเทิงในการเดินทางได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม คุณภาพเสียงของลำโพงที่ให้มายังคงเป็นจุดที่สามารถพัฒนาต่อไปได้อีก
ขุมพลังและสมรรถนะ: การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
หัวใจสำคัญของการปรับปรุง Mitsubishi Xpander Minorchange คือการ เปลี่ยนมาใช้เกียร์อัตโนมัติ CVT (Continuously Variable Transmission) แทนที่เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะแบบเดิม แม้ว่าเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร รหัส 4A91 ยังคงเดิม แต่การจับคู่กับเกียร์ CVT รุ่นใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน และลดอัตราการปล่อยมลพิษลงได้อย่างชัดเจน
จากการทดสอบอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง พบว่า Xpander Minorchange ทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมประมาณ 0.6-0.7 วินาที และในช่วงเร่งแซง 80-120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ดีขึ้นถึง 1.1 วินาที ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะที่คล่องตัวและตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ด้านการประหยัดน้ำมัน จากการทดสอบวิ่งระยะทางไกลด้วยความเร็วคงที่ 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง พบว่า Mitsubishi Xpander Minorchange ทำตัวเลขได้ถึง 15.48 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถยนต์ MPV 7 ที่นั่ง และติดอันดับต้นๆ ในกลุ่ม
ระบบช่วงล่างและเบรก: ความนุ่มนวลที่เพิ่มขึ้น
ระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ MacPherson Strut และด้านหลังแบบ Torsion Beam ยังคงเดิม แต่มีการ เปลี่ยนมาใช้โช้คอัพหลังที่ใหญ่ขึ้น พร้อมเพิ่มระยะ Ground Clearance เป็น 220 มิลลิเมตร การปรับปรุงนี้ส่งผลให้การขับขี่มีความนุ่มนวลขึ้นอย่างรู้สึกได้ โดยเฉพาะเมื่อขับขี่ในเมือง หรือผ่านสภาพถนนที่ไม่เรียบ แต่ยังคงความมั่นคงในการขับขี่ด้วยความเร็วสูง
ระบบเบรกด้านหน้าดิสก์เบรก ด้านหลังดรัมเบรก พร้อมระบบ ABS, EBD, ASC, TCL, HSA และ ESS ยังคงเดิม การตอบสนองของแป้นเบรกให้ความรู้สึกนุ่มนวล ควบคุมได้ง่าย เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง แต่สำหรับการเบรกกะทันหันจากความเร็วสูง อาจจะยังไม่ให้ความมั่นใจเท่าที่ควร
ความปลอดภัย: อุปกรณ์ที่ควรได้รับการพัฒนา
ในด้านความปลอดภัย Mitsubishi Xpander Minorchange ยังคงมาพร้อมโครงสร้างตัวถัง RISE (Reinforced Impact Safety Evolution) และอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น ถุงลมนิรภัย SRS 2 ตำแหน่ง เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุดทุกตำแหน่ง และจุดยึดเบาะ ISOFIX อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในตลาด หรือแม้กระทั่งคู่แข่งบางรุ่น การขาดระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เช่น ระบบเตือนการชนด้านหน้า (FCM), ระบบเตือนจุดอับสายตา (BSM), ระบบเตือนขณะถอยหลัง (RCTA) และการที่เข็มขัดนิรภัยคู่หน้ายังไม่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ ถือเป็นจุดที่ Mitsubishi ควรพิจารณาปรับปรุงอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ Xpander Minorchange มีความคุ้มค่าและปลอดภัยยิ่งขึ้น
คู่แข่งในตลาด: การเปรียบเทียบกับ Xpander Minorchange
Honda Mobilio / BR-V: จุดเด่นคืออัตราเร่งที่แรงที่สุดในกลุ่ม แต่การออกแบบที่ค่อนข้างเก่าอาจไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
Suzuki Ertiga / XL-7: Ertiga มีความลงตัวในหลายๆ ด้าน ทั้งอัตราเร่ง การประหยัดน้ำมัน และความสบายของเบาะแถว 3 ส่วน XL-7 เพิ่มความสปอร์ตด้วยการยกสูงและชุดแต่งจากโรงงาน แต่ทั้งสองรุ่นยังขาดระบบ ADAS
Toyota Veloz: เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของ Xpander โดย Veloz มาพร้อมดีไซน์ที่ทันสมัย ออปชันที่จัดเต็ม และระบบ ADAS ที่ครบครัน อย่างไรก็ตาม ในด้านสมรรถนะ Xpander Minorchange ยังคงมีอัตราเร่งช่วงเร่งแซงที่ดีกว่า ขณะที่ความสบายของเบาะนั่งโดยรวม Xpander ก็ยังคงเหนือกว่าเล็กน้อย
รุ่นย่อยที่น่าสนใจ: GLS Ltd. หรือ GT?
Mitsubishi Xpander Minorchange มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ GLS Ltd. ราคา 799,000 บาท และ GT ราคา 895,000 บาท
GLS Ltd.: ให้ความคุ้มค่าสูงสุดสำหรับผู้ที่ไม่ได้เน้นออปชันมากนัก ยังคงให้ความสบายในการนั่ง และอุปกรณ์พื้นฐานที่เพียงพอต่อการใช้งานประจำวัน
GT: เพิ่มเติมด้วยดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตขึ้น ล้ออัลลอย 17 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงที่รองรับ Apple CarPlay/Android Auto และฟังก์ชันที่สะดวกสบายอื่นๆ หากงบประมาณไม่ใช่ปัญหา การเลือก GT จะได้รับประสบการณ์ที่ครบครันยิ่งขึ้น
บทสรุป: การกลับมาที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
Mitsubishi Xpander Minorchange คือก้าวที่สำคัญของ Mitsubishi Motors ในการรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด MPV 7 ที่นั่ง การปรับปรุงในหลายๆ ด้าน ทั้งดีไซน์ที่ทันสมัยขึ้น ภายในที่หรูหราและตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น ขุมพลังที่ประหยัดน้ำมันและคล่องตัวขึ้น รวมถึงระบบช่วงล่างที่นุ่มนวลขึ้น ทำให้ Xpander Minorchange เป็นรถยนต์ที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง
แม้ว่ายังมีบางจุดที่สามารถพัฒนาต่อไปได้อีก โดยเฉพาะในเรื่องระบบความปลอดภัยขั้นสูงและคุณภาพเสียงเครื่องเสียง แต่โดยรวมแล้ว Mitsubishi Xpander Minorchange เป็นรถยนต์ที่คุ้มค่า น่าใช้งาน และยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับครอบครัวที่มองหารถ MPV 7 ที่นั่ง ที่มีความสมดุลระหว่างดีไซน์ สมรรถนะ และความคุ้มค่า
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ MPV 7 ที่นั่ง ที่ตอบโจทย์การใช้งานของครอบครัวได้อย่างลงตัว พร้อมด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น และการขับขี่ที่สบาย Mitsubishi Xpander Minorchange คือคำตอบที่คุณไม่ควรมองข้าม อย่าพลาดโอกาสสัมผัสประสบการณ์การขับขี่จริงได้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิใกล้บ้านคุณวันนี้!

